นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) #3
พลอยพนม
...ขณะ​กำลังศึกษาวิชาครูอยู่​​ที่วิทยาลัยฯ ผมชอบคลุกคลี​กับพวกใฝ่ใจในด้านศิลปะบันเทิงกระทั่งสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอยู่​ในชมนุมดนตรี-นาฏศิลป์...

ตอน : ทับลุงทอง

คลิกดูภาพขยาย

ขณะ​กำลังศึกษาวิชาครูอยู่​​ที่วิทยาลัยฯ ผมชอบคลุกคลี​กับพวกใฝ่ใจในด้านศิลปะบันเทิงกระทั่งสมัครเข้าร่วมกิจกรรมอยู่​ในชมนุมดนตรี-นาฏศิลป์​กับพวก​เขา มีกิจกรรมอะไร​​ที่ไหนก็เข้าร่วมทุกครั้ง ​เมื่อยามมีงานมีการก็ช่วย​เขาสารพัด ตั้งแต่งานแบกหามทำ​ความสะอาด ​ไปจนกระทั่งช่วยรื้อ​และจัดเวที สร้างฉากประกอบการแสดงละคร ช่วยขนย้าย​และควบคุมดูแลด้านแสงสีเสียงร่วม​กับรุ่นพี่​ที่มี​ความชำนิชำนาญ ทำให้ผ่านประสบการณ์​ที่เกี่ยวข้อง​กับงานด้านมานี้พอสมควร ​เมื่อเวลาผ่าน​ไปนานเข้ารุ่นพี่เห็นเราจริง​เอาจังก็เปิดโอกาสให้ฝึกซ้อมดนตรี​และฝึกแสดงบทบาท​ตัวละคร จนใน​ที่สุดก็​ได้มีโอกาสแสดงละคร​เป็นตัว​พระในเรื่อง​กามนิต-วาสิษฐี คู่​กับ​เพื่อนสาว​ที่เคยเล่าไว้แล้ว​ในตอนต้น ​ทว่าใน​ส่วนของดนตรีนั้น​ผมค่อนข้างโหล่​เอามาก ๆ​ ​ที่พอ​จะเล่น​เป็นท่วงทำนอง​ไปตามจังหวะตัวโน้ตก็มีแค่เพียงชิ้นเดียว ​คือ ขลุ่ยไทย ​และผมก็มัก​จะพกใส่ย่ามสะพายติดตัว​ไปไหนอยู่​เสมอ ​ถ้า​ใช้ผ้าขาวม้าคาดสะเอวก็สอดเหน็บไว้​ที่ขาวม้านั่นแหละ​ เหน็บ​ไปมาจนติดนิสัย

ในคืน​ที่ทอดน่องตามหลังกัน​ไป​เป็นขบวนหมาหยอกไก่สัญจร ​ไปยังทับ​ที่พักของสาวบัวในคืนนั้น​ผมก็เหน็บขลุ่ยของผมติดสะเอว​ไปด้วย

กระท่อมทับของหม้ายสาวหลังนั้น​กว้างใหญ่ราว​กับกระท่อมไม้ปลายนา ตั้งโดดเด่นอยู่​บนเนินสูงริมลำธาร หันหน้า​ไปทางทิศตะวันออก หลังคาทรงแหลมมุงด้วยใบระกำเย็บ​เป็นตับเหมือนตับจาก ปูพื้นด้วยฝากไม้ไผ่​และยกเสาสูงเหนือบั้นเอวจน​ต้อง​ใช้กระไดพาด ด้านหน้า​เป็นระเบียงกว้างมีเสื่อผืนใหญ่ปูไว้สำหรับ​ใครผ่าน​ไปมาแวะนั่งพูดคุย ​และสอบถามทุกข์สุขตามประสาชาวเหมืองด้วยกัน

ลุงทอง​กับป้าพัว- พ่อ​และแม่ของสาวบัว รวม​ทั้งสายสมรน้องสาวของหล่อนอีกคน ​ซึ่งผมเรียกเธอว่า "หญิงหมอ"ติดปากมาตั้งแต่ครั้งแก้ผ้าเล่นน้ำคลองด้วยกัน​เมื่อสมัยเด็ก ๆ​ ล้วนสนิทสนม​กับผม​และ​เพื่อน ๆ​ ​ที่ยกขบวนกัน​ไป​เป็นอย่างดี

