นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #5
พลอยพนม
...ทางเดินแคบ ๆ​ ​ที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว​ไปตามไหล่​เขา​และโขดเนิน​ที่พวกเราอาศัยเดินเท้าสัญจรจากกระท่อมทับ​ไปสู่หน้าเหมือง​ที่ซุกตัวอยู่​ในป่าลึกแห่งนี้กันทุก ๆ​ เช้า​นั้น​ เคย​เป็นเส้นทาง...

ตอน : ขุมทรัพย์กลางไพร

คลิกดูภาพขยาย


ก่อน​ที่ผม​จะลืมตาดูโลกราว ๆ​ สามสิบปี ทางเดินแคบ ๆ​ ​ที่เลี้ยวลดคดเคี้ยว​ไปตามไหล่​เขา​และโขดเนิน​ที่พวกเราอาศัยเดินเท้าสัญจรจากทับนอน​ไปสู่หน้าเหมือง​ที่ซุกตัวอยู่​ในป่าลึกแห่งนี้กันทุก ๆ​ เช้า​นั้น​ เคย​เป็นเส้นทางลำเลียงแร่ดีบุกออกจากเหมือง​เพื่อนำ​ไปขาย​ที่ตะกั่วป่ามาก่อน อีก​ทั้งสินแร่​ที่นำ​ไปขาย​เมื่อก่อนนั้น​ก็​เป็นเนื้อดีบุกล้วน ๆ​ ​เพราะผ่านการถลุงเสียก่อนแล้ว​ ​ส่วนกรรมวิธีการถลุง​เขา​จะทำกันอย่างไร คน​ที่เคยเห็น​กับตาตนเองมาจริง ๆ​ ก็กลับบ้านเก่า​ไปหมดแล้ว​ เหลือ​แต่ชนรุ่นหลัง พวก ลุง ป้า น้า อา หรือพวกรุ่นพี่ ๆ​ ของผมนั้น​ ผมไม่สู้มั่นใจนัก ​เพราะเรื่อง​ราว​ที่พวก​เขานำมาเล่าให้ผมฟัง ​ส่วนมากก็มัก​จะใสสีตีไข่ไม่ต่าง​ไปจากผมสักเท่าใด

จึง​เอา​เป็นว่า ผมขอเล่า​ไปตามหลักฐาน​ที่ปรากฏก็แล้ว​กัน!

​ซึ่งว่ากันว่าสมัยก่อนมีฝรั่งต่างชาติ​และจีนมลายู ​ได้เข้ามาขอสัมปทานทำเหมืองแร่ดีบุกในมณฑลภูเก็ตกันหลายพรรคหลายพวก ​โดยมี​พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิบบี้) สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต ​ซึ่ง​เป็นผู้​ที่มีบทบาท​สำคัญในการปกครอง​และจัดเก็บภาษีหัวเมืองปักษ์ใต้สมัยนั้น​ ​ได้รับการโปรดเกล้าฯจากล้นเกล้ารัชกาล​ที่ 6 ให้​เป็นผู้กำ​กับดูแล​และจัดเก็บภาษีต่าง ๆ​ เข้าคลังหลวง รวม​ทั้งภาษีสัมปทานเหมืองแร่ดีบุกนี้ด้วย

การทำเหมืองแร่ดีบุกในยุคนั้น​รุ่งเรืองเฟื่องฟู​เป็นอย่างมาก ​เนื่อง​เพราะแร่ดีบุกมีอยู่​ทั่วมณฑลภูเก็ต ดัง​จะเห็น​ได้ว่าทุกพื้น​ที่​ที่มีการทำเหมือง ก็​จะมีร่องรอยประจักษ์หลักฐานยืนยันอยู่​แทบ​ทั้งสิ้น ไม่เว้น​แม้กระทั่งกลางป่าลึกในดง​เขายา ​ที่พวกผมดั้นด้นเข้ามาขุดคุ้ยหินทรายค้นหาสินแร่กันอยู่​ในขณะนี้ด้วย

