นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #23
พลอยพนม
...คืนสุดท้ายก่อนอำลาจากเหมืองป่าผมหอบผ้าห่มนอนมานอนค้างคืน​ที่ทับพี่สงัด ​เพราะ​ต้องมาช่วยไอ้ชนถลกหนัง​และชำแหละ​เนื้อค่าง​ที่ออกป่า​ไปยิงกันมา​ได้​เมื่อตอนเย็นสามตัว...

ตอน : สวัสดีดงเขายา

คลิกดูภาพขยาย


คืนสุดท้ายก่อนอำลาจากเหมืองป่าผมหอบผ้าห่มนอนมานอนค้างคืน​ที่ทับพี่สงัด ​เพราะ​ต้องมาช่วยไอ้ชนถลกหนัง​และชำแหละ​เนื้อค่าง​ที่ออกป่า​ไปยิงกันมา​ได้​เมื่อตอนเย็นสามตัว เสร็จแล้ว​ก็ย่างไฟทำเนื้อรมควัน​เอา​ไปฝากทางบ้าน ​ซึ่งกว่าเนื้อ​จะแห้งก็นาน​เอาการ พี่สงัด​กับไอ้พริ้งนอนหนุนถุงแร่​ที่บรรจุไว้เสร็จแล้ว​ตั้งแต่​เมื่อวานพูดคุยหัวเราะกันเฮฮา

การเข้าป่ามาขุดแร่กันเ​ที่ยวนี้เรา​ได้แร่ห้าสิบสามกระป๋องนม ผมในฐานะเด็กฝึกงานพรรคพวกบรรจุใส่ถุงสำหรับผมแบกเดินทางในวันพรุ่งน้อยกว่า​เพื่อน ​คือ สิบเอ็ดกระป๋อง ​ถ้าวัดน้ำหนักก็ประมาณสิบห้ากิโลกว่า ๆ​ ​ส่วนพวก​เขาบรรจุถุงกันคนละสิบสี่กระป๋องเท่ากัน

ด้วยประสบการณ์​ที่เคยแบกของหนักบางอย่างมาบ้างแล้ว​ ​เมื่อนำมาเปรียบเทียบ​กับการแบกแร่ในปริมาณน้ำเท่ากัน ​ความรู้สึกมันบอกผมว่า แร่หนักกว่า ​ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไมถึง​ได้​เป็นแบบนั้น​ ถาม​ใคร​เขาก็บอกว่า ​เขาเองก็คิดอย่างผมเหมือนกัน

"พรุ่งนี้มึงช่วยแบกถุงเนื้อย่างด้วยนะ" ไอ้ชนพูด​กับผมขณะยกเนื้อค่างรมควันขึ้น​จากไฟถ่าน​ที่ยังคงแดงโร่​ไปวางซ้อนทับ​กับกันบนหิ้งข้างฝา

"​ถ้าไอ้นุ้ยแบกเนื้อค่างนั้น​​ได้ไกลถึงควนช้างตายกูยอมให้เตะ" ไอ้พริ้งพูด​กับไอ้ชน "แค่แร่สิบเอ็ดกระป๋องก็ไม่รู้มัน​จะลิ้นห้อยตอนไหน"

"ก็กูบอกแล้ว​ ว่าอย่าหาเรื่อง​ให้หนักบ่าเพิ่มขึ้น​อีก มึงจ้างกูไหมล่ะ" พี่สงัดพูดเสริมขึ้น​มา "แบกเนื้อค่างหนึ่ง​ตัวต่อเหล้าหนึ่ง​กลม- -ว่ายังไง ตกลงไหม?"

"กูแถมให้สอง" ไอ้ชนใจป้ำ "ขายแร่เสร็จกูซื้อให้ทันที"

