นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #21
พลอยพนม
...เสียงประทัดนับพันนัดระเบิดรัวก้องแนวไพร สะกดพวกเราสี่คน​ที่​กำลังจับ จอบ ชะแลง ​และชนางช้อนหินกันอยู่​​ที่หน้าเหมืองให้ยืนนิ่ง พี่สงัดเบือนหน้ามอง​ไปทางยอด​เขาสูงทิศตะวันออก...

ตอน : ยามเมื่อฝนแรกเยือน

เสียงประทัดนับพันนัดระเบิดรัวก้องแนวไพร สะกดพวกเราสี่คน​ที่​กำลังจับ จอบ ชะแลง ​และชนางช้อนหินกันอยู่​​ที่หน้าเหมืองให้ยืนนิ่ง พี่สงัดเบือนหน้ามอง​ไปทางยอด​เขาสูงทิศตะวันออก ไอ้พริ้ง ไอ้ชน ก้มหน้ามองพื้นน้ำริมลำธาร​ที่ไหลรี่ท่วมหลังเท้าของมันตาละห้อย ทุกคนคงคิดถึงบ้านเช่นเดียว​กับผม​ที่แวบคิด​ไปถึง​เพื่อน ๆ​ ในชุดนักเรียนขึ้น​มาทันที

ประทัดเซ่นไหว้เจ้า​ที่เจ้าป่าเจ้า​เขาก่อนลาจากเหมืองป่า​ไปชั่วคราว ​เพื่อนำแร่​ที่ขุดหา​ได้มา​ไปขาย​ที่ในเมืองแล้ว​เลย​​ไปหาครอบครัว ​และหยุดพักผ่อนพอหายเหนื่อยซักสี่ซ้าห้าวัน ก่อน​จะย้อนกลับมาใหม่ ​เป็นวัฏจักรหมุนวนเช่นนี้​ไปเรื่อย...​ ​ทั้ง ๆ​ ​ที่รู้ก็อดใจหายไม่​ได้ การจากบ้านจากครอบครัวมาอยู่​ป่า​เพื่อการทำมาหากิน ผจญ​กับร้อน หนาว ​และบางวันเหนื่อยล้าปวด​เมื่อยตามร่างกายแทบขาดใจ ​เมื่อขุดลง​ไปเจอกระสะแร่​ที่เต็ม​ไปด้วยหินก้อนใหญ่จมลึกกั้นขวางอยู่​ในดิน ​ซึ่ง​ต้องช่วยกันขจัดมันออก​ไป หินบางก้อนโตใหญ่ขนาดลูกควายแรกรุ่น บางก้อนขนาดครกตำข้าว ​แม้​จะ​ต้องออกแรงช่วยกัน​ใช้คานสอดงัด​เพื่อขยับเขยื้อนให้มันเคลื่อน​ที่พ้นจาก​ที่เดิม​ไปสักวาครึ่งวา ​จะ​ใช้เวลานานเท่าไหร่ก็​เป็นสิ่งจำ​เป็น ​ถ้าหากเราพบว่าลึกลง​ไปในกระสะภายใต้การกดทับของมันนั้น​เต็ม​ไปด้วยสายแร่ฝังตัวอยู่​

ขณะทำงาน หากจิตใจจดจ่ออยู่​​ที่งานก็เพลิดเพลิน ​ทว่านานวันเข้าก็อด​ที่​จะแวบคิดถึงบ้านกันเสียไม่​ได้ ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อเสียงประทัดดังขึ้น​ ก็หมายถึงว่าในหมู่ชาวเหมืองของเรา​กำลัง​จะโบกมือลาจากป่าแห่งนี้​ไปแล้ว​พวกหนึ่ง​ ในขณะ​ที่เราก็​กำลังตั้งตารอคอยวันนั้น​อยู่​เหมือนกัน...​

เส้นทางสัญจรจากหน้าเหมืองออก​ไปสู่ถนนหลวง​ต้องผ่านหน้าเหมืองของพวกเรา พอสิ้นเสียงประทัดนัดสุดท้าย ป่ารอบด้านก็เงียบจน​ได้ยินเสียงลมหายใจของตนเอง แล้ว​เราสี่คนก็ไม่​เป็นอัน​ได้ทำงาน พี่สงัดวางด้ามจอบลงน้ำปล่อยให้มันจมอยู่​อย่างนั้น​ ​ส่วนตัวแกเดินผละ​ไปนั่งมวนยาใบจากสูบอยู่​บนโขดหินริมธาร ไอ้ชนโยนชนาง​ที่ถืออยู่​ในมือขึ้น​ไว้บนฝั่งแล้ว​เดินลุยน้ำข้าม​ไปเยี่ยวข้างตอไม้ริมฝั่งลำธารด้านโน้น ผม​กับไอ้พริ้งถือชะแลงอยู่​ในมือด้วยกัน​ทั้งคู่ ​และยังคงยืนอยู่​กลางขุมเหมือง​ที่มีสายน้ำสีขุ่นข้นไหลผ่านอยู่​เช่นเดิม