หลักฐาน​ที่ปรากฏแก่สายตาผมอย่างแรก ก็​คือ เส้นทางสัญจร​ที่​ใช้แรงคน​และวัวควายบุกเบิกสร้างกันขึ้น​มาไม่​ได้มาตรฐานเหมือน​กับการก่อสร้าง​ที่อาศัยเครื่องจักรกล​เป็นเครื่องทุ่นแรง มันจึง​ทั้งแคบ ​ทั้งคดเคี้ยว ​และสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ ​ไปตามรูปลักษณ์ของพื้น​ที่​ซึ่งมี​ทั้งหุบเหว​และช่อง​เขา​ที่คดเคี้ยว​ไปตามธรรมชาติ ​ส่วนหลักฐานอย่างอื่น ก็​ได้แก่ เครื่องมือเครื่อง​ใช้​และภาชนะบรรจุเสบียงอาหาร เศษกระเบื้อง ถ้วนชามรามไห ​ซึ่งพวกฝรั่ง​และคนจีนสมัยนั้น​นำมา​ใช้ตกหล่นฝังอยู่​ในดิน ตื้นบ้างลึกบ้าง ตาม​แต่สภาพภูมิประเทศ​และการเปลี่ยนแปลงของหน้าดิน​ที่เกิดจากสภาพน้ำป่าไหลท่วมทับในบางครั้งคราว

นอกจากนั้น​ หลักฐานสำคัญ​ที่ทำให้ผม​และ​เพื่อนกลาย​เป็นเศรษฐีน้อย ๆ​ กันขึ้น​มาในชั่วข้ามวันก็​คือ "ขี้ตะกรัน" ​ซึ่งพวกเราเกิดฟลุ๊ค​ที่ผม​เป็นผู้ขุดคุ้ย​ไปเจอมันเข้าอย่างคาดไม่ถึง ​เพราะมันกองซุกซ่อนสายตา​ใครต่อ​ใครอยู่​​ที่คูส่งน้ำโบราณ​ที่เราอาศัยผันน้ำ​ไป​ใช้หน้าเหมืองกันมานานจนเกือบครึ่งศตวรรษ ​และมีจำนวนมากจนเกือบครึ่งคันรถสิบล้อ

"ไอ้นุ้ย-มึงขุดลอกคูน้ำอยู่​ตรงนี้นะ กูสามคน​จะขึ้น​​ไปกั้นทำนบปิดน้ำเหนือโตนน้ำตก แล้ว​​จะปล่อยน้ำลงมา"

ไอ้บองหลาแนะนำทำ​ความเข้าใจ​และมอบงานให้ผม เสร็จแล้ว​มันก็ชวน​เพื่อนอีกสองคนขนเครื่องมือ ​ทั้ง มีดพร้า จอบ ​และชะแลงสำหรับงัดก้อนหินก้อนโต ๆ​ เดินตามหลังลับหายกันขึ้น​​ไปบนโตนน้ำตก​ที่อยู่​เหนือขึ้น​​ไปพอกู่ร้อง​ได้ยิน ผมอยู่​ข้างหลังก็จัดแจง​ใช้ชะแลง​และจอบขุด​แต่งคูน้ำ​ที่มีขนาดกว้างประมาณ 1 เมตร ​เพื่อรองรับสายน้ำ​ที่พวกนั้น​​ไปสร้างทำนบกั้น​และปล่อยน้ำลงมา​จะ​ได้ไหลสะดวก​ ไม่เอ่อท้นออกนอกช่องทาง

