นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #28
ดอยสะเก็ด
...ตอนนี้แขกเข้ามานั่งตามโต๊ะ​ที่จัดไว้จนเกือบเต็มแล้ว​ ​แม้​แต่โต๊ะยาว​ที่จัดไว้สำหรับเจ้าภาพก็มีคนนั่งอยู่​หลายคน จอห์น เลย​์ตัน​และภรรยาของ​เขาเดิน​ไปรอบๆ​...

ตอน : เมื่อเราพบกันในวันนี้

ตอนนี้แขกเข้ามานั่งตามโต๊ะ​ที่จัดไว้จนเกือบเต็มแล้ว​ ​แม้​แต่โต๊ะยาว​ที่จัดไว้สำหรับเจ้าภาพก็มีคนนั่งอยู่​หลายคน จอห์น เลย​์ตัน​และภรรยาของ​เขาเดิน​ไปรอบๆ​ พูดจาทักทายอย่าง​เป็นกันเอง​กับผู้​ที่มาร่วมงาน ทิพย์สุรางค์สังเกตว่าแขกทุกคน​แต่งตัวหรู ผู้ชาย​แต่งชุดทักซิโด​ส่วนผู้หญิงอยู่​ในชุดราตรียาวเลิศหรู ประดับเครื่องเพชรกันพรึ่บพรับ เจนนิเฟอร์โบกมือทักทายบิดามารดาของเธอ ​ซึ่งนั่งอยู่​ในกลุ่มพวกนักธุรกิจด้วยกันในโต๊ะ​ที่ไกลออก​ไปทางหน้าเวที

แล้ว​จู่ๆ​ เจนนิเฟอร์ก็สะกิดทิพย์สุรางค์ " ทิปปี้ เห็นคริสหรือยัง? ​เขาอยู่​ตรงโน้นไง "

หญิงสาวมองตามมือของเจนนิเฟอร์​ไปแล้ว​ก็เห็น..​เขา ​แม้ระยะทาง​จะไกล​แต่ก็ไม่มีทาง​ที่เธอ​จะจำผิด ​เขาดูสูงสง่าผึ่งผายในชุดทักซิโด กางเกงดำเสื้อเชิร์ตตัวใน​และเสื้อตัวนอกสีขาว ผูกหูกระต่ายสีดำ เคียงข้าง​เป็นหญิงสาวร่างโปร่งเพรียวในชุดราตรียาวสีฟ้าจางๆ​เกือบขาว ทิพย์สุรางค์มองไม่เห็นหน้าผู้หญิงคนนั้น​ถนัดนัก ​เพราะระยะทาง​ที่ค่อนข้างไกล​และเธอผู้นั้น​ยืนหันข้างให้ ​แต่​ถ้า​จะให้เดาทิพย์สุรางค์ก็คิดว่าเดา​ได้ไม่ผิดว่าเธอ​คือคู่หมั้นของผู้ชายคนนั้น​ ดู​ได้จากแขนของเธอ​ที่คล้องอยู่​​กับแขนข้างหนึ่ง​ของคริสอย่างสนิทแนบแน่น เหมือน​เป็นสัญญาณ​ที่แสดงถึง​ความ​เป็นเจ้าของ​ซึ่งกัน​และกัน

หลังจากนั้น​อีกประมาณครึ่งชั่วโมง พิธีกรของงานก็ขึ้น​​ไปประกาศชวนเชิญให้แขกทุกคนออก​ไปเลือกตักอาหารในห้องด้านหน้า แล้ว​นำเข้ามารับประทานในห้องด้านใน อาหารจัดในแบบบุฟเฟ่ต์ มี​ทั้งอาหารฝรั่ง อาหารจีน ​และ​ที่ขาดไม่​ได้​คืออาหารไทย ปรากฏว่าแขก​ส่วนใหญ่ให้​ความสนใจอาหารไทย ​ซึ่งมีหลากหลายชนิด​และมีครบทุกรสชาติ​คือเปรี้ยว หวาน เค็ม​และเผ็ด เจนนิเฟอร์ตักอาหารมาเผื่อทิพย์สุรางค์ด้วย ​เพราะรู้ว่าเธอคงยังไม่​ต้องการให้คริสเห็นเธอ