"งั้นตกลง" พี่สงัดรับคำ

รุ่งเช้า​เราตื่นนอนกันไว​เป็นพิเศษ หลังจากหุงข้าว​และทำ​กับข้าวกินกันเสร็จก็จัดแจงขน ถ้วย จาน หม้อ กระทะ ลง​ไปขัดล้างในลำธาร แล้ว​ใส่สาแหรกแขวนรวมกันไว้​กับขื่อใต้หลังคา ป้องกันพวกลิง พวกนาค ​จะบุกเข้ามารื้อค้น ​เพราะสัตว์พวกนี้มัก​จะอุตริซุกซนชอบแอบเข้ามารื้อค้นสิ่งของในทับยามเราเผลอหรือทิ้งทับไว้นาน ๆ​ เสมอ เรียกว่า เผลอไม่​ได้เลย​...​ ผ้าห่มนอน เสื่อ สาด หมอน มุ้ง ก็เช่นกัน เราช่วยกันนำมาห่อมัด​กับเชือกหวาย​เป็นม้วนกลม ๆ​ แล้ว​ก็แขวนห้อย​กับขื่อป้องกันพวกมัน​จะยกโขยงกันมารื้อเช่นกัน ​เพราะเคยมีประวัติมาแล้ว​ เคยมีพวกชาวเหมืองมาจากบ้านพวก​เขาล้วนหอบหิ้วมา​แต่เสบียง ​ที่นอนหมอนมุ้ง​และถ้วยจานต่าง ๆ​ ไม่​ได้​เอามา ​เพราะถือว่ามีอยู่​แล้ว​ ​แต่​ที่ไหน​ได้ พอมาถึงทับนอนข้าวของพวกนั้น​หายเกลี้ยง เสื่อปูนอนหมอนมุ้งถูกรื้อ​และฉีกขาดกระจัดกระจายจน​ต้องถ่อสังขารกลับออก​ไปใหม่ ก็​เพราะตอน​ที่ออกจากเหมืองเ​ที่ยวก่อนพวก​เขาสบประมาทเจ้าสัตว์ซุกซนพวกนั้น​เกิน​ไปหน่อย​ ไม่​ได้เก็บของพวกนั้น​ไว้ให้ดี

ไอ้พริ้ง​เอาปืนแก๊ปของมันชโลมทาน้ำมันเครื่องทั่วลำกล้อง ​และ​เอาถุงพลาสติกใบเล็ก ๆ​ ห่อรอบชนวนดินปืนแล้ว​นำ​ไปแขวนห้อยโตงเตง​กับขื่อเช่นกัน ป้องกัน​แต่พวกสัตว์มือบอน​จะลากดึงมาเล่น ไม่​ได้ซุกซ่อนสายตา​ใคร ​เพราะในป่าดง​เขายาไม่มีขโมย

ก่อนออกเดินทางตาปัญญา​ซึ่งแบกถุงแร่มาจากทับของแกมาสมทบ​กับเรา​ที่ทับพี่สงัดในภายหลัง ​เป็นคน​เอาแพลูกประทัด​ไปผูกห้อย​กับกิ่งไม้​ที่อยู่​ติด​กับจอมปลวกใหญ่ตรงหน้าทับ เสร็จแล้ว​แกก็จุดด้วยไฟยาสูบจนเกิดเสียงระเบิดถี่รัวสนั่นหวั่นไหว ​แม้ผม​จะยืนอยู่​ห่าง ๆ​ ก็​ต้อง​เอามืออุดหู​เพื่อกลบเสียง หาก​แต่ กลิ่นฉุนไหม้​ที่ลอยม้วนมา​กับควันของมันก็ฟุ้งเข้าจมูกจนแทบสำลัก กระรอกสองสามตัว​ที่​กำลังหากินอยู่​บนต้นไม้ใกล้ ๆ​ ตกกระใจพากันกระโจนหนีจนแทบ​จะหล่นลงดิน

เปรี้ยง ! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

"​ไป-ไอ้นุ้ย มึงเดินหัวแถว"

ไอ้ชนชัก .38 ปืนลูกโม่ไทยประดิษฐ์ของมันส่องขึ้น​ฟ้าถวายเจ้าพ่อแถม​ไปอีกสามนัดเสร็จแล้ว​ก็สอดใส่ซอง​และเหน็บสะเอวไว้ตามเดิม จากนั้น​ก็ยกถุงแร่ใส่บ่าก่อน​จะ​เอามือข้างหนึ่ง​ดันไหล่ผมให้ออกเดิน ​พร้อมตัวมันก็สาวเท้าเดินตามมาติด ๆ​ ตามด้วยไอ้พริ้ง​และพี่สงัด ​ส่วนท้ายขบวนสุดก็​เป็นตาปัญญามือจุดประทัดถวายเจ้าพ่อ

"ช่วยเฝ้าดูแลทับกระท่อมของลูกช้างให้ด้วยนะเจ้าพ่อ"

ตาปัญญาเอ่ยวาจาสั่งเสีย​กับสิ่ง​ที่แกเคารพนับถือฝาก​ไป​กับสายลม​ที่​กำลังพัดโชยจนกิ่งไม้ไหวสลัดน้ำค้างร่วงพรู

เช้า​วันนี้ท้องฟ้าเกลี้ยงใสไร้เมฆฝน เหนือทิวป่าเบื้องหน้า​ซึ่ง​เป็นทิศทาง​ที่เรา​กำลัง​จะมุ่ง​ไปผมเห็นนกเงือกฝูงใหญ่​กำลังบินวาบ ๆ​ มุ่ง​ไปทางนั้น​เหมือนกัน สมัยเด็ก ๆ​ ผมเรียกนกเฮือกว่า นกคู่คี่ ​เพราะขณะเห็นพวกมันบินเกาะกลุ่มกันมา​เป็นฝูง​แต่ไกล ก็ชอบ​ที่​จะทายกันในหมู่เด็ก ๆ​ ​ที่​กำลังวิ่งเล่นอยู่​ด้วยกันว่า คู่ หรือ คี่ ​คือ นับจำนวนนกในฝูง​ที่​กำลังบินมานั่นเอง ​ถ้าปรากฏว่านกฝูงนั้น​มี​ทั้งหมดสิบตัวหรือสิบสองตัว สิบสี่ตัว ก็ถือว่าคู่ สิบเอ็ดตัวสิบสามก็​เป็นเลขคี่ ก็เลย​พาลเรียกพวกมันว่านกคู่คี่ติดนิสัยตั้งแต่นั้น​มา

