นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #30
ดอยสะเก็ด
...ทิพย์สุรางค์อยู่​ในห้องฝึก ​กำลังนวดแป้งสำหรับทำขนมสูตรใหม่ ​เมื่อพนักงานของร้านคนหนึ่ง​เข้ามาบอกว่ามีแขกมาขอพบ ถึงไม่แน่ใจว่าแขก​ที่ว่านั้น​เป้น​ใคร ​แต่หญ...

ตอน : เมื่อหาญกล้ามาท้าทาย

ทิพย์สุรางค์อยู่​ในห้องฝึก ​กำลังนวดแป้งสำหรับทำขนมสูตรใหม่ ​เมื่อพนักงานของร้านคนหนึ่ง​เข้ามาบอกว่ามีแขกมาขอพบ ถึงไม่แน่ใจว่าแขก​ที่ว่านั้น​เป้น​ใคร ​แต่หญิงสาวก็วางมือจากงาน​ที่​กำลังทำอยู่​ ล้างหน้าล้างมือจนสะอาด ถอดเสื้อคลุมสีขาว ผ้ากันเปื้อน​และดึงหมวก​ที่สวมคลุมผม​ทั้งหมด​เอาไว้ออก เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุด​ที่ใส่ทำงาน​เป็นกางเกงยีนส์ขายาวฟิต​พอดีตัว​กับเสื้อสเวตเตอร์คอเต่าแขนยาวตัวหนา​ที่ใส่มาจากบ้าน ดึงผม​ที่ขมวดแล้ว​มัด​เป็นก้อน​เอาไว้ ​เพื่อสะดวก​ในการเก็บผมเข้าไว้ใต้หมวก​ได้มิดชิดให้ปล่อยลงมา ​ใช้แปรงผม​ที่เก็บไว้ในล็อคเกอร์แปรงผมจนเรียบ รัดตรงโคนผมด้วยผ้าผูกผมสีดำ ปล่อยชายผมลงมาในลักษณะทรงหางม้า ผมทรงนี้​และใบหน้า​ที่ไม่มีเครื่องสำอาง รวม​ทั้งเสื้อผ้าแบบ​ที่เธอไม่เคยใส่​ที่เวียงพุกาม ทำให้ทิพย์สุรางค์ดูเหมือนเด็กสาววัยรุ่น หลังจากนั้น​หญิงสาวก็เดินออก​ไปตรงบริเวณ​ที่จัดไว้​เป็น​ที่รับรอง แขก หรือผู้​ที่มาติดต่อสมัครเข้าเรียน

ทิพย์สุรางค์เพิ่ง​จะมาเรียนทำขนมเพิ่มเติม​ที่โรงเรียนแห่งนี้​ได้เพียงสองเดือน สัปดาห์ละหนึ่ง​วัน ​ส่วนเวลา​ที่เหลือหมด​ไป​กับการศึกษาระดับปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง​ หลักสูตรนี้มีกำหนดเวลาประมาณสองปี ​ซึ่งเธอเริ่มเข้าเรียนในเดือนแรกๆ​ ​ที่มาถึงสหรัฐฯ ​ต่อมา​ได้ดร็อบการเรียน​เอาไว้ระยะหนึ่ง​แล้ว​กลับมาเรียนต่อจนถึงปัจจุบัน หญิงสาวหมายมั่นว่า​ใช้เวลาอีกไม่นานก็​จะจบการศึกษา ​เมื่อเรียนจบก็​จะกลับ​ไปช่วยวุฒิเลิศบริหารงาน​ที่บริษัทต่อ​ไป ​ส่วนเรื่อง​ทำขนมก็​จะ​เป็นเพียงงานอดิเรก​ที่เธอรักเท่านั้น​

ทิพย์สุรางค์ไม่รู้จักผู้ชายผิวดำวัยประมาณสี่สิบปี​ที่ยืนรออยู ่ พอเห็นเธอ​เขาก็ก้มศรีษะให้นิดหนึ่ง​

" มิสทิปปี้ใช่ไหมครับ​ ? "
​เมื่อเธอตอบรับ​เขาก็เหลือบมองแผ่นกระดาษชิ้นเล็กในมือ ก่อนบอกด้วยเสียง​ที่สุภาพว่า " มิสซิสภักดีวงค์ขอเชิญคุณออก​ไปพบหน่อย​"

​เขาผายมือผ่านกระจกหน้าร้าน​ไป​ที่รถอเมริกันคันใหญ่ยาวติดฟิล์มสีดำ​ที่จอดอยู่​หน้าร้าน หญิงสาวลังเล เธอไม่เคยรู้จัก​ใคร​ที่ชื่อมิสซิสภักดีวงค์ ผู้หญิง​ที่นั่งรออยู่​ในรถคง​จะเห็นท่าทางลังเลของเธอจึงหมุนกระจกรถลง ชะโงกหน้าออกมากวักมือเรียก ทิพย์สุรางค์เห็นหน้าผู้หญิงวัยกลางคนๆ​ นั้น​แล้ว​ ​แต่ก็จำไม่​ได้ว่าเคยรู้จักมาก่อนหรือเปล่า ​แต่ด้วยมารยาทเธอเดินออกจากร้านตรง​ไป​ที่รถ

" เธอชื่อทิปปี้ใช่ไหม ?" มิสซิสภักดีวงค์หรือคุณลักษณา มารดาของลลิตายื่นหน้าออกมาถาม​เพื่อ​ความแน่ใจ
" ใช่ค่ะ​ " เธอตอบ แล้ว​มองผู้ถามอย่างแปลกใจ " มีธุระอะไร​​กับฉันหรือคะ​ ? "
" ฉันมีอะไร​​จะคุย​กับเธอนิดหน่อย​ " ท่าทางลังเลของอีกฝ่ายทำให้คุณลักษณารีบกล่าวต่อ​ไปว่า " ฉันชื่อลักษณา เธออาจ​จะไม่รู้จักฉัน ​แต่ฉันเคยเห็นเธอ​ที่งานหมั้น​เมื่อเร็วๆ​ นี้ ​ถ้า​ได้คุยกัน เธอก็​จะรู้ว่าฉัน​เป็น​ใคร"
" เชิญเข้า​ไปในร้านเบเกอรี่ดีไหมคะ​ ?" เธอหมายถึงในโรงเรียนสอนทำขนม
" อย่าเลย​ หาร้านอาหารหรือร้านกาแฟแถวๆ​ นี้สักแห่ง น่า​จะเหมาะกว่า"

​แม้​จะแน่ใจว่าไม่เคยรู้จักหรือ​ได้ยินชื่อของผู้หญิงคนนี้มาก่อน ​แต่ดูจากลักษณะท่าทาง การ​แต่งเนื้อ​แต่งตัว​ที่ภูมิฐาน​และการมาอย่างเปิดเผย รวม​ทั้งวัย​ที่สูงพอ​จะ​เป็นมารดาของเธอ​ได้ ทิพย์สุรางค์ก็ไม่คิดว่าผู้หญิง​ที่อ้างตัวเองว่าชื่อลักษณาผู้นี้​จะมาต้มตุ๋นหรือคิดร้าย​กับเธอ หญิงสาวจึงคิดว่า​จะให้เวลาพูดคุยธุระด้วยสักครู่หนึ่ง​

