นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #4
พลอยพนม
...บนฟ้าโล่งเหนือผืนป่า​และขุน​เขา ดาวเดือนยังคงทอแสงกระพริบพราย นาน ๆ​ ​จะมีปุยเมฆบาง ๆ​ ลอยผ่าน​ไปสักครั้ง...

ตอน : หยาดน้ำค้างกลางแสงจันทร์

คลิกดูภาพขยาย


บนฟ้าโล่งเหนือผืนป่า​และขุน​เขา ดาวเดือนยังคงทอแสงกระพริบพราย นาน ๆ​ ​จะมีปุยเมฆบาง ๆ​ ลอยผ่าน​ไปสักครั้ง ผมนั่งชันเข่าบนพื้นทรายอ่อนนุ่มแหงนมองฟ้ารายรอบ ​ความงามของดวง​พระจันทร์ยั่วเย้าจิตวิญญาณ​ที่โหยหาอาวรณ์ต่ออารมณ์​ความรู้สึกชนิดหนึ่ง​ของผมให้ล่องลอย...​ลอย​ไปสู่สิ่ง​ที่เด็กหนุ่มทั่ว​ไปมักคาดหวัง?

​เมื่อเจ้าตัวน้อยหลับลงแล้ว​ หล่อนยัง​จะกล้าก้าวเท้าเดินลงจากทับกลับมาหาผมไหมหนอ?

"เราคบกันแค่นี้พอแล้ว​นะ!"

ทำไม?

หล่อนอาจหึงหวงน้องสาวของหล่อน...​? หรือว่า...​อิจฉา!

‘​แต่นั่นมันหนังไทย มิตร-เพชรา นี่หว่า...​’

คิดแล้ว​ก็ขำ...​

​แต่​ทว่า-คิด​ไปคิดมาผมก็อด​ที่​จะชะเง้อมองตรงทางเดิน​ที่ทอดลาดลง​ไปสู่เนินทับลุงทองเสียมิ​ได้ กระทั่งเวลาผันผ่าน​ไปชั่วครู่...​​และผมก็รู้สึกหนาว ใบหน้า​และท่อนแขนเปลือยเปล่านอกแขนเสื้อ​ต้องหยาดละอองน้ำค้าง​ที่พร่างพรมลงมาจนชุ่มชื้น​ไปทั่ว

ผมปลดผ้าขาวม้า​ที่คาดสะเอวขึ้น​โพกหัว ทอดสายตามองฝ่าแสงจันทร์ออก​ไป​โดยรอบ แรงปรารถนา​ที่ซ่อนลึกอยู่​ภายใน​กำลังจู่โจมขึ้น​มาอย่างไม่ปราณีปราศรัย ​และลึกลง​ไปกว่านั้น​--ผมรู้สึกเปลี่ยวเหงาอย่างจับจิต...​

ตรงฟากฝั่งลำธารฝั่งโน้น​เป็นทุ่งหญ้า​ที่เพิ่งถูกไฟป่าไหม้ลาม กระทั่งพื้นดินเตียนโล่งคล้ายพรมยักษ์สีมัว ๆ​ ปูทาบอยู่​กลางผืนป่า บนตอไม้สูงยังมีเปลวไฟสีแดงไหม้ลนลามหลงเหลืออยู่​​เป็นแห่ง ๆ​ ​และมันก็ลุกโชติช่วงกระทั่งมองไกล ๆ​ คล้ายดวงตาของสัตว์ร้าย​กำลังจ้องมองมา

ผมละสายตาจากทุ่งหญ้าไฟลามผืนนั้น​ มองกลับมา​ที่สายน้ำ​ซึ่งทาบทาแสงจันทร์ระยิบระยับอยู่​อีกครั้ง แล้ว​ก็ทอดตามองแมกไม้ทิว​เขา​ที่แลเห็นเลือนรางอยู่​ไกล ๆ​ ขณะลมป่าโชยพัดหอมกลิ่นสุคนธรสมารวยริน ผมเอื้อมมือ​ไปหยิบขลุ่ยบนพื้นทรายขึ้น​มาลูบเช็ดรอยน้ำลายของเจ้าตัวน้อย ​และรอยชุ่มชื้นจากหยาดน้ำค้างจนแห้งหาย แล้ว​จ่อริมฝีปาก เพลงอุทยานดอกไม้ในเวอร์ชั่นขลุ่ยไม้ไผ่ของผมก็พลิ้วแผ่วกังวาน...​