เส้นทางเดิน​ระหว่างเหมืองป่าดง​เขายา​กับประตูป่า​ที่ริมถนนทางหลวงข้างนอกนั้น​ ช่วงแรก ๆ​ ​ทั้งขา​ไป​และขากลับ​จะคดเคี้ยว​และสูงชัน ​เพราะ​ต้องเริ่มต้นด้วยการไต่ขึ้น​เนิน​เขาเสียก่อนแล้ว​จึง​จะถึงทางเรียบบนสัน​เขา "ควนช้างตาย" ​เป็นสันเนินแรก​ที่ชาวเหมือง​จะหยุดพักเหนื่อยในตอนขากลับ บริเวณนั้น​มีสายน้ำตกขนาดเล็กไหลพุ่งลงมา​เป็นสายซ่านซ่าจากหน้าผา​ที่อยู่​ริมทางด้านซ้ายมือ ตกขัง​เป็นแอ่ง​และเอ่อล้นไหลตัดผ่านเส้นทางเดิน​เป็นร่องน้ำเชี่ยวกราก ​และกว้างสักประมาณสี่เมตรจน​ต้องทอดท่อนไม้ซุง​เป็นสะพานเดินข้าม ​และ​เมื่อข้าม​ไปทางฝั่งโน้นเสร็จแล้ว​ก็​จะมีร่มไทรใหญ่ให้หยุดพักเหนื่อย ​ซึ่งชาวเหมืองตั้งแต่ครั้งโบรมโบราณช่วยกันงัดก้อนหินก้อนโต ๆ​ เคลื่อนย้ายมาตั้งเรียงกันไว้​เป็นแถวนับ​ได้สิบกว่าก้อน อีก​ทั้งแคร่ไม้ไผ่สำหรับวางสำภาระ ​ซึ่ง​แต่ละพวก​แต่ละกลุ่ม​แต่ละรุ่นผลัดกันบูรณะซ่อมแซมให้​ใช้การ​ได้อยู่​ตลอดเวลา ​เมื่อไม้ฟาก​ที่​ใช้ปูพื้นผุโทรมก็รื้อเปลี่ยน ​เพื่อให้แคร่วางสัมภาระหรือนั่งพักเหนื่อยมาตั้งแต่ครั้งกระโน้นยังคงอยู่​สถาพรตลอด​ไป

เหล่านี้ล้วน​เป็นสำนึกรับผิดชอบ​ที่สำแดงพลังสามัคคีให้ประจักษ์แก่ผมอย่างน่าทึ่ง​และชวนจดจำ

ตาปัญญา ไอ้ชน พี่สงัด พอวางถุงแร่​และเป้หลังลงบนแคร่ใต้ร่มไทรกันเสร็จแล้ว​ ก็เลี่ยง​ไปหย่อนก้นบนก้อนหินใกล้ ๆ​ กัน ตาปัญญาในฐานะลูกพี่ใหญ่ก็งัดใบกระท่อม​ที่ใส่ถุงพลาสติกยัดไว้ในกระเป๋ากางเกงออกมาแจกให้สมาชิก​ที่เดิน​ไปนั่งตรงนั้น​ด้วยกันคนละใบ แล้ว​ต่างก็รูดก้านใบวิเศษนั้น​ทิ้ง​ไป ​ที่เหลืออยู่​ในฝ่ามือก็คลึงขยำ​เป็นก้อนกลม ๆ​ ส่งเข้าปากเคี้ยวกัน​เป็นการใหญ่ ​ซึ่งว่ากันว่าฤทธิ์ใบกระท่อมก็มี​ส่วนละม้ายคล้าย ๆ​ ยาขยัน สารสำคัญ​ที่พบในใบกระท่อม​คือ ไมทราไจนีน (Mitragynine) ​เป็นสารจำพวกอัลคาลอยด์ ออกฤทธิ์กดประสาท​ส่วนกลาง (CNS depressant) เช่นเดียว​กับยาเสพติดกลุ่มเดียวกัน เช่น psilocybin LSD ​และ ยาบ้า ทำให้รู้สึกชา กด​ความรู้สึก​เมื่อยล้าขณะทำงานทำให้​สามารถทำงาน​ได้นาน​และทนมากขึ้น​ อีก​ทั้งทนทาน​กับ​ความร้อนมากขึ้น​ด้วยเช่นกัน ดังนั้น​จึงทำให้ผู้​ที่​ใช้ใบกระท่อม​สามารถทำงานกลางแจ้ง ​ได้ทนนาน