มัน​เป็นคูน้ำเก่าแก่ยุคพวกเจ๊กผมเปีย​กับพวกฝรั่งตาน้ำข้าวนั่นแหละ​ขุดกันขึ้น​มา

​ที่ผมรู้ว่า​เป็นคูน้ำในยุคนั้น​ ก็​เพราะขุด​ไปขุดมาผมก็​ไปเจอสิ่งของเก่า ๆ​ เข้าหลายอย่าง เช่น พวกเศษกระเบื้องถ้วยชามลวดลายโบราณ ​และจอบหูช้างรุ่นเก่า​ซึ่งโดนสนิมกัดเซาะเว้าแหว่งปากอ้าเหมือนปากไอ้เท่งหนังตะลุง หนำซ้ำบางครั้งยังขุด​ไปเจอเข้า​กับก้อนกรวด​ที่แข็งผิดธรรมดาเข้าอีก ทำให้มือไม้ถลอกปอกเปิด ปวดแสบปวดร้อนจนแทบ​จะถอดใจ​และโบกมือลาเสียให้​ได้

แข็งเหมือนเปรต !

ผมนึกสาปแช่งมันอยู่​ในใจ ก่อน​จะก้มลงหยิบขึ้น​มาดู

ก้อนกรวดอะไร​วะ- -ดูแปลก ๆ​ หนักก็หนัก? ผมนึกสงสัย ​แต่แล้ว​ก็โยนทิ้งน้ำตามเดิม

สักครู่สายน้ำสีขุ่นข้นก็ไหลพุ่ง​เป็นเกลียวมาตามร่องคูข้างหน้า​ที่ผมยังขุดลอก​ไปไม่ถึง ​และมันก็เอ่อล้นออกด้านข้าง​ทั้งสองด้านอย่างรุนแรง ก่อน​จะไหลเข้ามารวม​เป็นสายเดียวกันใหม่ แล้ว​ก็ทะลักลงในคู​ที่ผม​กำลังขุดลอกอยู่​ กระทั่งยกระดับสูงขึ้น​มาถึงหน้าขาของผม​และมันก็ไหลเชี่ยวจนผมยืนต้านไม่อยู่​

ชะรอยพวกนั้น​คงปิดกั้นทำนบกันเสร็จแล้ว​?

ผมเห็นท่าไม่ดีก็ขยับขึ้น​​ไปยืนดูอยู่​บน​ที่สูง ทอดสายเพ่งมองเกลียวน้ำข้นคลักไหลผ่านหน้าผม​เป็นลำยาวเหมือนงูยักษ์สีน้ำตาล​กำลังเลื้อยฝ่าต้นไม้ใบหญ้ามุ่ง​ไปหาเหยื่อข้างล่างอย่างรวดเร็ว...​ แล้ว​ใน​ที่สุดสายน้ำนั้น​ก็ค่อย ๆ​ เปลี่ยนสีอ่อนลงกระทั่งใสแจ๋วมองเห็นกรวดทรายท่องร่องชัดเจน

"ยัดแม่ง-ไอ้นุ้ย ลอกคูน้ำ​ได้กี่เมตรวะ-มึง" ไอ้บองหลาตะโกนด่าผมมา​แต่ไกล ​เมื่อมันเห็นผมขึ้น​มายืนกุมชะแลงอยู่​บนโขดหิน ผมบอกมันว่า ผม​เอาชะแลงปักลง​ไปโดนอะไร​เข้าก็ไม่รู้ ลักษณะเหมือนก้อนกรวด ​แต่แข็งยิ่งกว่าเหล็กกล้า มือไม้ถลอกปอกเปิดฉิบหายหมดแล้ว​...​

"กรวดพ่อกรวดแม่-มึงนะสิ แข็งกว่าเหล็ก" ไอ้หมึกหัวเราะ "อ้างมือถลอก หรือคิด​จะหาช่องทางเลี่ยง​ไปฟัดอีบัวก็ว่ามาเถอะ"

ผมยกฝ่าเท้าให้มัน

"ไอ้เปรต กูไม่อาด*ถึงขนาดนั้น​หรอกวะ"


​และพลันนั้น​ ไอ้พริ้ง​ซึ่ง​กำลังยืนก้มหน้ามองดูก้อนหินก้อนกรวดในท่องร่องอยู่​ริมชายคู ก็ทรุดนั่งยอง ๆ​ อย่างรวดเร็ว ก่อน​ที่​จะก้มลง​ไปคว้าก้อนกรวด​ที่ผมว่าขึ้น​มาก้อนหนึ่ง​ จ้องมองจนตาลุกวาว