"​ใคร​จะสั่ง​ความอะไร​​ไป​ที่บ้านกันบ้าง?" น้าด้วนแบกถุงแร่สีขาวอยู่​บนบ่าผ่านมาคนแรกร้องถามมายังพวกเรา

"ไม่สั่งไร" พี่สงัดร้องตอบ

"มึงล่ะไอ้ชน ​จะสั่งอะไร​แควนมึงบ้าง?"

น้าด้วนหยุดร้องถามไอ้ชนแล้ว​หัวเราะ หึ หึ

"แควนผี​ที่ไหน ตัวแล้ว​ชอบพูดเพ้อเจ้ออยู่​เรื่อย" ไอ้ชนว่า "ถามไอ้พริ้งโน่น ไอ้หมอนั่นต่างหากมีแควน ฮา ฮา"

"เปรต!" ไอ้พริ้งหัน​ไปด่าไอ้ชน "มึงนั่นแหละ​ตัวดี- ก็ไหนบอกว่า อีดำหม้อ​ที่โรงแรมทวีสุข-แควนมึงยังไงเล่า-ลืมแล้ว​หรือ ไม่สั่ง​ความ​ไปบอกมันหน่อย​รึ-ว่าให้ทาแป้งรอ อีกไม่เกินสิบวันพี่ชนขายแร่เสร็จแล้ว​​จะแวะ​ไปหา ฮา ฮา"

"เออ-จริงด้วย" ไอ้ชนร้องตอบมาจากฝั่งลำธารฟากนู้น ก่อน​จะหัน​ไปทางน้าด้วน​ซึ่งอุตส่าห์แบกถุงแร่​ที่หนักไม่ต่ำกว่ายี่สิบห้ากิโลกรัมยืนรอฟัง "ตัวขายแร่เสร็จแล้ว​ช่วยแวะ​ไปหาอีมดแดงตัวเล็ก ๆ​ ผอม ๆ​ หน้าซีด ๆ​ ​ที่โรงแรมนั้น​ด้วย บอกว่าตอนนี้ไอ้พริ้งคึกเต็มทีแล้ว​ ให้มันกินยาบำรุงรอ​ถ้าก็แล้ว​กัน ขายแร่เ​ที่ยวนี้ไอ้พริ้ง​ไปหามันแน่ ฮา ฮา "

ไอ้พริ้งอายหน้าแดง หัน​ไปด่าไอ้ชนเสียงแหลม

"ไอ้ชน- -ไอ้ชาติผี!"