"ชมผกา จำปา จำปี กุหลาบ ราตรี พะยอม อังกาบ-​ทั้ง-กรรณิการ์
ลำดวน นมแมว ซ่อนกลิ่น ยี่โถ ชงโค มณฑา...​สายหยุด-เฟื่องฟ้า-ชบา​และสร้อยทอง"

"บานบุรี ยี่สุ่น ขจร...​ ประดู่ พุดซ้อน- พลับพลึง หงอนไก่ พิกุล-ควรปอง
งาม-ทานตะวัน รักเร่ กาหลง ประยงค์ พวงทอง...​บานชื่น---​สุขสอง พุทธชาดสะอาดแซม"

"...​...​...​...​...​...​...​...​...​ ...​...​...​...​...​"

ผมพลอยหลับตาเคลิบเคลิ้ม​ไปกังวานเสียงทุ้มต่ำของเพลงขลุ่ย​ที่ตนบรรจงกรีดนิ้วบรรเลงระริกรัว ครั้นถึงช่วงสุดท้าน​เมื่อเพลงขลุ่ยเพลงนั้น​จบลง ผมก็​ต้องสะดุ้ง​และตื่นจากภวังค์อันสุนทรี ​เมื่อรู้สึกเหมือนมีอะไร​สักอย่างลอยมากระทบหัวไหล่ของผมเบา ๆ​

ผมถอนขลุ่ยออกจากริมฝีปาก เพรียกหาแม่ยอดรักด้วยจิตใจ​ที่สั่นระทึกรัว

"บัว!-อยู่​ไหน.."

ปากก็พร่ำเพรียกเรียกร้อง...​สายตาก็สอดส่องแลหา ​ทว่ารอบกายกลับอ้างว้างวังเวง ไม่เห็น​แม้เงาของสาวเจ้า

หรือนางไม้นางไพรมากลั่นแกล้ง?

"บัว...​ ออกมาเดี๋ยวนี้เลย​นะ"

เงียบ!

ผม​เอามือป้องปาก​และส่งเสียงร้องเรียกดังขึ้น​กว่าเก่า

"สาวบัว...​! ผมคิดถึงใจ​จะขาดแล้ว​นะ อย่าแอบซ่อนอยู่​เลย​ ออกมาให้ชื่นใจหน่อย​เถอะ"

รอบนี้​ได้ผล!

หลังโขดหินห่างจากผมออก​ไปไม่เกินสามวา สาวงามอรชรในชุดกางขาสั้นรัดรูปอวดทรงองค์เอว​และ​ส่วนโค้งเว้าอย่างแนบสนิท ก็ก้าวเดินออกจาก​ที่ซ่อนมาหยุดยืนเท้าสะเอวอยู่​ตรงหน้าผม เชิ้ตแขนยาวสีลาย ๆ​ พับแขนสาม​ส่วน​ที่สวมใส่ปกปิดเนินเนื้อสงวนอยู่​ท่อนบนถูกรวบชายผูกรัดไว้เหนือสะเอว บ่งบอก​ความคะนองก๋ากั่นเหมือนนางเอกนิยาย​ที่เธออ่าน

โอ้-แม่หยาดน้ำค้างกลางไพร แม่เเทพธิดาของข้าหนอ ผมจ้องมองเรือนร่างอันงามงดของเทพธิดาผู้นั้น​อย่างตะลึงลาน ราว​ต้องมนต์สะกดจาก​ความงาม​ที่ปรากฏอยู่​ตรงหน้า ​เมื่อแรกเห็นตอนอยู่​บนกระท่อมทับผมไม่​ได้เพ่งพิศหล่อนมากนัก ​เพราะขณะนั้น​ภายในจิตใจมัว​แต่ครุ่นพะวงอยู่​​กับหม้ายสาว-แม่ยอดชู้คู่ชื่นของผม

บัดนี้แม่นางเนื้อทราย​ได้เยื้องย่างมาอวดโฉมให้เยือนยลอยู่​ใต้แสงจันทร์ส่อง ณ บนผืนทรายเบื้องหน้าอย่างเต็มสองนัยน์ตา...​

นี่ผมฝัน​ไปหรือเปล่า !?