ค่ำคืนนั้น​ลุงทอง​กับป้าพัวแสน​จะปลาบปลื้มยินดี​เมื่อพวกเราหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังย่างกรายเข้า​ไปถึง

ก็แน่ล่ะ - คนมีลูกสาว​ถ้าไม่คิด​ที่​จะคบค้าสมาคม​กับเด็กหนุ่มขยันทำกินอย่างพวกเราแล้ว​​จะให้​ไปคบหา​กับ​ใคร​ที่ไหน ​โดยเฉพาะเด็กหนุ่ม​ที่แสน​จะรู้ใจแกอย่างไอ้หมึก ลุงทองถึง​กับยิ้มร่า​เมื่อเห็นมันโผล่หน้ามา

"ผม​ไปยกมือไหว้ขอแบ่งจากน้าคล่อง​ได้มาหน่อย​หนึ่ง​" ไอ้หมึกล้วงห่อกัญชา​ที่อุตส่าห์ดั้นด้น​ไปขอแบ่งมาจากชาวเหมือง​ที่ปลูกทับอยู่​เลย​ขึ้น​​ไปทางด้านเหนืออีกหน่อย​ วางลงบนกระบะไม้อันเล็ก ๆ​ ​ที่​ใช้ทำเชี่ยนใส่หมากพลู​และยาเส้นไว้รับแขก ​ซึ่งวางอยู่​กลางผืนเสื่อตรงหน้าลุงทอง

"แหม ให้มัน​ได้อย่างนี้ซีวะ"ลุงทองตบเข่าฉาด "ของลุงก็หมดเกลี้ยง​พอดี กะว่า​จะล่องสังขาร​ไปขอแบ่งไอ้คล่องมาสักอยู่​หน่อย​เหมือนกัน- - ​แต่อ้ายชิบหายนั่นมันหวงของมันยังกะอะไร​.."

พูดแล้ว​แกก็โคลงหัว

"จริงครับ​"

ไอ้หมึกพยักหน้าพลางยื่นมือรับเขียงหั่นกัญชาจากลุงทองวางลงหน้าตะหมาดของมัน จัดแจงคลุกเคล้าผสม​ส่วนกุลีดอกกัญชา​ที่แกะออกจากห่อเข้า​กับฝอยยาเส้น เสร็จแล้ว​ก็ลงมือหั่นอย่างชำนิชำนาญ

ไอ้พริ้ง​กับไอ้บองหลานั่งอยู่​ฝั่งตรงข้าม มันสองคนจ้อง​ไป​ที่เขียงกัญชา​ซึ่งไอ้หมึก​กำลังบรรเลงเพลงหั่นอย่างไม่ยอมกระพริบตา ผมเห็นว่า​ได้จังหวะก็เร่งฉวยโอกาสชิ่งออกมาทันที

อุตส่าห์หอบสังขารอดตาหลับขับตานอนมาเหยียบเรือนแม่หม้าย​ทั้งที เรื่อง​อะไร​​จะมานั่งดมกลิ่นกัญชาให้โง่ สู้แอบ​ไปหาอย่างอื่น​ที่มันให้รสชาติหอมสดชื่นระรื่นใจน่าสูดดมยิ่งกว่านี้มิดีหรือ!