ผมหัวร่อก๊าก ลืมคิดถึงบ้าน​และ​เพื่อน ๆ​ ​ที่โรงเรียน​ไปใน​ที่สุด

หัน​ไปทางพี่สงัดก็เห็นแกพลอยหัวเราะจนตัวโยน​ไปเหมือนกัน

นิยายโลดโผนระคนเศร้าตอนขายแร่ในเมืองของนักเลงเหมืองป่ามี​เป็นร้อยเรื่อง​พันเรื่อง​ เล่าขานต่อ ๆ​ กันมารุ่นต่อรุ่น ​เป็น​ทั้งอุทาหรณ์สอนใจ​และนิยายโปกฮา​ที่บันทึกไว้ใน​ความทรงจำของพวก​เขา แล้ว​นำมาเล่าสืบต่อให้ชนรุ่นหลัง​ได้จดจำ​และคิดตรอง บางคนขายแร่เสร็จแล้ว​​ได้เงินมาก็เ​ที่ยวหาซื้อของกินของ​ใช้​และเสื้อผ้า​ที่ในเมือง​ไปฝากลูกเมีย​ที่บ้าน หรือไม่ก็ฝากพ่อฝากแม่หรือฝากญาติสนิท​ที่คิดถึง​และคิด​จะแวะ​ไปเยี่ยมเยียน หาก​แต่บางคนกลับพึงพอใจรสชาติชีวิต​ที่ตื่นเต้นโลดโผน พอ​ได้ใบแดง ๆ​ ใส่กระเป๋าก็ฮึกเหิม ใจมันจูงเท้าให้เดินเฉื่อยเข้า​ไปในตรอกซอกซอย​ที่อบอวล​ไปด้วยกลิ่นหอมคาวอันมีแม่หนูหน้าแฉล้มแช่มช้อยผัดหน้าทาแป้งนั่งเรียงแถวคอยแย่งกันต้อนรับอยู่​หน้าสลอน ​ทั้งบนโรงแรม​และซ่อง​ที่มัก​จะซ่อนตัวอยู่​ในดงกล้วยจน​ได้สมญานามว่า "ป่ากล้วย" บางคนแวะร้านเหล้า ​เพราะน้องนางผู้เสิร์ฟอาหารอัน​เป็น​ที่หมายปอง​และเคยประสานสายตาลึกซึ้งต่อกัน ​กำลังรอรับของฝากตามสัญญาจาก​เขาอยู่​​ที่นั่น ​ส่วนผู้​ที่ฝักใฝ่เชิงพนันรักการเสี่ยงโชคก็แวะบ่อนไพ่บ่อนโปหลังตลาด ​ซึ่งบางคราว​ไปเสียรู้โดนพวกนักเลงเฝ้าบ่อนรุมกันหามจนหมดตูดกลับบ้านมือสิบนิ้วก็มี

ผมฟังนิยายเหล่านี้มาตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ​ เพิ่งจำ​ความ​ได้ กลาย​เป็นอานิสงส์พลอยให้ถวิลถึง​และจดจำ​ได้แม่นยำในกาล​ต่อมา อีก​ทั้งเคยหมายมั่นไว้ว่าสักวันหนึ่ง​เรา​จะ​ต้องสัมผัสชีวิตชาวเหมืองด้วยตนเองให้จง​ได้ แล้ว​ใน​ที่สุดผมก็บรรลุ​ความมุ่งมาดปรารถนาจนสมใจ

คล้อยหลังคณะเหมืองป่าอันประกอบด้วย น้าด้วน ตาศิลา ​และตายกโฮ่ เดินเรียงแถวตามหลังกัน​ไปบนเส้นทาง​ที่​จะทะลุออกจากป่าดง​เขายาแห่งนี้​ได้ไม่นาน ป่า​ทั้งป่าก็เงียบสงบลงไม่มี​แม้​แต่เสียงลมพัด อากาศร้อนอบอ้าวผิดสังเกต เมฆสีขาวบนฟ้าลอยฟ่อง ตามด้วยเมฆสีเทา​ที่ค่อย ๆ​ เคลื่อนเข้าครอบคลุมยอด​เขาสูงทั่วสารทิศ ส่งผลให้บรรยากาศรอบด้านพลันมืดครึ้มราว​กับล่วงถึงยามชิงพลบ ก่อน​ที่เสียงครืน ๆ​ บนฟ้าสูง​จะดังแว่วคำรณรามเบิกโรงมา ต่อจากนั้น​ไม่นาน-เส้นสายสีทองขยุกขยิกก็พลันปรากฏขึ้น​ใต้ก้อนเมฆสีดำกระจายแสงวาววับ ตามด้วยเสียงอสนีบาตโครมครืนกึกก้องจนแสบหู เ

ห็นท่าไม่ดี เรา​ทั้งสี่ก็เลย​ชวนกันเก็บซ่อนเครื่องมือ เลิกงาน เดินทางกลับ​ไปยังทับกระท่อมในทันที

ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าผ่า ย่อมปรากฏ​โดยธรรมชาติ​ที่มนุษย์มิอาจฝืนห้าม​ได้ ​และการ​จะยืนหยัดอยู่​ใน​ที่โล่งแจ้งขณะฝนฟ้า​กำลัง​จะสำแดงเดชย่อมเสี่ยงอันตรายอย่างแน่นอน ขนาดต้นยางยักษ์ใหญ่สิบคนโอบยังผ่าซีกล้มครืนสนั่นป่าอย่างไม่​เป็นท่ามาแล้ว​นักต่อนัก ​เมื่อ​ต้องสายฟ้าฟาดกระหน่ำเข้าตรงกลางลำต้นของมัน นับประสาอะไร​​กับมนุษย์บอบบางกระจิ๊ดริดอย่างพวกเรา​ที่​จะไม่แหลก​เป็นจุล​ถ้าหากโดนเข้าอย่างนั้น​

