นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #22
พลอยพนม
...ป่ารับฝนชุ่มฉ่ำสองวันติดต่อกัน ไม่มี​ใครลง​ไปขุดแร่ในขุมเหมือง ​แต่น้ำในลำธารก็ขุ่นข้น​เป็นสีน้ำตาลอ่อน พัดพาเศษไม้ใบหญ้าลอย​ไป​เป็นแพ...

ตอน : แว่วเสียงระฆังยกสุดท้าย

คลิกดูภาพขยาย

ป่ารับฝนชุ่มฉ่ำสองวันติดต่อกัน ไม่มี​ใครลง​ไปขุดแร่ในขุมเหมือง ​แต่น้ำในลำธารก็ขุ่นข้น​เป็นสีน้ำตาลอ่อน พัดพาเศษไม้ใบหญ้าลอย​ไป​เป็นแพ ​เมื่อธรรมชาติเปลี่ยนฤดูกาล การขุดหาสายแร่ของชาวเหมืองป่าในดง​เขายาก็จำ​ต้องเปลี่ยนรูปแบบตาม​ไปด้วย ​เพราะน้ำในลำธาร​ที่เพิ่มระดับสูงขึ้น​ทุกวัน อีกหน่อย​ชาวเหมืองก็ไม่อาจ​จะลง​ไปขุดหาแร่ในขุมเก่าริมลำธารกัน​ได้อีกแล้ว​

เช้า​วัน​ที่สามขณะท้องฟ้าครึ้มเมฆฝน ตาปัญญาตื่น​ไปสำรวจขุมเหมืองของแก​ซึ่งอยู่​เลย​ขุมของพวกเราขึ้น​​ไปทางเหนือสามสี่คุ้งน้ำ​แต่เช้า​มืด ​และกลับมาขณะผม​กับไอ้พริ้ง​กำลังก่อไฟเตรียมหุงข้าวต้มแกงกันอยู่​​ที่ทับของพี่สงัด​พอดี แกบอกพวกเราว่า​ต้องรีบ​ไปกู้แร่ขึ้น​จากรางอย่างเร่งด่วน ​เพราะหากวันนี้ฝนซ้ำหนัก ๆ​ ลงมาอีกสักห่าสองห่าน้ำป่าก็คงทะลักล้นนองท่วมตลิ่งแน่ ​ซึ่งก็หมายถึงว่าแร่ของเรา​ที่กองซุกอยู่​ในรางใต้ระดับน้ำแค่กลางหน้าแข้ง​จะโดนน้ำท่วมจมมิด หมดโอกาส​ที่​จะกู้หรือตักใส่เรียงร่อน​เอามา​ได้ ชะดีชะร้ายเกิดดินโคลนจากทางเหนือไหลลงมาทับถมซ้ำลง​ไปอีกชั้นก็​จะทำให้การเก็บกู้ในวันต่อ​ไปลำบากยิ่งขึ้น​

"ถึงอย่างไรก็กู้ไม่ทัน" พี่สงัดพูด​พร้อม​กับแหงนมองท้องฟ้า​ไปรอบ ๆ​ ในขณะ​ที่เมฆฝนสีเทา​ซึ่ง​กำลังเคลื่อนตัวมาทางทิศตะวันตกก็ดูเหมือน​จะย้อยต่ำลงมาทุกที ป่ารอบด้านมืดครึ้มลงราว​กับ​จะหวนเข้าสู่ยามมืดค่ำอีกครั้ง "ผมว่าสักประเดี๋ยวกินข้าวกินน้ำกันเสร็จแล้ว​เรา​ไปถางป่า​ที่หน้าเหมืองบนเนิน​เขากันดีกว่า แร่ในลำธารปล่อยไว้อย่างนั้น​แหละ​ อย่างมากไม่เกินมะรืนนี้ฝนคงแล้ง ค่อย​ไปกู้กันก็​ได้"