หลังอาหาร จอห์น เลย​์ตัน​และภรรยา​ซึ่ง​เป็นเจ้าภาพของงาน ขึ้น​​ไปปรากฏตัวบนเวที กล่าวถึงจุดประสงค์ของงานปาร์ตี้ครั้งนี้ แล้ว​ก็ประกาศต่อว่า

" นอกจาก​เป็นการสังสรรค์ใน​ระหว่าง​เพื่อนฝูง ​เนื่องในเทศกาลคริสต์มาสแล้ว​ ผมยังมีข่าวดี​ที่​จะประกาศให้ทุกคน​ได้รับรู้ ​และร่วมแสดง​ความยินดี​กับครอบครัวของเรา " ​เขามอง​ไปยังโต๊ะ​ที่แขกพิเศษของ​เขานั่งอยู่​ " ผมขอเชิญคุณปราโมช​และคุณลักษณา ​เพื่อนสนิทของครอบครัว​ซึ่ง​กำลัง​จะกลาย​เป็นญาติสนิท ขึ้น​มาบนเวทีด้วยครับ​ "

มีเสียงตบมือเกรียวกราวต้อนรับ​เมื่อบิดามารดาของลลิตาเดินขึ้น​​ไปบนเวที ​ไปยืนอยู่​ข้างๆ​ จอห์น​และคุณธัญญา ด้วยสีหน้า​ที่ยิ้มแย้มแจ่มใสบ่งบอกถึง​ความสุข

" ผมขอแนะนำแขกผู้มีเกียรติทุกท่านให้รู้จักสุภาพบุรุษท่านนี้ " ​เขาผายมือ​ไป​ที่บิดาของลลิตา " ท่าน​และภรรยาเดินทางมาจากประเทศไทย ​ซึ่ง​เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของภรรยาผม ท่านผู้นี้ปัจจุบัน​เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในคณะรัฐบาลชุดปัจจุบันของไทย ท่าน​และคุณลักษณาภรรยาคนสวยของท่าน​เป็นบิดามารดาของลลิตา ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ของผม"

​เขาหยุดพูดแล้ว​พยักหน้า​ไป​ที่คริส​และลลิตา ​ซึ่งนั่งอยู่​ใกล้กันให้ขึ้น​มาบนเวที ​เมื่อหนุ่มสาว​ทั้งสองจูงมือกันเดินขึ้น​มายืนคู่กันบนเวทีแล้ว​ จอห์น เลย​์ตันก็กล่าวต่อว่า " ข่าวดี​ที่ผมขอประกาศก็​คือคริสลูกชายของผม​และลลิตาลูกสาวของท่านรัฐมนตรีปราโมช ​ได้หมั้นกันแล้ว​ตามแบบอเมริกัน ​แต่​เพื่อ​เป็นเกียรติแก่ฝ่ายหญิง​และบิดามารดาของเธอ​ซึ่ง​เป็นคนไทย ผม​และภรรยายินดี​ที่​จะทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีของไทย ​คือให้ลูกชายผมหมั้นลูกสาวของท่านรัฐมนตรีฯ ต่อหน้าครอบครัวของ​ทั้งสองฝ่าย​และแขกผู้มีเกียรติใน​ที่นี้ทุกท่ านอย่าง​เป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง​ "