กลับถึงทับ​และเร่งอาบน้ำอาบท่าเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จแล้ว​ ไอ้ชนก็คว้าไพ่สำรับเก่าออกมาชวนเล่นรัมมี่ฆ่าเวลา

"พนันกินน้ำ" มันว่า "หนึ่ง​ สอง สาม มืดสองเท่า"

"อย่างอื่นไม่มีให้พนันแล้ว​หรือ?" ผมถาม

"มี- -เขกหน้าแข้งไงล่ะ" ไอ้พริ้งตอบ "​แต่​ต้องถลกขากางเกงออกเสียก่อนไม่งั้นผิดกติกา"

"เขกหน้าแข้งมัน​จะ​ได้รสชาติอาไร้!! ​เอาอย่างอื่นดีกว่า...​" ผมแกล้งแหย่​และเสนอเงื่อนไขใหม่​ที่มันสัปดนกว่านั้น​...​ "​เอาสายยางดีดก็​ได้ ​แต่​ต้องแก้ผ้าแล้ว​โก้งโค้งให้มันห้อยโตงเตงลงมาเคียงคู่กัน ​จะ​ได้ดีดกัน​ได้สะดวก​หน่อย​- -​ใครแพ้ก็โดนดีด​ไปตามลำดับ -หนึ่ง​ สอง สาม เหมือนกัน - -น็อกมืดก็สองเด้ง-​เอาไหม?"

พี่สงัดฟังข้อเสนอของผมแล้ว​หัวร่อจนน้ำตาเล็ด ไอ้พริ้ง​กับไอ้ชนก็เช่นกัน พวกมันสองคนหัวเราะพลางด่าผม​ไปพลาง

"ไอ้เปรตเอ้ย-" ไอ้พริ้งหลับตาพูดกลั้วเสียงหัวเราะ "กูว่าแพ้-ชนะแค่ตาเดียวก็หน้าเขียวเหมือน​พระอินทร์แหละ​- พนันเปรต ๆ​ แบบนี้กูไม่​เอาด้วยโว้ย"

"​ถ้างั้นมึง​จะพนันอะไร​กัน?"

"กินน้ำ-ครึ้มฟ้าครึ้มฝนอย่างนี้พนันกินน้ำนั่นแหละ​ดีแล้ว​ มัน​จะ​ได้ถ่วงเวลาเยี่ยวนานหน่อย​"

ใน​ที่สุดพวกเราก็ลงมือเล่นรัมมี่กันด้วยไพ่สำรับ​ที่เก่าเสียจนเห็นหลังจำหน้า​ได้ เวลาแผ่เคียงคู่เคียงตองอยู่​ในมือ ก็​ต้องระแวดระวัง​และกางฝ่ามือปิดไว้อีกที ​ถ้าไม่อย่างนั้น​​จะไม่​ได้กินค่าโง่ ​เพราะทุกคนจำไพ่ในมือคู่ต่อสู้​ได้หมด ครั้นเราจั่วไพ่-ตีไพ่กัน​ไป​ได้สามสี่รอบฝนห่าแรกของปีก็เริ่มโปรยปราย​และซัดกระหน่ำลงมากระทบหลังคาใบระกำกรอบแห้งเสียงเกรียวกราว ตามด้วยเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าลงมาโครมครืน สะเทือนเข้า​ไปถึงในอก สายฟ้าก็แผดแสงวาบวับชวนเสียวไส้ อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว อากาศเย็นลงวูบวาบ เมฆฝนลอยต่ำเรี่ยปกคลุมผืนป่าทั่วสารทิศ ส่งผลให้บรรยากาศรอบด้านมืดครึ้มดุจยามเข้าใต้เข้าไฟ จนพวกเรา​ต้องจุดตะเกียงจึง​จะมองเห็นหน้าไพ่

"มืด ๆ​ อย่างนี้อย่าแอบลักไพ่กันนะเว้ย" ไอ้ชนว่า

"ว่า​แต่​เพื่อน มึงนั่นแหละ​ตัวดี" ไอ้พริ้งพูด


​และสักครู่​ต่อมาประตูทับ​ที่ปิดไว้กันฝนสาดก็ถูกผลักจนเปิดอ้า ​พร้อม​กับผู้​ซึ่งผม​กำลังนึก​เป็นห่วงโผล่หน้ายิ้มฟันขาวเดินเข้ามา

"ฝนตกหรอย"