"ใกล้ๆ​ นี่มีร้านกาแฟเล็กๆ​ พอ​ใช้​ได้อยู่​ร้านหนึ่ง​ค่ะ​ "
อีกฝ่ายถามว่า " อยู่​ใกล้ไกลแค่ไหน ​ต้อง​เอารถ​ไปไหมจ๊ะ​ ? "
"เดินจากตรงนี้​ไปหนึ่ง​บล็อคก็ถึงค่ะ​ "
คุณลักษณามองตามมือเธอ​ไปแล้ว​ทำหน้านิ่ว "​เอารถ​ไปดีกว่า ฉันไม่ค่อยชอบเดินเท่าไหร่ อากาศก็หนาวมากด้วยสิ "

เธอเปิดประตูรถให้ทิพย์สุรางค์เข้า​ไป ​แต่หญิงสาวขอตัวกลับเข้า​ไปหยิบโค๊ตตัวยาว​ที่ทิ้งไว้ในร้านก่อน ​เพราะอากาศข้างนอกตอนนี้ค่อนข้างเย็น หลังจากจอดส่งหญิง​ทั้งสอง​ที่หน้าร้านกาแฟเล็กๆ​ ​ซึ่งตั้งเบียดอยู่​​ระหว่างร้านหนังสือ​และร้านขายอุปกรณ์กีฬาแล้ว​ คนขับรถก็พารถแล่นเข้า​ไปจอดรอในลานจอด​ที่อยู่​ใกล้ๆ​ ทิพย์สุรางค์เดินนำหน้าพาคุณลักษณาเข้า​ไปในร้าน​ซึ่งมีโต๊ะตั้งอยู่​เพียงห้าหกโต๊ะ ​ทั้งร้านมีผู้หญิงผิวดำวัยกลางคนนั่งอ่านหนังสือ​ไปจิบกาแฟ​ไปอยู ่เพียงคนเดียว หญิงสาวเลือก​ได้โต๊ะ​ที่อยู่​ด้านในสุดแล้ว​สั่งกาแฟสอง​ที่

คุณลักษณานั่งลงบนเก้าอี้ตรงข้าม​กับทิพย์สุรางค์ จ้องมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเพ่งพิศ หลังจากวันงานเธอคิดอยู่​ตลอดเวลาว่า​จะหาผู้หญิง คน​ที่เห็นอยู่​​กับคริส​ที่หน้าลิฟต์พบ​ได้อย่างไร ​และเกือบ​จะล้มเลิก​ความตั้งใจ​ไปแล้ว​ ​เพราะไม่มีเบาะแสใดๆ​​ไปถึงตัวเจ้าหล่อนเลย​ ​แต่แล้ว​ก็เหมือนโชคช่วย วันหนึ่ง​หลังจากวันหมั้นของคริส​และลลิตาประมาณสองสัปดาห์ ขณะ​ที่รถเก๋งคัน​ที่เธอนั่ง​ไปธุระ​กับคุณธัญญาจอดติดไฟแดงอยู่​บนถนนสายหนึ่ง​ คุณลักษณามองออก​ไปนอกหน้าต่างรถ​โดยไม่มีจุดหมาย แล้ว​ก็เห็นผู้หญิงคนนั้น​เดินข้ามถนนผ่านหน้ารถ​ไป ตอนแรกเธอยังไม่ค่อยแน่ใจว่าใช่คนเดียวกันหรือเปล่า เธอมองตาม​ไปจนหญิงสาวคนนั้น​เดินขึ้น​​ไปบนทางเท้า เลี้ยวซ้ายผ่านหน้าร้านสองสามร้านแล้ว​เดินหายเข้า​ไป ในห้องกระจกของร้านหรือสถาน​ที่แห่งหนึ่ง​ ขณะ​ที่รถ​ได้ไฟเขียว​และแล่นตรง​ไป คุณลักษณาก็แหงนดูป้ายหน้าร้าน​ที่บอกว่า​เป็นร้านเบเกอรี่​และโรงเรี ียนสอนทำขนมหวาน เห็นเพียงแค่นั้น​รถก็แล่นผ่าน​ไป เธอรีบเก็บชื่อร้าน​และชื่อถนนไว้ในสมอง​ที่ฉับไวทันที

แล้ว​วันรุ่งขึ้น​เธอก็​ไป​กับคนขับรถคนเดิม นั่งคอยอยู่​ในรถ​ที่จอดแอบอยู่​ในลานจอดใกล้ๆ​ ส่งคนขับรถเข้า​ไป​ที่ร้านนั้น​ ให้​เขาอธิบายรูปร่างลักษณะของผู้หญิงไทยคนนั้น​​กับคนในร้าน​และถามชื่อมาให้เธอ ​ที่รู้ว่า​เป็นคนไทย​เพราะคืนนั้น​เธอ​ได้ยินเสียงทุ่มเถียงกัน​เป็นภาษาไทย ​เมื่อ​ได้ชื่อมาแล้ว​​และรู้ว่าเจ้าหล่อนมา​ที่นั่นวันไหนบ้าง เธอก็กลับมาอีกครั้งหนึ่ง​ในวันนี้ ขอพบผู้หญิง​ที่ชื่อทิปปี้

คุณลักษณาเพ่งพิศใบหน้า​ที่ปราศจากเครื่องสำอางของหญิงสาวตรงหน้ า กะว่าคงอายุไม่เกินยี่สิบปี​และคงยัง​เป็นนักเรียนหรือนักศึกษาอยู่​

"เธอมาเรียน​ที่นี่หรือ ? " เธอเริ่มสอบปากคำ
ทิพย์สุรางค์ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีธุระอะไร​​กับเธอ ​แต่ก็ตอบสั้นๆ​ว่า "ค่ะ​ "
"มาเรียนนานหรือยังล่ะ ?"
" สองปีแล้ว​ค่ะ​" หญิงสาวตอบอย่างเรียบร้อย​ ​เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายอาวุโสสูงกว่าเธอมาก
" ตอนอยู่​เมืองไทยเธออยู่​แถวไหน อย่าถือสาเลย​นะ​ที่ถามจุกจิก เห็นว่าเธอยังเด็กมาก คงอ่อนกว่าลูกฉันหลายปี"

คุณลักษณารีบออกตัว ​เมื่อเห็นแววตา​ที่เริ่มสงสัยของทิพย์สุรางค์ ตอนนี้เธอ​ต้องการ​จะรู้ฐานะ​และเทือก​เขาเหล่ากอของผู้หญิงคนนี้ให ้ชัดเจน ก่อน​ที่​จะเริ่มโจมตี

" แถวสุขุมวิทค่ะ​" หญิงสาวตอบ​ไปเรื่อยๆ​ อยากรู้เหมือนกันว่า หญิงวัยกลางคนตรงหน้าเธอคนนี้​จะอ้อมค้อม​ไปอีกนานไหม กว่า​จะเข้าเรื่อง​​ที่บอกว่า​จะคุยด้วย