พวกสารเสพติด​แต่ละชนิดนั้น​เวลาออกฤทธิ์​แม้​จะมีผลต่อระบบประสาทคล้าย ๆ​ กัน ​แต่​ทว่าพฤติกรรมหลังการเสพของผู้เสพ​ส่วนมาก​จะสำแดงออกมาแตกต่างกัน

คนโบราณนำมาผูก​เป็นคำคล้องจองถึงลักษณะนิสัยของผู้​ที่นิยมเสพของพวกนี้ว่า

"เหล้าว่า​เอาวา ฝิ่นกัญชาว่าเดี๋ยวก่อน กระท่อมว่า-เรื่อง​หาบคอนงานหนักผลักให้ฉัน"

เหล้าว่า-​เอาวา หมายถึงบางคน-บ่อยครั้ง​ที่กินเหล้าเข้า​ไปแล้ว​มัก​จะเปลี่ยนนิสัย​เป็นคน โมโหร้าย ดุดัน ​ใครพูดขัดหูเข้าหน่อย​ก็ -​เอาวา ตรงเข้าตะลุมบอนทันที ไม่ยั้งคิด ผิดจากฝิ่น​และกัญชา​ที่​เมื่อเสพเข้า​ไปจน​ได้​ที่แล้ว​​จะเคลิบเคลิ้ม พาให้คิดเพ้อเจ้อเพ้อฝันสาระตะ เรื่อง​​จะ​ไปชกต่อยตีรันฟันแทง​กับ​ใคร​เขาไม่ค่อยมี เช่นเดียว​กับใบกระท่อม กินแล้ว​ชอบทำงานไม่อยากอยู่​นิ่ง​และไม่กลัวงานหนัก สม​กับ​ที่คนโบราณ​ได้ระบุฤทธิ์เดชของมันไว้ว่า

เรื่อง​หาบคอนงานหนักผลักให้ฉัน!!

​ทว่าขืนมีไว้ในครอบครอง​และเกิดตำรวจพบเจอ ก็โรงพักลูกเดียว ​จะโดนปรับเฉย ๆ​ หรือ​ทั้งจำ​ทั้งปรับ แล้ว​​แต่กรณี ผมไม่อาจรับรอง​ได้ ​แต่​ที่เห็น ๆ​ สมัยก่อน​ถ้าเพียงแค่ใบกระท่อมติดตัวมาซักค่อนกระเป๋ากางเกงตำรวจก็มัก​จะทำตาเหล่ หรือเห็นก็แกล้งทำ​เป็นไม่เห็น เผลอ ๆ​ ​ถ้า​เป็นคนรู้จักหรือสนิทสนมกัน พี่จ่าแกก็​จะเดินส่ายตะโพกเข้ามาสะกิด "ไหนขอกูใบซิ แก้เข็ด​เมื่อยซักหน่อย​" อะไร​ประมาณนั้น​ ​เพราะกินเข้า​ไปแล้ว​ก็ไม่​เป็นพิษ​เป็นภัย​กับ​ใคร กินแล้ว​ทำงานสบายเพลิดเพลิน ​แต่สมัยนี้ผิดกันแล้ว​ โลกเจริญขึ้น​ จากใบกระท่อม​ที่รูดเข้าปากแล้ว​เคี้ยวดูดน้ำขม ๆ​ ของมันกลืนลงคอ​เพื่อ​ความกระชุ่มกระชวย พัฒนาขึ้น​มากลาย​เป็น​ส่วนผสมของยาเสพติดรุ่นใหม่​ที่​กำลังมีชื่อเสียงในหมู่วัยรุ่นอยู่​ในขณะนี้

สี่คูณร้อย สี่คูณร้อยกะโหลกไขว้ ฟังชื่อ​ได้เห็นสูตรผสมแล้ว​ชวนขนลุก

ใบกระท่อม ยาแก้ไอ น้ำอัดลม ผงฝุ่นสีขาว ๆ​ ​ที่เคลือบอยู่​ในหลอดไฟ ขี้เ​ถ้าเชิงตะกอน...​ สารพัด​ที่​ไปเสาะสรรหากันมา

วัยรุ่นบางกลุ่มเก๋าจัดถึงขนาดเหยาะยาฆ่าแมลงหรือฆ่าหญ้าลง​ไปด้วย

"​ต้องสามหยด"

พวก​เขาว่า แล้ว​ก็ผลัดกันริน​ส่วนผมเหล่านั้น​ยื่นแก่กัน ดื่ม​เพื่อ​ความเมา​ที่น่าสงสาร​และเวทนา...​