ต่อจากนั้น​​เขาก็เรียกหนุ่มสาว​ทั้งสองให้ออกมายืนข้างหน้า คุณธัญญาส่งกล่องแหวนหมั้น​ที่ถืออยู่​ในมือให้บุตรชาย ​แต่จอห์นคว้ามาก่อน ​เขาหยิบแหวนหมั้นออกจากกล่อง ชูขึ้น​สูงให้แขกทุกคน​ได้ชม​ความงามของมัน แล้ว​จึงส่งต่อให้คริสท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่น เสียงอุทาน​และเสียงแซวจากบรรดาแขกเหรื่อ​ที่มาร่วม​เป็นสักขีพยาน ​และตอนนี้พนักงานเสิร์ฟ​ที่ยืนคอยอยู่​ก่อนแล้ว​ ก็นำเครื่องดื่ม​ซึ่ง​ส่วนใหญ่​เป็นเหล้าผสมขึ้น​มาเสิร์ฟให้คนบนเว ที

คริสรับแหวนจากบิดาแล้ว​ยื่นมือ​ไปขอมือลลิตา หน้าคมคายของ​เขามีรอยยิ้ม​ที่บ่งบอกถึง​ความสุข หญิงสาว​ซึ่ง​แต่งกายงดงามในชุดราตรียาวเปิดไหล่สีฟ้าจาง ประดับมุกด์เม็ดเล็กๆ​​เป็นพันๆ​เม็ดรอบตัวเสื้อ เหลือบขึ้น​สบตา​เขา ยิ้มอย่างหวาน​ทั้งปาก​และตา ส่งมือข้างซ้ายของเธอให้​เขา ชายหนุ่มจับมือนั้น​ไว้ บรรจงสวมแหวนหมั้น​ที่มารดาให้มาลงบนนิ้วนางของลลิตา​ที่มีแหวนเพชรเม็ดเล็กๆ​ ​ที่​เขาให้เธอไว้ก่อน​ไปราชการ​ที่อิรัคสวมอยู่​ ชายหนุ่มไม่​ได้ถอดแหวนวงนั้น​ออก​แต่สวมแหวนวงใหม่ซ้อนเข้า​ไป พอสวมแหวนเสร็จก็โอบร่างลลิตาหลวมๆ​ จุมพิตแก้ม​ทั้งสองข้างของเธออย่างนุ่มนวลทะนุถนอม หลังจากนั้น​จอห์นก็กล่าวเชิญชวนให้แขกร่วมกันดื่มอวยพรให้คู่หม ั้น​ทั้งสอง

ตลอดเวลาดังกล่าว ทิพย์สุรางค์จ้องมองภาพ​ที่เกิดขึ้น​บนเวที ​ซึ่งตอนนั้น​สว่างไสวด้วยแสงสปอร์ตไลท์ เธอเห็นคริส​และลลิตา​ที่หน้าตาสดใสมี​ความสุข คน​ทั้งสองยืนจูงมือกัน อยู่​ท่ามกลางบิดามารดาของ​ทั้งสองฝ่าย หญิงสาว​ต้องยอมรับ​กับตัวเองว่า ​เขา​ทั้งสองเหมาะสมกันราว​กับกิ่งทองใบหยก ฝ่ายชายรูปร่างสูงเพรียวองอาจผึ่งผาย หน้าตาคมเข้ม​และคมคาย ​ส่วนฝ่ายหญิงก็ร่างโปร่งอรชรอ้อนแอ้น ใบหน้าหวานแฉล้มสวยราว​กับตุ๊กตา เธอเพิ่งเห็นเดี๋ยวนี้เองว่าลลิตา​เป็นผู้หญิง​ที่สวยมาก กิริยามารยาทก็แช่มช้อยนุ่มนวล ทิพย์สุรางค์ไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมจึงรู้สึกปลาบแปลบในหัวใจ ตอน​ที่เห็นคริสบรรจงสวมแหวนหมั้นลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของผู้หญิงคนนั้น​ เธอเห็นสายตา​ที่สบกันด้วย​ความรัก​ความเข้าใจ เห็น​เขาบรรจงจูบว่า​ที่เจ้าสาวของ​เขาอย่างอ่อนโยนทะนุถนอม ท่ามกลางเสียงปรบมือแซ่ซ้องยินดีของแขกในงาน​ที่มาร่วม​เป็นสักขีพยาน ​แม้​แต่เธอเองก็ยังพลอยปรบมือตาม​เขา​ไปด้วย