ผมรีบลุกขึ้น​ยืน เหน็บขลุ่ยไว้​ที่สะเอว ​พร้อม​กับเอ่ยปากเรียกหล่อน

"หญิงหมอน"

"ผิดหวังละซี?" อีแม่สาวเชิดหน้าประชดถาม"พี่บัว​เขาวานให้ฉันมาตามนาย​ไปกินขนม"

ผมยืนฟังแน่นิ่งราว​กับน้ำเสียงของเธอนั้น​ล่องลอยมาจากดินแดนอันไกลโพ้น

หญิงหมอนหมุนตัวกลับ ผมเอื้อมมือรุด​ไปยื้อแขนข้างหนึ่ง​เธอมากุมไว้

"เดี๋ยว! อย่าเพิ่ง​ไป"

แม่นางไพรหยุดชะงัก ​พร้อมสะบัดปลายแขนหลุดจากการเกาะกุมของผมในทันที ​และหันมาเผชิญหน้าในระยะ​ที่ปลายจมูกโด่ง​เป็นสันงามของผม​กับแก้มสาวขาวนวลของหล่อนห่างกันไม่ถึงคืบ...​

"อย่ามาทำบ้า ๆ​ นะ แม่ตะบันปากฟันหลุด​จะบอกให้"

หล่อนกำหมัดข้างหนึ่ง​ชูขึ้น​

ผมถอนกรูดมาตั้งหลัก

" แม่คนสวย โปรดจงอยู่​อวดโฉม​เป็นขวัญตาแก่คนบุญน้อยอีกสักหน่อย​เถอะ"

"อ๊วก!"

ผมหัวร่อก๊าก ก่อนฉวยโอกาสรวบมือสองข้างของสายสมรขึ้น​มาแตะปลายจมูกอย่างฉับไวยิ่งกว่าแมวขโมยตะครุบชิ้นปลา

เพี๊ยะ !

"ชั้นไม่ใช่พี่บัว"

น้ำเสียงของหล่อน​แม้ไม่เฉียบขาดดุดัน ​แต่ก็​สามารถ​ที่​จะเรียกสติผม​ซึ่ง​กำลัง​จะเพริดหลง​ไปไกลให้วกกลับทิศทางเดิม​ได้ทันที

เช้า​วัน​ต่อมาขณะผม​กับไอ้บองหลาช่วยกันสุมฟืนก่อไฟหุงข้าว...​ ไอ้หมึกตื่นแบกปืนแก๊ปเดิน​ไปตรวจบ่วงแร้วดักสัตว์​ที่ตีน​เขาด้านทิศใต้ตั้งแต่เช้า​มืด ไอ้พริ้งหอบถ้วยจานลง​ไปล้าง​ที่ลำธาร

ไอ้บองหลาถามผมว่า

"​เมื่อคืนมึง​ไปแหย่อะไร​นังหมอน กูเห็นมันเดินหน้ามุ่ยกลับมาเชียว"

"ไม่มีอะไร​---​แค่กูหยอกมันเล่นนิดหน่อย​...​"

...​แล้ว​ผมก็เล่าให้มันฟัง

​เพื่อนผมหัวเราะ หึ ๆ​ ในลำคอ แล้ว​เตือนว่า

"มึงอย่าริ​เป็นอ้นหน่อย​เลย​ว่ะ...​คนบ้านเรา​เขาถือกันนะ-เรื่อง​นั้น​"

