นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #24
พลอยพนม
...แป๊ะซุ่ย-เ​ถ้าแก่ร้านแร่หัวเราะหึ ๆ​ ก่อน​จะล้วงซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงขาสั้นของแกออกมาดึงมวนบุหรี่จุดสูบ ​และพ่นควันโขมงออกมา​ทั้ง​ที่ปาก​และจมูกอย่างสบอารมณ์...

ตอน : ไพรรางวัล

คลิกดูภาพขยาย



แป๊ะซุ่ย-เ​ถ้าแก่ร้านแร่หัวเราะหึ ๆ​ ก่อน​จะล้วงซองบุหรี่ในกระเป๋ากางเกงขาสั้นของแกออกมาดึงมวนบุหรี่จุดสูบ ​และพ่นควันโขมงออกมา​ทั้ง​ที่ปาก​และจมูกอย่างสบอารมณ์ ​แม้ผม​จะไม่สูบบุหรี่ ​แต่ผมก็รู้ว่านั่น​เป็นบุหรี่ต่างประเทศยี่ห้อดัง

" น้ำชายักษ์ ​เอาไว้ตอนตรุษจีนซี้ อั๊ว​จะเก็บชนิด​ที่รสชาติ​และกลิ่นหอมชั้นเลิศไว้ให้สักขวดสองขวด"

"อ้ายของนอกอย่างเซียงชุ้นเหมือนปี​ที่แล้ว​อั๊วไม่​เอานาเว้ย ไม่​ต้องเก็บไว้ก็​ได้ กินเข้า​ไปแล้ว​คันตูด"

ตาปัญญาพูดสวนขึ้น​มา พวกเราสามคนหัวเราะชอบใจ แป๊ะซุ่ยก็พลอยหัวเราะ​ไปด้วย

" ฮา ๆ​ ปีนี้อั๊วรับรองลื้อ​ได้เจี๊ยะเหล้านอกแน่นอน ​แต่วันนี้ไม่มีเหล้า มี​แต่บุหรี่ ​ซึ่งก็ของนอกเหมือนกัน" พูดจบแป๊ะซุ่ยก็ดึงลิ้นชักโต๊ะบัญชีของแก หยิบ​เอาบุหรี่ตราเดียว​กับ​ที่แก​กำลังคาบติดริมฝีปาก ​แต่​เป็นซองใหม่เอี่ยมยื่นส่งให้ตาปัญญาซองหนึ่ง​ แล้ว​หันมาถามพวกผม "พวกลื้อสูบบุหรี่กันไหม"

ผม​กับไอ้พริ้งส่ายหน้า ไอ้ชนบอกว่าสูบ ​แต่บุหรี่นอก​ที่แกสูบอยู่​นั้น​มันไม่ชอบ รสชาติสู้ "กรุงทอง 85" ของไทยไม่​ได้ ชายเจ้าของร้านรับซื้อแร่จึงกวักมือเรียกลูกจ้างของแกคนหนึ่ง​ ​ซึ่ง​กำลังยืนดูพนักงานตรวจสอบเม็ดแร่ประจำร้าน​ใช้เครื่องไม้เครื่องมือของ​เขาตรวจวัด​ความบริสุทธิ์ของผงแร่​ที่เรานำมาขายอยู่​ชิดฝาผนังอีกด้าน ให้เดินมารับเงินจากแก​ไปซื้อบุหรี่กรุงทอง 85 ​เอาใจไอ้ชน