ว่าแล้ว​ไอ้เสือแผนก็ค่อย ๆ​ คลานเข่าอย่างแผ่วเบาเข้า​ไปในทับนอนอันเปรียบประดุจกระท่อมน้อยหลังนั้น​ทีละน้อยละหน่อย​ ​เพราะไม่อยากตก​เป็นเป้าสายตา ​และ​เมื่อกระเถิบฝ่าระเบียงหน้าเข้า​ไปจนเลย​ผืนเสื่อก็เห็นอ้ายตัวเล็ก-ลูกสาววัยสองขวบของสาวบัวนอนหนุนหมอนดูดนมขวดอยู่​ข้างตักยายอย่างมี​ความสุข มือหนึ่ง​จับขวดนม มือหนึ่ง​คว้าชายเสื้อคอกระเช้า​ของยายมาดึงเล่น ไม่ใส่ใจ​กับการเคลื่อนไหวอย่างมีชั้นเชิงของพ่อแผนอย่างผม​แต่อย่างใด กระทั่งผ่านด่านนั้น​​ไป​ได้ด้วย​ความโล่งใจ พ่อแผนนุ้ยก็​ไปเจอเข้า​กับด่าน​ที่สอง ​ซึ่งยอมรับว่า​เมื่อแรกเห็นหน้านายด่านเข้าใหม่ ๆ​ หัวจิตหัวใจของพ่อแผนก็เต้นรัวอยู่​​เป็นนานสองนานกว่า​จะบังคับให้สงบลง​ได้

สายสมรจุดตะเกียงน้ำมันก๊าดนอนคว่ำหน้าอ่านนิตยสารเล่มเก่า ๆ​ ขวางอยู่​หน้าประตูครัว ​ซึ่งพี่สาวของเธอ​กำลังก่อไฟควันโขมง​เพื่อ​ที่​จะทำขนมให้พวกขี้กัญชา​ได้กินกันอยู่​ในนั้น​

ผมกระเถิบเข้า​ไปใกล้ ทำใจดีสู้เสือ ถามขึ้น​เบา ๆ​

"อ่านนิยายเรื่อง​ไร?"

"หอมกลิ่นแม่หม้าย" ปากพูด ​แต่สายตายังคงจ้องนิ่งอยู่​บนหน้ากระดาษ ท่ามกลางแสงตะเกียงน้ำมันก๊าด​ที่แผ่รัศมีสาดส่องอยู่​วอมแวม หญิงสาวมิ​ได้ใส่ใจทักทายราว​กับผมมิ​ได้อยู่​ในสายตาหล่อน​เอาซะเลย​

"อ่านหนังสือใน​ที่​ที่แสงสว่างไม่พอระวังสายตา​จะเสีย"

ผมก็พูดแก้เขินเรื่อยเปื่อย​ไปตามเรื่อง​ตามราว หวัง​จะให้หล่อนหลีกทาง

​ทว่าหญิงสาวกลับหันขวับ

"ตาเสียยังดีกว่าตาถั่ว"

เฮ้ย !

ผมอุทาน​และนึกงงงวยอยู่​ในใจ ชะรอยอีแม่สาวคง​จะรู้เรื่อง​ราว...​ หรือไม่ก็อาจระแคะ​ระคายถึงปรากฏการณ์พญานาคคายพิษกลางสายน้ำ​เมื่อวันวานเข้าให้แล้ว​

หาก​แต่พ่อยอดชายนายกะล่อนอย่างผมก็แสร้งทำไม่รู้ไม่ชี้ ​และกล่าวชมเธอว่า

"ไม่พบเสียนาน สวยจนจำไม่​ได้"

"สวยตาย...​"

"จริง"

"ทำปากดี- -ระวังดุ้นฟืนปลิวออกมาจากครัว...​.​จะว่าไม่เตือน"

คราวนี้ผมเผลอตัวปล่อยก้ากเสียงดังลั่น ​เป็นเหตุให้เจ้าตัวเล็ก​ที่​กำลังนอนดูดนมขวดอยู่​เพลิน ๆ​ ตกใจ ถอดขวดนมออกจากปากส่งเสียงจ้า

"แม่-หนู -หาแม่...​"

"บัวเอ้ย--มาอุ้มลูกลง​ไปเดินเล่นข้างล่างก่อนเถอะ มันร้องหนวกหู-พวกพ่อ​เขา​จะคุยกัน" ป้าพัวร้องบอกลูกสาว ​เมื่อเห็นว่าเจ้าหลานตัวเล็กคง​จะไม่หยุดร้องลงง่าย ๆ​ "ประเดี๋ยวของในครัวพวกนั้น​ แม่​กับนังหมอน​จะเข้า​ไปจัดการกันเอง"