คนบางกอก​เขามัก​จะให้ฉายาพวกผู้ชายเจ้าชู้​ที่ชอบฟาดเรียบหมด​ทั้งบ้านว่า "​พระยาเทครัว" ​แต่แถวบ้านผม​เขาเรียก "อ้น" ​ซึ่งหมายถึงสัตว์ป่าสงวนพันธุ์ประเภทหนึ่ง​ ลำตัวอ้วนอุ้ยอ้าย ​และมีปลายขนอ่อนนิ่มเหมือนหนู หาก​แต่ของมันตัวใหญ่กว่าพวกหนู​ที่พบเห็นตามในป่า​เป็นสิบ ๆ​ เท่า อ้นชอบขุดรูหากินอยู่​ใต้กอไผ่ ​และมันก็กินรากไผ่​เป็นอาหาร ​เมื่อขุดรูไชชอนลง​ไปสร้างรังอยู่​ใต้กอไผ่กอไหนเข้า มันก็​จะลงมือกัดกินรากไผ่จนหมด​ทั้งกอ กระทั่งไผ่กอนั้น​เฉาตายก็​จะย้ายออก​ไปหาทำเลใหม่อีก ชะรอยไอ้บองหลาคงเกรงว่าไผ่อ่อน​ที่ทับลุงทองลำนั้น​​จะพลอยเหี่ยวเฉา​เพราะฤทธิ์คะนองของผมลง​ไปอีกสักลำหรือไม่ก็ไม่รู้ มันจึงติงผมไว้ ​และผมก็ทนนั่งฟังมันพล่าม​ไปอย่างนั้น​เอง ประเภทเข้าหูซ้ายทะลุหูขวานั่นแหละ​...​

พอดวงตะวันโผล่แย้มทิวไม้ทิศตะวันออก...​ ไอ้หมึกก็กลับออกมาจากป่า​พร้อม​กับลากเม่นตัวใหญ่มา​กับบ่วงแร้ว​ที่ปลดออกจากคันมาแล้ว​ตัวหนึ่ง​ พวกเราช่วยกันก่อไฟตรงหน้าทับขึ้น​อีกกอง ​เอาเม่น​ไปจุ่มน้ำในลำธารจนหนังขนของมันเปียกชื้นทั่ว​ทั้งตัว แล้ว​นำกลับมาโยนใส่กองไฟ เผา​และขูดหนัง​ที่มีขนแหลม ๆ​ ​ซึ่งไหม้ไฟส่งกลิ่นเหม็นขื่นด้วยมีดทำครัวกระทั่งตัวมันขาวเหมือนสำสี แล้ว​ผมก็เรียกให้ไอ้หมึกผู้​ที่​จะลง​ไปอาบน้ำชำระเหงื่อไคลในลำธารจัดการ​เอา​ไปชำแหละ​​ที่นั่น ​เพื่อ​เอาเนื้อกลับมาแกง​และย่างรมควันตุนไว้​เป็นเสบียงวันหลังด้วย

"มึงไม่คิด​จะ​เอา​ไปฝากพ่อตาบ้างรึ?" ไอ้หมึกล้อผม

"มึง​เอา​ไปซี"ผมตีหน้าตาย ​ทั้ง​ที่จริง ๆ​ แล้ว​ปาก​กับใจไม่ตรงกัน ​และผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่า บัดนั้น​ผมอยาก​จะ​ไปเห็นหน้า​ใครกันแน่-​ที่ทับลุงทอง?

"หัวทอ...​" ไอ้บองหลาหัวเราะ แล้ว​ยื่นพวงเนื้อสด​ที่ร้อย​กับหวายเส้นเล็ก ๆ​ พวงหนึ่ง​ส่งให้ผม "​เอาเนื้อเม่น​ไปให้เมียมึงแกง เสร็จแล้ว​มึงก็พลอยแดกข้าว​กับ​เขา​ที่โน่นแหละ​ แดกเสร็จแล้ว​ค่อยตามพวกกู​ไปหน้าเหมือง ไม่​ต้องวก​ไปวกมาให้​เมื่อยตีน เข้าใจไหม?"

ผมหัน​ไปยิ้ม​กับมันอย่างขวยเขิน...​ ​และรีบดีดตัวกระโดดฉากออกมา ก่อน​ที่​จะโดนลูกถีบจากส้นตีนหนา ๆ​ ของมันพุ่งมาถึง...​ ​ซึ่งไม่ต่างอะไร​​กับนกน้อยหลุดออกจากรงบินปร๋อ ครู่เดียวผมก็ย่ำเท้าถึงกระไดทับลุงทอง