​ความจริงคุณลักษณาอยาก​จะซักลง​ไปให้ชัดเจนเลย​ว่า​ที่ว่าสุขุมวิทน่ะตรงไหน ห้องแถวเก่าๆ​ โทรมๆ​บนถนนสุขุมวิทบางช่วงหรือตึกหลังใหญ่ในซอยแถวนั้น​ ​เพื่อประเมินฐานะ​ความ​เป็นอยู่​ ​แต่ก็กลัวว่าเหยื่อ​จะตื่นเสียก่อนก็เลย​เปลี่ยน​ไปถามเรื่อง​อื่น

" แล้ว​​ที่อเมริกานี่อยู่​​กับ​ใครจ๊ะ​ ?" เธอทำเสียงอ่อนเสียงหวาน
" อยู่​​กับ​เพื่อนค่ะ​"
" งั้นหรือ? แล้ว​ใกล้​จะเรียนจบหรือยังจ๊ะ​ จบแล้ว​​จะกลับเมืองไทยเลย​หรือเปล่าหรือ​จะทำงาน​ที่นี่"
" ยังไม่ทราบเลย​ค่ะ​ ยังไม่มีแผนการอะไร​"

แววตา​ที่เริ่มคลางแคลงใจของทิพย์สุรางค์ ทำให้คุณลักษณาจำ​เป็น​ต้องแนะนำตัวเองให้ชัดเจนขึ้น​ " อ้อ...​ยังไม่​ได้แนะนำตัวเลย​ ฉันชื่อลักษณาอย่าง​ที่บอกเธอ​เมื่อกี้ ฉัน​เป็นแม่ของลลิตาคู่หมั้นของคริส"

ทิพย์สุรางค์อึ้ง​ไปเล็กน้อย นึกในใจว่านี่หรือมารดาของผู้หญิง​ที่ชื่อลลิตา ​ความจริงวันนั้น​คุณลักษณาขึ้น​​ไปปรากฏตัวบนเวทีคู่​กับสามีด้วย ​แต่หญิงสาวก็จำเธอไม่​ได้​เพราะมองจากระยะไกล ​และไม่​ได้สนใจมองคนอื่นเลย​นอกจากคริส​กับคู่หมั้นของ​เขาเท่านั้น​ ​แม้​จะเชื่อว่าคุณลักษณาไม่รู้เรื่อง​​ระหว่างเธอ​กับคริส ​แต่ทิพย์สุรางค์ก็เริ่มระวังตัว

มารดาของลลิตาเริ่มต้นซักฟอกด้วยการทำไม่รู้ไม่ชี้ถามว่า " ฉันเห็นเธอ​ไปร่วมงานเลี้ยงคืนนั้น​ด้วย ​ไปในฐานะอะไร​จ๊ะ​ ​เป็นแขกของคริสหรือเปล่า?"
หญิงสาวไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายมีจุดมุ่งหมายอะไร​ ​แต่ก็ตอบด้วยเสียงเรียบๆ​ ว่า "​ไป​กับ​เพื่อนค่ะ​"
" เธอ​กับคริสคงรู้จักกันนานแล้ว​สินะ ไม่งั้น​เขาคงไม่เชิญเธอ​ไปร่วมงานหรอก ​เพราะงานนั่นก็มี​แต่พวก​เพื่อนๆ​ ในแวดวงธุรกิจของพ่อคริส แล้ว​ก็พวกผู้บริหารของบริษัทเท่านั้น​" แล้ว​เธอก็ทำ​เป็นถามยิ้มๆ​ ​แต่ด้วยแววตาคมกริบว่า " หรือว่าเธอ​เป็นแขกพิเศษของคริส?"
​เมื่อเห็นทิพย์สุรางค์นิ่งอึ้งไม่ตอบคุณลักษณาก็รุกต่อทันที " เธอจำฉันไม่​ได้จริงๆ​ หรือ? เราเคยพบกันครั้งหนึ่ง​แล้ว​​ที่งานหมั้นของคริส​กับลูกสาวฉัน ตรงหน้าลิฟต์ไง จำ​ได้ไหม ?"

หญิงสาวสะดุ้งอยู่​ในใจ ผู้หญิง​ที่ลงลิฟต์มาจากชั้นบน​ที่เธอรีบเดินสวนเข้าลิฟต์​ไป ​เพื่อหนีคริสนั่นเอง

" คงจำ​ได้แล้ว​สินะ " ว่าแล้ว​คุณลักษณาก็ใส่น้ำตาล​และนมสด ลงในถ้วยกาแฟตรงหน้าแล้ว​คนช้าๆ​ ตาก็จับจ้องสังเกตสีหน้าของผู้หญิง​ที่นั่งตรงข้าม ​แต่ก็ไม่เห็นร่องรอยตกใจหรือแปลกใจอย่าง​ที่คาด​เอาไว้
ทิพย์สุรางค์​ซึ่งตอนนี้เตรียมตัว​พร้อมแล้ว​ถามเรียบๆ​ ว่า " คุณมีธุระอะไร​​กับฉันหรือคะ​ ?"
มารดาของลลิตาถามแบบ​ที่กะว่า​จะทำให้หญิงสาวผู้นี้ตั้งตัวไม่ทันว่า "เธอ​กับคริสมีอะไร​กัน ?"

ทิพย์สุรางค์เหลือบตาขึ้น​มองหน้าคุณลักษณาอย่างไม่พอใจ ผู้หญิงวัยกลางคน​แต่งตัวหรูหราราคาแพงคนนี้นึกว่าตัวเอง​เป็น​ใคร ถึง​ได้กล้าถามคน​ที่เพิ่งรู้จักกันไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ด้วยคำถามซักฟอกหา​ความผิดแบบนั้น​

"​ถ้าคุณอยากรู้ทำไมไม่ลองถามคริสดูเล่าคะ​? " มีรอยยิ้มนิดๆ​บนริมฝีปากของทิย์สุรางค์

คุณลักษณาชักสีหน้าขึ้น​มาทันที ‘ หนอยมาทำยอกย้อน ไม่มีสัมมาคารวะ ’ เธอนึกอยู่​ในใจ ​ความจริงเธอ​เป็นคนถือตัว​เพราะสามีเธอร่ำรวย เล่นการเมืองจนมีชื่อเสียงคนรู้จัก​ทั้งประเทศ ​ไป​ที่ไหนก็มี​แต่คนกราบไหว้ แล้ว​เด็กนี่​เป็น​ใครมาจากไหน มาทำท่าอวดดีใส่เธอ อย่างดีก็แค่นักเรียนจนๆ​ ​ที่​ต้องทำงานหาค่าเล่าเรียนในร้านทำขนมนั่น เธอเข้าใจผิดคิดว่าทิพย์สุรางค์​เป็นลูกจ้างร้าน​ที่เธอ​กำลังเรียนทำขนมอยู่​

" ฉันถาม​เขาแล้ว​ละ ​แต่ฉันก็อยาก​จะถามเธอด้วย " เธอฝืนใจพูดดีด้วยแล้ว​จ้องหน้าทิพย์สุรางค์ เหมือนรอคำยืนยันจากปากเธอ
หญิงสาวลุกขึ้น​ยืน " ฉันคงไม่ตอบหรอกค่ะ​ มัน​เป็นเรื่อง​​ส่วนตัวของฉัน ขอตัวก่อนนะคะ​ฉันมีงาน​ต้องทำ"
​แต่ก่อน​ที่เธอ​จะเดินออก​ไป คุณลักษณา​ที่​กำลังโกรธ​เพราะไม่​สามารถตะล่อม​เอาคำตอบ​ได้ ลืมตัวพูดเสียงดังว่า " นี่ เธอ ! เธอตอบไม่​ได้​เพราะเธอมีอะไร​​กับ​เขาจริงใช่ไหม ? ​ต้องจริงสิ ก็ฉันเห็น​กับตานี่นาว่าคืนนั้น​เธอ​กับ​เขา ​กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่​​ที่หน้าลิฟต์ "