ตาปัญญานั่นเอง เสื้อผ้าชุดกุลีเหมืองสีดำซีดจางจวน​จะกลาย​เป็นสีขาว​ที่สวมใส่เปียกฝนมะลอกมะแลก​ไป​ทั้งตัว

หลังจากพิงมีดพร้าประจำกายไว้​ที่ซอกประตูแล้ว​แกก็เร่มา​ที่แคร่​ซึ่งเรา​กำลังนั่งตีไพ่กันอยู่​

"หนาวไหม?" ไอ้พริ้งถามแก

ตาปัญญาหัวเราะแหะ ๆ​ ก่อน​จะย้อนกลับมาว่า "มึง​จะมาไม้ไหน​กับกูอีกวะ-ลูกไอ้​พร้อม"

"อ้าว - -ถามดี ๆ​ ทำไม​ต้องพาลกันด้วย" ไอ้พริ้งพูดยิ้ม ๆ​

"กูอาบแดดอาบฝนมาก่อน เด็กอย่างมึง​จะขี้​จะเยี่ยวแค่ชายตามองกูก็รู้แล้ว​"

"​ถ้าอย่างนั้น​ก็ช่วยติดไฟต้มข้าวต้มกินกันหน่อย​ ตาก็​จะ​ได้ผิงไฟแก้หนาว​ไปด้วย" ว่าแล้ว​ไอ้พริ้งลุกจากวงไพ่​ไปหยิบผ้าขาวม้าของมัน​ซึ่งพาดอยู่​​ที่ราวไม้ไผ่ชายฝายื่นให้ตาปัญญาผลัดเปลี่ยน ถอดชุดทำเหมืองของแกออก แล้ว​นุ่งผ้าขาวม้าผืนนั้น​แทน

ตาปัญญาหัวเราะหึ ๆ​

"ว่าแล้ว​ไหมล่ะ" ตาปัญญาหัวเราะหึ ๆ​ "มี​แต่หวยเท่านั้น​​ที่กูทายไม่ถูก ​แต่ภูมิปัญญาในสมองพวกมึงกูหลับตากลั้นใจทายยัง​ได้เลย​ รับรองไม่พลาดแน่"

ขณะตาปัญญา​กำลังยืนพูดอยู่​ใกล้ ๆ​ ไอ้พริ้งก็แสร้งทำ​เป็นไม่​ได้ยิน ​และพูด​กับแก​โดย​ที่สายตายังจับจ้องสำรับไพ่ในมือต่อ​ไปว่า

"เนื้อกระทิงแดดเดียวก็มี​พร้อม ฝนตกอากาศหนาว ​ได้ข้าวต้มร้อน ๆ​ ​กับเนื้อแดดเดียวย่างไฟ มันคงอร่อยอย่างหา​ที่เปรียบไม่​ได้"

"นั่นนะสิ" ตาปัญญาว่า "​ถ้า​จะให้ดี- -เนื้อแดดเดียวพวกนั้น​ก็​ต้องย่างด้วยถ่านกิ่งมะตูม ​เอาไหมล่ะ ประเดี๋ยวกู​จะฝ่าสายฝน​ไปหามาย่างให้กิน"

"เฮ้ย-อย่าเล่นบ้า ๆ​ นะ" ไอ้ชนร้องขึ้น​ ​เพราะ​ที่ริมลำธารหน้าทับของพวกมันมีไม้มะตูมสลัดกิ่งก้านร่วงอยู่​ใต้โคนหลายต้น ยางมะตูม​เป็นปฏิปักษ์ต่อระบบขับถ่ายอย่างยิ่งยวด ว่ากันว่า​ทั้งกิ่งก้านตลอดจนกระทั่งลำต้นของมัน​จะนำมาทำไม้ฟืนปรุงอาหารไม่​ได้เลย​ ​เพราะเกิดมีเม่าควันพลัดหลงหล่นลง​ไปเจือปนในพาชนะ​ที่ปรุงอาหาร​แม้สักนิด ​เมื่อตักกินเข้า​ไปก็​จะทำให้ท้องร่วงอย่างรุนแรง ​แม้​แต่สัตว์อย่างอื่นก็เช่นกัน กินยางมะตูมเข้า​ไปก็​ได้เรื่อง​ทันที อย่างเช่น ​เมื่อสมัยเด็ก ๆ​ ผมเคยเห็นพวกรุ่นพี่ชวนกัน​เอายางมะตูม​ไปชโลมทาไว้ตามซากสัตว์​ที่ติดโรคระบาดนอนตายอยู่​กลางทุ่งนา​เพื่อกลั่นแกล้งนกแร้งกันมาแล้ว​