ป้าพัวนั่งตะบันหมากอยู่​บนระเบียง ​พร้อมส่งสายตาเฝ้าระวังหลานกำพร้าตัวน้อยๆ​ ​ที่วิ่งเล่นอยู่​ใกล้ ๆ​ มิให้พลัดตกลง​ไปข้างล่าง ผมไม่เห็นลุงทอง สอบถามป้าพัว​ได้​ความว่าออก​ไปสอยใบกระท่อม​ที่ทับของพวกชาวเหมืองทางเหนือ​เมื่อตอนเช้า​มืด หญิงหมอน​กำลังหุงข้าวทำ​กับข้าวขลุกอยู่​ในครัว ขณะผมหิ้วเนื้อเม่นพวงนั้น​ก้าวขึ้น​กระไดเดินเข้า​ไปส่งให้เธอ แม่นางไพรของผมละมือจากมีดหั่นผักป่าบนเขียงไม้ยื่นมารับ

"พี่บัว​ไปล้างจาน...​" หล่อนบอก

ผมแสร้งทำ​เป็นไม่​ได้ยิน ​เพราะอยากนั่งขายขนมจีบ

"อยากชิมฝีมือทำ​กับข้าวของหมอนจัง หุงข้าวเผื่อผมด้วยนะ"

"อ้าว! คิด​จะหักค่าเนื้อเม่นพวงนี้รึไร?"

อีแม่สาวชำเลืองค้อน แล้ว​หัวร่อหึ ๆ​ ในลำคอ ทำให้ผมเขินอายจนหน้าชา ยืนอ้ำอึ้งพูดไม่ออก กระทั่ง​ได้ยินเสียงหล่อนว่าต่อ

"พวกเราชาวเหมืองชอบกินของร้อนของเผ็ด มันอาจไม่เหมาะ​กับลิ้นของพวกนักเรียนนักศึกษาก็​ได้"

ช่าง​เป็นน้ำคำ​ที่ยั่วยวนกวนจิตใจชวนให้วอกแวกเสียนักหนา หาก​แต่ผมก็ครวญคิดถึงคำพูดของไอ้บองหลา...​ ‘ระวัง - -อีนั่นปากคอจัดจ้านเหมือนหมา..’ ผมจึงพูด​กับหล่อนขึ้น​เบา ๆ​ ว่า

"แกงเลียงถ้วยเล็ก ๆ​ ให้ซักถ้วยก็​ได้"

หญิงหมอนย่นจมูก

"ฮึ ! งานนั้น​- -​ต้องยกให้พี่บัว" หล่อนว่า "รีบตาม​ไปบอกให้​เขากลับมาแกงให้กินสิ ชักช้าประเดี๋ยว​ไปหน้าเหมืองสายหรอก"

​และใน​ที่สุด​กับข้าวมื้อเช้า​ของผมวันนั้น​ก็มีแกงเลียงยอดผักป่าของสาวบัวเสริมมาอีกอย่าง ​ซึ่งผมยอมรับว่าฝีมือการปรุงรสแกงเลียงของหม้ายสาวอร่อยถูกปากผมมากเลย​

"กินให้อิ่มนะ​จะ​ได้มีแรงขุดดิน"

หม้ายสาวพูดขณะนั่ง​เป็น​เพื่อนกินข้าว​กับผมอยู่​ในครัว

ลุงทอง​ไปเก็บใบกระท่อมยังไม่กลับ หญิงหมอนเลี่ยงออก​ไปนั่งหยอกเล่น​กับหลานสาว​ที่หน้าระเบียง ป้าพัวบอกว่ายังไม่หิว ​เพราะปกติแกกินข้าว​พร้อม​กับลุงทองตอนสาย ๆ​ ทุกวัน

"วันนี้ไม่ออก​ไปร่อนแร่หรือ?" ผมถามสาวบัว

"​ไป"

"แถวไหน?"

"ทำไม?" หล่อนขมวดคิ้วย้อนถาม ​พร้อม​กับทำตาดุ"นุ้ย​จะตาม​ไปหรือ ? อย่านะ!-อีหมอนมัน​จะเพ่นกระบาล​เอา...​"

"คืนนี้ให้ผมมาเ​ที่ยว​ที่นี่อีก​ได้ไหม?" ผมทำตาหวาน

"​จะย่องมากินขนมอะไร​อีกล่ะ?"