ในขณะ​ที่พ่อ​และแม่ของพวก​เขาก็​กำลังเมา​ความร่ำรวย เมาลาภ เมายศ ​และเมาคำสรรเสริญเยินยอจนลืมตาไม่ขึ้น​ ​โดยมิ​ได้เฉลียวใจ ว่าบัดนี้ยังมีชีวิตน้อย ๆ​ ​ที่​เขาเพียง​แต่คิดว่า​เขารักของ​เขาดุจดังแก้วตาดวงใจ​กำลังว้าเหว่​และเมาชีวิตอยู่​ในซอกมืดบางแห่ง​ที่​เขาไม่อาจมองเห็นอย่างน่า​เป็นห่วง


ผม ไอ้พริ้ง ไอ้ชน ขณะนั้น​​แม้​จะจัด​เป็นวัยรุ่น​ที่ขึงขังแข็งแรง ​แต่ก็เหมือนอย่าง​ที่เคยกล่าวไว้แล้ว​ว่ายังไม่ใฝ่ใจ​กับของ​ต้องห้ามพวกนั้น​ เว้น​แต่ไอ้ชน​ที่ริสูบบุหรี่​และเคี้ยวใบกระท่อม​เป็นครั้งคราว ด้วยหวังสนุกปากมากกว่า​ที่คิด​จะยุ่งเกี่ยว​กับมันอย่าง​เอาจริง​เอาจัง ​ส่วนผม​กับไอ้พริ้งไม่ข้องแวะ​กับ​เขาเลย​ การเข้าป่าเ​ที่ยวนี้​ถ้า​จะขาดศีลห้าก็เพียงแค่อยากลองลิ้มรสเหล้าขาวในคืนนั้น​นั่นแหละ​ หาก​แต่นั่นก็เพียงแค่อยากรู้รสชาติ มิใช่คิด​จะลองดื่มกิน​เพื่อหวัง​ความสนุกครึกครื้นกระทั่งลืม​ความว้าเหว่​เพราะชีวิต​กำลังประสบปัญหา​แต่ประการใด ​ซึ่งอาจ​เป็น​เพราะผมโชคดี​ที่ถือกำเนิดมาในครอบครัวของชาวไร่ชาวป่า​ที่ยากจน​แต่​ทว่าเปี่ยมล้น​ไปด้วย​ความสงบสุข​และร่มเย็น ผมจำ​ได้ว่า ​ที่แล้ว​ ๆ​ มาไม้เรียวของพ่อ​ที่ฟาดขวับลงบนน่องของเด็กชาย​ที่แสนซุกซนอย่างผม​จะสร้าง​ความเจ็บปวดให้ผมเพียงไร ​และ​แม้น้ำตาแห่ง​ความเจ็บปวดนั้น​​จะหลั่งย้อยลงมาอาบแก้มจนเปียกแฉะ​ทั้งสองข้าง หาก​แต่สักนิดผมไม่เคยนึกแค้นเ​คืองพ่อผมเหมือน​กับพวกเด็ก ๆ​ สมัยนี้เลย​ ​ส่วนแม่นั่นยิ่งแล้ว​ใหญ่ ​เพราะแม่มือไว เผลอออกนอกลู่นอกทาง​เมื่อไหร่​เป็นโดนแม่หวด​เอา​เมื่อนั้น​ หาก​แต่แม่​เมื่อเฆี่ยนลูกเสร็จแล้ว​ก็หุงข้าวให้กิน ทำขนมให้กิน แล้ว​ลูกของแม่คนนี้รึ​จะโกรธแม่​ได้ลง อาจ​จะมีน้อยใจบ้างตามวิสัยเด็ก ​ทว่าชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็ลืมสิ้น ​เพราะ​ความรักบูชา​ที่ผมมีให้พวกท่านมีอิทธิพลเหนือกว่า​ความขึ้งคิดต่ำช้า​ทั้งปวง

​ความรัก​คือกำแพงอันยิ่งใหญ่​ที่คอยปกป้องมิให้ศัตรูภายนอกย่ำกรายเข้ามาทำอันตรายผม​ได้ ​โดยเฉพาะ​ความรัก​ที่ผมมีต่อผู้ให้กำเนิด​และบุพการี คอย​เป็นกำแพงขวางกั้นการสิ่งเย้ายวน​ซึ่งถือ​เป็นศัตรูตัวฉกาจ​ที่​จะพาให้เฉออกนอกลู่นอกทางอันไม่เหมาะไม่ควรอยู่​เสมอ ​เพราะผม​ทั้งกลัว​และเกรงพวกท่าน​จะเสียใจ​ถ้าหากฝืนจงใจประพฤติในสิ่ง​ที่พวกท่านหมั่นตักเตือนพร่ำสอนไว้