พี่สงัดพูดไม่ทันจบคำ บนเนิน​เขา​ที่มองเห็นอยู่​ไม่ไกลฝนก็โปรยลงมา​เป็นม่านละอองขาว ในขณะ​ที่ยอด​เขาสูง ๆ​ ต่ำ ๆ​ สลับกันไกลออก​ไปถูกปกคลุมด้วยเมฆฝนสีเทาจนหมดสิ้น ผมไม่รู้พี่สงัดมั่นใจ​ได้อย่างไรว่าไม่เกินพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ฝน​จะแล้ง ​เพราะ​ถ้ามองดูสภาพท้องฟ้าในขณะนี้ ผมว่ามันน่า​จะตกติดต่อกัน​เป็นเดือน ๆ​ ถึง​จะหยุด ​แต่นั่นแหละ​พี่สงัดแกมีวิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดพกพาอยู่​เครื่องหนึ่ง​ ​ซึ่งอาจบางทีแกคง​ได้ฟังข่าวพยากรณ์อากาศมาแล้ว​ก็​ได้ ​เพราะ​แม้​แต่ตาปัญญาก็ไม่ขัด​ความคิดเห็นของแก

"​จะ​เอาอย่างนั้น​ก็​ได้" ตาปัญญาพยักหน้า​พร้อม​กับขอตัว​ไปหาข้าวหาน้ำใส่ท้อง​ที่ทับของแก ผม​กับไอ้พริ้งก็เร่งพัดไฟไม้ฟืนในเตาก้อนเส้าให้โหมกระพือ​เพื่อแข่ง​กับเวลา​ที่​กำลังเคลื่อน​ไปอย่างรวดเร็ว​พร้อม​กับเม็ดฝนก็เริ่มโปรยปรายพร่างพรูลงมา

พี่สงัด ไอ้พริ้ง ไอ้ชน รวม​ทั้งตาปัญญาไม่มีอาชีพอื่นนอกจากทำเหมือง หน้าแล้งน้ำในลำธารตื้นเขินพวก​เขาก็เสาะหากระสะแร่ตามซอกลำธารขุดร่อนกัน ​แต่พอย่างเข้าหน้าฝนน้ำป่าไหลนองน้ำในลำธารเพิ่มระดับ​และไหลเชี่ยวจนต้านไม่อยู่​ อีก​ทั้งบางคราวยังชะพาดินโคลน​และกิ่งไม้ใบหญ้าไหลล่องลงมาไม่ขาดสาย การทำเหมืองจึง​ต้องพลิกแพลงรูปแบบ​ไปตามสถานการณ์

เช้า​วันนั้น​ หลังจากกินข้าวกินน้ำกันเสร็จแล้ว​คณะของเราสี่คนก็เดินทอดน่องตามหลังกัน​ไปยังโตรกเหวใกล้​กับโตนนกอาบ ​ที่นั่นมีร่องรอยการทำเหมืองแล่นอยู่​หลายเจ้า ​ซึ่ง​แต่ละเจ้าก็รกรื้อ​ไปด้วยพุ่มเสือหมอบสูงท่วมหัว แถมยังมีต้นสามแก้ว​ที่มีพิษร้ายไม่แพ้ต้นตะลังตังแซมอยู่​ด้วยห่าง ๆ​ นอกนั้น​ก็​เป็นไผ่ตากวางกอเล็ก ๆ​ ​แต่ลำต้นของมันช่างเหนียวเหลือเกิน ผม​เอามีดพร้าแผ้วถาง​ได้ไม่ทันหมดกอก็หอบฮัก ๆ​ เหมือนโดนโขลงช้างไล่มา พี่สงัด​กับตาปัญญาหันมามองผมแล้ว​หัวเราชอบใจ ดีหน่อย​​ที่ขณะพวกเรา​กำลังแผ้วถางป่าก็มีสายฝนโปรยปรายลงมาเปียกชุ่ม ช่วยให้คลายร้อน​และไม่เหนื่อยจนเกิน​ไปนัก

​เมื่อถางป่ากัน​ได้สักประมาณหนึ่ง​ไร่ตาปัญญาก็ชวน​ไปดูทำนบเก่า​ที่พวก​เขาสร้างกันไว้​เมื่อหน้าฝนปี​ที่แล้ว​ ​ซึ่งมันอยู่​ตรงร่องน้ำ​ที่แยกมาจาก​ส่วนหนึ่ง​ของน้ำตก​ที่โตนนกอาบนั่นเอง ​เป็นทำนบ​ที่พวก​เขา​ใช้ชะแลงงัดก้อนหินขนาดครกตำข้าวกลิ้งมาเรียงแถวกั้นสายน้ำนั้น​ไว้ ​พร้อม​กับขุดร่องคูส่งน้ำ​ไปยังหน้าเหมือง​ที่อยู่​ข้างล่าง ​เพื่ออาศัยแรงน้ำ​ที่ไหลพุ่งลง​ไปนี้ทำหน้า​ที่ชะล้างหิน ดิน ทราย ในรางเหมืองให้ไหล​ไปตกท้ายราง เลียนแบบระบบการทำเหมืองฉีด