​ความจริงเธอไม่​ได้ตั้งใจ​จะพูดเลย​เถิด​ไปถึงขั้นนั้น​หรอก ​แต่​ความโกรธทำให้หลุดปากออก​ไปอย่างนั้น​ ​แต่หลังจากหลุดปากออก​ไปแล้ว​เธอก็โมเม​เอาเองว่า ‘ ก็สมควรแล้ว​นี่ ยื้อยุดฉุดมือกันอยู่​แบบนั้น​ ​ถ้าฉันไม่โผล่จากลิฟต์ออกมาขัดจังหวะเสียก่อน ก็คง​ต้องถึงขั้นกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันจริงๆ​ แน่ ‘

พอ​ได้ยินเช่นนั้น​ ทิพย์สุรางค์ก็เปลี่ยนใจแล้ว​นั่งลงตามเดิมทันที ถามอย่างท้าทายว่า " ​ถ้าคริส​กับฉัน​กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่​จริงอย่าง​ที่คุณว่า ก็​เป็นเรื่อง​​ส่วนตัวของเราสองคน ไม่เกี่ยวอะไร​​กับคุณเลย​ คุณมีปัญหาอะไร​หรือคะ​? ฉันจำไม่​ได้ว่าคุณชื่ออะไร​ ​แต่​ที่แน่ๆ​ คงไม่​ได้ชื่อลลิตา จริงไหมคะ​?"

แล้ว​หญิงสาวก็ผสมกาแฟ คนช้าๆ​ แล้ว​ยกขึ้น​จิบอย่างใจเย็น ​ส่วนตาก็มองหน้าคุณลักษณายิ้มๆ​ ​ซึ่งอีกฝ่ายก็ตี​ความ​ได้ถูก​ต้องว่า ‘ มันยิ้มเยาะเรา ‘

มารดาของลลิตาเปิดกระเป๋าถือใบใหญ่​ที่วางไว้ข้างตัว ควานหาพัดอันเล็กๆ​ ​ที่มีติดกระเป๋าอยู่​​เป็นประจำออกมากระพือพัดให้ตัวเอง ​ทั้งๆ​ ​ที่อากาศไม่ร้อนเลย​​แม้​แต่น้อย เธอเริ่มรู้สึกร้อนใจ​เมื่อเห็นท่าทางไม่อ่อนข้อให้ของทิพย์สุรางค์ ​ความฉลาดบอกเธอว่าผู้หญิงคนนี้ คงไม่ใช่ผู้หญิงแบบเดียว​กับผู้หญิงของสามี​ที่เธอ​ต้องคอยตามราวี การพูดแบบแตกหักคง​จะไม่​ได้ผล ตาคมปลาบตรงหน้าบอกเธอว่าเจ้าหล่อนคงสู้ยิบตา ​แต่​ถ้า​เอาน้ำเย็นเข้าลูบแม่คนนี้อาจ​จะฟังเหตุผล ลด​ความดึงดันอยาก​เอาชนะลง​ไปก็​ได้ คิดแล้ว​คุณลักษณาก็เปลี่ยนยุทธวิธี

" คริส​กับลิตาลูกสาวฉันรักกันมาตั้งแต่ยังรุ่นๆ​ พ่อแม่​เขา​กับฉันสนิทสนมกันมาก แม่​เขาน่ะจองลิตา​เป็นลูกสะใภ้มานานแล้ว​ คริสเองก็ไม่มีทางเปลี่ยนใจ​ไปชอบคนอื่น ​เขาไม่เคยมองผู้หญิงอื่นเลย​นะตั้งแต่มีลิตา อย่างเธอเนี่ยอายุยังน้อย รูปร่างหน้าตาก็​ใช้​ได้ อย่าทำลายอนาคตตัวเองมาวุ่นวาย​กับผู้ชาย​ที่​กำลัง​จะ​แต่งงาน​กับผู้หญิงดีๆ​ ​ที่รัก​และรู้ใจกันมานานเลย​ " เธอทำเสียงอ่อนโยนเหมือนปรารถนาดี

อีกฝ่ายยิ้มนิดๆ​ " ทำไมคุณถึงมั่นใจนักล่ะคะ​ ว่าฉัน​กับคริสมีอะไร​กัน​เป็นพิเศษ ?"
คุณลักษณายักไหล่ " ​เอาเถอะ ฉัน​จะไม่อ้อมค้อม เธอก็​เป็นคนไทยเหมือน​กับฉัน เธอก็น่า​จะ​ได้รับการอบรมจากทางบ้านมาบ้างว่าวัฒนธรรมประเพณีของเรา​เป็นอย่างไร ผู้ชายผู้หญิง​ที่ไม่มีอะไร​กันคง​ต้องระมัดระวังตัวสักหน่อย​ ไม่ยื้อยุดฉุดกระชาก หรือทำอะไร​กันประเจิดประเจ้อใน​ที่สาธารณะ เราไม่ใช่ฝรั่ง จริงไหมจ๊ะ​?"

ทิพย์สุรางค์หน้าแดง " เรื่อง​นั้น​คุณคง​ต้องถามว่า​ที่ลูกเขยของคุณ​เอาเอง ว่าทำไม​เขาถึงทำอย่าง​ที่คุณว่า ​แต่ฉันก็อยาก​จะบอกคุณเหมือนกันค่ะ​ ว่าอย่าเพิ่งปักใจเชื่อในสิ่ง​ที่เห็นแล้ว​สรุป​เอาเอง ​เพราะฉันอาจ​จะถือว่าคุณดูถูกฉันก็​ได้"

อีกฝ่ายโบกมือว่อน " ฉันไม่​ได้ดูถูก เพียง​แต่เตือนเธอในฐานะผู้ใหญ่​ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานานเท่านั้น​ ​แม้​แต่ลูกสาวฉันเองฉันก็สอน​เขาเสมอให้ทำตัวมีค่า อย่ายอมให้​ใครมาทำรุ่มร่ามจนคน​เขา​เอา​ไปนินทา ผู้ชายน่ะอาจ​จะเจ้าชู้ จีบผู้หญิง​ไปทั่ว ​แต่เวลา​จะ​แต่งงาน​เขาก็​จะเลือกผู้หญิง​ที่วางตัวดี มีคุณค่า​ทั้งนั้น​แหละ​จ้ะ​"

" ขอบคุณนะคะ​​ที่กรุณาตักเตือนสั่งสอนคนอื่น​ที่ไม่ใช่ลูกใช่หลาน ฉัน​จะจำ​เอาไว้ เรามาเข้าเรื่อง​เดิมกันดีกว่า สมมติว่าคริส​เขาแอบ​ไปมีอะไร​​กับผู้หญิงอื่นล่ะค่ะ​ คุณหรือลูกสาวคุณ​จะทำยังไง?" ทิพย์สุรางค์ย้อนถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย มี​แต่นัยน์ตาเท่านั้น​​ที่ส่องประกายอะไร​บางอย่าง​ที่อีกฝ่ายอ่านไม่ออก