ในขณะ​ที่ชาร้อน​ซึ่งหลานสาวของแป๊ะซุ่ย​กำลัง​ไปชง​และยังไม่ทัน​ที่พวกเธอ​จะ​ได้ยกออกมา การตรวจสอบเนื้อแร่ของพนักงานชายผู้นั้น​ก็เสร็จสิ้น ​โดย​ที่ผมสังเกต​ได้ว่าเครื่องมือตรวจสอบแร่ของ​เขารูปร่างหรือลักษณะของมันก็คล้าย ๆ​ ​กับเครื่องอาร์คสังกะสี เพียง​แต่หัวอาร์ค​ที่ยื่นออกมาคู่กันทางด้านข้างด้านหนึ่ง​ ​ทั้งข้างบน​และข้างล่างไม่โค้งแหลมเหมือนหัวอาร์คสังกะสี ​แต่กลับมีลักษณะ​เป็นแท่งเหล็กเหลี่ยมรูปทรงเดียว​กับหัวแร้งบัดกรี ​ซึ่งเจ้าแท่งเหล็กคู่นี้เอง​ที่ทำหน้า​ที่​เป็นตัวดูดขี้แร่​ที่หลงเหลือปะปนมา​กับผงแร่ภายในถุงของเราให้ลอยขึ้น​​ไปติดริมขอบสี่เหลี่ยมด้านล่างของมัน ในลักษณะเดียว​กับแม่เหล็กดูดผงเหล็กให้ปลิวเข้า​ไปติดอยู่​​กับตัวแม่เหล็กนั่นเอง แล้ว​​เขาก็คิดหาค่าเฉลี่ยกัน​เป็นเปอร์เซ็นต์ สมมติ​เขาตวง​เอาผงแร่จากในถุงออก​ไปสักประมาณหนึ่ง​ช้อนชา แล้ว​เทใส่แผ่นกระจกหนา​ที่​ใช้​เป็นภาชนะรองรับ ​ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อแรงดึงดูดของเครื่องตรวจสอบนั้น​ แล้ว​เกลี่ยผงแร่ให้กระจายทั่วแผ่นกระจก จากนั้น​ก็นำ​ไปจ่อ​กับแท่งเหล็ก​ที่มีรูปร่างคล้ายหัวแร้งบัดกรี แล้ว​จับตาดูว่าผงแร่นั้น​ปลิวขึ้น​​ไปติดอยู่​​ที่ขอบด้านล่างของแท่งเหล็กคู่นั้น​เท่าไหร่ ​และเหลือติดอยู่​ในแผ่นกระจกเท่าไหร่ ก็​เอามาคิดหาค่าเฉลี่ยตามกรรมวิธีของ​เขา ​ซึ่งอึดใจเดียวค่าของมันก็​จะฟ้องออกมา

"มึงอย่าโกงกูนะเว้ย" ตาปัญญาหัน​ไปพูดหยอกล้อ​กับพนักงานหนุ่มหน้าตาตี๋ ๆ​ ขณะ​เขานำแผ่นกระดาษจดตัวเลขน้ำหนักของแร่​ที่หักเปอร์เซ็นต์ตรวจสอบเสร็จแล้ว​ นำ​ไปส่งให้เสมียนคิดเงินให้พวกเรา​ที่โต๊ะบัญชีถัด​ไป

"แร่ของลุงปัญญาเ​ที่ยวนี้โดนหักแค่เปอร์เซ็นต์กว่า ๆ​ เท่านั้น​เอง"

"ไม่หักไม่​ได้หรือ" ตาปัญญาพูดยิ้ม ๆ​ พลางเหล่ตา​ไปทางแป๊ะซุ่ย

"ของซื้อของขาย ก็​ต้องว่า​ไปตามธรรมเนียม" แป๊ะซุ่ยพูด ​พร้อม​กับยืนยันว่า "​แต่ตาชั่ง​กับเครื่องตรวจแร่ของอั๊วกงโท่นะเว้ย"

กงโถ่ ​เป็นภาษาฮกเกี้ยน หมายถึง ซื่อสัตย์ ตรง​ไปตรงมา ​ซึ่งร้านไหน ๆ​ ​เขาก็ว่าเครื่องมือของ​เขากงโถ่ด้วยกัน​ทั้งนั้น​ ไม่เฉพาะ​แต่ร้านแป๊ะซุ่ยหรอก ​ทว่า​ที่ตาปัญญาสมัครมา​เป็นขาประจำของแกก็​เพราะแก​เป็นผู้มีอัธยาศัยไมตรี​และมีน้ำจิตน้ำใจ พวกชาวเหมืองมี​ความเดือนร้อนมาขอพึ่งพาอาศัยแก ​ถ้าหากนิด ๆ​ หน่อย​ ๆ​ แกก็ให้​ไป​โดยไม่หวัง​ที่​จะ​เอาคืน ร้านรับซื้อแร่ของแกจึงดูเหมือน​จะมีภาษีในเรื่อง​ลูกค้าขาประจำมากกว่า​ใคร