การตกแต่งทำนบ​และปิดกั้นสายน้ำให้ไหล​ไปตามร่องคูของพวก​เขารอบนี้ผมไม่อาจช่วยเหลือ​ได้มากนัก ​เพราะบริเวณนั้น​​เป็น​ที่ลาดชัน เกลียวน้ำไหลพุ่งลงสู่เบื้องล่างรุนแรงมาก พลาดพลั้งมีหวังโดนน้ำพัดพาตกลง​ไปแข้งขาหัก อีก​ทั้งผมไม่ค่อยเข้าใจกรรมวิธีการทำงานประเภทนี้ จึง​ได้​แต่นั่งดู​และคอยหยิบโน่นหยิบนี่อำนวย​ความสะดวก​ตาม​แต่พวก​เขา​จะเรียก​ใช้ กระทั่งเวลาล่วงเลย​​ไปจนรู้สึกหิวข้าว​ซึ่งก็คงประมาณเ​ที่ยงวันทุกอย่างก็เสร็จสิ้น ทำนบกั้นน้ำถูกตกแต่งซ่อมแซม​และเสริมทับด้วยใบพ้อใบชิง รวม​ทั้งใบปุดใบหนา ๆ​ คล้ายใบข่าอย่างหนาแน่นจนกระแสน้ำไม่อาจลอดผ่าน​ได้ ทำให้น้ำ​ที่ไหลพุ่ง​ไปตามคูส่งน้ำของพวก​เขาไหลเชี่ยวจนไอ้ชน​ซึ่งลื่นไถลพลัดตกลง​ไปยืนต้านแทบไม่ไหว ​และแน่นอนว่ากระแสน้ำ​ที่ไหลเชี่ยวกรากอย่างนั้น​​สามารถ​ที่​จะชักพาก้อนหินขนาดกำปั้นให้กลิ้งหลุน ๆ​ ออก​ไปสู่ท้ายรางเหมืองของพวก​เขา​ได้สบาย ​โดยไม่​ต้องออกแรงช้อนด้วยชะนางให้​เมื่อยมือ

​ทว่าเสียดาย​ที่การเข้าป่าขุดแร่​ที่ดง​เขายาเ​ที่ยวนั้น​ ผมไม้​ได้อยู่​เลย​​ไปจนถึงฤดูกาลทำเหมืองแล่นร่วม​กับพวก​เขา ​เพราะหลังจากนั้น​อีกวันฝนก็แล้งขาดเม็ด ดวงอาทิตย์สาดแสงสว่างจ้าตลอด​ทั้งวัน ​และ​เมื่อล่วง​ไปอีกวันน้ำในลำธารก็ลดระดับลงจนเกือบเข้ารูปเดิม พี่สงัดจึงตัดสินใจชวนกัน​ไปกู้แร่ในราง​ที่เราช่วยกันขุดขึ้น​มากองไว้​พร้อมกระสะหิน ดิน ทราย ​ที่ยังคงหลงเหลือปะปนอยู่​บาง​ส่วน

งานกู้แร่​เป็นงานหนัก...​ พวกเรา​ต้องช่วยกัน​ใช้ชะนางช้อนก้อนหินในรางทิ้ง​ไปจนหมด ​แม้​แต่ก้อนขนาดนิ้วโป้งก็ไม่ให้เหลือ ​ซึ่งใชเวลายาวนานกว่าสองชั่วโมง จากนั้น​ก็ถึงขั้นตอนของการ "พายราง" ​คือ​ใช้จอบสับลง​ไปในรางแล้ว​ลากทวนน้ำจากท้ายรางขึ้น​มายังหัวราง ​เพื่อให้ทรายหยาบฟุ้งกระจายแล้ว​โดนกระแสน้ำพัดพา​ไป ทุกคนผลัดกันพายรอบแล้ว​รอบเล่ากว่าเม็ดทรายเหล่านั้น​​จะเบาบาง กระทั่งมองเห็นเม็ดแร่สีดำ ๆ​ ปะปน​กับทรายละเอียดกองอยู่​บนท้องรางลึกลง​ไปใต้ผิวน้ำระดับกลางหน้าแข้ง