​เมื่อหลุดจากป่าดงลึกออกมาสู่ถนนใหญ่ในเวลาบ่ายคล้อย ​และฝากสัมภาระบางอย่างไว้​กับ​เพื่อนบ้านริมทางก่อน​จะโบกรถสองแถวมุ่งสู่ตลาดตะกั่วป่า​เพื่อนำแร่​ไปขายกันแล้ว​ ขณะนั่งอยู่​บนรถใจผมครุ่นคิดว่า​จะซื้อข้าวของสิ่งใด​ไปฝากพวกท่านกันดี ​ถ้าบัดนี้ปู่ยังมีชีวิตก็ไม่แคล้วยาสูบตราแมว ​ซึ่ง​เป็นเส้นยาบรรจุกระป๋อง​ที่ปู่โปรดปรานมาก​ที่สุด ย่านั้น​ชอบผ้าถุงสีดำ ตั้งแต่เล็กจนเติบโตอายุปูนนี้ผมไม่เคยเห็นย่านุ่งผ้าถุงสีอื่นเลย​ แม่ชอบแป้งเย็นตรางู พ่อชอบน้ำยาใส่ผมยี่ห้อตันโจ​และน้ำยากีวีขัดรองเท้า สองสิ่งนี้พ่อมีติดบ้านไม่เคยขาด ​แม้​แต่ญาติ ๆ​ ​และ​เพื่อนของพ่อบางคนบางครั้งถึงคราว​ที่​จะ​แต่งตัวออก​ไปทำธุระ​ที่ในเมืองหรือ​ไปงานเลี้ยงพวก​เขายังมาอาศัยของพวกนี้จากพ่อผมเลย​ ​ส่วนน้องสาวสองคนก็ไม่​ต้อง​เป็นห่วง พวกเธอย่อมโปรดปรานพวกขนม​และตุ๊กตาสวย ๆ​ อย่างไม่​ต้องสงสัย ​แต่ผมกลับคิดในใจว่า วันนี้​ได้เงินแบ่งปันจากพรรคพวกเสร็จแล้ว​ผม​จะซื้อชุดนักเรียน​ไปฝากเธอสองคน ​เพราะโรงเรียนของพวกเธอก็​กำลัง​จะเปิดเทอมแล้ว​เหมือนกัน

จากปากทางเหมืองสู่ตลาดตะกั่วป่ารถสองแถวคันนั้น​​ใช้เวลาแล่น​ไปค่อนชั่วโมงก็ถึง หลังจากจอดให้ผู้​โดยสารคนอื่น ๆ​ ​ที่นั่งมาด้วยลงกันตาม​ที่ต่าง ๆ​ จนหมดแล้ว​ โชว์เฟอร์วัยกลางคน​ซึ่งรู้จักสนิทสนม​กับตาปัญญา​เป็นอย่างดีก็พาพวกเรา​ไปส่ง​ที่ร้านรับซื้อแร่ขาประจำ​ที่อยู่​ตรงใจกลางตลาด ​ซึ่ง​เป็นตึกสองชั้นครึ่งไม้ครึ่งปูน​และมีรูปแบบพิเศษอัน​เป็นสัญลักษณ์ของเมืองตะกั่วป่าอย่างเด่นชัด

"ไอ้ปัญญา มึง​เอาแร่มาขายให้ร้านโกซุ่ยทุกเ​ที่ยว มึงไม่กลัวมัน​จะฉ้อตาชั่งบ้างหรือ? อ้ายพวกจีนอุบาท​ว์พวกนี้ไว้ใจมันนักไม่​ได้หรอก มึงระวังไว้บ้าง ​เพราะไม่อย่างนั้น​มัน​จะรวย​เอา ๆ​ อย่างนี้​ได้หรือ"

"ไอ้เชี้ยง-มึงนั่นแหละ​อย่าคิดอุบาท​ว์" ตาปัญญาร้องด่าโชว์​เพื่อนของแก "มึงก็จีนเหมือนกันไม่ใช่หรือ ก็ไหนว่าอาก๋งของมึงก็มาจากเมืองจีน ​ถ้าคนจีนอุบาท​ว์ ก๋งมึงก็อุบาท​ว์ มึงเองก็อุบาท​ว์เหมือนกัน ​เพราะฉะนั้น​มึงอย่าเหมารวม ​เพราะไม่ว่าจีนหรือไทยลง​ถ้าคิด​จะอุบาท​ว์อัปรีย์ มันก็อุบาท​ว์อัปรีย์​ได้พอ ๆ​ กันนั่นแหละ​ ว่า​แต่มึงอยาก​จะกินเหล้าไหมล่ะ เดี๋ยวกูขายแร่เสร็จ​ไปกินเหล้าด้วยกันสักแบนครึ่งแบบ"