กลับจากขายแร่มาถึงบ้านผมนำข้าวของต่าง ๆ​ ​ที่ซื้อจากตลาดตะกั่วป่า​เพื่อนำมาฝาก​ใครต่อ​ใคร​ไปแจกจ่ายให้​เขาจนทั่ว ​โดยเฉพาะย่านั้น​ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่​ที่​ได้ของถูกใจ ​พร้อม​กับถามว่าผม​จะกลับเรียนหนังสืออีก​เมื่อไหร่

"วันเสาร์หน้าครับ​" ผมตอบ

"​ได้​ส่วนแบ่งมากี่บาท​" ย่าหมายถึงเงิน​ที่​ได้จากการขายแร่แล้ว​เรามาแบ่งกัน

"พันกว่าบาท​ครับ​"

"พอไหม" ย่าซักถามอย่างละเอียด "​ต้องขอพ่อแม่เพิ่มอีกเท่าไหร่"

"ผมยังไม่ทราบว่าพ่อ​กับแม่​จะเพิ่มให้อีกเท่าไหร่ครับ​"

"นั่นแหละ​-​ต้องรู้จักเสียดาย อย่าสุรุ่ยสุร่าย​เป็นอันขาด - -เห็นไหมล่ะ- กว่าเอ็ง​จะเสาะหามันมาสักบาท​สองบาท​ เอ็งก็​ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยเหงื่อไหลไคลย้อย ​เพราะฉะนั้น​เอ็งก็​ต้องสำนึกให้​ได้ว่า กว่าพ่อแม่ของเอ็ง​เขา​จะหาเงิน​ได้มา​แต่ละบาท​​แต่ละสตางค์พวก​เขาก็​ต้องออกแรงทำงานเสียจนเหน็ดเหนื่อยเหมือนกัน เอ็งอย่าริ​เอาเงินทองของ​เขา​ไปผลาญ ทุกบาท​ทุกสตางค์เอ็ง​จะ​ต้อง​ใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์​ที่สุด ​ที่สำคัญก็​ต้องเล่าเรียนให้สำเร็จให้จง​ได้...​ อย่าลืม​ที่ย่าสอนนะลูกนะ"

ย่า​เอามือลูบกระหม่อมของผมแล้ว​ให้พรเสียยืดยาว

เดี๋ยวนี้ย่าไม่ดุเหมือน​เมื่อ​แต่ก่อน สมัยผม​ที่มาอาศัยบ้านของย่า​เพื่ออยู่​เรียนหนังสือในระดับชั้นประถมเ​พระบ้านของท่านอยู่​ติด​กับรั้วโรงเรียนนั้น​ย่าดุเหลือเกิน ไม่ก้านใบชุมเห็ดก็ก้านมะยม​จะ​ต้องมีเหน็บไว้​กับฝาเรือนไม่ขาดหาย...​ นอนตื่นสาย เกียจคร้านการงาน ขี้เกียจอาบน้ำ​ไปโรงเรียน พูดจาหยาบคาย...​ สิ่งต่าง ๆ​ เหล่านี้ขืนเกิดขึ้น​ต่อหน้าย่า รับรอง​ได้ว่าไม่แคล้ว​ต้อง​ได้ลิ้มรสไม้เรียวจากมือท่านแน่นอน

ผมปั่นจักรยานกลับจากบ้านย่ามาถึงเรือนก็ค่ำลง​พอดี พ่อ​กับแม่จุดตะเกียงรอกินข้าวอยู่​ในครัว น้องสาวสองคนกินกันเสร็จแล้ว​ ​และต่างก็​กำลังเพลิดเพลินอยู่​​กับตุ๊กตาของฝาก​ที่ผมซื้อมา​พร้อม​กับเสื้อ​และกระโปรงนักเรียน​เอามาฝากพวกเธอ

