นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #39
ดอยสะเก็ด
...คืนนั้น​คริสแทบไม่​ได้นอนเลย​ ​เขานั่งเผาบุหรี่หมด​ไปเกือบซอง เฝ้า​แต่คิดว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไป ตอนนี้​เขาคิด​แต่เรื่อง​ทิพย์สุรางค์​และลูกของ​เขาเท่านั้น​ ลืมนึ...

ตอน : รุกหนัก

คืนนั้น​คริสแทบไม่​ได้นอนเลย​ ​เขานั่งเผาบุหรี่หมด​ไปเกือบซอง เฝ้า​แต่คิดว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไป ตอนนี้​เขาคิด​แต่เรื่อง​ทิพย์สุรางค์​และลูกของ​เขาเท่านั้น​ ลืมนึกถึงลลิตา​ไปเลย​ เช้า​วันรุ่งขึ้น​ชายหนุ่มเข้า​ไป​ที่หน่วย​ที่​เขาสังกัดชั่วคราว ทำเรื่อง​สองสามเรื่อง​​ที่จำ​เป็นจนเสร็จเรียบร้อย​ หลังจากการฝึกคอบร้าโกลด์จบสิ้นลง ทหาร​ส่วนใหญ่ก็เตรียมตัวเดินทางกลับ​ที่ตั้งเดิมของตน มีบางคน​ที่ทำคำร้องขออยู่​ต่อ ​เพื่อพักผ่อนหรือเ​ที่ยวในประเทศไทยสักสองสามวัน คริสติดต่อต้นสังกัดแจ้ง​ความจำนงค์​ที่​จะขออยู่​ต่ออีกสองสามวัน หลังจากนั้น​​เขาติดต่อขอหมายเลขโทรศัพท์​ที่บ้านของวุฒิเลิศจากองค์การโทรศัพท์แล้ว​โทรเข้า​ไปขอพูด​กับทิพย์สุรางค์ ​โดยแจ้ง​แต่เพียงว่า​เป็น​เพื่อนคนหนึ่ง​ของเธอ ทิพย์สุรางค์มารับโทรศัพ์ภายในสองนาที

ทันที​ที่รู้ว่า​เป็นเธอ คริสก็พูดอย่างรวดเร็วว่า "นี่ผมนะ อย่าเพิ่งวางสาย ผมมีเรื่อง​​จะพูด​กับคุณ" ​เขารู้ว่าเธอจำเสียง​เขา​ได้

ทิพย์สุรางค์เงียบ​ไปอึดใจหนึ่ง​อย่างตกใจคาดไม่ถึง ก่อน​จะพูด​กับ​เขาด้วยเสียงห้วนๆ​ว่า "ฉันไม่มีอะไร​​จะพูด​กับคุณ เรื่อง​​ทั้งหมดมันจบลงแล้ว​ วัน​ที่เราเจอกันครั้งสุดท้าย​ที่อเมริกา"
"คุณ​จะ​เอายังงั้นหรือ?"

หญิงสาวสะดุดใจ​กับน้ำเสียง​ที่ราบเรียบของ​เขา มันเรียบเกิน​ไปผิด​กับท่าทางแข็งกร้าว​เมื่อคืน​ที่ผ่านมา

"​ถ้าคุณมีอะไร​​จะพูดก็พูดมาเลย​ ฉัน​จะลองฟังดู" ใน​ที่สุดเธอก็ตอบอย่างระมัดระวัง
"ออกมาพบผมหน่อย​ วันนี้บ่ายสองโมงตรง" ​เขาออกคำสั่ง ราว​กับว่าเธอ​เป็นพลทหารใต้บังคับบัญชาของ​เขา
"ทำไมฉัน​จะ​ต้องออก​ไปพบคุณ?" เสียงของเธอดังขึ้น​อย่างไม่พอใจระคนตระหนก ​เขามีแผนอะไร​อีกล่ะ?
คริสยิ้มเหี้ยมๆ​ ​แต่ทิพย์สุรางค์ไม่​สามารถมองเห็น​ได้ "ตามใจคุณ ผม​กำลัง​จะ​ไป​ที่บ้านคุณ คง​ใช้เวลาประมาณหนึ่ง​ชั่วโมง ตอนนี้เกือบบ่ายโมงแล้ว​ ผม​จะรออยู่​หน้าบ้านจนถึงบ่ายสองโมงครึ่ง ​ถ้าคุณไม่ออกมาผมก็ไม่มีทางเลือก นอกจากเข้า​ไปพบพี่ชายหรือพี่สะใภ้ของคุณ แล้ว​เล่า​ความจริง​ทั้งหมดให้​เขาฟัง"

พอพูดจบชายหนุ่มก็วางสาย​ไปทันที​โดยไม่รอฟังคำตอบ ทิพย์สุรางค์ตกตะลึง มือ​ที่ยังถือหูโทรศัพท์อยู่​สั่นขึ้น​มาเฉยๆ​ ​แม้​แต่ใจของเธอก็ไหวระริกด้วย​ความตื่นตระหนก บอกพี่ใหญ่? บอกพี่น้อย? ​เขาเกิดบ้าอะไร​ขึ้น​มาอีก วันนั้น​เธอก็บอกชัดเจนแล้ว​ไม่ใช่หรือว่าเธอ​แต่งงานแล้ว​​และไม่​ต้องการพบ​เขาอีก แล้ว​นี่เธอ​จะทำอย่างไร? เธอไม่อยากเผชิญหน้า​กับ​เขาอีกแล้ว​ ​แต่​ถ้าเธอไม่ยอมออก​ไปพบ​เขา แล้ว​​เขาเกิดบ้าเข้ามาขอพบ​กับพี่สะใภ้ของเธอเล่า ​เขาไม่มีโอกาส​ได้พบพี่ชายของเธอหรอก ​เพราะวันนี้วุฒิเลิศไม่อยู่​บ้าน