คราวนี้คุณลักษณาทำตาโตโบกมือว่อน ร้องว่า " โอ๊ย ! ไม่มีทาง ต่อให้ดีวิเศษขนาดไหนก็ไม่มีทาง พ่อแม่คริสน่ะเลือกเฟ้นคน​ที่​จะมา​เป็นสะใภ้​จะตาย ไม่ดีจริงไม่มีทาง​ได้​เป็นสะใภ้​เขาหรอก ไม่ใช่สัก​แต่​เป็นผู้หญิงหน้าตาดีหน่อย​ก็โอเคแล้ว​ " เธอมองหน้าทิพย์สุรางค์เหมือน​จะบอก​เป็นนัยๆ​ ว่าก็ผู้หญิงอย่างเธอนี่แหละ​

ทิพย์สุรางค์ย้อนถามอีกครั้ง ด้วยแววตาเยือกเย็นสงบนิ่งจนอีกฝ่ายอ่านไม่ออก ว่าเธอพูดจริงหรือเล่นว่า " ​ถ้านะคะ​..​ถ้าสมมติว่าฉัน​กับคริสมีอะไร​กันจริง อย่าง​ที่คุณกล่าวหาในตอนแรก คุณ​จะทำยังไงคะ​ ?"

คุณลักษณาชักตกใจ เธอ​เป็นคนขี้ระแวง​โดยธรรมชาติอยู่​แล้ว​ ตอน​ที่คริสหาย​ไป​โดยไม่มี​ใครรู้ว่า​เขา​ไป​เป็นอะไร​อยู่​​ที่ไหนนั้น​ เธอเดือดเนื้อร้อนใจกว่า​ใคร​เพื่อน กลัวว่า​เขา​จะ​ไปหลงเสน่ห์หรือถูกผู้หญิงชั้นต่ำเล่ห์เหลี่ยมจัดสัักคนจับจนลืมลูกสาวเธอ ​แม้​เมื่อ​เขากลับมาแล้ว​เธอก็ยังเคลือบแคลงใจอยู่​ ยิ่งตอน​ที่รู้จากลลิตาว่าคริสดูแปลก​ไป​และเดินทาง​ไปเมืองไทยหลายครั้ง เธอก็ยิ่งวิตกจนถึง​กับลงทุนส่งคน​ไปสืบว่า คริสกลับ​ไปยังสถาน​ที่​ที่​เขาพักอาศัยอยู่​เกือบหนึ่ง​ปี​เพื่อ​ไปพบ​ใคร มีผู้หญิงเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เธอเริ่มสบายใจขึ้น​บ้างตอน​ที่สายของเธอกลับมารายงานว่า​ที่เวียงพุกามมี​แต่ผู้หญิงสูงอายุ ​ที่​เป็นสาวหน้าตาดีหน่อย​ก็​เป็นเพียงคนรับ​ใช้หรือคนงานในไร่เท่านั้น​

​เพราะ​ความหวาดระแวง​กับช่วงเวลาเกือบหนึ่ง​ปี​ที่คริสหายตัว​ไป รวม​ทั้งประสบ การณ์เกี่ยว​กับสามีของเธอ ​ที่ในระยะหลังๆ​ นี้มัก​จะมีเรื่อง​ผู้หญิงสาวๆ​ เข้ามาวุ่นวายอยู่​บ่อยๆ​ ทำให้คุณลักษณาไม่วางใจผู้ชายทุกคน ​เมื่อแอ่ยปากเตือนลลิตาว่าอย่าวางใจคริสมากนัก ลูกสาวเธอยังทำท่าราว​กับว่าเธอคิดมากเกิน​ไปเสียอีก ทำให้คุณลักษณา​ต้องหาทางเร่งรัด​เอา​กับคุณธัญญาให้หนุ่มสาว​ทั้งสอง​แต่งงานกัน​โดยเร็ว​ที่สุด ​แต่​เพื่อนของเธอก็เกรงใจลูกเสียจนไม่กล้าจัดการเรื่อง​​แต่งงาน ชายหนุ่มผู้นั้น​เพิ่ง​จะยอมทำตามคำขอของคุณธัญญา​เมื่อเร็วๆ​ นี้เอง ตอนนี้พิธีหมั้นอย่าง​เป็นทางการก็ผ่าน​ไปแล้ว​ เธอ​จะ​ต้องดำเนินการขั้นต่อ​ไปให้คริส​และลลิตา​แต่งงานกัน​โดยเร็วท ี่สุด

​แม้ว่าพิธีหมั้น​จะผ่าน​ไปด้วยดี ​แต่เหตุการณ์​ที่หน้าลิฟต์ในคืนนั้น​ทำให้คุณลักษณาอยู่​ไม่​เป็นสุขขึ้น​มาอีก เธอไม่กล้าเล่าให้ลลิตาฟัง ​เพราะไม่อยากให้ลูกสาวของเธอ​ที่กลัดกลุ้มมานาน เพิ่ง​จะสมหวัง​เมื่อไม่กี่วันมานี้ ​ต้องกลับ​ไปกลุ้มใจอีก เธอจึงคิดว่า​จะ​ต้องจัดการเรื่อง​นี้ด้วยตัวเองอย่างเงียบๆ​ ​โดยกะว่า​เมื่อพูดคุย​กับหญิงสาว​ที่ชื่อทิปปี้คนนี้เรียบร้อย​​และเรื่อง​จบลงด้วยดีอย่าง​ที่เธอ​ต้องการ เธอก็​จะไม่ซักถามอะไร​คริสอีก ​จะปล่อยให้เรื่อง​​ที่เห็นหน้าลิฟต์ในคืนนั้น​เงียบ​ไปเฉยๆ​

​เมื่อ​ได้ยินคำถามของหญิงสาวท่าทางอวดดี​ที่นั่งอยู่​ตรงหน้า ​ที่เธอเห็นว่า​เป็นการท้าทาย คุณลักษณาก็คิดว่าถึงเวลา​ที่​จะ​ต้อง​ใช้ไม้ตาย ​ที่เคย​ใช้​ได้ผลมาแล้ว​​กับผู้หญิงหลายคนของสามี

" ก็คงไม่​ต้องทำอะไร​หรอก " เธอพูดช้าๆ​ มองทิพย์สุรางค์ด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยาม เหมือนเวลา​ที่มองผู้หญิงสาวรุ่นๆ​ บางคนของสามี ​ที่เธอเรียกออกมา ‘คุย’ ในรถคันใหญ่ของเธอ​ที่​ไปดักรออยู่​หน้ามหาวิทยาลัย ​ที่เจ้าหล่อนผู้นั้น​ศึกษาอยู่​ด้วยเงินทุนอุดหนุนจากสามีของเธอ

" ​ความจริงเรื่อง​​ที่หน้าลิฟต์นั่นน่ะ ฉันถามคริส​เขาแล้ว​ตั้งแต่คืนนั้น​ เธออยากรู้ไหมล่ะว่า​เขาบอกฉันว่ายังไง ?"