ในบรรดา หิน ดิน ทราย ​ที่คละเคล้าปะปนอยู่​ แร่​ซึ่ง​เป็นวัตถุ​ที่มีน้ำหนักมากกว่าหิน​และทรายละเอียดพวกนั้น​ อีก​ทั้งเราก็ปรับระดับกระแสน้ำ​ที่ป้องไว้​เป็นทำนบให้ไหลเชี่ยวฝ่า​ไปขนาด​พอดี มันจึงไม่เคลื่อน​ที่​ไปไหน ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อเรายิ่งพายก็​จะยิ่งเห็นมันโดนจอบชักลากขึ้น​มากอง​ที่หัวรางจนดำมืดชวนให้ตื่นเต้นกันไม่น้อย ​แม้​จะมีทรายละเอียดปะปนอยู่​จำนวนมาก​แต่ก็พอ​จะมองออกว่าเ​ที่ยวนี้เราขุดแร่กัน​ได้ในปริมาณ​ที่มากเท่าใด

ครั้นเราพายรางกระทุ้งเม็ดทราย​และช้อนหินทิ้ง​ไปจนเหลือ​แต่แร่​กับทรายละเอียดเพียงสองอย่างแล้ว​ งานสำคัญขั้นถัด​ไปก็ตก​เป็นหน้า​ที่ของพี่สงัด​ซึ่ง​เป็นผู้ชำนาญในการร่อนแร่ ทำหน้า​ที่ร่อน​เอาทรายละเอียดเหล่านั้น​ทิ้ง​ไปอีกทีด้วยเรียงไม้รูปร่างคล้ายกระทะไม่มีหูขนาดหมวกใบลาน​ซึ่งเตรียมกันมาเรียบร้อย​แล้ว​ ผม ไอ้พริ้ง ไอ้ชน ผลัดกันตักแร่ปนทรายในรางด้วยพลั่วขนาดเล็กใส่เรียงให้พี่สงัด​เป็นผู้ร่อน อีก​ทั้งคอยบริการใบกระท่อม​และมวนบุหรี่ใบจากให้แกเสร็จสรรพ เวลาสำคัญอย่างนี้​ต้องอาศัย​ความเข้าอกเข้าใจกันจริง ๆ​ ไม่มีเวลา​จะเกี่ยงมึงเกี่ยงกูหรือทำ​เป็นเล่นเหมือนวันก่อน ๆ​ ​ได้เลย​

การขุดหาแร่ตามซอกลำธารในหน้าแล้งเ​ที่ยวนี้ตาปัญญาขอบินเดี่ยว การกู้แร่ของแกจึงออก​จะช้ากว่าพวกเราอยู่​สักหน่อย​ ​เพราะในขณะ​ที่ดวงตะวัน​กำลัง​จะลอยขึ้น​ตรงหัว​และเราเริ่มรู้สึกหิวข้าวกันแล้ว​ การกู้แร่ของพวกเราก็เสร็จสิ้น หาก​แต่ตาปัญญาก็ยังไม่โผล่หน้ามา​ที่หน้าเหมืองของเราเลย​

"เรา​ไปช่วยตาปัญญากันก่อนไหม? ช่วยแกให้เสร็จเสียก่อนแล้ว​ค่อยกลับ​ไปกินข้าว" ผมหารือพรรคพวก

"มึง​ไป​กับไอ้ชน" พี่สงัดว่า "กู​กับไอ้พริ้ง​จะขนเครื่องมือ​และแบกแร่กลับทับกันก่อน"

"เดี๋ยวกู​จะหุงข้าวเผื่อแกด้วย เสร็จแล้ว​บอกแก​ไปกินข้าว​กับเราเลย​" ไอ้พริ้งทำใจกว้าง ​เพราะมันรู้ว่า บ่ายวันนี้ยังไง ๆ​ ก็​ต้องอาศัยตาปัญญาให้ช่วยไถ้แร่นั่นเอง


ตั้งแต่เข้ามาอยู่​ป่าจนเวลาล่วงเลย​มาเกือบสามสิบวัน ผมรู้สึกว่า​วันนี้​เป็นวัน​ที่พวกเรา​จะรื่นรมย์​และมี​ความสุขกัน​เป็นพิเศษ อย่างแรก เรา​ได้แร่กันมากเกิน​ความคาดหมาย จึงเกิด​ความปีติยินดี​เป็นธรรมดา ​แต่​ที่สำคัญเหนืออื่นใด ก็​คือ อย่างช้าไม่เกินมะรืนนี้เราก็​จะ​ได้กลับออกจากป่า​ไปสู่เมือง นำแร่​ไปขาย​และนำเงิน​ที่​ได้จากการแบ่งปัน​ไปฝากครอบครัว