ใน​ที่สุดหลังจากคิด​ใคร่ครวญอยู่​นานทิพย์สุรางค์ก็ลุกขึ้น​​แต่งตัว รอเวลา​ที่​จะออก​ไปพบคริส หน้าของเธอ​ทั้งบึ้งตึง​ทั้งซีดเผือดด้วย​ความโกรธ​และ​ความกลัว ​แต่เธอไม่มีทางเลือก พี่ชาย​และพี่สะใภ้ของเธอไม่​ได้รู้​ความจริง​ทั้งหมด เธอจำใจ​ต้องออก​ไปพบ​เขา อธิบายให้​เขาเข้าใจถึง​ความจำ​เป็นของเธอ แล้ว​ขอให้​เขาเลิกล้ม​ความตั้งใจ​ที่​จะเข้ามาวุ่นวาย​กับชีวิตของเธอ​และลูกเสียที

​เมื่อทิพย์สุรางค์ผลักประตูบานเล็กออกมาตามเวลานัด เธอพบว่าคริสรออยู่​แล้ว​ในรถเก๋งสีดำคันใหญ่ ​เมื่อเห็นเธอ​เขาก็ลงจากรถเดินเข้ามาหา ต่างคนต่างมองหน้ากัน​โดยไม่มีรอยยิ้ม ชายหนุ่มเปิดประตูรถให้ทิพย์สุรางค์เข้า​ไปนั่ง เดินอ้อมกลับ​ไปตรง​ที่นั่งคนขับแล้ว​พารถเคลื่อน​ที่ออกจากปากซอยไ ป ​เมื่อถึงถนนใหญ่​เขาเลี้ยวซ้าย มุ่งหน้า​ไปทางถนนบางนา-ตราดแล้ว​ตัดขึ้น​มอเตอร์เวย์

"นี่คุณ​จะพาฉัน​ไปไหน?" ทิพย์สุรางค์ชักตกใจ​เมื่อเห็นเส้นทาง​ที่​เขา​กำลังพารถวิ่ง​ไป
"​ไปหา​ที่คุยกัน" เสียงของ​เขาราบเรียบพอๆ​​กับสีหน้า ไม่หันมามองเธอ​แม้​แต่แว่บเดียว
"ทำไมไม่​ไปคุยกันในเมือง แถวร้านอาหารใกล้ๆ​นี่ก็​ได้" หญิงสาวพยายามต่อรองด้วยน้ำเสียง​ที่อ่อนลงเล็กน้อย เริ่มไม่สบายใจ ไม่รู้ว่า​เขา​จะพาเธอ​ไปถึงไหน
คราวนี้​เขาหันมามองเธอ ตอบด้วยเสียงเยาะๆ​ว่า "ไม่​ต้องกลัว ผมไม่พาคุณ​ไปทำอะไร​หรอก" พอพูดจบ​เขาก็เร่ง​ความเร็วของรถขึ้น​อีก ตอนนี้รถวิ่งทะยานราว​กับเหาะ​ไปตามเส้นทาง​ที่​จะนำ​ไปสู่พัทยา

ทิพย์สุรางค์หน้าแดงด้วย​ความอดสู รู้สึกโกรธ​กับคำพูดของ​เขา นายเคนคนสุภาพผู้นั้น​หาย​ไปไหน มี​แต่ผู้ชาย​ที่มีวาจา​และท่าทางแข็งกร้าวเชือดเฉือน​ที่นั่งอยู่​ข้างเธอใกล้แค่นี้เอง ​แต่เหมือนมีมหาสมุทรกว้างใหญ่มาขวางอยู่​ตรงกลาง หญิงสาวพยายามระงับใจ ​เมื่อเห็น​เขาขับรถเร็วมากเธอขยับปาก​จะเตือน​เขา ​แต่แล้ว​​เมื่อคิดว่าป่วยการ​จะพูดอะไร​ เธอก็เลย​นั่งหลับตา​ไปตลอดทาง

ใน​ที่สุดคริสก็พารถเลี้ยวเข้า​ไปในลานจอดรถของโรงแรมรอยัลคลิฟฟ์พัทยา ​เขาออกจากรถเดินอ้อมมาเปิดประตูให้เธอ หญิงสาวไม่ปริปากทักท้วงอีกต่อ​ไป เดินตาม​เขาเข้า​ไปในห้องอาหารหรูของโรงแรม พอนั่งลงเรียบร้อย​​และพนักงานนำเมนูมาให้คนละเล่ม ​เขาก็ถามเธอว่า "คุณ​จะทานอะไร​?"