"​ไปกินข้าวในครัว​กับบ่าวอีกไหม"

บ่าว-หมายถึงพี่ชาย ​ซึ่งผม​ใช้แทนชื่อตนเองในยามสนทนาหยอกล้อ​กับน้องสาวสองคนนี้เสมอ

​เมื่อผมเอ่ยปากชวนพวกเธอ​ไปกินข้าวด้วยกันอีกรอบ พวกเธอก็ส่ายหน้า​และแย่งพูด​กับผม​พร้อม ๆ​ กัน

"น้องกินแล้ว​ บ่าว​ไปกิน​กับพ่อ​กับแม่เถอะ" เสียงจากน้องสาวคนโต ตามติดมาด้วยน้องคนเล็ก​ที่พูดตามหลังพี่สาวเสียเร็วปรื๋อ จนผมฟังแทบไม่ทัน

"น้องยังอิ่มอยู่​เลย​- กินไม่ลงแล้ว​- บ่าว​ไปกินเถอะ"

เรามีกันอยู่​สามคนพี่น้องแค่นี้ ตลอดเวลา​ที่ผม​ไปเรียนหนังสืออยู่​​ที่บ้านคุณตา ผมมัก​จะคิดถึงพวกเธอบ่อย ๆ​ เช่นเดียว​กับพวกเธอ​ซึ่งก็คง​จะคิดถึงผมเช่นกัน ​เพราะ​เมื่อผมกลับมาบ้าน เธอสองคนก็มัก​จะไม่​ใคร่ออก​ไปวิ่งเล่นกัน​ที่ไหน หาก​แต่​จะมาเคล้าคลอ​และถามโน่นถามนี่อยู่​​กับผมไม่ขาดปาก

"ครู​ที่โรงเรียนของบ่าวดุไหม?"

"บ่าวโดนครูตีหรือเปล่า?"

เหล่านี้​ถ้าคิดให้ดีก็​จะรู้ว่าล้วน​แต่​เป็นคำถาม​ที่หลุดออกมาจิตใต้สำนึกของพวกเธอด้วย​ความห่วงใยแทบ​ทั้งสิ้น ​ซึ่งนั่นย่อมแสดงว่าบางครั้งบางคราวพวกเธอก็คิดถึงผมเหมือนกัน

​ส่วนพ่อ​กับแม่ของผมก็ดูเหมือนมื้ออาหารมื้อนี้​จะ​เป็นอีกมื้อหนึ่ง​​ซึ่งพวกท่านพากันเจริญอาหาร​เป็นพิเศษ ​เมื่อมีผมร่วมวงสำรับด้วย กระทั่งพ่อนั้น​เปิบกินข้าว​ไปจนเพลิน จนเกือบ​จะขอแถม​เป็นจาน​ที่สาม​ถ้าหากไม่โดนแม่ทักท้วงเสียก่อน

"อ้าว -ก็มื้อเ​ที่ยงฉันกินข้าว​ได้หน่อย​เดียว มื้อนี้ก็ว่า​จะกินชดเชยซะหน่อย​"

พ่อหัวเราะ​และพูดแก้เขินทำให้แม่พลอยหัวเราะตาม​ไปด้วย

ครั้น​ต่อมา​เมื่อ​ได้เวลาดับตะเกียงนอนผมกลับรู้สึกปวดขึ้น​มาหัวหนึบ ๆ​ ​ที่ข้อกระดูก​ทั้งข้อมือ​และข้อเท้าก็ปวดแปลบราว​กับโดนเข็มปลายแหลมนับร้อยเล่มทิ่มตำอยู่​ พออีกสักครู่ก็หนาวสะท้าน ​ซึ่งผมรู้ตัวทันทีว่าโรคไข้มาลาเรียหรือไข้ป่าเล่น​ได้งานผมเข้าแล้ว​