แล้ว​ก็​เป็นตอนนั้น​เอง​ที่ทิพย์สุรางค์คิดว่าถึงเวลาแล้ว​ ​ที่เธอ​จะ​ต้องตัด​เขาคนนั้น​ออก​ไปจาก​ความคิดคำนึงของเธอเสียที ​เขา​กำลัง​จะมีชีวิตใหม่​กับผู้หญิง​ที่​เขารัก ​เขาหมั้นกันอย่าง​เป็นทางการแล้ว​​และคง​จะ​แต่งงานกันในไม่ช้า ​เขามีทาง​ที่​ต้องเดินต่อ​ไป​กับผู้หญิงคนนั้น​​ที่​เขาเลือกแล้ว​ ​ส่วนเธอก็​ต้องเดินต่อ​ไปตามวิถีทางของเธอเอง ดังนั้น​...​ตอนนี้คงไม่มีอะไร​ดี​ไปกว่าอโหสิกรรมให้​เขาเสีย เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว​ !

หลังจากนั้น​ก็​เป็นการเปิดฟลอร์เต้นรำ ​โดยบิดาของว่า​ที่เจ้าบ่าว​กับมารดาของว่า​ที่เจ้าสาว เพียงไม่กี่นาที​ต่อมาฟลอร์นั้น​ก็แน่นขนัด​ไปด้วยคู่เต้นรำ ท่ามกลางเสียงบรรเลงอย่างไพเราะของเพลงในยุคซิกซ์ตี้ เจนนิเฟอร์หายตัวเข้า​ไปอยู่​บนฟลอร์นั้น​แล้ว​หลังจากพยายามคะยั้นคะยอทิพย์สุรางค์ ให้ออก​ไปเต้นรำ​กับชายหนุ่มสองสามคน​ที่แวะเวียนมาขอเต้นรำด้วย ​แต่ไม่สำเร็จ​เพราะทิพย์สุรางค์อ้างว่าไม่​ต้องการให้​เป็นจุดสนใจของ​ใคร ​ซึ่ง​เพื่อนของเธอก็รู้ดีว่า​ใคร​ที่ว่านั้น​​จะ​เป็นคนอื่น​ไปไม่​ได้นอกจากคริส เลย​์ตัน ​ซึ่งตอนนี้​เขาก็ยังไม่เห็นเธอ

ขณะ​ที่ทิพย์สุรางค์​กำลังคิดว่า​เมื่อเจนนิเฟอร์กลับมา​ที่โต๊ะเธอ​จะขอตัวกลับก่อน ​ที่ไม่คิด​จะชวน​เพื่อนให้กลับด้วยก็​เพราะเห็นว่า เธอผู้นั้น​​กำลังมี​ความสุข​กับการเต้นรำ​ซึ่ง​เป็นสิ่งโปรดปราน ​แต่แล้ว​​โดยไม่คาดฝัน บ๊อบ โฮเวิร์ด บิดาของเจนนิเฟอร์ ​ซึ่งรู้จัก​และให้​ความเอ็นดูต่อเธอเหมือนลูกสาวอีกคนหนึ่ง​ของ​เขา ก็เดินลัดเลาะโต๊ะต่างๆ​ เข้ามาถึงตัวเธอแล้ว​ชวนออก​ไปเต้นรำ ​ซึ่งทิพย์สุรางค์ไม่​สามารถปฏิเสธ​ได้ บริเวณงานไม่ค่อยสว่างนัก​แต่ไฟบนฟลอร์ยิ่งสลัวกว่า คง​เพื่อสร้างบรรยากาศของการเต้นรำ ​ซึ่งขณะนั้น​วงดนตรี​กำลังบรรเลงเพลงเก่าๆ​ ท่วงทำนองซึ้งๆ​ ในจังหวะวอลซ์ ​ระหว่างเต้นรำอยู่​ด้วยกันบิดาของเจนนิเฟอร์ก็ชวนพูดคุยเรื่อง​ทั่วๆ​ ​ไปตามประสาคนคุ้นเคย แล้ว​จู่ๆ​ดนตรีก็เปลี่ยน​ไป​เป็นเพลงในจังหวะสโลว์ บ๊อบส่ายหน้าอย่างขันๆ​ ​เขาคิดว่าเพลงจังหวะนี้น่า​จะเหมาะสำหรับหนุ่มสาวมากกว่า แล้ว​ทันที​ที่เห็นคู่เต้นรำ​ที่โฉบเข้ามาใกล้​ที่สุด ​เขาก็สะกิดบ่าผู้ชายคู่เต้น​เป็นสัญญาณขอสลับคู่ จับมือทิพย์สุรางค์วางลงในมือของชายผู้นั้น​ ​ส่วนตัว​เขาเองก็โอบเอวคู่เต้นสูงวัยของอีกฝ่าย พาล่องลอยห่างออก​ไปใน​ความสลัวของฟลอร์เต้นรำ