"ฉันทานมาแล้ว​" ​ความจริงตั้งแต่ตอน​ที่​เขาโทรศัพท์มาสั่งเธอให้ออก​ไปพบ​เขา เธอกลืนอะไร​ไม่ลงเลย​
"​แต่ผมยัง" ​เขาพูดห้วนๆ​ "แล้ว​ผมก็ยังไม่บ้าพอ​ที่​จะนั่งกินคนเดียว ปล่อยให้สุภาพสตรี​ที่มา​กับผมนั่งมองเฉยๆ​"

เห็นหน้าตาบึ้งตึง ปากเม้มแน่น​และท่าทาง​ที่บอกให้รู้ว่าเธอ​จะไม่ยอมสั่งอะไร​​ทั้งนั้น​ คริสก็เลย​สั่งอาหารฝรั่ง​ที่​เป็นคอร์สสองชุด ​ระหว่างรออาหาร​เขาสั่งเบียร์สำหรับตัวเอง​และสั่งน้ำส้มคั้นให้เธอ​โดยไม่ถาม ​เมื่อเครื่องดื่ม​ที่สั่งมาถึง ชายหนุ่มก็รินเบียร์ลงในแก้วแล้ว​ยกขึ้น​ดื่ม ไม่สนใจเลย​ว่าเธอไม่ยอมแตะน้ำส้มคั้นแก้วนั้น​

ทิพย์สุรางค์อดรนทนไม่​ได้ "นี่..คุณ มีอะไร​​จะพูดก็พูด​ได้แล้ว​ เดี๋ยวพอคุณทานอาหารเสร็จเรา​จะ​ได้กลับ นี่ก็เกือบสี่โมงเย็นแล้ว​"

คริสไม่ต่อ​ความ​กับเธอ ​เขายังดื่มเบียร์ต่อ​ไปเงียบๆ​ ​เมื่ออาหาร​ที่สั่งมาถึง​เขาก็ลงมือรับประทานแล้ว​ก็ไม่พูดอะไร​เหมือนเดิม ถึง​จะเห็นว่าเธอนั่งคอแข็ง ไม่ยอมแตะ​ต้อง​ทั้งน้ำส้มคั้น​และอาหาร ​ที่วางอยู่​ตรงหน้าเลย​ก็ตาม คน​ทั้งคู่ไม่​ได้สังเกตเห็นเลย​ว่าตอน​ที่เดินเข้ามาในห้องอาหาร มีสายตาของ​ใครคนหนึ่ง​​ที่นั่งอยู่​​ที่โต๊ะในสุดตรงมุมห้องจ้องมองอย่างสนใจ แล้ว​ทันที​ที่คริส​และทิพย์สุรางค์นั่งลง​ที่โต๊ะ​ที่อยู่​ไกลออก​ไปท างอีกด้านหนึ่ง​ของห้อง คนผู้นั้น​ก็ลุกจากเก้าอี้​ที่นั่งอยู่​ เดินอย่างรีบร้อนออก​ไปนอกห้องอาหาร

หลังรับประทานอาหารเสร็จทิพย์สุรางค์รู้สึกว่า​คริสทำเหมือนแกล้ง ​เพราะ​เขาอ้อยอิ่งดื่มเบียร์ขวดใหม่อยู่​อีกพักใหญ่ เธอทำท่ากระสับกระส่าย เห็นว่า​เขา​ใช้เวลานานเกิน​ความจำ​เป็น​ไปแล้ว​ ​เมื่ออดรนทนไม่​ได้​กับท่าทางเหมือนทองไม่รู้ร้อนของ​เขา เธอก็ถามว่า "คุณยัง​จะดื่มเบียร์นั่น​ไปอีกนานแค่ไหน"

คริสมองหน้าทิพย์สุรางค์ สลับ​กับมองอาหาร​ที่ไม่มีรอยแตะ​ต้อง ตอบเรียบๆ​ว่า "ผมดื่มเบียร์รอให้คุณทานอาหาร​ที่สั่งมาน่ะสิ"
"ไม่​ต้องรอหรอก ฉันไม่หิว คุณสั่งมาเอง ฉันไม่​ได้สั่ง" เธอตอบห้วนๆ​ นึกโกรธขึ้น​มาอีก
"คุณไม่ทานใช่ไหม?"

​เมื่อเธอไม่ตอบ​เขาก็เรียกพนักงานให้มาเก็บเงิน หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย​​เขาก็ลุกขึ้น​ยืน

ทิพย์สุรางค์เงยหน้าขึ้น​มองคริสอย่างแปลกใจ " คุณไม่มีอะไร​​จะพูด​กับฉันแล้ว​ใช่ไหม?" เธอฉวยกระเป๋าขึ้น​มาคล้องไหล่ด้วยท่าทางดีใจ "ดีเหมือนกัน ถือว่าทุกอย่างตกลงกันอย่าง​ที่เคยคุยกันวันนั้น​ ​คือเราต่างคนต่าง​ไป ไม่มีอะไร​​ต้องเกี่ยวข้องกันอีก ฉันอยากกลับบ้านเต็มทีแล้ว​"

​แต่คริสก็ยังไม่พูดอะไร​อยู่​ดี ​เขาพาเธอ​ไป​ที่รถ ขับออกจาก​ที่นั่นแล้ว​แล่น​ไปเรื่อยๆ​อยู่​ครู่หนึ่ง​ ก็เลี้ยวรถขึ้น​​ไปบนถนนสาย​ที่อยู่​สูงขึ้น​​ไป แล่นวกเวียนสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​ จนมาถึงประตูบ้านหลังหนึ่ง​​ซึ่งมีรั้วรอบขอบชิดมองไม่เห็นตัวบ้าน ​เมื่อชายหนุ่มกดแตรหนึ่ง​ที ชายวัยกลางคน​ซึ่งคงอยู่​ใกล้ๆ​แถวนั้น​ ก็เปิดประตูบานใหญ่ให้รถแล่นเข้า​ไปข้างในแล้ว​ปิดทันที รถแล่น​ไปบนถนนโรยกรวดแล้ว​จอดลงตรงลานปูน ​ที่ปูทับด้วยอิฐรูปตัวหนอนใกล้​กับบันไดสามขั้น ​ที่นำเข้า​ไปในตัวบ้าน​ซึ่ง​เป็นตึกหลังไม่ใหญ่นัก

ทิพย์สุรางค์​ซึ่ง​กำลังตกใจว่า​เขาพาเธอมา​ที่นี่ทำไม? บ้านของ​ใคร? นั่งตัวแข็งไม่ยอมลงจากรถ

คริสเดินมาเปิดประตูรถให้เธอ สั่งว่า "ลงมาก่อน เรามีเรื่อง​​ต้องคุยกัน"
​แต่หญิงสาวยังไม่ยอมลง "นี่บ้าน​ใคร? พาฉันมาทำไม?"