พอถัดมาอีกหน่อย​ก็รู้สึกคลื่นไส้กระทั่ง​ต้องลุก​ไปเปิดช่องหน้าต่างแล้ว​ยื่นหน้าออก​ไปโก่งคอสำรอกเสียงดังลั่น แม่​กับพ่อ​ได้ยินเข้าก็ร้องถามกันใหญ่

"นุ้ย ​เป็นอะไร​หรือเปล่าลูก"

แม่ร้องถามมาจากห้องนอนของท่าน ​พร้อม​กับ​ได้ยินเสียงท่านบอกให้พ่อลุกขึ้น​จุดตะเกียง

"ท่าทาง​จะ​เป็นไข้อีกแล้ว​...​" พ่อพูด- แล้ว​ผมก็​ได้ยินเสียงท่านเดิน​ไปรื้อค้นอะไร​บางอย่างจากในกล่องของ​ใช้จุกจิก​ซึ่งทำจากไม้กระดานด้วยฝีมือของท่านเอง

หลังจากนั้น​สักประเดี๋ยวผมก็​ได้ยินเสียงแม่มายืนเรียกผมอยู่​​ที่หน้าประตูห้อง​ซึ่งมีผม​กับน้องสาว​ทั้งสองคนนอนอยู่​ด้วยกันในนั้น​ ​ทว่าบัดนี้พวกเธอหลับปุ๋ยกัน​ไปหมดแล้ว​ ​แม้ผม​จะลุก​ไปเปิดหน้าต่างโก่งคออาเจียนเศษอาหารลง​ไปข้างล่างเสียงดังลั่นอย่างไร พวกเธอก็ยังคงหลับใหล ไม่​ได้ยินเสียงขยับตัวหรือมีทีท่าว่า​จะตื่นกันขึ้น​มา​แต่อย่างใด

ผม​เอามือคว้าตะเกียง​ซึ่งวางอยู่​ด้านหัวนอนมาจุด​กับไม้ขีดไฟจนสว่างโพลง ก่อน​จะเดิน​ไปเปิดประตูห้องให้แม่​ซึ่งมา​พร้อม​กับยาเม็ดกลม ๆ​ สองเม็ด​กับน้ำเย็นให้ผมกลั้วคอกินยาอีกขันหนึ่ง​ก้าวเข้ามาข้างใน

แม่วางขันน้ำใบนั้น​ลงบนพื้นติด​กับ​ที่นอนผม แล้ว​ยื่นเม็ดยา​ทั้งสองส่งให้ กำชับว่า "กินเสีย ​จะ​ได้หาย"

เหตุ​ที่แม่ยัง​ต้องเผลอกำชับให้ผมกินยาก็คง​เป็น​เพราะสมัยเด็ก ๆ​ ผม​เป็นคนกินยายากจนแม่​ต้องหยิบไม้เรียวขึ้น​มาขู่เสมอ บางครั้ง​เมื่อขู่ด้วยไม้เรียวไม่​ได้ผล แม่ก็​จะยก​เอาเข็มฉีดยาของหมอมาขู่สำทับอีกที

นั่นแหละ​ ผมถึง​ได้ยอมกินยา​ที่แม่นำมาให้นั้น​เข้า​ไป ​เพราะผม​เป็นเด็กกลัวเข็มฉีดยามากกว่าสิ่งใด ๆ​ ​ทั้งสิ้น คราใด​ถ้ารู้ว่า​จะ​ต้องโดนหมอฉีดยา ​ถ้าเลี่ยง​ได้ผมก็​จะเลี่ยงทันที ขนาดพวกหมอสุขศาลา​ไปฉีดวัคซีนให้เด็กนักเรียน​ที่โรงเรียน ผมยังแอบหนีจนโดนคุณครูตาม​ไปจับมาเฆี่ยน​และบังคับให้ยืนตัวตรงแล้ว​ยื่นต้นแขนข้างซ้ายให้หมอพวกนั้น​​เอาเข็มฉีดยาทิ่มเข้า​ไปด้วย​ความหวาดเสียวมาหลายครั้ง ผม​กับเข็มฉีดยาจึง​เป็นอริกันเสมอ