ดวงตะวันทอดเฉียง​ไปทางทิศตะวันตกจวน​จะลับทิวไม้ ค่างไพรส่งเสียงร้องอยู่​ใกล้ ๆ​ คล้าย​จะบอกย้ำว่าอีกไม่ช้าราตรีกาลก็​จะมาเยือน ตาปัญญา​กับพี่สงัดขลุกอยู่​​กับการไถ้แร่​ที่ลำธารหน้าทับนอน ผม​กับไอ้พริ้ง ไอ้ชน ช่วยกันเติมฟืนคั่วแร่ให้แห้ง​เพื่อ​ที่​จะบรรจุใส่ถุงแบกออกจากป่า​ไปขาย ​และในเวลาเดียวกัน น้ากี่​กับน้าหวังสองคนผัวเมียก็โผล่มาเยี่ยมพวกเรา​พร้อม​กับหิ้วขวดเหล้าขาวมาเสริมสัมพันธไมตรี​กับตาปัญญาขวดหนึ่ง​ด้วย น้าหวังผู้​เป็นเมียถือกระปุกเนื้อกระทิงหมักเปรี้ยว​เอามาต้มข่าตะไคร้ทำ​กับแกล้ม

เวลาล่วง​ไปกระทั่งดวงตะวันชิงพลบตาปัญญาก็ไถ้แร่เสร็จหมด​ทั้งสองเจ้า ​พร้อมด้วย​กับแกล้มในหม้อ​ที่น้าหวัง​เป็นคนปรุงอยู่​บนไฟก็สุกหอมยั่วน้ำลาย ​ความสนุกสุขใจ​ที่เกาะกุมอยู่​ทุกอณูร่างกายทำให้ผมอยากทดลองจิบเหล้าขาว​กับ​เขาบ้าง

"ของไม่ดีเอ็งอย่าริกินเข้า​ไป" ตาปัญญาว่าพลางรินเหล้าใส่จอกตะไลเกือบครึ่งค่อนแล้ว​ยกขึ้น​ซดรวดเดียวเกลี้ยง

"​เมื่อรู้ว่าของไม่ดี แล้ว​ตนเองกินเข้า​ไปทำไม?" ไอ้พริ้งขัดคอแก

"นั่นนะสิ" ไอ้ชนเสริม "ปากว่าของไม่ดี​แต่ตนเองกลับซด​เอา ๆ​ จนคนอื่นคว้าจอกแทบไม่ทัน"

"กลัวคนอื่น​จะแย่งกินน่ะไม่ว่า" ไอ้พริ้งว่าพลางหัวเราะ ฮา ๆ​ ​พร้อม​กับเอื้อม​ไปหยิบขวดเหล้ายกรินใส่จอกจนเกือบเต็ม "​เอาเลย​ไอ้นุ้ย มึง​กับกูแบ่งซดกันคนละครึ่ง ประเดี๋ยว​จะ​ได้กินข้าว กูชัก​จะหิวขึ้น​มาแล้ว​"

​และใน​ที่สุดคืนนั้น​ผมก็หลับใหลลงด้วยฤทธิ์เหล้า​ที่ดื่มเข้า​ไปก่อนกินข้าว​กับไอ้พริ้งคนละครึ่งจอกจนรุ่งเช้า​ดวงตะวันแย้มยอดไม้เบื้องทิศตะวันออกถึง​ได้ตื่นขึ้น​มาล้างหน้าล้างตา​และเดิน​ไปกินข้าวมื้อเช้า​​ที่ทับพี่สงัดอีกคราว

"​เป็นยังไงบ้าง" พี่สงัดถามขณะร่วมวงกินข้าวด้วยกัน "​ใครยังรู้สึกปวด​เมื่อยแขนขาอยู่​บ้าง วันนี้เรา​จะหยุดพักผ่อนกันอีกวัน พรุ่งนี้​จะเดินทางกลับ"

"หยุดพักอีกสักวันก็ดีเหมือนกัน​จะ​ได้​ไปสอยค่าง​เอา​ไปฝาก​ที่บ้านสักตัวสองตัว" ไอ้ชนว่า

"มึงอย่าดั้น​ไปให้เหนื่อยอีกเลย​" พี่สงัดขัดคอ "นอนพัก​เอาแรงดีกว่า พรุ่งนี้แบกแร่หนักกว่าทุกเ​ที่ยวนะเว้ย"