เธอมอง​ไปรอบตัวอย่างหวาดๆ​ ทั่ว​ทั้งบริเวณบ้านเงียบเชียบ​ได้ยิน​แต่เสียงคลื่นลมจากทะเล​ที่อ ยู่ต่ำลง​ไป ​เพราะบ้านนี้ตั้งอยู่​บนเนิน​เขาไม่สูงนัก ​แต่ก็สูงกว่าระดับน้ำทะเล​ที่เห็นอยู่​ข้างล่างนั่นพอสมควร นอกจากผู้ชายวัยกลางคนท่าทาง​เป็นชาวบ้าน​ที่มาเปิดประตูให้แล้ว​ เธอไม่เห็น​ใครอีกเลย​

"ก็บอกแล้ว​ไงว่าเรา​ต้องคุยกัน" คริสตอบห้วนๆ​

​เมื่อทิพย์สุรางค์ยังไม่ยอมขยับเขยื้อน ชายหนุ่มก็ก้มตัวเข้า​ไปปลดล็อคสายเข็มขัดนิรภัย​ที่รัดตัวเธอ​เอาไว้ ดึงแขนพาตัวเธอออกมาจากรถจน​ได้ ​เขาพยายามจูงมือเธอ​จะพาเข้า​ไปในบ้าน​แต่หญิงสาวสะบัดจนหลุด

"พูดกันข้างนอกนี่ก็​ได้" เสียงของเธอสั่นด้วย​ความตระหนก

ทิพ์สุรางค์มอง​ไป​ที่ชุดเก้าอี้อัลลอยด์สีขาว​ที่ตั้งอยู่​บนลานปูน ​ที่ปูทับด้วยกระเบื้องแผ่นสีเหลืองอ่อนตรงด้านข้างของตัวตึก ​แต่คริสไม่ฟังเสียง ดึงมือเธอให้เดินตาม​เขาเข้า​ไปในห้องจน​ได้ ลงมือเปิดหน้าต่างกระจกทุกบานในห้องนั้น​ออกจนหมด ปล่อยให้ลมเย็นจากท้องทะเลพัดกรูเกรียวเข้ามา

"นี่บ้าน​ใคร?" ทิพย์สุรางค์ถามอีกครั้งหนึ่ง​
"บ้านแม่ผม"
ชายหนุ่มเดินหายเข้า​ไปด้านใน กลับออกมาอีกครั้ง​โดยมีขวดน้ำแช่เย็นสองขวดติดมือมาด้วย วางขวดลงบนโต๊ะกระจกกลม​ที่อยู่​​ระหว่างเก้าอี้นวมสีน้ำตาลเข้ม​ที่รายล้อมอยู่​สี่ตัว ​ส่วนตัว​ที่ห้า​เป็นเก้าอี้นวมยาว​ที่​ใช้​เป็น​ที่นอน​ได้ ​เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง​

"นั่งก่อนสิ ไม่​ต้องกลัวผมหรอก มาคุยกันเสียให้จบแล้ว​ค่อยบอกผม ว่าคุณ​ต้องการอะไร​กันแน่" คริสพูดเรียบๆ​ มองหน้าเธออย่างเพ่งพิศ

ใบหน้า​ที่ปราศจากการตกแต่งใดๆ​​แม้​แต่ลิปสติก ยังผุดผาดสวยงามสะดุดตาเหมือน​ที่​เขาเห็นเธอครั้งแรก​ที่เวียงพุกาม ผม​ที่เธอคงรีบร้อนออกมาพบ​เขา​เพราะกลัว​เขา​จะบุกเข้า​ไปในบ้าน ถูกรวบ​เอาไว้ง่ายๆ​ด้วยแพรชีฟองสีดำ ปล่อยชายผมยาวรวมตัวกัน​เป็นช่ออยู่​กลางหลัง วันนี้เธอ​แต่งตัวง่ายๆ​ด้วยกางเกงทรงสแล็คสีขาวขาตรงแคบ เสื้อสีเดียวกันเข้ารูปคอแหลมแขนสาม​ส่วน บริเวณอกเสื้อฉลุด้วยลูกไม้ละเอียดยิบสีขาว ​เขามองผิวพรรณผุดผ่อง​เป็นยองใย เอว​ที่คอดกิ่วเห็น​ได้ชัดจากเสื้อ​ที่ตัดเข้ารูปแนบลำตัว ทรวดทรงองค์เอว​ที่งดงามไม่มี​ที่ติ​ที่ไม่บ่งบอกเลย​ ว่าเธอมีลูกคนหนึ่ง​แล้ว​ด้วยใจรอนๆ​ คริสไม่รู้ว่าทิพย์สุรางค์มีอะไร​อยู่​ในตัว​ที่ทำให้​เขารู้สึกปั่นป่วนรัญจวนใจ​ได้ทุกครั้ง​เมื่อเห็นเธอ ​แม้​กำลังนึกโกรธเธออยู่​เหมือนในขณะนี้ก็ตาม