"ขอบใจ- ​แต่เมียกูไม่สบายนอนอยู่​โรงพยาบาล เดี๋ยว​ต้อง​เอาข้าวน้ำ​ไปส่ง ไว้เ​ที่ยวหน้าแล้ว​กัน"

โชว์เฟอร์คนนั้น​พูดจบก็ตบไฟเลี้ยวเลี้ยวรถสองแถวของ​เขาเข้า​ไปจอดตรงหน้าร้านรับซื้อแร่​ที่​เป็นขาประจำของคณะเหมืองป่าตาปัญญา เสร็จแล้ว​​เขาก็ลงจาก​ที่นั่งคนขับเดินมาท้ายรถมาช่วยแบกถุงแร่ของพวกเราเดินเข้า​ไปในร้านให้ถุงหนึ่ง​ ​ซึ่ง​เป็นถุงแร่​ที่ผมแบกออกมาจากป่านั่นเอง จากนั้น​ก็รับเงินค่า​โดยสารจากตาปัญญารวม​ทั้งสิ้นห้าสิบบาท​แล้ว​ออกรถหาย​ไป


ผม​ซึ่งลงจากรถ​เป็นคนสุดท้าย รู้สึกครั้นเนื้อครั่นตัวปวด​เมื่อแขนขาจนไม่อยาก​จะเดินตามพรรคพวก​ที่แบกแร่กันคนละถุงแล้ว​เดินตามหลังกันเข้า​ไปภายในร้านรับซื้อแร่แห่งนั้น​เลย​ ติด​แต่ว่าชายเจ้าของร้าน​ซึ่ง​เป็นจีนบ้าบ๋าสูงอายุ รูปร่างผอมสูง นุ่งกางเกงขาสั้นสีกรมท่า สวมเสื้อกล้ามสีขาวหลวมโพรก ​ได้เดินออกมาจับมือผมดึงให้เข้า​ไปนั่ง​ที่โต๊ะไม้ลายมังกรชุดใหญ่ใกล้​กับโต๊ะบัญชีของ​เขาเสียจน​ได้

"เข้ามากินน้ำชาเสียก่อนซิพ่อหนุ่ม มาถึงร้านอั๊วแล้ว​ไม่กินไม่​ได้ ซาลาเปาก็มี เจ้านี้​เขาทำอร่อย หรือ​จะ​เอาเต้าซ้อก็​ได้ เดี๋ยว​จะให้เด็กพวกนี้​ไปหยิบมาให้" แป๊ะคนนั้น​พูด​พร้อมชี้นิ้ว​ไป​ที่เด็กผู้หญิงหน้าตาหมวย ๆ​ สองคน​ซึ่งเดินถือกาน้ำร้อน​และถาดขนมมาวางบนโต๊ะ ดูหน้าตาท่าทางน่า​จะ​เป็นลูกหลานของแก ​เมื่อวางของพวกนั้น​ลงบนโต๊ะกันเสร็จพวกเธอก็เดินกลับเข้า​ไปหลังบ้านอีกรอบหนึ่ง​ ​ซึ่งก็คง​จะ​ไปหยิบขนม​และชงน้ำชามาเลี้ยงพวกเรานั่นเอง

"กูอยากกินน้ำชายักษ์ วันนี้มีไหม?"

ตาปัญญาพูดแล้ว​หัวเราะฮา ๆ​ ​แต่ผมกลับงง!!

อะไร​​คือน้ำชายักษ์ของแก?

******************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3299 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน สวัสดีดงเขายา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๗๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17719 ], [110.49.193.100]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๑๖ น.

​​เป็นผม​​ที่เปิดอ่านทบทวน​​ความผิดพลาด​​และตกหล่นของสะกดการันต์ ​​และคำบางคำ​​ซึ่งลอดหูลอดตาทำให้อ่านสะดุด เสียอารมณ์ หากรอบนี้พบเห็นเพียง​​ที่เดียวครับ​​ ​​และ​​ได้แก้ไข​​ไปแล้ว​​

​​ถ้ายังมีหลงเหลืออยู่​​ตรงไหนอีกก็ขออภัย​​และขอ​​ความกรุณาช่วยทักท้วง​​ไปด้วยนะครับ​​

หรือ​​จะถือว่าตัวท่าน​​คือบรรณาธิการผู้พิจารณาผลงานของผมผู้หนึ่ง​​ก็ย่อม​​ได้นะครับ​​

​​และขอขอบคุณ​​ที่เปิดอ่านครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ทิดอินทร์ [C-17720 ], [124.122.120.109]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๑.๑๔ น.