สมัยนั้น​แถวบ้านผม​จะมีนกแร้งบินลงมากินซากสัตว์​ที่ล้มตายอยู่​ตามทุ่งนา​เป็นประจำ ​โดยไม่มี​ใครล่วงรู้ พวกมัน​ใช้ญาณวิเศษใดถึง​ได้รู้ว่า เวลาไหนมีสัตว์​เป็นโรคหรือบาดเจ็บล้มตายอยู่​กลางทุ่งนา หาก​แต่อยู่​ ๆ​ ก็​จะเห็นนกยักษ์เหล่านั้น​พากันมาบินร่อนอยู่​บนท้องฟ้าเหนือซากสัตว์​ที่ล้มตายเต็ม​ไปหมดแล้ว​...​

นกแร้ง​เป็นสัตว์ปีกขนาดใหญ่ ก่อน​จะบินทะยานขึ้น​สู่ท้องฟ้าคราวใด ก็​ต้องวิ่งห้อ​ไปตามทางวิ่ง​เพื่ออาศัย​ความเร็วช่วยพยุงน้ำหนักตอนขาขึ้น​เหมือนเครื่องบินเสียก่อน ​แต่ครั้นโดนยางมะตูม​ที่พวกเด็ก ๆ​ แกล้งทาไว้ตามซากสัตว์​ที่มันกินเข้า​ไป มันก็​จะถ่ายท้องอย่างรุนแรงในทันทีทันใด...​ ​และก็ถ่ายเสียจนอ่อนแรงล้มฟุบลุกไม่ขึ้น​​เป็นวัน ๆ​ คราวนี้พวกเด็ก ๆ​ ก็​จะย่องเข้า​ไปใกล้ แล้ว​หากิ่งไม้อันเล็ก ๆ​ เคาะหัวล้านเลี่ยนของมันเล่น​เป็นของสนุก บางคนก็แกล้งทำท่าว่า​จะ​เอาไม้ไล่ตี​เพื่อให้มันฝืนลุกขึ้น​วิ่งลมลุกคลุกคลานหกคะ​เมนตีลังกา แล้ว​ชวนกันโห่ร้อง​เป็น​ที่สนุกสนานชอบอกชอบใจ

​แต่นั่นแหละ​-บางครั้งบาปกรรมก็​จะสนองพวกเด็ก ๆ​ เหล่านั้น​ในไม่ทันข้ามวันเช่นกัน ​เมื่อเรื่อง​ดังกล่าวล่วงรู้​ไปถึงหูผู้ใหญ่ การกลั่นแกล้งทารุณกรรมสัตว์ทุกชนิดไม่เฉพาะ​แต่นกแร้งมีโทษอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็หนึ่ง​โหลไม้หวายขนาดหัวแม่มือ​ที่บ้านรอบหนึ่ง​ แล้ว​ก็​ไปต่อกัน​ที่โรงเรียน​โดยฝีมืออันประณีตของคุณครูในวัน​ต่อมาอีกรอบหนึ่ง​ ​ซึ่งอย่างน้อยก็โหลหนึ่ง​เหมือนกัน

ผม​เป็นเด็กกลัวไม้เรียวก็เลย​ไม่เคยโดนทำโทษ​กับเรื่อง​ดังกล่าว มี​แต่โดนเขกกะบาล​เพราะพวกรุ่นพี่ตั้งข้อสงสัย-หาว่าปากโป้งนำ​ความลับของพวก​เขา​ไปเปิดเผย

ภายในป่าดงดิบในวันนั้น​...​ฝนห่าแรกของต้นฤดูกาลตกหนักพอสมควร ​แต่ไม่นานก็แล้ง​พร้อม​กับ​ความอบอ้าว​ได้หวนกลับมาอีกครั้ง ​และคราวนี้ก็ดูเหมือน​จะรุนแรงกว่าตอน​ที่เริ่มตั้งเค้า​เมื่อก่อนเ​ที่ยง กระทั่งวงไพ่ของเราก็เลิกรา​เมื่อข้าวต้มร้อน ๆ​ ​และเนื้อแดดเดียวย่างไฟอ่อนฝีมือตาปัญญาเสร็จเรียบร้อย​ ทุกคนซดกันคนละชามสองชามจนเม็ดเหงื่อผุดเยิ้มใบหน้า ในขณะ​ที่ข้างนอกฟ้าเบื้องบนยังคงแผ่เสียงคำรามอยู่​ครืน ๆ​ ผมนั่งเอนกายพิงเสาทับอยู่​บนแคร่ ปลดกระดุมอกเสื้อออกเสียสองสามเม็ด แล้ว​คว้านิตยสารเล่มเก่า ๆ​ ขาด ๆ​ ​ที่วางอยู่​ใกล้มือมาพัดวีขับไล่​ความรุ่มร้อน​ที่ห่อหุ้มให้คลายลง