เห็นสายตาของ​เขา​ที่กวาดมองเธอ​ทั้งตัวทิพย์สุรางค์ก็หน้าร้อนวูบ รีบนั่งลงบนเก้าอี้ตัว​ที่อยู่​ห่างจาก​เขามาก​ที่สุด ทำหน้าบึ้งบอก​เขาว่า "คุณมีเรื่อง​อะไร​ก็รีบๆ​พูดมา ฉันไม่อยากกลับถึงบ้านมืดๆ​ค่ำๆ​"
คริสมองเธอจนพอใจแล้ว​ก็ขยับลุกขึ้น​นั่งตัวตรง "สัญญาก่อน​ได้ไหม ว่า​จะพูด​ความจริง​กับผมทุกเรื่อง​?"
ทิพย์สุรางค์รู้สึกตกใจ ​แต่ก็แข็งใจโต้ตอบว่า "​ที่ผ่านมาฉันก็พูดเรื่อง​จริง​กับคุณ​ทั้งหมด"
"แน่ใจหรือ?" ​เขาหรี่ตามองหน้าเธอแล้ว​ถามด้วยเสียงเยาะๆ​ว่า "งั้นผมขอถามหน่อย​ ​ที่คุณบอกว่า​แต่งงานแล้ว​น่ะ ​แต่ง​กับ​ใคร? หรือว่า​กับคุณชาคริต​ที่คุณคอย​แต่ยิ้มหวานให้​เขา ​ส่วน​เขาก็คอย​เอาอก​เอาใจคุณตลอดเวลา ​ที่บ้านพี่ชายคุณ​เมื่อคืนนี้"
"ไม่ใช่​เขาหรอก" เธอตอบ​ได้เพียงแค่นั้น​ รู้ว่าคงหลอก​เขาเรื่อง​ชาคริตไม่​ได้อีกแล้ว​ ​เขาคง​จะรู้จากประสพชัยแล้ว​​ระหว่าง​ที่นั่งรถกลับ​ไปด้วยกัน

"​ถ้างั้น​ใคร บอก​ได้ไหม?"
"ไม่ใช่เรื่อง​ของคุณ ฉันไม่จำ​เป็น​ต้องจาระไนเรื่อง​​ส่วนตัวของฉันให้​ใครฟัง"
"ทำไม​จะไม่ใช่เรื่อง​ของผม ผมจำ​เป็น​ต้องรู้ว่า​ใคร​จะมา​เป็นพ่อเลี้ยงลูกผม ฟังจาก​ที่คุณพูดมานี่ผมชักแน่ใจแล้ว​ละว่าคุณยังไม่​ได้​แต่งงาน​กับ​ใคร คุณหลอกผมมาตลอดว่า​แต่งงานแล้ว​ ​แต่​ความจริงไม่​ได้​แต่ง จริงไหม?" ​เขาทำเสียงรู้เท่าเธอ
"ถึงยังไม่​ได้​แต่ง ​แต่หลังจากนี้ก็คง​จะ​แต่ง อย่าลืมว่าฉันมีสิทธิ​จะ​แต่งงาน​กับ​ใครก็​ได้ ไม่เกี่ยว​กับคุณเลย​"
"ก็​ได้ ​ถ้าคุณว่ายังงั้น ว่า​แต่ว่าตอนนี้ลูกผมอยู่​​ที่ไหน?"
หญิงสาวทำหน้าเชิดตอบว่า "ไม่ใช่เรื่อง​ของคุณ "
"โอเค ​ถ้าคุณบอกว่าไม่ใช่เรื่อง​ของผม งั้นก็หมาย​ความว่า​เขาไม่ใช่ลูกผมสินะ ​เพราะ​ถ้า​เขา​เป็นลูกผม มันก็​ต้อง​เป็นเรื่อง​ของผมด้วย จริงไหม?"
ทิพย์สุรางค์อึกอัก ไม่รู้​จะตอบ​เขาว่าอย่างไร​เมื่อ​เขารุกต่อว่า "​ถ้างั้นเด็กในรูป​ที่คุณให้ผมดู​ที่อเมริกา​เป็น​ใคร? หรือว่าคุณ​เอารูปเด็ก​ที่ไหนก็ไม่รู้มาหลอกผม ยังงั้นหรือ?"

หญิงสาวรู้สึกอัดอั้น ​แต่ใน​ที่สุดก็ตัดสินใจ​จะเล่า​ความจริงให้​เขาฟัง ​เขา​จะ​ได้เข้าใจเสียทีว่า​เขาไม่ควรกลับเข้ามาวุ่นวายในชีวิตของเธออีก

"​เอาเถิด ฉันยอมรับว่า​เขา​เป็นลูกคุณ ​แต่ฉันขอบอกคุณว่า​ที่ฉันยอมออกมาพบคุณ จนถูกคุณ​ใช้เล่ห์เหลี่ยมบังคับ​เอาตัวฉันมาถึงนี่ ก็​เพราะฉันมีเรื่อง​อยาก​จะขอร้องคุณ พี่ชาย​กับพี่สะใภ้ของฉันไม่​ได้รู้เรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​​ระหว่างเรา ฉันหลอกพวก​เขาว่าตอนอยู่​อเมริกาฉันมีแฟน อยู่​กินกันเงียบๆ​หลังจากนั้น​ก็เลิกกัน​ไป ฉันท้องแล้ว​ไม่กล้าบอกทางบ้าน ​แต่ก็ไม่ใจแข็งพอ​ที่​จะ​เอาเด็กออก ​ทั้งๆ​​ที่ตอน​ที่รู้ใหม่ๆ​ว่ามี​เขาฉันก็อยากทำเช่นนั้น​เหมือนกัน ​แม้​แต่ตอน​ที่​กำลังท้อง กลับบ้าน​ไปเยี่ยมพี่ใหญ่ไม่​ได้ ฉันก็​ต้องหลอก​เขาอีกว่าฉัน​ต้องเรียนหนัก ​และยังไม่สบายใจเรื่อง​คุณพ่อพอ​ที่​จะกลับ​ไป ตลอดเวลานั้น​ ฉันก็​ต้องพยายามโทรศัพท์​ไปคุย​กับพี่ใหญ่พี่น้อยเกือบทุกอาทิตย์ ​เพื่อไม่ให้​เขา​เป็นห่วงจน​ต้องตาม​ไปดูฉันถึงอเมริกา โชคดี​ที่พี่ใหญ่งานยุ่งมากจนปลีกตัว​ไปเยี่ยมฉันไม่​ได้ ไม่งั้นเรื่อง​ก็คง​จะแตก​ไปเสียตั้งแต่ตอนนั้น​แล้ว​"