ผมรอโอกาสนี้มานานแล้ว​ จึงคลานเข่าเข้า​ไปหยุดอยู่​ตรงหน้าป้าพัว

"ส่งมาให้ผมช่วยอุ้มให้ก็​ได้จ๊ะ​ป้า" ว่าแล้ว​ก็ดึงขลุ่ยไม้ไผ่​ซึ่งสอดเหน็บ​กับผ้าขาวม้า​ที่สะเอวเหนือตะโพกยื่นส่งให้เจ้าตัวเล็ก "มาลูกมา มาหาน้านี่- -มาเร้ว...​"

​ได้ผลแฮะ !

ลูกน้อยของหม้ายสาวเงียบ​เป็นปลิดทิ้ง ลุกพรวดมาคว้าขลุ่ยจากมือผมแล้ว​หัน​ไปส่งเสียงเรียกแม่ของเธอเสียงลั่น

"แม่ แม่ ฉุ่ย ฉุ่ย"

ผมหัวเราะเบา ๆ​

"ขลุ่ย-ลูก ขลุ่ย ไม่ใช่ฉุ่ย...​.. ไหนว่าใหม่ซิ ขลุ่ย"

เจ้าตัวเล็กยืนจ้องผมตาแป๋ว มือขวากำขลุ่ยไว้แน่น ​เป็นภาพไร้เดียง​ที่แสนงาม จมูก ปาก คิ้ว คาง ของเธอถอดแบบมาจากผู้​เป็นแม่ครบสิ้น

เหนือราวป่าสีดำหม่นเบื้องทิศตะวันออก ​พระจันทร์สีทองกลมโตสวยสดใส​กำลังโผล่แย้มสาดแสงสว่างนวล ​เมื่อมองลอดเพิงหลังคาผ่านช่องประตูเห็นทิว​เขาเรียงรายสลับ​เป็นเชิงชั้นงดงามในยามเดือนฉาย​ที่ไกลโพ้นออก​ไป

"มาหาแม่-ลูก"

สาวบัว​ซึ่งเดินสวน​กับป้าพัวออกมาจากข้างในด้วยก้าวย่าง​ที่แผ่วเบาจนผมไม่อาจรู้ตัว ก้มลงรวบตัวลูกสาว​ที่ยืนกำขลุ่ยไม้ไผ่นิ่งเฉยอยู่​ตรงหน้าผมขึ้น​​ไปอุ้ม แล้ว​ก้าว​ไปลงกระไดเดินฝ่าแสงจันทร์ฉายตรงแน่ว​ไปยังโขดหินน้อยใหญ่​ที่ริมธารน้ำหน้าทับของหล่อนด้วยอากัปกิริยา​ที่ปึ่งชา มี​ได้หันมาใส่ใจทักทายผมให้สม​กับ​ที่คิดถึงเลย​

​ทว่าลูกผู้ชายชื่อไอ้แผนอย่างผมมีหรือ​จะไม่ประสีประสาจริตมารยาหญิง มีหรือ​จะติดตามอารมณ์อันอ่อนไหวขุ่นมัวของเจ้าหล่อนไม่ทัน

ระดับในลำธารหน้าทับลุงทองตื้น​และใสแจ๋ว ​ถ้า​เป็นตอนกลางวันมองลง​ไปเห็นก้อนหิน​และเม็ดทรายกลางท้องธารชัดเจน มัน​เป็นสายธารเดียว​กับ​ที่ไหลผ่าน​ไปยังทับนอนของพวกผม หาก​แต่บริเวณนี้​เป็นเนินสูงกว่าเล็กน้อย สายน้ำ​ที่ไหลทอดลงสู่เบื้องล่างจึงเชี่ยวปรี่ ​เมื่อกระทบแก่งหินจึงเกิดเสียงซ่านซ่า​ได้ยิน​ไป​แต่ไกล

พลบค่ำคืนนั้น​ ก่อน​ที่ผม​จะย่างเท้าพ้นจากขั้นกระไดทับลุงทองขั้นสุดท้าย ​เพื่อเดิน​ไปหาสาวบัว ณ ​ที่ริมสายธาร ผมก็แว่วยินเสียงลุงทองร้องสั่งมาข้างหลังว่า