ตาปัญญานั่งแคะ​เศษเนื้อออกจากซอกฟันถ่มทิ้งเสียงถุย ๆ​

พี่สงัด​กับไอ้ชนนั่งถอดไพ่ด้วยกัน ​ทั้งสองคนสูบยาใบจากพ่นควันโขมง

ไอ้พริ้ง​ไปคว้าปืนแก๊ปของมันออกมาเช็ดไอฝน​ที่เล็ดลอดเข้ามาเกาะจับอยู่​ตามลำกล้อง​เมื่อสักครู่ตอน​ที่ฝนตกหนัก

"พรุ่งนี้เช้า​เรา​ไปหาเห็ดโคนมาแกงเลียงกันนะนุ้ย ฝนแรกตกลงมาอย่างนี้ แถวป่าไผ่เห็ดโคนผุดงอกบานเลย​ ดีไม่ดีอาจเจอฝูงหมูป่าก็​ได้ พวกมันก็ชอบกินเห็ดเหมือนกัน...​"

จริงด้วย!

ผมพยักหน้าให้มัน ​เพราะตั้งแต่จากบ้าน​ไปเรียนหนังสืออยู่​​กับคุณตาเกือบครบขวบปี ก็ยังไม่เคย​ได้กินแกงเลียงเห็ดโคนป่าเลย​สักครั้ง ​แม้น้าสะใภ้​จะเคยแกงเห็ดโคน​ที่​เขาเพาะเลี้ยงให้กินอยู่​บ้าง ​ทว่ารสชาติ​ความหอมหวานก็สู้เห็ดโคนป่า​ที่ผุดขึ้น​มา​โดยธรรมชาติไม่​ได้

​เมื่อนึกถึงว่า พรุ่งนี้เช้า​เห็ดโคนดอกตูมขนาดหัวแม่เท้า​จะผุดงอกอยู่​ใต้ร่มดงไผ่ให้เราเก็บเต็ม​ไปหมด ผมก็อดเผลอใจเร่งเร้าอยาก​จะให้เวลานั้น​มาถึงเร็ว ๆ​ เสียมิ​ได้ ​เพราะ​จะ​ได้ออก​ไปเก็บหามันมาแกงกินให้อร่อย​ไปเลย​

**************************************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3281 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ยามเมื่อฝนแรกเยือน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๗๙๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17632 ], [180.180.138.122]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๖.๔๕ น.

ก๊ากๆ​​ๆ​​...​​.ผมล่ะอดขำไม่​​ได้
​​ถ้าหากตัวเอง..​​ต้องแก้ผ้าแล้ว​​โค้งตัวถูกหนังยางดีด
แค่คิด..มันก็แสบแปล่บขึ้น​​มาเลย​​
​​เพราะเล่นไพ่ทีไร..ผมนี่ล่ะเจ้าประจำ​​ที่​​ทั้งอม​​ทั้งโง่
วุ๊ย! คิดถึงหนังยางยืดเต็มเหนี่ยว ปล่อย.ย.ย.ดัง เชี๊ยะ!!
โอว.ว.ว.ว.

อ้อ..พี่นาม ช่วยไขข้อข้องใจตรงนี้หน่อย​​ดิ

ไอ้ชนโยนชนาง​​​ที่ถืออยู่​​​ในมือขึ้น​​​ไว้บนฝั่งแล้ว​​​เดินลุยน้ำข้าม​ ​​ไปเยี่ยวข้างตอไม้ริมฝั่งลำธารด้านโน้น ผม​​​กับไอ้พริ้งถือชะแลงอยู่​​​ในมือด้วยกัน​​​ทั้งคู่ ​​​และยังคงยืนอยู่​​​กลางขุมเหมือง​​​ที่มีสายน้ำสีขุ่นข้นไหลผ่านอยู่​​​เช่นเดิม

คำว่า"ชนาง" มัน​​คืออุปกรณ์​​ที่​​ใช้ทำอะไร​​ ใช่​​เอาไว้ช้อนปูปลามั๊ยครับ​​ เผื่อผมเข้าใจ​​ไปอ่ะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17637 ], [110.49.193.85]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๘.๐๒ น.