"หนักก็ไม่​ต้องรีบ หมดแรงตรงไหนก็หยุดพักตรงนั้น​ พอหายเหนื่อยก็​ไปต่อ"

"กว่า​จะออก​ไปถึงถนนหลวงก็บ่าย หมดรถขาล่องเข้าเมืองกัน​พอดี"

พี่สงัดไม่เห็นด้วย ​แต่ไอ้ชนยังฝืนว่า "กู​จะ​ไปแถวเนิน​เขาใกล้ ๆ​ แค่นี้ ไม่ออก​ไปไกลหรอก ไม่เจอก็กลับ...​ ​ไปด้วยกันไหมนุ้ย"

สุดท้ายไอ้ชนก็หันมาถามผม ​ซึ่งจริง ๆ​ แล้ว​ ขณะนั้น​ผมรู้สึกขัดยอก​และปวด​เมื่อยกล้ามเนื้อขึ้น​มาตงิด ๆ​ จนนึกอยาก​จะพักผ่อนให้เต็ม​ที่สักวัน ​แต่ครั้นถูก​เพื่อนชักชวนออกป่า​ซึ่ง​เป็นสิ่งโปรดปราน ​ความปวด​เมื่อย​ที่ว่าก็ดูเหมือน​จะหดหาย​ไป​โดยพลัน ปืนแก๊ปของไอ้พริ้งกระบอกนั้น​จึงถูกยกใส่บ่าของผมอีกครั้งหนึ่ง​ แล้ว​เราสองคนก็ชวนกันมุ่งหน้า​ไปทางเนิน​เขาเตี้ย ๆ​ ​ที่อยู่​ห่าง​ไปทางทิศเหนือของทับชนิดกู่เรียกกัน​ได้ยิน ​ซึ่งเรามัก​จะ​ได้ยินเสียงค่างกู่ร้องก้องป่าแถวนั้น​บ่อย ๆ​

เช้า​วันนั้น​อากาศเย็นฉ่ำ ร่องรอยฝนตก​เมื่อสองวันก่อนทำให้ใบไม้เหี่ยวแห้ง​ที่หล่นลงมาเกลี่ยนกลาดอยู่​บนพื้นใต้โคนของมันดูดซับน้ำฝนจนอ่อนนุ่ม ​ระหว่างทางเดิน​เมื่อเราสองคนย่างเท้าเหยียบย่ำลง​ไปก็ไม่ปรากฏเสียงดังกรอบแกรบให้​ต้องคอยระแวดระวังเหมือนช่วงแล้ง ​แต่​ทว่านั่นแหละ​สิ่ง​ที่มา​กับ​ความเปียก ชื้น​ซึ่งหน้าแล้ง​ที่ผ่านมา​ไปเคยพบเจอก็พลันปรากฏขึ้น​มาให้เห็นในทันที อย่างแรกก็ ยุง พวกมันพากันบินตอม​และกัดกินเลือดของเรา​ทั้ง​ที่ท่อนแขน ใบหน้า รวม​ทั้งใบหูสองข้างมากมาย​ยิ่งกว่าฝูงผึ้ง อย่าง​ที่สองก็ตัวทาก ​ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่ว่า​จะเดินป่า​ไปทางไหนผมไม่เคยเจอพวกมันสักตัว ​ทว่าบัดนี้ใต้ใบไม้ใบหญ้า​ที่เปียกชื้นแทบทุกหย่อม​เมื่อเราก้าวย่างลง​ไปพวกมันก็​จะยืดลำตัวโผล่ขึ้น​มาตวัดเกาะติดหลังเท้าของเรากันยั้วเยี้ยน่าพองขน ทากพวกนี้ปากเบายิ่งกว่ามือหมอฉีดยา ​เพราะขณะ​ที่มันเจาะดูดเลือดของเราไม่ว่า​ที่ง่ามเท้าภายในรองเท้าผ้าใบ หรือแถว ๆ​ ปลีน่อง​และหน้าแข้งก็​จะไม่รู้สึกเจ็บ ​แต่พอเรารู้สึกคัน ๆ​ ก็ปรากฏว่ามันดูดเลือดของเรากิน​ไปจนอิ่ม แล้ว​มันก็คายหลุดออก​ไปเหลือ​แต่รอยแผลแดง ๆ​ เล็ก ๆ​ มีเลือดอาบซึมอยู่​รอบ ๆ​ ​ซึ่งวันนั้น​กว่า​จะดั้นด้น​ไปจนเจอฝูงค่าง​ที่​กำลังห้อยโหนเก็บกินลูกไม้กันอยู่​ ผมก็โดน​ทั้งทาก​ทั้งยุงรุมเล่นงานเสียจนคันคะ​เยอ​ไป​ทั้งตัว

​ซึ่งผมคิดว่า นั่น​คือสิ่งแลกเปลี่ยน​ที่ยุติธรรมเสมอสำหรับป่า

---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​-

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3295 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน แว่วเสียงระฆังยกสุดท้าย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๗๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17692 ], [81.62.30.48]
เมื่อวันที่ : ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๕.๕๕ น.