"มึงบอกให้อีบัวหาอะไร​ปิดกระหม่อมลูกมันหน่อย​ เ​ที่ยวอุ้มเดินตากน้ำค้างกลางค่ำกลางคืนประเดี๋ยวหวัดก็จับ​เอาหรอก"

ผมขนลุกวาว คิดไม่ถึงว่าลุงทอง​จะดักทางถูก หาก​แต่​เมื่อ​ได้ตัดสินใจยัดเกียร์เดินหน้าลง​ไปแล้ว​ ลูกผู้ชายชื่อไอ้แผนอย่างผม​ถ้าวกกลับเข้าเกียร์ถอยหลังมันก็หมาเท่านั้น​

"ครับ​ - -เอ่อ- - ผม​จะออก​ไปเดิน​เป็น​เพื่อน​เขาหน่อย​" ผมหัน​ไปบอกลุงทอง

"เออ- ว่า​แต่อย่าชวนกันไถล​ไปให้ไกลนักล่ะ ประเดี๋ยวป้ามึงทำขนมสุกแล้ว​​จะกู่เรียกไม่​ได้ยิน"

กังวานเสียงของชายชราฟังแปร่ง ๆ​ คล้ายมีอะไร​แอบซ่อนอยู่​

ร้อนถึงไอ้หมึก ​ซึ่งชะรอยคง​จะถุนกัญชาเข้า​ไปแล้ว​หลายบ้อง มันจึงแหย่ลุงทองด้วยลีลาสำนวนเคลิ้มควันกัญชาว่า
"ค่ำคืนนี้จันทร์เจ้าแจ่มกระจ่าง ปล่อยให้หนุ่มสาว​เขาออก​ไปเดินกินลมชมจันทร์เล่นกันเถอะ อย่า​ไปขัดคอมันเลย​ เดี๋ยว​จะ​เป็นบาปติดตัว​ไปเปล่า ๆ​"

ลุงทองหัวเราะ ฮา ฮา

"...​ ก้อกูไม่​ได้ว่าอาไร้"

พูดจบแกก็หยิบเศษกระดาษหนังสือพิมพ์ห่อของ​ที่พับ​เป็นแผ่นเล็ก ๆ​ แบน ๆ​ ยาวแค่นิ้วชี้ จ่อเข้า​กับไฟตะเกียง​ที่วางอยู่​กลางวงจนไฟลุกพรึบ แล้ว​นำมาลนผงกัญชา​ซึ่งยัดใส่ไว้ในกรวยบ้อง ​พร้อม​กับสูดควันพ่นโขมงอย่างสบายใจเฉิบ

ยามมืดค่ำ กลางป่าดงดอยเงียบเหงาวังเวง ไกลออก​ไปในป่าลึกผม​ได้ยินเสียงไก่ป่าเพ้อขันดังแว่วขึ้น​ครั้งสองครั้งแล้ว​เงียบ​ไป ครั้นสืบเท้าต่อ​ไปจนใกล้ตอไม้​ซึ่งทอดเงาตะคุ่มอยู่​ริมทางเดิน ผมก็เห็นนกตบยุงปีกลายตัวหนึ่ง​ ​กำลังกางปีกร่อนโฉบเหยื่อฉวัดเฉวียนอยู่​ใกล้ ๆ​ ในขณะ​ที่อีกตัวหนึ่ง​​ซึ่งคง​จะ​เป็นคู่รักของมัน​กำลังส่งเสียงจุ๋ง ๆ​ เพรียกหาอยู่​ตรงไหนซักแห่ง​ที่ห่างออก​ไป ในท่ามกลางแสงจันทร์อันสว่างไสวดุจกลางวัน ผมสอดส่ายสายตาแลหา​ไปจนทั่ว​แต่ไม่เห็นตัวมัน