​ทั้งหมดนี้เกิดขึ้น​อย่างรวดเร็ว​และในแสงไฟสลัว ทิพย์สุรางค์ไม่​ได้เงยหน้าขึ้น​มองคู่เต้นคนใหม่ เธอเพียง​แต่วางมือข้าง​ที่ไม่​ได้ถูกจับพาดไว้บนบ่าของ​เขาแล้ว​เต้นตาม​เขา​ไป​โดยอัตโนมัติ ​แต่แล้ว​อีกครู่​ต่อมา​เมื่อเธอเงยหน้าขึ้น​​พร้อม​กับ​ที่คู่เต้นของเธอก้มลงมองผู้หญิงในอ้อมแขน ตา​ที่สบกัน​โดยบังเอิญต่างเบิกกว้างด้วย​ความตกใจ ทิพย์สุรางค์ตกใจ​ที่เห็นคริสอยู่​ตรงนั้น​​แต่คริสมีอาการหนักกว่า ​เขามองเธออย่างตกตะลึงแล้ว​หยุดกึกอยู่​กลางฟลอร์ ​ทั้งๆ​ ​ที่ยังโอบเอวเธอ​เอาไว้ในท่าเต้นรำ หน้าซีดเผือดของ​เขาจ้องมองเธอนิ่งอยู่​ เหมือนไม่เชื่อสายตาตัวเอง แล้ว​ใน​ที่สุด​เขาก็รู้สึกตัว

" คุณหนู! คุณหนู! "

​เขาพร่ำเรียกเธออย่างลืมตัว ในระยะประชั้นชิดอย่างนั้น​เธอ​ได้กลิ่นเหล้าอ่อนๆ​​และกลิ่นบุหรี่จากลมหายใจของ​เขา
​เขาพร่ำเรียกเธออีกหลายครั้ง แขน​ที่โอบตัวเธออยู่​อย่างหลวมๆ​ ในตอนแรกกระชับแน่นเข้า ดึง​เอาร่างของเธอเข้า​ไปซบอยู่​​กับอก​เขา ศีรษะของ​เขาก้มลงแนบอยู่​​กับผมเธอ ทิพย์สุรางค์รู้สึกตกใจ​กับอาการของคริส ​แม้ว่าบริเวณนั้น​​จะมืดสลัว ​แต่เธอก็เกรงว่า​จะตก​เป็นเป้าสายตาของคนอื่น หญิงสาวพยายามผลัก​เขาออก​ไป​แต่ไม่สำเร็จ ​เมื่อไม่รู้ว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไป​เพื่อให้​เขาปล่อยเธอ ใน​ที่สุดทิพย์สุรางค์ก็กระแทกเท้าในรองเท้าส้นสูง ลง​ไปบนเท้า​เขาเต็มแรงจนตัว​เขาเซ​ไปหน่อย​หนึ่ง​ เธอรีบฉวยโอกาสนั้น​สะบัดหลุดจากคริสผละหนีลงจากฟลอร์ เดินแกมวิ่งในแสงไฟสลัวตรง​ไปหยิบกระเป๋าถือ​ที่วางทิ้งไว้​ที่โต๊ ะ ขอเสื้อโค้ตคืนจากพนักงาน​ที่ดูแลห้องเก็บเสื้อโค้ต แล้ว​รีบรุดออกจากห้องจัดงาน​ไปอย่างรวดเร็ว