ยิ่งอ่านยิ่งเพลินค่ะ​​ ภาพก็ยอดเยี่ยม เข้า​​กับเนื้อเรื่อง​​​​เป็น​​ที่สุด คุณนามฯวาดเองหรือเปล่าคะ​​?

เรื่อง​​ทากนี่ แค่คิดก็ขนพองสยองเกล้า ​​แต่คุณนามฯก็อธิบาย​​ได้​​เป็นธรรมชาติจริง ๆ​​ ทำให้เข้าใจว่ามันก็​​เป็นวงจรชีวิตแบบหนึ่ง​​ เลย​​รู้สึกกลัวน้อยลง

สำนวน "ทากพวกนี้ปากเบายิ่งกว่ามือหมอฉีดยา" เข้าท่า​​เป็นอย่างยิ่งค่ะ​​ อันนี้คงหมายถึงหมอ​​ที่มือเบาเท่านั้น​​นะคะ​​ ดีอย่างหนึ่ง​​ รจนาไม่กลัวเข็มฉีดยาเท่าไร



(ปล แฮ่ม รจนาลงเรื่อง​​บาร์เซโลน่าแบบรีบร้อน เลย​​ไม่​​ได้ให้​​ความ​​เป็นมา เดี๋ยวมีเวลา​​จะ​​ไปปรับ​​แต่งแก้ไขนะคะ​​ ขอบคุณ​​ที่แสดง​​ความคิดเห็นไว้ค่ะ​​)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17696 ], [110.49.205.207]
เมื่อวันที่ : ๑๐ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๓๒ น.

ผม​​ใช้เมาส์ลากเส้น​​เอาครับ​​ ก็โปรแกรม Paint ​​ที่​​เขาให้มา​​กับเครื่องนั่นแหละ​​

​​ความจริงตอนล่องป่า​​กับตาปัญญาผมก็วาดไว้เสร็จแล้ว​​ ​​แต่นำลงไม่สำเร็จ ​(ปัญหาอยู่​​​​ที่เครื่องของผมครับ​​ รุ่นโบราณเต็มที ​​แต่เห็นว่ายัง​​ใช้งาน​​ได้ก็ฝืน​​ใช้​​ไปเรื่อย ​​จะซื้อใหม่ก็เสียดาย เงินทองหายากเหลือเกิน)​ พอมาหนนี้พวกหลาน ๆ​​ มันทนดูไม่​​ได้เลย​​พา​​ไปอั๊พใหม่ รู้สึกว่า​​​​จะดีขึ้น​​กว่าเก่าสักหน่อย​​ ก็เลย​​ทดลองโพสต์รูปภาพอีกครั้ง คราวนี้สำเร็จอย่าง​​ที่เห็นครับ​​

ขณะนี้ก็วาดภาพประกอบตอนใหม่เสร็จ​​ไปหนึ่ง​​ภาพแล้ว​​เหมือนกัน ​​แต่เนื้อเรื่อง​​ยัง​​ไปไม่ถึงไหน เขียน ๆ​​ แก้ ๆ​​ กลัวผู้อ่าน​​จะไม่เข้าใจ ​​เพราะนิยายเหมืองป่าไม่โรแมนติก ไม่บู้โลดโผนหรือเสียวสยองเหมือนนิยายผจญภัย ​​ซึ่ง​​ต้องอาศัยลีลาการเขียนชนิดหยอดแอ็คชั่นลง​​ไปให้ชวนติดตาม ​​ส่วน"เหมืองป่า"​​เป็นสาระนิยาย ​​เป็นการบันทึกพฤติกรรมการประกอบอาชีพของผู้คนกลุ่มหนึ่ง​​ ​​ซึ่งบัดนี้อาชีพหรือพฤติกรรมการประกอบอาชีพดังกล่าวนั้น​​​​ได้หมดยุคหมดสมัย​​ไปแล้ว​​ ​​เพราะฉนั้น​​ผู้อ่าน​​ที่​​จะติดตามอ่านงานเขียนรูปแบบนี้ ผมเชื่อว่าอย่างน้อยก็​​จะ​​ต้อง​​เป็นผู้ใฝ่รู้​​และมีจินตนาการอยู่​​พอสมควร จึง​​จะติดตามอ่านด้วย​​ความเพลิดเพลิน ​​และ​​ได้อรรถรส ​​ซึ่งผมเชื่อว่าผม​​ได้พยายามให้มีอยู่​​ในนั้น​​อย่างเต็ม​​ความ​​สามารถแล้ว​​ ​​แม้​​จะหลงเหลือร่องรอยของ​​ความผิดพลาดอยู่​​บ้าง ​​แต่ผมก็​​ได้ย้อนกลับมาติดตามตรวจทานแก้ไขอยู่​​เสมอ ​​เพราะไม่อยาก​​จะให้ท่านผู้อ่าน​​ต้องผิดหวัง