ชะรอยนกป่าคงแอบซุ่มส่งสัญญาณเตือนภัยมายังชู้รักของมันนั่นเอง

​เมื่อเดินผ่านขึ้น​มาถึงบริเวณกลางเนิน​ซึ่ง​เป็นพื้นราบ น้ำในลำธารก็ไหลเอื่อยเฉื่อยจนเกือบ​จะไร้สุ้มเสียง ผมเร่งสืบเท้าเดินเลาะเลียบแท่งหินน้อยใหญ่ริมธารด้ายซ้ายมือตามหลังหม้ายสาว​ไปอย่างกระชั้นชิด ในขณะ​ที่ผิวน้ำ​ซึ่งไหลสวนทางมาในสายธาร​ต้องแสงจันทร์ทอประกายระยิบระยับแพรวพราวบาดนัยน์ตา

ยิ่งห่างไกลกระท่อมทับ​และห่างเสียงพูดคุยของพวกขี้กัญชา ผมก็รู้สึกเหมือนโลกกลางป่าลึกแห่งนี้​เป็นของเรา...​

บนหาดทรายขาวนวลริมสายธารตรงนั้น​ สาวบัวนั่งมองลูกน้อยของหล่อนวิ่งเล่นอยู่​บนพื้นทรายอันอ่อนนุ่มขณะผมสาวเท้าตาม​ไปถึง

"ถอย​ไปนั่งห่าง ๆ​"

หม้ายสาวผลักไส​เมื่อผมทรุดกายลงเคียงข้าง​และโอบกอด

"อย่าดิ้น เดี๋ยวลูกตกใจ" ผมออดอ้อนเสียงกระเส่า

"ก็ปล่อยซิ"

กังวานเสียงของหล่อนสั่นเครือ​และแผ่วเบาจนฟังแทบไม่​ได้ศัพท์

"คิดถึงใจ​จะขาด"

ลูกผู้ชายชื่อไอ้แผนแนบปากกระซิบข้างหูชู้รัก ก่อนฝังจมูกลงกลางแก้มนิ่มหวังสูดดมกลิ่นหอมจากกายสาวให้ชื่นใจ หาก​แต่กลับปอดแป้วเหี่ยวห่อลง ​เมื่อสัมผัสเสียงหม้ายสาวผ่อนลมหายใจสะทกสะท้อนหนักหน่วงราว​กับถอนสะอื้นสอดแทรกขึ้น​มา

"นุ้ย เราคบกันแค่นี้พอแล้ว​นะ"

สาวบัวพูดหลังจากผมคลายอ้อมแขน น้ำเสียงของหล่อนฟังสร้อยเศร้า​และบาดลึกลงกลางใจ

"​เป็น​เพราะเรื่อง​​ที่ผมพูดหยอกเล่น​กับหญิงหมอน​เมื่อครู่นั้น​หรือเปล่า?" ผมปลอบถาม ​และยังมิทัน​ที่หล่อน​จะเอ่ยคำใดออกมา เจ้าตัวน้อยของหล่อนก็วิ่งตื้อตรงมาขัดจังหวะเสียก่อน

"แม่ แม่...​"

หม้ายสาวรีบหยิบขลุ่ยไม้ไผ่​ที่วางอยู่​ตรงหน้าหล่อนยื่นส่งให้ผม

"เก็บไว้...​อีอ้อร้อตัวนี้ชอบหยิบของเล่นโยนน้ำ"

อีอ้อร้อ! ในบริบทนี้​เป็นคำชื่นชมลูกสาวตัวน้อยของหล่อน

ผมหัวเราะ ​พร้อมรับขลุ่ยไม้ไผ่จากมือหล่อนมาถือไว้

ลูกน้อยของหล่อนงอแง​เมื่อพลาดหวัง- - แม่หยิบของเล่น​ที่หมายตาส่งให้ผู้อื่น

ปี๊ด ปี๊ด ! ผมแกล้งเป่าขลุ่ยเสียงแหลม​เพื่อเบี่ยงเบน​ความรู้สึกของเธอ ​แต่ไร้ผล เธอยิ่งส่งเสียงงอแงหนักขึ้น​ กระทั่งใน​ที่สุดมือน้อย ๆ​ ข้างหนึ่ง​ของเจ้าตังน้อยก็ยื่นมาฉกกระชากขลุ่ยเลานั้น​​ไปจากปากผม​โดย​ที่ผมไม่ทันระวัง

"อย่าลูก"

สาวบัวทำท่า​จะแย่งคืน ​แต่ผมเอื้อม​ไปยึดแขนหล่อนไว้ ​และเสียงงอแงของเจ้าตัวน้อยก็เงียบลง

เธอยืนจ้องผมราว​กับ​จะถามว่า-เอ็ง​จะทำอะไร​แม่ข้าวะ!?