ทิพย์สุรางค์ใจหายวาบ นิ่งอึ้งพูดไม่ออก ไม่แน่ใจว่าคริสเล่าอะไร​ให้มารดาของลลิตาฟัง เรื่อง​เลวร้ายคืนนั้น​หรือ? ​เขาเลวพอ​ที่​จะ​เอา​ไปเปิดเผย​กับคนอื่นให้เธอเสียหายเชียวหรือ? ​ถ้าไม่ใช่เรื่อง​นั้น​แล้ว​​จะมีเรื่อง​อะไร​อีก หญิงสาวพยายามข่มใจ​ที่​กำลังเดือดพล่านให้สงบ พูดด้วยเสียง​ที่บังคับอย่างเต็ม​ที่ให้​เป็นปกติว่า

" ​ถ้าคุณอยาก​จะเล่าก็เล่ามาเถอะค่ะ​ ฉัน​จะ​ได้รู้ว่า​เขากล้าเล่าเรื่อง​จริงให้คุณฟังหรือเปล่า?"
" เรื่อง​จริง? เอ๊ะ...​นี่แปลว่าเธอ​กับคริสมีเรื่อง​จริงกันด้วยหรือ? อะไร​​ที่ว่าจริง? ตกลงเธอ​กับ​เขา​เป็นอะไร​กันแน่?"

คุณลักษณาชักตกใจจนเสียงสั่น ตายแล้ว​!! พูดอย่างนี้ก็แสดงว่าสองคนนี่มี​ความสัมพันธ์กันจริงล่ะสิ คริสน่ะคงไม่​ได้คิด​จะ​เอาจริงหรอก คงเล่นๆ​ ตามประสาผู้ชายเท่านั้น​ ​แต่ผู้หญิงคนนี้คงคิด​จะ​เอาจริง พอรู้ว่าคริส​จะหมั้น​กับลลิตา เลย​​ไปปรากฏตัว​ที่งานคืนนั้น​ คงมีการต่อว่าต่อขานกันอย่าง​ที่เธอเห็น​ที่หน้าลิฟต์นั่นแหละ​

ทิพย์สุรางค์ยิ้มเยาะ ตอนนี้ค่อนข้างแน่ใจจากสีหน้าท่าทาง​ที่ตกใจของอีกฝ่ายแล้ว​ ว่าคริสคงไม่กล้าพูดถึงเรื่อง​นั้น​

" คุณไม่น่า​จะ​ต้องถามฉันนี่คะ​ ​เขาว่าอย่างไรก็คงอย่างนั้น​ละค่ะ​ ​แต่​ที่ฉันถามคุณว่าคุณ​จะทำอย่างไร ​ถ้าฉัน​กับคริสมีอะไร​กันน่ะ ​เป็นแค่เรื่อง​สมมติเท่านั้น​นะคะ​ ฉันสมมติให้คุณฟัง เผื่อเกิดอะไร​ขึ้น​มาจริงๆ​ คุณ​จะ​ได้วางแผนรับมือ​ได้ทันท่วงที"

คุณลักษณาทำท่าฮึดฮัด " ฉันไม่ชอบให้​ใครมาพูดทีเล่นทีจริง​กับฉัน ฉันไม่ชอบเรื่อง​สมมติ ​แต่​ที่เธอ​กับคริส​ไปยื้อยุดกันอยู่​​ที่หน้าลิฟต์น่ะคงไม่ใช่เรื่อง​สมมติ มันคง​ต้องมีอะไร​สักอย่าง​ที่ฉันยังไม่รู้ ​แต่​ถ้า​จะมีอะไร​ไม่ชอบมาพากลอยู่​มั่ง​ระหว่าง​เขา​กับเธอ มันก็คง​เป็นเรื่อง​เล่นๆ​ ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น​ ผู้ชาย​ส่วนใหญ่ก่อน​แต่งงานก็​เป็นยังงี้แหละ​ ​ที่ฉันไม่เดือดร้อนมากมาย​นักก็​เพราะคริสทำให้ฉันมั่นใจมาตลอด ว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนสำคัญต่อ​เขามาก​ไปกว่าลูกสาวฉัน เธออยากฟังต่อไหมล่ะว่า​เขาพูดอะไร​บ้าง?"

​เมื่อเห็นทิพย์สุรางค์อึ้ง​ไปเหมือนคาดไม่ถึง ผสม​กับแววตา​ที่เหมือนอยากรู้คำตอบของคริส คุณลักษณาก็รีบพูดต่อ​ไป ไม่สนใจว่า​จะผิดศีลข้อสี่หรือไม่ ตอนนี้เธอคิด​แต่เพียงว่า​จะ​ต้อง​ใช้สงครามจิตวิทยา ​และ​เมื่ออยู่​ในภาวะสงคราม กลยุทธอะไร​​ที่​จะ​สามารถพิชิตข้าศึก​ได้ ก็​ต้องถูกงัด​เอามา​ใช้​โดยไม่จำ​เป็น​ต้องคำนึงถึง​ความยุติธรรมหรือ ศีลธรรม ขอเพียงให้​สามารถกำจัดคู่ต่อสู้ให้พ้นทางออก​ไป​ได้เท่านั้น​ก็พอแ ล้ว

" ​เขาบอกว่าฉันไม่​ต้องกังวล ​เขารู้ว่าอะไร​​เป็นเพชร อะไร​​เป็นก้อนกรวด" คุณลักษณาหยุดสังเกตสีหน้าของฝ่ายตรงข้าม รู้สึกพอใจ​ที่เห็น​ความเจ็บปวดในดวงตาคู่งามนั้น​ แล้ว​เธอก็กระหน่ำแซ่ลง​ไปอีก " คริสบอกให้ฉันอยู่​เฉยๆ​ ​เขา​จะจัดการ​กับเธอเอง ​เขาขอไม่ให้ฉันบอกลิตา ​เขาไม่อยากให้ลิตา​ต้องเจ็บปวด​กับเรื่อง​ธรรมดาของผู้ชาย ​ที่อาจ​จะไขว้เขว​ไปบ้าง​กับเล่ห์เหลี่ยม​ความยั่วยวนของผู้หญิงบางคน ​ความจริงคริส​เป็นคนใจดีขี้สงสาร ไม่แน่นะเธออาจ​จะ​ได้เงินจาก​เขาสักก้อนก็​ได้ ​ถ้าฉัน​เป็นเธอฉัน​จะเรียกเงินก้อนใหญ่เลย​ ​เขาคงยินดีจ่ายหรอก เธอก็คงรู้ว่าบ้าน​เขาร่ำรวย เรียกเท่าไหร่​เขาก็คงไม่ขัดข้องหรอก ​ทั้งคริส​ทั้งพ่อแม่​เขารักลูกสาวฉันมาก พวก​เขาคงยินดี​ที่​จะจ่ายเงินซื้อ​ความสุข​ความสบายใจให้ลิตา ฉันหวังว่าเธอคงฉลาดพอ ​ที่​จะ​เอาเรื่อง​​ที่ฉันพูด​ไปคิดให้รอบคอบ ​เขาสองคน​จะ​แต่งงานกันเร็วๆ​ นี้แล้ว​ ยังไงเธอก็อย่าตัดสินใจช้านัก ​ถ้ามัว​แต่รีรออยู่​จน​เขา​แต่งงานกัน​ไปแล้ว​ เธออาจ​จะไม่​ได้เงินสักบาท​เดียวก็​ได้"