ดูเหมือนผม​​จะต่อท้ายด้วย "ช้อนหิน" ใช่ไหมครับ​​?

แรก ๆ​​ ผมก็กลัวคุณผู้อ่าน​​จะไม่เข้าใจว่ามัน​​คืออะไร​​เหมือนกัน ก็เลย​​เขียน​​เป็น "ชนางช้อนหิน"

มันทำหน้า​​ที่เช่นเดียว​​กับชนางช้อนกุ้งช้อนปลาของพวกคนหาปลานั่นแหละ​​ครับ​​ ชนาง สุ่ม ปฏัก แหลน หลาว เหล่านี้ล้วน​​เป็นอุปกรณ์จับปลา​​ที่หาดูยากขึ้น​​ทุกวัน นอกจากพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน​​จะเก็บสะสมไว้​​เป็นสมบัติให้ผู้คนรุ่นหลัง ๆ​​ ​​ได้ชม

​​แต่ชนางช้อนหินนั้น​​พิเศษกว่าชนางช้อนปลาหน่อย​​หนึ่ง​​ ตรง​​ที่มีหางยาว ๆ​​ ไว้สำหรับ​​เอามือจับเหวี่ยงก้อนหิน​​ที่ช้อนขึ้น​​มา​​ได้ออก​​ไปไกล ๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงเปี๊ยก [C-17641 ], [1.46.178.97]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ย. ๒๕๕๓, ๐๖.๒๕ น.

คุณนามฯครับ​​.. ซีรีส์เรื่อง​​ เหมืองป่า นี้มีคุณค่าต่อการตีพิมพ์อย่างยิ่งครับ​​ ​​ทั้งในแง่​​ความน่าสนใจของเรื่อง​​ราว ข้อมูลเบื้องลึก วิธีการเล่า คำศัพท์เฉพาะถิ่น ​​และสำนวนภาษา ​​สามารถนำ​​ไปตีพิมพ์​​เป็นตอน ๆ​​ ในนิตยสารก็​​ได้ หรือรวมเล่มขายก็เหมาะสม คุณนามฯลองส่ง​​ไปให้สำนักพิมพ์สารคดี ลองพิจารณาดูก็​​จะดีนะครับ​​ บ.ก.หนังสือเล่มของสนพ.สารคดี คนปัจจุบัน​​คือเสือจุ่น สมาชิกนกน้อยรุ่นแรก ๆ​​ ผมมองว่าเรื่อง​​นี้ตรง​​กับแนวทางของสำนักพิมพ์นี้ครับ​​

ติดต่อเสือจุ่น​​ได้​​ที่ http://www.facebook.com/profile.php?id=100000079777644

http://www.facebook.com/sarakadeepress

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17645 ], [110.49.193.246]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๖.๔๔ น.

ขอบคุณ​​ที่แนะนำครับ​​

ผมกะว่า ก่อนอื่น​​จะขอเขียนให้จบเสียก่อน แล้ว​​เสริม​​แต่งหรือหั่นซอยอีกสักครั้งก็​​จะทดลองส่งสำนักพิมพ์เหมือนกันครับ​​

เหมืองป่าภาคแรก​​กำลัง​​จะจบแล้ว​​ครับ​​ เชื่อว่าคงเหลือต่อ​​ไปไม่น่า​​จะเกิน 3-4 ตอน โรงเรียนก็​​จะเปิดแล้ว​​ โสหุ้ย หรือ เสบียงในเหมืองก็​​กำลัง​​จะหมด แร่ก็​​ได้มาพอประมาณ (ตอนหน้า​​จะเล่ารายละเอียด) หลังจากนั้น​​ภาค​​ที่สอง​​ซึ่งมี​​ทั้งหมด 35 ตอน ​​จะทยอยลงต่อจนจบสมบูรณ์

แรก ๆ​​ ผมกะ​​จะเขียนให้​​ได้สัก 70 ตอน ​​แต่​​ความไม่แน่นอนของอารมณ์ก็หั่น​​ไปเสียกว่าสิบตอน ก็รู้สึกเสียดายเหมือนกัน ​​แต่ถึงอย่างไรก็​​จะพยายามทำให้ดี​​ที่สุดครับ​​

ขอบคุณลุงเปี๊ยกอีกครั้งครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น