ดวงตาสองข้างของเจ้าตัวน้อยกลมแป้ว จ้องผมไม่กระพริบ

วูบหนึ่ง​ในจิตสำนึก ผมรู้สึกเศร้ารันทด​ที่เห็นเธอ​ต้องกลาย​เป็นเด็กกำพร้า ​ต้องเสียพ่อบังเกิดเกล้า​ไปตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา

ผมละมือจากแขนหม้ายสาว​ไปจับแก้มขาวยุ้ยของเธอดึงเล่นเบา ๆ​

"ไหนลองเป่าขลุ่ยซิลูก เป่า​เป็นไหม?-"ผมยื่นหน้าเข้า​ไปใกล้ กระทั่งเจอของดี...​ "โอ้ย!"

สาวบัวหัวเราะคิก ​เมื่อเห็นผมหดมือกลับมาลูบหน้าผากตัวเอง...​ ​และ​เมื่อลูกสาวของหล่อนยกขลุ่ยเงื้อง่าตั้งท่า​จะตีซ้ำลงมา​ที่ผมอีก หล่อนก็รีบคว้ามือเธอไว้ ทำให้เธอไม่พอใจกรีดร้องหวีดแหลมออกมาด้วย​ความโกรธ ​พร้อมกระทืบเท้าย่ำลงบนพื้นทราย สะบัดมือเหวี่ยงขลุ่ยเลานั้น​กระเด็นกระดอนออก​ไปไกล ...​จากนั้น​เธอก็ร้องไห้ดีดดิ้น​เป็นพัลวัน


"นอน แม่-นอน...​นอน"

สาวบัวจึงโน้มตัว​ไปรวบลูกสาวเข้ามาอุ้มแล้ว​ลุกขึ้น​ยืน ​พร้อม​กับ​เอาฝ่ามืออีกข้างปัดเม็ดทราย​ที่เกาะติดผ้าถุงตามตะโพก​และหน้าขา ก่อน​จะก้มหน้ามองผม​ที่ยังคงนั่งอยู่​​กับพื้น พูดว่า

"พี่กลับล่ะ ลูกสาวง่วงนอน...​"

"ลูกหลับแล้ว​กลับมาอีกนะ ผม​จะรอ...​"

"รอคนอื่นดีกว่า"

หม้ายสาวสื่อวาจาตัดพ้อจนผมรู้สึกปั่นป่วนหัวใจ ​แต่​ถ้าหากไม่เกรงว่าเจ้าตัวน้อย​ที่กอดคอซบอกหล่อนอยู่​นั้น​​จะอาละวาดขึ้น​มาอีก หล่อนก็คงไม้แคล้วโดนผมสำเร็จโทษ ​ซึ่งหล่อนก็เหมือน​จะรู้ว่าขณะนั้น​ผม​กำลังคิดอกุศลใดอยู่​ หม้ายสาวจึงเปิดยิ้มอย่างมีชัย ก่อน​จะอุ้มลูกสาวตัวน้อยของหล่อนเดินเลียบชายหาด​และวกลงเนินลับหาย​ไป


****************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3328 Article's Rate 41 votes
ชื่อเรื่อง แล้วจะหาว่าคุย (เหมืองป่าภาค 2) --Series
ชื่อตอน ทับลุงทอง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๔๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๘ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๙๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ทิดอินทร์ [C-17787 ], [124.120.18.200]
เมื่อวันที่ : ๒๒ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๑๖ น.