ผมวางช้อนกินข้าวลงบนขอบจาน เอื้อมมือเชยคางหล่อนให้เชิดขึ้น​ วงหน้ารูปไข่​ที่ดูออกคล้ำ​เพราะกรำแดดนั้น​ช่างสวยงามอย่างน่าเสน่หา ปาก จมูก คิ้ว คาง สอดรับกันอยู่​บนนั้น​อย่างลงตัว

หม้ายสายสบตาผมแน่นิ่ง--แววท้าทายผุดพรายออกมาจนเห็น​ได้ชัด ทำให้ผมรู้สึกสั่นหนาวสะท้านทรวงอย่างบอกไม่ถูก

"ก้อขนมสายบัวคนนี้ไงล่ะ" ผมระบายเสียงแผ่วเบาราว​กับเสียงกระซิบ

"​จะกินทิ้งกินขว้างใช่ไหม?"

น้ำคำยอกย้อนของหมายสาวทำให้ผมอัดอั้นตันใจสุดบรรยาย

"​เอาไว้คืนนี้เราค่อยว่ากัน"

ผมพูดขึ้น​หลังหมดข้าวคำสุดท้ายในจาน ​พร้อม​กับขอน้ำกิน...​

"นุ้ยกินข้าวนิดเดียวเอง อิ่มจริงหรือ?"

หม้ายสาวรับขันน้ำคืน​ไปจากผมก่อนถามออกมาด้วยน้ำเสียง​ที่บ่งบอกให้รู้ว่าห่วงใย

ผมพยักหน้า​และโน้มตัว​ไปหอมแก้มให้รางวัล แล้ว​บอกลา ​เพื่อตาม​ไปสมทบ​กับ​เพื่อน ๆ​ ​ที่หน้าเหมือง ​ซึ่งป่านนี้พวกมันคง​จะล่วงหน้า​ไปอีกเส้นทางหนึ่ง​แล้ว​


*********************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3329 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน หยาดน้ำค้างกลางแสงจันทร์ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๐๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ดาวเคียงเดือน [C-17800 ], [118.173.242.18]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๒.๐๗ น.

สงสัยว่ามีผู้ชาย​​ไปทำท่าทางอย่างนั้น​​​​กับลูกสาวในบ้าน..พ่อ​​กับแม่ไม่ว่าเหรอ..

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : มะฝิด [C-17801 ], [118.173.72.133]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๒.๒๒ น.

ฮายยย ไม่พรือหรอกคำแพง อยู่​​ในสายตาผู้ใหญ่อยู่​​มั่ง ปล่อยเด็ก ๆ​​ มัน​​ได้มี​​ความสุขกัน เหอ ๆ​​ ๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : มะขวิด [C-17802 ], [118.173.72.133]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๒.๒๔ น.

ภาพประกอบ วาดเองเหรอครับ​​ วาดด้วยมือ หรือ​​ใช้คอมครับ​​ สวยดีจัง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17805 ], [110.49.193.40]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๓.๒๗ น.

ตอบรวม ๆ​​ ก็แล้ว​​กันนะครับ​​

-พวกแมวขโมย หรือพวกเจ้าชู้ไก่แจ้ ​​ส่วนมากใจกล้าหน้าด้าน​​และชอบเล่นทีเผลอครับ​​ ผู้ใหญ่มักไม่ทันสังเกต (หรือสังเกต​​แต่แสร้งทำไม่เห็นก็ไม่ทราบ)

-ภาพประกอบผมวาดเองครับ​​ วาดด้วยเมาส์​​ที่ลาก​​ไปคลิกโน่นคลิกนี่อยู่​​แหละ​​ครับ​​ ​​ใช้วาดด้วยโปรแกรม Piant ​​ที่​​ส่วนมาก​​เขามีลงไว้ให้แทบทุกเครื่อง ของคุณก็มี เปิดหาดูเถอะ ​​ที่มีรูปกล่องภู่กันอยู่​​นั่นแหละ​​

​​เมื่อหาเจอแล้ว​​คุณลองฝึกดูก็​​ได้นะครับ​​ เผลอ ๆ​​ ต่อ​​ไปคุณอาจ​​จะเก่งกว่าผมเสียอีก

ขอบคุณทุก ๆ​​ ท่านครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-17806 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๐๓ น.

อืมม์ นิยายเหมืองป่ากลาย​​เป็นนิยายรักหนุ่มสาวซาบซึ้ง-คุกรุ่นใน​​ความรู้สึกจังค่ะ​​

ขำผู้ชายเขินอายก็​​เป็นหรือคะ​​

ยิ่งอ่านยิ่งเพลินเหมือนเช่นเคยค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น