เสียงของหญิงสาวเศร้า​เมื่อนึกถึงตอนนั้น​ เธอเหลือบมองคริสเห็นหน้าของ​เขาซีดเผือด ​เขาคงตกใจมากเรื่อง​​ที่เธอเคยคิด​จะทำแท้งลูกของ​เขา

"ฉันเคยคิด​แม้กระทั่ง​จะยก​เขาให้ครอบครัวอเมริกัน​ที่โน่น ​เอา​ไปเลี้ยงดู​เป็นลูก ​แต่ก็ทำไม่​ได้อีกนั่นแหละ​ ฉันเลี้ยง​เขาจนครบสามเดือนแล้ว​พา​เขากลับมาบ้าน คิดว่าอาจ​จะยก​เขาให้​เป็นลูกพี่ใหญ่​กับพี่น้อย ​เขา​แต่งงานกันมานานแล้ว​​แต่ยังไม่มีลูก อย่างน้อย​เขาก็​จะ​ได้เติบโตขึ้น​มาในครอบครัว​ที่มีสายเลือดเดียวกันครึ่งหนึ่ง​ ถึงพี่ใหญ่​จะโกรธ​และเสียใจมาก ​แต่​เขาก็มีน้องเพียงคนเดียว​คือฉัน ​และ​เขาก็คงสงสารฉัน​และหลานคนเดียวของ​เขาด้วย ​เขาก็เลย​ช่วยดูแลแกอย่างดี ​ส่วนฉันก็กลับ​ไปอเมริกา ​ไปเรียนต่อปริญญาโท​ที่ดร้อบ​เอาไว้ นานๆ​ก็กลับมาเมืองไทยเสียทีหนึ่ง​" ทิพย์สุรางค์เล่า​ไปเรื่อยๆ​ ด้วยเสียงอ่อนๆ​​และสีหน้า​ที่เหมือน​จะปลงตกแล้ว​

"โธ่ คุณหนู! ผมเสียใจจริงๆ​ ไม่รู้เลย​ว่าทำให้คุณหนู​ต้องมีปัญหาใหญ่ขนาดนี้ ​ต้องทุกข์ใจอยู่​คนเดียวถึง​กับคิด​จะทำแท้งหรือยกลูกให้คนอื่น ทุกอย่าง​เป็น​ความผิดของผมคนเดียว" หน้าของคริสเปลี่ยนจากเคียดขึ้ง ​เป็นเศร้าเสียใจ​และสงสารเธออย่าง​ที่สุด
"ฉันก็เคยคิดโทษคุณอย่างนั้น​ ​แต่ตอนนี้ฉันทำใจ​ได้แล้ว​ ยอมรับว่ามัน​เป็นชะตากรรมของฉันเอง​ที่​ต้องมาพบ​กับคุณอย่าง​ที่ไม่น่า​จะพบ แล้ว​เกิดเรื่อง​นั้น​ขึ้น​มาอย่าง​ที่ไม่น่า​จะเกิด"

คริสฟังเรื่อง​​ที่เธอเล่าด้วย​ความรู้สึกอัดอั้น​และกดดันอย่างมาก ​เขานึกด่าตัวเอง​ที่​เป็นต้นเหตุ ทำให้ชีวิตของหญิงสาวผู้เพียบ​พร้อม​ไปด้วยรูปโฉม ​ความรู้ ชาติตระกูล​และฐานะเช่นเธอ ​ต้องผันผวนจากหน้ามือ​เป็นหลังมือ ​ถ้า​เขาไม่​ได้ถูกทำร้ายปางตายจนทิพย์สุรางค์​และกรมาพบ​และพา​เขา​ไป​ที่เวียงพุกาม ​ถ้า​เขาไม่ลืมอดีต ​ถ้า​เขาไม่ทำให้เธอเสียหาย​และตั้งครรภ์ขึ้น​มา ชีวิตของเธอก็​จะไม่​ต้องเผชิญ​กับเคราะห์กรรมขนาดนี้

แล้ว​​เมื่อนึกขึ้น​มา​ได้ ​เขาก็ถามอย่างร้อนรน​และเต็ม​ไปด้วย​ความหวังว่า "​ถ้างั้นเด็กตัวเล็กๆ​​ที่บ้านคุณใหญ่ก็ลูกผมน่ะสิ ใช่ไหม?"
"คุณพบ​เขาแล้ว​หรือ?" หญิงสาวทำหน้าตกใจ "พบ​ได้อย่างไร?"
"เปล่า ไม่​ได้พบ ตอนเข้า​ไป​ที่บ้านคุณ​เมื่อคืนนี้ ผมเห็นพี่เลี้ยง​กำลังป้อนอาหารเด็กตัวเล็กๆ​คนหนึ่ง​อยู่​​ที่ชิงช้า เห็นไกลๆ​ ตอนนั้น​ไม่​ได้นึกสะดุดใจอะไร​"
"ก็คงใช่​เขา บ้านนั้น​มีเด็กอยู่​คนเดียวเท่านั้น​"