"ไอ้นุ้ยเอ๋ย ท่าทางมึง​จะ​ได้เมียก็เ​ที่ยวนี้แหละ​"

พูดจบไอ้พริ้งก็ส่งเม็ดกรวดก้อนนั้น​ให้บองหลาดู

"โว้ย- -เจ้าป่าเจ้า​เขา-ท่านโปรดปราณลูกช้างแล้ว​- - ขี้กางโว้ย-ไอ้นุ้ย เราเจอแหล่งขี้กางเข้าแล้ว​"


ไอ้บองหลาตาเหลือกถลนราว​กับ​จะหลุดออกนอกเบ้าเหมือนคนใกล้ตายด้วย​ความตื่นเต้นดีใจ


​เพื่อน ๆ​ ของผม​ทั้งสามคนดีอกดีใจจนผมเล่าไม่ถูก ​เพราะผมเองก็พลอยดีใจจนหัวใจเต้นรัว​ไป​กับพวกมันด้วย ​เมื่อรู้ว่าก้อนกรวดพวกนั้น​ ​ที่แท้ก็​คือขี้ตะกรัน หรือสะแหลกดีบุก​ที่​เขา​ใช้​เป็น​ส่วนประกอบในการสร้างยานอวกาศ รวม​ทั้งหัวจรวดนำวิถี​และขีปนาวุธต่าง ๆ​ ​ซึ่งมีราคาแพงประดุจทองคำ

"ว่า​แต่ว่ามัน​จะมีให้ดีอกดีใจกันซักกี่เมล็ด" ผมแสร้งว่า ​เพราะผมยังไม่เห็นมันกอง​เป็นภูเขาเลากาตาม​ที่​เขาเล่าลืออยู่​ตรงไหนสักแห่ง

"ไอ้เปรต มึงอย่าปากหมา"

ไอ้บองหลาหันมาทำตาเขียวใส่ผม ​เพราะ​แต่ไหน​แต่ไรพวกชาวเหมือง​เขามี​ความเชื่อกันว่า ​เมื่อเข้ามาอาศัยในป่าดงดิบท่ามกลางการคุ้มครองดูแลของเจ้าป่าเจ้า​เขา​และพ่อแก้วแม่แก้วอัน​เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ที่ทุกคนเคารพนับถือกันนั้น​ ​จะ​ต้องกระทำตนให้อยู่​ในร่องในรอย นอกจากไม่ประพฤติชั่ว ไม่กระทำการต่าง ๆ​ ผิดกฎขนบธรรมเนียมของชาวเหมืองแล้ว​ ​จะพูดจาก็​ต้องระวังปาก ในกรณีเช่นนี้ ห้ามปากสว่านพูดซี้ซั้ว ใน​เมื่อเจ้าป่าเจ้า​เขาท่านอุตส่าห์ดลบันดาลชักนำให้มาเจอกรุสมบัติเข้าอย่างนี้ ขืนปากสว่านพูดไม่เข้าหู ประเดี๋ยวท่านเกิดหมั่นไส้แล้ว​เรียกคืนขึ้น​มา พวกเราก็​จะพากันชวด​ไปเสียเท่านั้น​...​

"นอกจากตรงนี้แล้ว​ มึงเจอแถวไหนอีกบ้าง?" ไอ้หมึกหันมาถามผมด้วยสีหน้าท่าทาง​ที่ยังตื่นเต้นไม่หาย

ผมยกมือซ้ายเท้าสะเอว มือขวาชี้กราด "ตั้งแต่ตรงโน้น...​ยันโน่น แล้ว​ก็เลย​มาถึงตรงนี้ ​และ​ที่มึงยืนแกว่งกะทออยู่​นั่นก็มี...​ ไม่งั้นฝ่ามือกู​จะแตกน้ำข้าวชิบหายวายวอดอย่างนี้​ได้เรอะ-ไอ้ห่า?"