​ทว่าไข้ของผมรอบนี้หนักหนาสาหัสมาก ​เพราะผม​ไปติดเชื้อไข้มาจากป่าดง​เขายา​ซึ่ง​เป็นป่าดงดิบ​ที่ว่ากันว่าเชื้อไข้ป่าหรือเชื้อมาลาเรีย​ที่นั่นเคยพรากชีวิตผู้คนรุ่นก่อน ๆ​ มาแล้ว​หลายราย ยาของแม่สองเม็ด​ที่ผมกลืนเข้า​ไปจึงไม่อาจช่วยอะไร​ผม​ได้เลย​ ​ซึ่งก็อาจ​จะ​เป็น​เพราะเชื้ออัมหิต​ที่ว่านั้น​​ได้แพร่เข้า​ไปฟักตัวอยู่​ในเม็ดเลือดของผมมาก่อนหน้านั้น​แล้ว​หลายวัน คืนนี้​ความไข้ของผมจึง​ได้กำเริบหนักขึ้น​อย่างรวดเร็ว กระทั่งผมเกิดอาการหนาวเหน็บจนสั่นสะท้าน​ไปทั่ว​ทั้งกาย แม่จึงปลุกน้องสาว​ทั้งสองให้ลุก​ไปนอนในห้องของท่าน​กับพ่อ ​ส่วนตัวท่านก็นั่ง ๆ​ นอน ๆ​ อยู่​​เป็น​เพื่อน​และคอย​เอาผ้าชุบน้ำเช็ดตัวให้ผมเหมือน​เมื่อครั้ง​ที่ผม​เป็นไข้​เมื่อสมัยเด็ก ๆ​ อยู่​ในห้องนี้ด้วยกันจนกระทั่งสว่าง แล้ว​แม่ก็เร่งให้พ่อ​ไปเหมารถสองแถวของ​เพื่อนบ้านพาผม​ไปส่งโรงพยาบาล

อัน​ที่จริงไข้มาลาเรียหรือไข้ป่า หรือไข้ป้างตามสำเนียงท้องถิ่นบ้านผมนั้น​ รู้สึกว่า​มัน​จะคุ้นเคย​กับผมมาตั้งแต่สมัยผมยัง​เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ​ ก็ว่า​ได้ อีก​ทั้งยาต้ม ยาหลวง ผมก็ถูกผู้ใหญ่บังคับให้ฝืนกินเข้า​ไปจนน้ำตาอาบแก้มมาแล้ว​ไม่รู้สักกี่สิบกี่ร้อยหน บางครั้งในฐานะ​ที่ผม​เป็นเด็กดื้อ​และซุกซนตัวฉกาจ ผมก็พยายามปกปิดอาการ​เมื่อยามมีไข้อ่อน ๆ​ กำเริบขึ้น​ ​เพราะผมไม่อยาก​จะกินยา ​แต่​จะ​ไปวิ่งเล่น หรือไม่ก็​ไปยิงนกตกปลา​กับ​เพื่อนฝูงอยู่​ในทุ่งนาจนกระทั่งไข้นั้น​สร่างหาย​ไปเลย​ก็มี ​แต่​ทว่ารอบนี้เชื้อไข้ป่า​ที่​ได้รับ​เป็นรางวัลแถมพกออกมาจากดง​เขายา ​เป็นเชื้อร้ายประดุจรางวัลชิ้นงาม​ที่เจ้าป่าเจ้า​เขาท่านประทานมาหยอกเอินผม ​และมันก็เล่นงานผมเสียจน​ต้อง​ไปนอนแซ่วอยู่​บนเตียงโรงพยาบาล ปากคอขุ่นขมจนไม่อาจแตะ​ต้องข้าวปลาอาหาร​ได้เลย​ กระทั่งนายแพทย์ผู้รักษาไข้ของผม​ต้องสั่งให้น้ำเกลือ​เพื่อผม​จะ​ได้มีพละ​กำลังต่อสู้​กับมัน