สมัย​​เป็นเด็กผม​​ได้ยินคุณตาเล่าให้ฟังบ่อยเลย​​ครับ​​ เรื่อง​​ยิงลิงค่าง บ่างชะนีมาทำ​​กับข้าว
​​และเคยนึกสงสัยเหมือนกันว่ารสชาติมัน​​จะ​​เป็นเช่นไร
​​แต่กระนั้น​​ ก็ใจไม่ถึงพอ​​ที่​​จะลิ้มลองมันสักทีครับ​​

กรุ่นกลิ่นเนื้อย่าง จังครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17721 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๔๒ น.

มาลงชื่อติดตามผลงานอันน่าอ่านค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ลุงปิง [C-17722 ], [58.10.234.57]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๕๗ น.

อยากรู้เหมือนกันว่าน้ำชายักษ์​​คืออะไร​​?
อ่านสนุกจนลืมมองหาคำผิด สนุกทุกตอนจริงๆ​​
ชอบเรื่อง​​แบบนี้ครับ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-17726 ], [110.49.193.2]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๒๙ น.

ผมยังคงเข้ามาตรวจทาน​​ความผิดพลาดอยู่​​นะครับ​​ การพิมพ์สัมผัสแบบจิ้มโท​​กับนิ้วกลาง​​ทั้งสองข้างของผมมักไว้ใจไม่​​ใคร่​​จะ​​ได้ บางครั้งสมองสั่งให้จิ้มตัว ง งู ก็ดัน​​ไปจิ้ม ว แหวน ซะเฉยเลย​​

การครุ่นคิดดำเนินเรื่อง​​ก็เช่นกัน ผมมักสะดวก​​​​ที่​​จะคิดในใจ​​เป็นภาษาถิ่นปักษ์ใต้เสียก่อน จากนั้น​​จึงค่อยแปลง​​เป็นภาษากรุงเทพฯ ​​ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตก็​​จะพบว่าระยะแรก ๆ​​ ​​ที่ผมโพสต์ก็มัก​​จะมีภาษาทองแดงปรากฏอยู่​​ในนั้น​​แพรวพราว ครั้นภายหลัง​​เมื่อมีโอกาสเข้าทบทวนผมจึง​​ได้เขี่ยมันทิ้ง​​ไปเสียบ้าง

ไม่​​ได้รังเกียจกำพืดภาษาตนเอง ​​ทว่าเกรงท่านผู้อ่าน​​จะงงแค่นั้น​​เอง

​​เพราะฉะนั้น​​เวลาสับเปลี่ยนภาษานี่แหละ​​ ​​เป็นเวลา​​ที่มักเกิดประโยคหรือข้อ​​ความ​​ที่มั่ว ๆ​​ ปรากฏขึ้น​​ บางครั้งผมอ่านผ่าน​​ไปแล้ว​​ผมก็ลืม ไม่​​ได้เอะใจ ​​เพราะมัน​​เป็นภาษาสื่อสารของผม​​และผมก็คุ้นชิน​​กับมันมา​​แต่อ้อน​​แต่ออก ​​ซึ่งกว่า​​จะ​​ได้กลับมาทบทวนจนพบเจอ​​และแก้ไขเสียใหม่ บางครั้งก็กินเวลา​​เป็นเดือน ๆ​​ ก็มี แถมเวลาสับเปลี่ยเสร็จแล้ว​​ของเก่าก็ลืมลบทิ้งก็มี

จึงเรียนมา​​เพื่อทราบ​​และเข้าใจ ​​และขอขอบคุณในน้ำจิตน้ำใจอันมากล้นของมิตรสหาย​​ทั้งหลาย ​​ที่ยังคงให้​​กำลังใจ​​กับผมอยู่​​เสมอ ​​เมื่อวานผม​​ได้ติดตามข่าวการพยายามจบชีวิตตนเองของนักเขียนมือรางวัลท่านหนึ่ง​​ด้วยใจจดจ่อ ​​พร้อม​​กับรู้สึกใจหายในขณะเดียวกัน ​​แม้ไม่เคยพบปะรู้จักกัน​​เป็นการ​​ส่วนตัว ​​แต่อดีตก็เคยโพสต์ข้อ​​ความแลกเปลี่ยน​​ความคิดกันอยู่​​เสมอ ​​เมื่อปรากฏ​​เป็นข่าวอย่างนั้น​​ขึ้น​​มาก็รู้สึกงุนงง​​และตกใจมาก ด้วยคิดว่า​​เขาไม่น่า​​จะกระทำการอย่างนั้น​​​​ได้เลย​​

​​ทว่าธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนนั้น​​ไม่มีอะไร​​แน่ เหมือนดังพุทธองค์ทรงตรัสสอน

สัพเพธัมมา อนิจจา สัพเพสังขารา อนิจจัง

ไม่มีสิ่งใดเ​​ที่ยงแท้แน่นอน

อ้าว​​ไป ๆ​​ มา ๆ​​ ก็หลงมาเจอะกำแพงวัดอีกแล้ว​​ งั้นก็ขอแค่นี้ก่อนนะครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น