ไอ้บองหลาฉีกยิ้มเหมือนหมาเห็นขี้ ก่อนฉวยโอกาสยกตน​เป็นผู้บัญชาการทัพเหมืองว่า

"วันนี้กูอนุญาตให้มึง​เอาฝ่ามือผู้ดีตีนแดง​ไปออเซาะอีบัว​ได้เลย​ เผื่ออีนั่นมัน​จะหายาแดงทาให้" แล้ว​มันก็ตีหน้าขรึม กำชับว่า "​แต่ห้ามปากโป้งเรื่อง​ขี้กางนะโว้ย ​ระหว่างนี้ขอให้รู้กันแค่พวกเราสามสี่คนนี้เท่านั้น​ คนอื่นไว้ทีหลัง"

"กูรับรอง --ไอ้นุ้ย-คราวนี้มึง​ได้​แต่งเมียแม่หม้ายของมึงแน่ ฮ่า ๆ​ " ไอ้หมึกพลอยหัวเราะชอบใจขึ้น​อีกคน

ขี้ตะกรัน หรือขี้กาง ตามภาษาปากชาวบ้าน แท้​ที่จริง​คือแร่แทนทาไลด์​ที่ผสมอยู่​​กับดีบุก ​ซึ่งชาวเหมืองสมัยก่อนยังไม่รู้จัก ​และพากันคิดว่า​เป็น​ส่วนเกินหรือ​เป็นกาก​ที่​ต้องขจัดทิ้ง ​เมื่อจบสิ้นกระบวนการถลุงจากเตาถลุงแร่เสร็จแล้ว​ก็นำ​ไปกองทิ้งไว้ไม่สนใจ ​เพราะฉะนั้น​ตามแหล่งต่าง ๆ​ ​ที่ปรากฏร่องรอยว่าเคย​เป็นโรงถลุงแร่มาก่อน ก็มัก​จะมีขี้ตะกรันกองท่วมหัวเหลือไว้แทบทุกแห่ง บางแห่งกองขี้ตะกรันเหล่านี้มีน้ำหนัก​เป็นสิบ ๆ​ ตันก็มี ​ซึ่งเวลานั้น​ดูเหมือน​เขา​จะรับซื้อกิโลกรัมละ 100-120 บาท​

ก็ขอให้​พระเดช​พระคุณทดลอง บวก ลบ คูณ หาร กันดูเถิด ว่าราคาค่างวดของมัน​แต่ละกอง​จะมากน้อยแค่ไหน

​เพราะฉะนั้น​ตัวผมผู้​ซึ่ง​ได้พบร่องรอยขุมทรัพย์กลางป่าลึกก็แสน​จะดีใจ ​แต่​ทว่า​ความดีใจ​ที่​จะ​ได้วกกลับ​ไปหาแม่ยอดยาหยี​ทั้งสองคนในขณะนั้น​ ดูเหมือน​จะมีน้ำหนักมากกว่า

เงินทองของนอกกาย!

สาบานสามวัดสามวา ผมไม่เคยตาลุกตาล่อ นึกอยาก​ได้จนเกินเหตุมาตั้งแต่ไหน​แต่ไร

"อ้ายคนบ้าห...​" ไอ้บองหลามันแสร้งเหยียดผมว่าอย่างนั้น​ ​แต่ผมก็ไม่ถือสามันหรอก พอมันพูดจบผมก็เดินผิวปากฮัมเพลงมาตามทางอย่างสบายใจเฉิบ...​



"ตามมาจน​ได้!"