เห็นสายตาคมปลาบเย่อหยิ่ง​ที่จ้องประสานเธออยู่​อย่างไม่ยอมราข้อ ​แม้สีหน้า​จะเผือดลง​ไปบ้างของอีกฝ่าย คุณลักษณาก็รู้สึกหมั่นไส้จน​ต้องกล่าวต่อว่า " ท่าทางเธอก็ไม่ใช่คนโง่ คง​จะเข้าใจแล้ว​ใช่ไหมว่าเธอไม่ควร​จะมาวุ่นวาย​กับคริสอีก ​ถ้าเธอเคยมีอะไร​​กับ​เขามาบ้างก็ขอให้จบเพียงแค่นั้น​ ​ถ้ายังไม่ยอมจบฉันก็รับรองไม่​ได้ว่า​จะเกิดอะไร​ขึ้น​ ขอให้รู้ไว้ว่าฉัน​จะทำทุกอย่าง​เพื่อให้ลูกฉันมี​ความสุข ถึงเธอ​จะอยู่​​ที่นี่​แต่ก็คง​จะรับรู้ข่าวคราวจากเมืองไทยมั่งแหละ​ แล้ว​เธอก็คงรู้ว่าคุณพ่อของลิตา​เป็น​ใคร คนระดับ​เขา มีพวกพ้องบริวารมากมาย​​ที่​พร้อม​จะทำทุกอย่างให้​เขา อย่าให้ฉัน​ต้องพูดมากกว่านี้เลย​ เธอคง​จะพอคิดออกนะว่าฉันหมาย​ความว่าอย่างไร"

พูดจบคุณลักษณาก็หยิบกระเป๋ามาคล้องแขน ลุกขึ้น​ยืน​พร้อม​ที่​จะออกเดิน มองใบหน้า​ที่ซีดขาวของหญิงสาว​ที่ยังนั่งอยู่​​ที่เดิมอย่างสาแก่ใจ "ฉันคง​ต้อง​ไปแล้ว​ละ ขอโทษด้วย​ที่ไม่​ไปส่งเธอ ​ที่ทำงานเธอก็อยู่​ใกล้แค่นี้เอง คงเดินกลับ​ไปเอง​ได้หรอกนะ "

มารดาของลลิตากลับ​ไปแล้ว​ ​แต่ทิพย์สุรางค์ ​ซึ่ง​กำลังเจ็บปวด​กับสิ่ง​ที่​ได้ยินจากปากของผู้หญิงสูงวัยคนนั้น​ ยังนั่งจมอยู่​ตรง​ที่เดิม วาจาเชือดเฉือนของคุณลักษณาไม่​ได้ทำให้หญิงสาวเจ็บปวดมากมาย​นัก ​แต่สิ่ง​ที่ชายหนุ่มผู้นั้น​พูดออกมาตามคำถ่ายทอดของมารดาของลลิตานั่นสิ ​ที่ทำร้ายเธออย่างสาหัสรวม​ทั้งคำขู่​ที่อหังการ์ในตอนท้ายนั่นด้วย

‘ เพชร​กับก้อนกรวด !’ แน่ละคน​ที่​เป็นก้อนกรวดในสายตาของ​เขา​คือเธอ
‘ เล่ห์เหลี่ยม! ยั่วยวน !’ หมายถึงเธอหรือนี่? เธอเคย​ใช้เล่ห์เหลี่ยมหรือยั่วยวน​เขาตั้งแต่​เมื่อไหร่? เหตุการณ์ในคืนนั้น​เกิดขึ้น​​เพราะเธอยั่วยวน​เขาหรือ?
‘ ไม่อยากให้ลิตา​ต้องเจ็บปวด ! ‘ ใช่สิ บนเวทีคืนนั้น​เธอก็เห็นชัดเจนด้วยตาตัวเองแล้ว​ ว่า​เขาประคับประคองผู้หญิงคนนั้น​อย่างรัก​ใคร่ให้เกียรติขนาดไหน มีหรือ​ที่​เขา​จะกล้าทำให้เจ็บปวด
‘ เงินก้อนโต!’ นี่​เขาคิด​จะ​เอาเงินก้อนใหญ่​ที่ครอบครัว​เขาคง​จะมีอย่างเหลือเฟือ มาฟาดหัวเธอ​เพื่อไม่ให้เปิดเผยเรื่อง​​ระหว่าง​เขา​กับเธองั้นหรือ?

ประโยคสุดท้าย​ที่ทำให้ทิพย์สุรางค์เจ็บปวด​ที่สุด​คือคำ​ที่ว่า "​เขา​จะจัดการ​กับเธอเอง ! ‘ ​ถ้าอย่างนั้น​​ที่เจนนิเฟอร์บอกว่า คริสลงทุน​ไปอ้อนวอนถึงธนาคาร​เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์หรือ​ที่อยู่​ของเธอ หลังจากนั้น​ยังเพียรพยายามมาหา​เพื่อนของเธออีกหลายครั้ง เจนนิเฟอร์ยังเล่าอีกว่าท่าทาง​เขา​เป็นทุกข์มาก จนเกือบใจอ่อนให้หมายเลขโทรศัพท์หรือ​ที่อยู่​ของเธอ​ไปแล้ว​ มิหน้ำซ้ำ​เพื่อนรักของเธอยังคิดว่า​เขาแคร์เธอมาก​และคง​จะรักเธอ ​ถ้าอย่างไรเธอควร​จะตัดสินใจอีกที ​เพราะมันคงยังไม่สายเกิน​ไป

แล้ว​เธอก็เลย​แอบหวังอยู่​คนเดียวเงียบๆ​ ว่า​เขาอาจ​จะแคร์เธอ เหมือน​ที่เจนนิเฟอร์สันนิษฐานก็​ได้ ​แต่ถึง​จะรู้สึกอย่างนั้น​ทิพย์สุรางค์ก็ไม่​ได้คิด​จะเปลี่ยนใจ เธอไม่คิด​จะพบ​กับคริสอีก เธอเห็นด้วยตาสองข้างของเธอแล้ว​ในคืนนั้น​ว่า​เขา​กับผู้หญิงคนนั้น​รักกันมากแค่ไหน ​เขา​และพ่อแม่ของ​เขายกย่องให้เกียรติหญิงสาวคนนั้น​ขนาดไหน มีสักขีพยานรับรู้​ความสัมพันธ์​ที่แนบแน่นของพวก​เขาเต็มห้อง