ก็​​ต้องขอขอบคุณคุณรจนา​​และท่านผู้อ่าน​​ที่ติดตามอ่านกันอย่างต่อ​​เนื่องอีกครั้งครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ทิดอินทร์ [C-17703 ], [124.120.17.58]
เมื่อวันที่ : ๑๒ ต.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๑๐ น.

ผมชอบบรรยากาศในเรื่อง​​มากเลย​​ครับ​​
คุณนาม อิสรา เขียนให้ไม่ใช่แค่เห็นภาพนะครับ​​
แต้ผม​​ได้กลิ่นมันเลย​​เชียวแหละ​​
ชอบมากๆ​​ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17708 ], [110.49.205.78]
เมื่อวันที่ : ๑๓ ต.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๐๖ น.

ขอบคุณคุณทิดอินทร์​​ที่ติดตามอ่านนะครับ​​ มีอะไร​​ผิดหูผิดตาก็ช่วยบอกกล่าวกันบ้างนะครับ​​ เผื่อการแก้ไขตรวจทานรอบหลังผม​​จะ​​ได้จัดการ​​กับมันให้เรียบร้อย​​ นิยายเรื่อนี้ผมเขียนสด ๆ​​ นะครับ​​ เขียนเสร็จก็โพสต์เลย​​ อาจมีบางประโยคบางข้อ​​ความคลุมเครือไม่รัดกุม หรือเขียนตกหล่น​​ไปบ้างก็​​ต้องขออภัย​​เพื่อนนักอ่านทุกท่านนะครับ​​ ไม่​​ได้มีเจตนาไม่ให้เกียรติผู้อ่าน​​แต่อย่างใด เพียง​​แต่​​ต้องการ​​ที่​​จะโพสต์ลงมาแลกเปลี่ยนกันอ่าน​​และรับฟังการวิพากษ์วิจารณ์ในเนื้อหาสาระเสียก่อนประการแรก จากนั้น​​ก็​​จะรอจนกระทั่งมันเย็นสนิทดีแล้ว​​ ผมจึง​​จะรื้อค้น​​และทำการชำแหละ​​มันอย่างจริงจัง​​เพื่อ​​ความสมบูรณ์แบบอย่างถี่ถ้วนอีกรอบครับ​​

คิดว่า​​เพื่อน ๆ​​ สมาชิก​​และท่านผู้อ่านคงเข้าใจเจตนารมณ์ใน​​ส่วนนี้ของผมนะครับ​​

​​และขอขอบคุณคุณทิดอินทร์อีกครั้งครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : กัลปจันทรา - นกแร้ง [C-17866 ], [74.47.205.157]
เมื่อวันที่ : ๐๖ พ.ย. ๒๕๕๓, ๒๑.๑๓ น.

น้องขา

ใบกระท่อม​​คืออะไร​​คะ​​ แล้ว​​เคี้ยวทำไม

ขอบคุณค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : นาม อิสรา [C-17869 ], [110.49.205.145]
เมื่อวันที่ : ๐๗ พ.ย. ๒๕๕๓, ๐๖.๒๒ น.

คำตอบอยู่​​ในบทถัด​​ไปครับ​​พี่ ผมแจกแจงรายละเอียดไว้พอสมควร

ขอเชิญพี่ทัศนาต่อ​​ไปนะครับ​​


ขอบคุณคุณพี่​​ที่กรุณาสนใจติดตามมากเลย​​ครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น