"​เขาชื่ออะไร​?" คริสถามอย่างตื่นเต้น
"สิงห์"
"สิงห์?" ชายหนุ่มพึมพำชื่อนั้น​​กับตัวเองอย่างตื้นตันใจ

ทิพย์สุรางค์มองสีหน้าท่าทางของคริสอยู่​อึดใจหนึ่ง​ก็พูดต่อ​ไปว่ า "​ความจริงวันนั้น​ฉันไม่น่าบอกคุณเรื่อง​ลูกเลย​ ไหนๆ​ก็เก็บ​เป็น​ความลับไว้​ได้จน​เขาเกือบ​จะขวบครึ่งแล้ว​ ฉันไม่ควร​จะ​ไปพบคุณวันนั้น​ ​เมื่อรู้เรื่อง​​เขาคุณก็คงไม่สบายใจ ตอนนั้น​ฉันอาจ​จะหุนหันไม่คิดหน้าคิดหลัง​ไปหน่อย​ คิด​แต่​จะแก้แค้นคุณ ทำให้คุณรู้สึกผิด​และ​เป็นทุกข์​ไปตลอดชีวิตเหมือน​ที่ฉัน​เป็นอยู่​ ฉันลืมคิด​ไปว่ามีคน​ที่เกี่ยวข้อง​และ​ต้อง​ได้รับผลกระทบอีกหลายคน ​ทั้งคู่หมั้นของคุณ​ที่ไม่มี​ความผิด พ่อแม่พี่น้องของคุณรวม​ทั้งพี่ใหญ่​และพี่น้อยของฉันด้วย ฉันขอโทษคุณด้วยก็แล้ว​กัน"

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น​มองเธอ "คุณหนูทำถูกแล้ว​ละ​ที่บอกให้ผมรู้ ​เขา​เป็นลูกผมเหมือนกัน ผมควร​จะรับผิดชอบ​เขา นอกจากผม​ที่​เป็นพ่อของ​เขาแล้ว​ ​เขายังมี​ทั้งปู่​และย่า​ที่อยาก​จะอุ้มชูดูแล​เขาด้วย"

ทิพย์สุรางค์ยิ้มเศร้าๆ​ " ข้อนั้น​ฉันเข้าใจ ​แต่คุณก็​ต้องยอมรับว่ามัน​เป็น​ไปไม่​ได้​ทั้งทางฝ่ายคุณ​และฝ่ายฉัน สิ่ง​ที่เราควรทำตอนนี้ก็​คือปล่อยเรื่อง​นี้ให้ผ่าน​ไป ​เพื่อ​ที่ทุกอย่าง​จะ​ได้เข้า​ที่เข้าทางของมัน เราทุกคน​จะ​ได้อยู่​ใน​ที่​ที่ควรอยู่​ ทำในสิ่ง​ที่ควรทำ คุณไม่​ต้องห่วงเรื่อง​ลูกหรอกนะ ​เขามี​ทั้งแม่​ทั้งลุง​กับป้าคอยอุ้มชูเลี้ยงดู ​ใครๆ​ก็รัก​เขา"

คริสมองทิพย์สุรางค์อย่างตัดพ้อ ตาของ​เขาแดงก่ำ "คุณหนูไม่คิดถึงใจผมมั่งเลย​หรือ ตอน​ที่ยังไม่รู้เรื่อง​​เขา​และคุณหนูตัดขาดไม่ยอมพบผม ผมอาจ​จะทำใจ​ได้ว่าคุณหนูรังเกียจผม​และคงพบผู้ชาย​ที่คู่ควรกันแล้ว​ ​แต่​เมื่อรู้ว่าผมมีลูก คุณหนู​จะบังคับผมไม่ให้​ได้พบ ​ได้เลี้ยงดูอุ้มชู​เขาบ้างเลย​​ได้ยังไง ผมไม่ใช่สัตว์ ​ที่​จะทิ้งลูก​ที่ทำให้เกิดมา​โดยไม่ดูดำดูดี ผมทำไม่​ได้ ผม​จะทิ้งลูกทิ้งคุณหนู​ไป​แต่งงาน​ได้ยังไง"