สาวบัวทำเสียงดุใส่ผม ​เมื่อเห็นผมถ่อสังขารดั้นด้นตามหาแหล่งร่อนแร่ของหล่อน​กับน้องสาวจนเจอ

หญิงหมอน​ซึ่ง​กำลังก้มหน้าก้มตาขุดคุ้ยหินทรายใส่เรียงร่อนหาเม็ดแร่อยู่​ริมน้ำ ​ซึ่ง​เป็นสายธารเล็ก ๆ​ ​ที่แตกแขนงมาจากโตนน้ำตก​ที่พวกผมขึ้น​​ไปขุดคุ้ยร่องน้ำทำหน้าเหมืองกันอยู่​ หันมามองผม​กับพี่สาวของเธอสลับกัน​ไปมา ก่อน​จะพูดขึ้น​ว่า "ดีแล้ว​​ที่พี่บัวมีคนมาช่วย ฉัน​จะ​ได้​ไปช่วยพ่อทางโน้น...​ ​เมื่อเช้า​​ได้ยินแกบ่นไม่ค่อยสบายอยู่​ด้วย"

​จะเท็จจริงอย่างไรไม่รู้ ​ที่หญิงหมอนพูดว่าลุงทองไม่ค่อยสบาย หาก​แต่พูดจบหล่อนก็กระเตงเรียงร่อนแร่ประจำตัวก้าวเท้าหายลับ​ไปแล้ว​ ทางนี้ปล่อยปลาย่างไว้​กับแมวถึกเพียงลำพัง...​ ​ซึ่งผมไม่เข้าใจจริง ๆ​ ว่า ลึกลง​ไปข้างใน...​ หล่อน​กำลังคิดอะไร​อยู่​? ​แต่ก็ช่างเถอะ ไหน ๆ​ อุตส่าห์ถ่อสังขารดั้นด้นมาถึงแล้ว​ แผ่นพสุธา​จะสั่นไหว หรือ​เขา​พระสุเมรุ​จะพังทลายลงภายในวันสองวันนี้ หรือวันข้างหน้ามัน​จะมีอะไร​เกิดขึ้น​​กับผมก็ตาม ลูกผู้ชายชื่อไอ้แผนอย่างผมก็​พร้อมยอมตาย ​เพราะบัดนี้พิษรักวัยรุ่น​ได้กระเซ็นเข้าตาผมเสียแล้ว​

รักเข้าตาจนพร่าเลือนมองสิ่งไม่เห็นใด ​ถ้าหาก​ใครไม่เคยพบเจอ ผมก็บอกอาการของมันไม่ถูกเหมือนกัน สรุป​ได้เพียงว่า คนเรา​เมื่อเลือดเข้าตาก็มัก​จะดุดันจนช้างฉุดไม่อยู่​ ​ทว่าอาการรักเข้าตาของผมมันรุนแรงยิ่งกว่า

ก็อย่าง​ที่บอก!

​แม้​เขา​พระสุเมรุ​จะพังราบลงมาเดี๋ยวนั้น​ผมก็ไม่สนใจแล้ว​...​

วัวเคยขาม้าเคยขี่ ​เมื่อเหลืออยู่​เพียงสองเรา ​ความรักก็ลอยมาห้อมล้อมจนปราศจากช่องว่างสำหรับสิ่งอื่นผุดเข้ามาสอดแทรก​ได้

"นาน ๆ​ ​จะ​ได้กำด้ามจอมด้ามเสียมสักครั้ง มือไม้ก็​ต้องพังยับเยินแบบนี้แหละ​" สาวบัวจับฝ่ามือของผมพลิกหงาย ​และลูบตรงรอยแตกน้ำข้าว​ที่มีคราบน้ำเหลืองสีใส ๆ​ ไหลเยิ้มอยู่​อย่างแผ่วเบา "หมั่นเรียนหนังสือให้เก่งนะจ๊ะ​ ​จะ​ได้ไม่​ต้องมาตรากกรำลำบากเหมือนบัว"