​ความจริงเธอเองก็​ได้นึกอโหสิกรรมให้​เขา​ไปแล้ว​ตั้งแต่คืน​ที่​เขาสองคนหมั้นกัน คืนนั้น​เธอคิดว่าหมดสิ้นกรรม​ซึ่งกัน​และกัน ​เขา​กับเธอมีทางเดินของตัวเอง ต่างคนต่าง​ไป ​แม้​แต่ตอน​ที่เจนนิเฟอร์พยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอยอมพบคริสตามคำขอร้องของ​เขา ทิพย์สุรางค์ก็ปฏิเสธมาตลอด ​เพราะเห็นว่า​เป็นวิธี​ที่ดี​ที่สุด​ที่​จะไม่ทำให้​ใคร​ต้องเดือดร้อน ​ถ้าเธอยังยอมพบ​เขา ฟังเหตุผลของ​เขา ​จะเกิดอะไร​ขึ้น​เธอเองก็ไม่แน่ใจ ​ถ้าเธอเกิดใจอ่อนขึ้น​มา ผู้หญิงคน​ที่รัก​เขารอ​เขามาเนิ่นนานคนนั้น​​จะ​เป็นอย่างไร? แล้ว​อีกอย่าง คนเย่อหยิ่งอย่างเธอน่ะหรือ​จะลดตัว ลง​ไปทำสงครามแย่งชิงผู้ชายของคนอื่นมา​เป็นของตัวเอง​ได้หน้าตาเฉย ผู้หญิง​ที่ชื่อทิพย์สุรางค์ถือตัวเกินกว่า​จะประพฤติตน​เป็นมือ​ที่สามในชีวิตรักของหญิงชายคู่ใด

​แต่ตอนนี้เธอรู้แล้ว​ว่าเจนนิเฟอร์เข้าใจผิด ​เขาไม่​ได้อยากพบเธอ​เพราะมีเยื่อใย​กับเธอ ​เขาทุรนทุรายอยากพบเธอก็​เพื่อลลิตา มิน่าเล่า ตอน​ที่​เขาพบว่าผู้หญิง​ที่อยู่​ในอ้อมแขนของ​เขาบนฟลอร์เต้นรำคืนนั้น​​คือเธอ ​เขาถึง​ได้ทำหน้าราว​กับถูกผีหลอกแล้ว​วิ่งตามมาขอพูด​กับเธอถึงหน้าลิฟต์ ตอนนี้เธอรู้แล้ว​ว่า​เขา​จะพูดอะไร​​กับเธอ ​เขาคง​ต้องการ​จะขอร้องให้เธอปิดเรื่อง​​ระหว่าง​เขา​กับเธอ​เป็น​ความลับ ​เพื่อ​ที่ผู้หญิงสาวแสนสวยเจ้าของหัวใจของ​เขาคนนั้น​​จะไม่​ต้องเจ็บปวด​กับ​ความไขว้เขวของ​เขา ​ที่เกิดจากเล่ห์เหลี่ยม​และ​ความยั่วยวนของเธอ !!!

ทิพย์สุรางค์รู้สึกเจ็บใจ​และโกรธแค้น​ทั้งคริส​และว่า​ที่แม่ยายของ​เขาอย่าง​ที่สุด สำหรับลลิตานั้น​เธอไม่​ได้รู้สึกโกรธหรือเกลียด เธอคิดว่าลลิตาไม่มี​ส่วนเกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​ ยิ่งกว่านั้น​เธอยังรู้สึกสงสารผู้หญิงคนนั้น​เสียด้วยซ้ำ ​ที่หลงรักหลงภักดี​กับผู้ชายเลวๆ​ คนหนึ่ง​​ที่เห็นผู้หญิง​เป็นเครื่องเล่น

หญิงสาวกลับถึงอพาร์ตเมนท์​ส่วนตัว อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว​นั่งจมอยู่​ในเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง​ จ้องมองลวดลายของวอลเปเปอร์บนผนังห้อง​โดยไม่เห็นอะไร​เลย​ หูของเธอยังกึกก้องด้วยคำพูดเชือดเฉือน​และข่มขู่ของคุณลักษณา ตาของเธอยังมองเห็นแววตาดูถูกเหยียดหยาม ราว​กับเธอ​เป็นผู้หญิงหน้าด้านชั้นต่ำ​ที่จ้อง​จะจับผู้ชายรวยๆ​ ​ที่มีคู่หมั้นแล้ว​​และรักคู่หมั้นของ​เขาสุดหัวใจ แววตาของคุณลักษณาบอกเธอเช่นนั้น​

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้น คนพวกนี้เห็นเธอ​เป็นอะไร​? ​เป็นหญิงไร้สกุลรุณชาติ ไร้การศึกษา​และไร้ยางอายเช่นนั้น​หรือ? เธออุตส่าห์อยู่​เงียบๆ​ ไม่คิด​จะเข้า​ไปวุ่นวาย​กับ​ใคร พยายามทำใจให้สงบ ลืมเรื่อง​เลวร้าย​ที่เคยเกิดขึ้น​ โยนให้​เป็นเรื่อง​ของเวรของกรรม​ไป แล้ว​พยายามเดินหน้าต่อ​ไป​เพื่ออนาคต​ที่สุกใสในวันข้างหน้าของตัวเอง ​แต่แล้ว​ก็เหมือนกรรมยังไม่สิ้น อยู่​ๆ​ ก็​ต้องมาถูกหยาบหยามอย่างไม่เข้าท่า​โดยผู้หญิงแก่ๆ​ คนหนึ่ง​ ​และผู้ชาย​ที่เธอเคยแอบหวังว่า​เขา​จะ​เป็นคนดี คนพวกนี้​ต้องการอะไร​จากเธออย่างนั้น​หรือ? รู้บ้างไหมว่า​ถ้าเธอเกิดทนไม่ไหวแล้ว​ลุกขึ้น​ตอบโต้บ้าง อะไร​​จะเกิดขึ้น​? พวก​เขาเหยียดหยาม​และประมาทเธอมากเกิน​ไปแล้ว​!!!

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3283 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน เมื่อหาญกล้ามาท้าทาย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๔๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17649 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๓๐ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๕.๐๘ น.

โอ้โห คุณแม่ว่า​​ที่ภรรยานี่ร้ายจริง ๆ​​ เลย​​ วาจาเชือดเฉือน​​เป็น​​ที่สุด ​​แต่​​ทั้งหมดก็​​เพราะรักคุณลูกสาว ​​และ​​ต้องการปกป้องสิ่ง​​ที่ึควร​​เป็นของเธอ

กฎข้อ​​ที่หนึ่ง​​ ในสงครามแย่งชิง​​ความรัก ​​คือ คู่ต่อสู้ย่อมไม่มี​​ความจริงใจให้กัน ​​และขนอาวุธทุกชนิดมาห้ำหั่น

​​แต่คู่ต่อสู้มัก​​จะอ่อนไหวเกินจริงเสมอ

​​ที่จริงเรื่อง​​ควร​​จะจบ​​ไปแล้ว​​ ​​แต่คุณแม่นั่นแหละ​​​​ที่​​จะทำให้มันไม่จบ

บทบาท​​การเจรจา​​ทั้งหลายคมคายจริง ๆ​​ ค่ะ​​ เหมือนเสือเจอสิงห์ ต่างขู่ใส่กัน ​​แต่คน​​ที่อายุน้อยกว่า​​และจริงใจมากกว่า​​ต้องแพ้ในการต่อสู้ยกแรก

​​จะดูยกต่อ ๆ​​ ​​ไปค่ะ​​

เฮ้อ...​​..กลับ​​ไปอยู่​​เวียงพุกามน่า​​จะสบายใจกว่านะ คุณหนู ...​​.

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น