"ขบวน หมาหยอกไก่สัญจร" ชอบประโยคนี้จังครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17788 ], [110.49.193.51]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๑๑ น.

ก่อน​​จะห่างหายจากจอคอมพิวเตอร์สู่สวนปาล์มสักประมาณวันสองวัน ผม​​ได้นำเหมืองป่าตอนใหม่มาโพสต์เร็วกว่ากำหนด​​ไปหน่อย​​ ​​เพื่อท่านผู้อ่าน​​จะ​​ได้ไม่​​ต้องรอนาน ข้างในเนื้อหายังมีข้อผิดพลาดประการใดอย่าลืมบอกกล่าวกันนะครับ​​

​​และขอขอบคุณคุณทิดอินทร์​​ที่​​ได้เปิดคอมเมนท์ขึ้น​​มา​​เป็นท่านแรกด้วยนะครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ไอ้แผนมะขวิด [C-17789 ], [118.173.72.210]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๓.๓๘ น.

เห็นที​​ต้องศึกษาวิชาจีบหญิงจากท่านซะแล้ว​​ ไอ้แผนนุ้ย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : pilgrim [C-17875 ], [124.121.95.228]
เมื่อวันที่ : ๐๙ พ.ย. ๒๕๕๓, ๒๒.๒๗ น.

คุณผู้ชายตามมาติดตามอ่านกันใหญ่เชียวนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : เด็กหลาดเก่า [C-17902 ], [223.24.155.149]
เมื่อวันที่ : ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๙.๐๔ น.

ในซอกประตูหลังลุงทองมีบ้องกัญชาด้วยแหละ​​ ท่าทางคงสูบกันหนุกหนาน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นาม อิสรา [C-17904 ], [110.49.193.100]
เมื่อวันที่ : ๑๘ พ.ย. ๒๕๕๓, ๑๑.๐๙ น.

ตามประสาชาวเหมือง อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : unclepiak [C-17926 ], [115.67.142.185]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๑๖ น.

ผมชอบการบรรยาย​​ระหว่างนุ้ยเดิน​​ไปหาสาวบัวริมลำธาร ผู้เขียนแทรกสภาพแวดล้อมกล่อมใจคนอ่าน​​ได้อย่างวิเศษ ดินฟ้าอากาศเนี่ยสำคัญมาก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : นาม อิสรา [C-17927 ], [110.49.193.178]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ธ.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๓๘ น.

ขณะเดียวกันนี้ ผมเองก็​​กำลังติดตามอ่านงานแปลของคุณพี่กัลป์ฯอยู่​​ครับ​​ เรื่อง​​ราวของชีวิตผู้คนในเหมืองทองแดง รัฐมอนธาน่า

"ล่องไหลตามกรรม"

​​พอดีเห็นแถบฟ้องหน้าจอโผล่ขึ้น​​มาว่ามีเมล์จากนกน้อย เลย​​รีบคลิกมาดู จึงรู้ว่า​​เป็นลุงเปี๊ยกนั่นเอง

ขอบคุณอีกครั้งครับ​​ ​​ที่ติดตามอ่าน

นิยายเรื่อง​​นี้มีสามสิบกว่าบท ตั้งแต่บทแรก ๆ​​ ​​ไปจนถึงกลาง ๆ​​ หรือใกล้อาวสาน ผมเชื่อว่าผู้อ่าน​​จะไม่​​สามารถจับเค้า​​ได้ ว่าผู้เขียนมี​​ความประสงค์​​จะนำเสนอ​​สิ่งใด

จน​​เมื่อจบบรรทัดสุดท้าย หลังจากหลับตา​​และถอนหายใจเสร็จแล้ว​​นั่นแหละ​​จึง​​จะร้อง "อ๋อ!" ขึ้น​​ในใจ​​ได้ทันที

ลองติดตามต่อ​​ไปเรื่อย ๆ​​ นะครับ​​ลุง ว่า​​จะจริงอย่าง​​ที่ผมโอ้อวดไว้หรือไม่

(คุยโต​​ไปหรือเปล่าไม่ทราบ ​​แต่ก็ออกมาจากใจจริงนะครับ​​)

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น