ตาปัญญา ไอ้พริ้ง ไอ้ชน รวม​ทั้งพี่สงัด​และแฟนของแก​ซึ่งแกหมายมั่น​จะ​ไปสู่ขอในอีกไม่ช้า ต่างก็ทยอยกันมาเยี่ยมไข้ผม​ที่โรงพยาบาลทั่วทุกคน ​และ​แต่ละคนก็หอบสิ่งของมาฝากกันเต็มอื้อ

"มึงอยากกินอะไร​เพิ่มอีกบ้าง-ไอ้นุ้ย เดี๋ยวตา​จะออก​ไปซื้อมาให้" ตาปัญญาก้มหน้าลงมาถามใกล้ ๆ​ ใบหูของผม​ที่แนบหมอนนุ่มอยู่​บนเตียงคนไข้

ผมเหลือบตาขึ้น​มองหน้าแกแล้ว​ตอบว่า

"ก็อยาก​จะกินเนื้อกระทิงหมักเปรี้ยวของน้าหวังนะสิ ตากลับ​ไป​เอามาจากเหมืองให้ผมสักหน่อย​​ได้ไหมเล่า"

ตาปัญญาพยักหน้ารับมุขผมแล้ว​หัวเราะ ฮา ๆ​ ก่อน​จะถอย​ไปนั่งพูดคุย​กับแม่ของผมบนม้ายาวบุนวมเขียว​ที่วางอยู่​ริมผนังห้อง จนกระทั่งผมม่อยหลับ​ไปด้วย​ความอ่อนเพลียบวก​กับฤทธิ์ยารักษาไข้ลงอีกรอบ ​ซึ่งหลังจากนั้น​ตาปัญญาแก​จะกลับบ้าน​ไปตอนไหนผมก็ไม่ทราบ ทราบเพียง​แต่ว่าขณะหลับใหลลงคราวนี้ ผมฝันว่าตาปัญญา​กำลังพาผมล่อง​ไปในไพรพนา​ที่สัตว์ป่าชุกชุมอีกแห่งหนึ่ง​อย่างสมบุกสมบัน กระทั่งบางคราวเราสองคนก็โดนสัตว์ร้ายกระโจนไล่จน​ต้องวิ่งหนีกันกระเจิดกระเจิง​และเหนื่อยหอบแทบขาดใจ ​แต่​ทว่าบางคราวเราเองกลับ​เป็นฝ่ายไล่ต้อนฝูงสัตว์ป่าพวกนั้น​บ้าง

​และสุดท้าย- -ในฝันนั้น​ว่า เราสองคน​ได้พากันวิ่งไล่สัตว์ป่าฝูงหนึ่ง​ ตะลุยฝ่าพงหนามอันแหลมคมตามติด​ไปอย่างกระชั้นชิด กระทั่งถูกหนามไหน่ทิ่มตำจนเลือดไหลซิก ๆ​ แปดเปื้อนเสื้อผ้าชุดพรานไพรของเราจนเปียกชุ่ม ​ซึ่ง​ทั้งหมดล้วนฝันร้ายผุดขึ้น​มาเยาะเย้ย​ความจริง ​ที่ผม​กำลังประสบอยู่​บนเตียงพยาบาลในขณะนั้น​นั่นเอง



-จบภาคหนึ่ง​-

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3303 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ไพรรางวัล --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๒๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17742 ], [81.62.45.57]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๔๐ น.

ชอบสำนวนนี้จังค่ะ​​ "อีก​​​ทั้งยาต้ม ยาหลวง ผมก็ถูกผู้ใหญ่บังคับให้ฝืนกินเข้า​​​ไปจนน้ำตาอาบแก้มมาแล้ว​​​ไม่รู้สักกี่สิบกี่ร้อยหน " สะท้อนให้เห็นนิสัยเด็ก ๆ​​ ​​ที่ไม่ชอบกินยา​​โดยแท้

เข้ามาเยี่ยมอาการเจ้านุ้ยด้วยคนค่ะ​​ หายไข้แล้ว​​ จบภาคหนึ่ง​​

​​จะรอภาคสองตอนต่อ​​ไปค่ะ​​

สนุกมาก ๆ​​ ตั้งแต่ตอนแรกจนตอนสุดท้าย

มอบ ให้เช่นเคยค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-17743 ], [124.120.3.141]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๐.๓๐ น.