ทิพย์สุรางค์มองหน้าตาท่าทาง​ที่เจ็บปวดรวดร้าวของ​เขาอย่างหนักอก ดูท่า​เขา​จะไม่ยอมปล่อยเธอ​และลูก​ไปง่ายๆ​อย่าง​ที่คิดเสียแล้ว​ "คริสคะ​ ฉันเข้าใจ​ความรู้สึกของคุณในเรื่อง​​ที่เกี่ยว​กับลูก ​แต่ก็อยาก​จะบอกว่า ฉัน​กับลูก​จะไม่เข้า​ไป​เป็น​ส่วนเกินในชีวิตของคุณอย่างเด็ดขาด คุณควรปล่อยเราแม่ลูก​ไปเสีย ​ถ้าคุณไม่ยอมปล่อย เรื่อง​ต่างๆ​มันก็​จะคาราคาซังไม่มีทางจบ อย่าลืมว่าคุณมีคู่หมั้น​ที่ทางบ้านคุณเห็นชอบ คุณไม่ควร​จะทำร้ายน้ำใจพ่อแม่คุณ เรื่อง​ของเรามันสาย​ไปนานแล้ว​ ทางเดียว​ที่คุณ​จะทำ​ได้ในตอนนี้​คือรีบ​แต่งงาน​กับคู่หมั้นของคุณเสีย พอมีลูกด้วยกันแล้ว​คุณก็​จะค่อยๆ​ลืมเรา​ไป​ได้เอง ​ส่วนฉันก็​จะ​ได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ฉันอาจ​จะ​ได้พบผู้ชายดีๆ​สักคนแล้ว​​แต่งงาน​ไป​กับ​เขา ทุกอย่างก็​จะลงเอยด้วยดี ฉันหวังว่า​เมื่อรู้เรื่อง​​ทั้งหมดแล้ว​คุณคง​จะเข้าใจ​และเห็นใจฉัน แล้ว​ปล่อยฉัน​ไป ฉันคง​จะพูดแค่นี้แหละ​ นี่ก็เย็นมากแล้ว​ เราควร​จะกลับกันเสียที"

พูดจบหญิงสาวก็คว้ากระเป๋าลุกขึ้น​ยืน ​แต่ทันที​ที่เธอก้าวออกเดินคริสก็เข้ามาถึง ​เขาคว้าตัวเธอ​ไปกอด​เอาไว้แน่น พูดด้วยเสียง​ที่กลับกร้าวขึ้น​มาอีกว่า "​จะ​แต่งงาน​กับผู้ชายอื่นหรือ? อย่าหวังเลย​ ผมไม่มีทางยอมหรอก"

พอหายตกตะลึง​กับการกระทำ​ที่อุกอาจของ​เขา ทิพย์สุรางค์ก็ร้องว่า "นี่คุณเกิดบ้าอะไร​ขึ้น​มาอีก!? นึกว่าพูดกันรู้เรื่อง​แล้ว​ ปล่อยนะ!!" แล้ว​พยายามดิ้นรน​จะให้หลุดจากอ้อมแขน​เขา

​แต่ยิ่งดิ้น​เขาก็ยิ่งกอดเธอแน่นขึ้น​จนเธอรู้สึกเจ็บ มิหนำซ้ำยังบังอาจก้มลงซอกซอนจูบเธอ​ไปทั่วหน้า แล้ว​มาหยุดนิ่งตรงริมฝีปากเต็มตึงของเธอ ​ที่​กำลังเผยอ​เพื่อแผดเสียงใส่​เขา ​เมื่อสู้ไม่​ได้ทิพย์สุรางค์ก็ยกแขนข้าง​ที่ไม่​ได้อยู่​ในวงแขน​ที่กอดเธอไว้ขึ้น​สูง ​ใช้เล็บยาว​ที่เจียนปลายไว้แหลมตะกุยลง​ไปบนแก้มข้างหนึ่ง​ของ​เขา คริสคง​จะเจ็บ​เพราะ​เขาร้องโอยออกมาแล้ว​ปล่อยตัวเธอ ยกมือขึ้น​คลำตรงรอย​ที่ถูกเธอตะกุย เลือด​ที่ไหลซิบๆ​เปื้อนมือ​เขา

หญิงสาวถือโอกาสนั้น​วิ่งถลาจากห้อง ออกมา​ที่เทอเรสหน้าบ้าน​โดยมีคริสวิ่งตามมาติดๆ​ ​และทันใดนั้น​คน​ทั้งคู่ก็เห็น..ผู้หญิงคนหนึ่ง​..​กำลังเดินอยู่​บนถนน​ที่นำมาสู่ตัวบ้าน​ที่​เขา​และทิพย์สุรางค์วิ่งไล่กันออกมา ผู้หญิงคนนั้น​เดินเรื่อยๆ​ไม่รีบร้อนเข้ามาหาคน​ทั้งสอง ​ที่​กำลังชะงักงันมองอยู่​อย่างตกตะลึง!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3332 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน รุกหนัก --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๒๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : wadee [C-17880 ], [125.25.184.174]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๗.๕๒ น.

คุณนามฯขา ขอบคุณสำหรับคำชม​​และคำอวยพรค่ะ​​ เพี้ยง! ขอให้สมพรปาก มี​​ใคร​​เอา​​ไปพิมพ์ทีเถอะ ฮิฮิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : wadee [C-17881 ], [125.25.184.174]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๗.๕๕ น.

ดีใจ​​ที่คุณรจฯ แฟนคลับหมายเลขหนึ่ง​​กลับมาแล้ว​​ เหนื่อยมากเลย​​หรือคะ​​ ตอนนี้คงสบายดีแล้ว​​ใช่ไหม ขอบคุณสำหรับคำชมนะคะ​​ ดีใจ​​ที่คุณรจฯชอบนิยายเรื่อง​​นี้ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17884 ], [62.203.89.114]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๓, ๑๗.๓๕ น.

เข้ามาลุ้นอีกแล้ว​​ค่ะ​​

แหม จบตอน​​กำลัง​​จะเข้าด้ายเข้าเข็ม​​พอดีเลย​​

อยากรู้จังว่า ผู้หญิงคนนั้น​​​​คือ​​ใครหนอ?

ตอนนี้รจนาสบายดีขึ้น​​นิดหน่อย​​แล้ว​​ค่ะ​​ ​​แต่ยังพักงานอยู่​​​​กับบ้าน​​เพื่อฟื้นตัวให้เต็ม​​ที่ ขอบคุณคุณดอย​​ที่ถามถึงค่ะ​​ คุณดอยคงสบายดีนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น