เราสองนั่งคลอเคลียกันอยู่​บนแผ่นศิลาใหญ่ริมลำธาร ​ซึ่งแผ่ราบราว​กับพื้นคอนกรีต ผมอุ้มหม้ายสาวขึ้น​มานั่งบนตัก ดึงร่างน้อยของหล่อนให้ชิดแนบ​กับอกผม ​โดย​ที่ผมสอดแขนโอบกอดบั้นเอวของหล่อนไว้​แต่พอหลวม ปลายจมูกงอนงุ้มก็เฝ้าคลอเคลียวนเวียนอยู่​ตามไรผมของหล่อน หาก​แต่​เมื่อริเริ่มสัมผัสรักในวันนี้ ผมกลับรู้สึกว่า​ หม้ายสาวมิ​ได้มีอารมณ์ร่วมรันจวนชวนสิเน่หาเหมือนก่อน ตรงข้าม ​แม้หล่อน​จะยินยอม​พร้อมใจมอบเรือนกายอันน่าเชยชมของหล่อนให้ผมกอดรัด​โดยมิ​ได้ขัดขืน หรือ​ถ้าหากผม​จะฉวยโอกาสรุกล้ำล่วงเลย​​ไปมากกว่านั้น​ หล่อนก็คง​จะยินยอม​พร้อมพลีให้​แต่​โดยดี

​แต่​ทว่า​เมื่อ​ต้องประสบอากัปกิริยาสงบเสงี่ยมเจียมนวลราว​กับมีวาระซ่อนเร้นของหล่อนเข้าเช่นนั้น​ อีก​ทั้งถ้อยวาจา​ที่หล่อนเอื้อนเอ่ยออกมา​แต่ละคำ ก็ชวนให้จิตใจของผม​ซึ่งมัก​จะอ่อนไหวง่าย​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​​ต้องพลันชะงัก​และแปรผัน อารมณ์​ใคร่จากไฟปรารถนาของตนก็มอดลง จาก​ความมุ่งมาดในรสรักด้วยมนต์เสน่หา ก็กลับกลายย้ายมา​เป็น​ความหลงใหลด้วยใจปอง

อา - นี่เราเกิดหลงรักหม้ายสาวขึ้น​มาแล้ว​จริงหรือ?

"สาวบัว"

"จ๋า"

"สัญญาว่า​จะรอจนกว่าผม​จะเรียนจบ​และสอบบรรจุเข้าทำงานนะ"

ผมกระซิบเสียงแผ่ว หม้ายสาวหมุนร่างหันมาสบตาผม

สายตาเยือกเย็นอันบ่งบอกถึง​ความไม่มั่นใจของหล่อนทิ่มทะลุเข้ากลางทรวง จนผมรู้สึกเหน็บหนาว​และสั่นสะท้าน​ไป​ทั้งกาย

**********************************

* อาด = กระสัน รัญจวน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3337 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ขุมทรัพย์กลางไพร --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๑๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-17823 ], [58.10.198.15]
เมื่อวันที่ : ๓๐ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๓๓ น.

บทโรแมนติกไม่เลวแฮะ เขียนอ่านมันขึ้น​​ทุกที...​​

ชอบรูป​​ที่วาดประกอบมากครับ​​ ขอให้มีทุกตอนก็น่า​​จะดี ​​และขอเสนอแนะว่า ลองเขียนรูปวาดสไตล์นี้​​เป็นภาพสามช่องเสียดสีการบ้านการเมือง แบบผู้ใหญ่มา​​กับทุ่งหมาเมินในไทยรัฐ ลงบนหน้ากระดานเสวนาของศาลานกน้อยดูก็​​ได้ รับรองว่าอาจ​​เป็นอาชีพเสริมทำงานส่งหนังสือพิมพ์รายวัน​​ได้สบายมาก

ด้วย​​ความปรารถนาดี ลองดูนะครับ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17833 ], [110.49.193.203]
เมื่อวันที่ : ๓๑ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๔๘ น.

ขอบคุณ​​ที่แนะนำไอเดียดี ๆ​​ มากครับ​​ลุง ผมลืมนึกถึงเรื่อง​​นี้เสียสนิท แล้ว​​​​จะลองดูนะครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น