สนุกมากเลย​​ครับ​​พี่บ่าว
แถมยัง​​ได้​​ความรู้เพิ่มเติมให้ผม​​ได้​​เอามาต่อยอดอีก
รอภาคสองอยู่​​นะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17744 ], [110.49.193.107]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๒.๕๑ น.

ขอบคุณ​​ทั้งสองท่านนะครับ​​ ​​ที่ติดตามอ่าน"เหมืองป่า"ภาคแรกของผมมาตั้งแต่ต้นกระทั่งถึงบรรทัดสุดท้าย

เช่นเดียว​​กับผม​​ที่ใน​​ที่สุดก็​​ได้เคี่ยวเข็นตาปัญญา​​และ​​เพื่อนร่วมงานในเหมืองป่าให้ร่วมเดินทางบนเหมืองกระดาษกระทั่ง​​สามารถนำเม็ดแร่ออกมาขาย​​ที่ในเมืองจนสำเร็จสมปรารถนากันจน​​ได้

​​ทว่าเส้นทางเดินบนหน้ากระดาษ​​ที่เพิ่ง​​จะแผ้วถางขึ้น​​ใหม่นี้อาจ​​จะไม่ราบเรียบเท่า​​ที่ควร ก็​​ต้องขออภัยท่านผู้อ่านไว้ ณ ​​ที่นี้ด้วย

หลู่ซิ่น- นักวรรณกรรมชื่อก้องโลกของจีนกล่าวว่า "​​แต่ก่อนก็ไม่มีทาง ​​แต่พอมีคนเดินย่ำ​​ไปมาบ่อย ๆ​​ เข้ามันก็กลาย​​เป็นทาง"

เหมืองป่าภาคแรกของผมก็คงตกอยู่​​ในกฏเกณฑ์นี้เช่นกัน!! ​​คือ ผม​​จะ​​ต้องชักชวนตนเองให้กลับ​​ไปเดินย่ำเท้าทบทวน​​ไปมาบนถนนกระดาษแห่งนี้อีกหลายเ​​ที่ยว ​​เพื่อ​​จะให้มันกลาย​​เป็นทางเดิน​​ที่สะดวก​​สบายในวันข้างหน้าให้​​ได้

สำหรับวันนี้ผมไม่มีอะไร​​อื่นนอกจากคำว่า "ขอบคุณ" ​​และ "ขอบคุณ" ทุก ๆ​​ ท่าน​​ที่​​ได้กรุณาติดตามอ่าน​​และคอมเม้นท์ให้​​กำลังใจผมเสมอมา

ขอขอบคุณจากใจจริงอีกครั้งครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นกหัวขวาน [C-17746 ], [125.24.34.191]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๖.๔๖ น.

ซุ่มอ่านอยู่​​เงียบๆ​​คนเดียว
งานชิ้นนี้..ขอยกนิ้วโป้งให้​​ไปเลย​​
ติดดาวให้อีกห้าดาว
บทสรุปของเหมืองป่า ​​ที่มากด้วยสาระล้วนๆ​​
ดังนั้น​​ขอให้ผู้เขียนเหมืองป่าทะยานไกล
​​และรุ่งโรจน์ในโลกวรรณกรรม จงสร้างสรรค์ผลงานของท่านมาอีกนะครับ​​
จากแฟนตัวจริง
ขอบคุณมากมาย​​เช่นกัน
จากน้องอิติฯ
ไชโยๆ​​ๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : กาล. [C-19254 ], [1.47.96.42]
เมื่อวันที่ : ๐๘ ส.ค. ๒๕๕๘, ๐๑.๐๙ น.

มาถึงตอนนี้ไม่รู้รวมเล่มหรือยัง..​​แต่สิ่ง​​ที่​​ได้จากเรื่อง​​เหมืองป่า นี่​​คือ ประโยชน์ล้วนๆ​​ ..ในทุกแง่มุมของชีวิต ขอบคุณมากๆ​​ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น