ทิพย์สุรางค์รู้ว่าคริสวิ่งตามมาก็ตอน​ที่มาถึงหน้าลิฟต์ ​กำลังยื่นมือออก​ไป​เพื่อ​จะกดเรียกลิฟต์ มือของเธอถูกยึด​เอาไว้

"คุณหนูครับ​! อย่าเพิ่ง​ไป ขอเวลาให้ผมสักครู่​ได้ไหม? " เสียงของ​เขาอ่อนเศร้า​แต่เว้าวอน หน้าซีดเผือด
ทิพย์สุรางค์หันขวับ​ไปมอง​เขาด้วยดวงตา​ที่วาวโรจน์ กระชากมือของเธอจนหลุดออกจากมือ​เขา กระแทกเสียงถามว่า " ​จะบ้าหรือ ? มาจับมือถือแขนฉันทำไม !!! "
" โธ่ คุณหนู ! คุณหนูมาอยู่​​ที่นี่​ได้ยังไง ? คุณหนูอยู่​ในอเมริกาตั้งแต่​เมื่อไร ? ผมเ​ที่ยวตามหา...​"
​เขาพูดไม่ทันจบ ทิพย์สุรางค์ก็ตวาดค่อยๆ​ ว่า " หยุดพูดเสียที !! ฉันไม่อยากฟัง แล้ว​ก็กรุณาถอย​ไปให้ห่างฉันด้วย รู้ไหมว่าฉันเกลียดคุณ ขยะแขยงคุณแค่ไหน !!"

สีหน้าของคริสแดงก่ำแล้ว​ก็เปลี่ยน​เป็นซีดขาว แววตาของ​เขา​แม้​จะเศร้า​แต่ก็เต็ม​ไปด้วย​ความตื่นเต้นดีใจ " คุณหนูครับ​ ผมกลับ​ไปหาคุณหนู​ที่แม่ฮ่องสอนหลายครั้ง เข้า​ไป​ที่เวียงพุกามด้วย ​ไปหาคุณหมอประสพชัย​ไปถามหา​ที่อยู่​ของคุณหนู มีคนบอกว่าคุณหนู​ไปเรียนต่อ​ที่ต่างประเทศ ​แต่ไม่มี​ใครยอมบอกผมเลย​ว่า​ที่ไหน คุณหนูไม่​ได้​ไปสวิสเซอร์แลนด์หรอกหรือครับ​? หรือว่าคุณหนูมาเรียนต่อ​ที่นี่ ​แต่ทำไมผมถึงไม่เคยเจอคุณหนู​ที่นี่มาก่อนเลย​เล่าครับ​ ?"

ชายหนุ่มพูดยืดยาวอย่างร้อนใจ ​ใคร่ให้เธอรู้​ความจริงว่า​เขาไม่​ได้ผิดสัญญา ​ที่ให้ไว้​กับเธอในจดหมายฉบับ​นั้น​ ​แต่ทิพย์สุรางค์ไม่สนใจ​ที่​จะฟัง เธอคิดอย่างเดียวว่า​เขาพยายามแก้ตัว พอจำอดีต​ได้ก็กลับ​ไปหาผู้หญิงคนนั้น​แล้ว​เลย​ลืมเรื่อง​​ที่ทำให้เธอเสียหาย​ไปเสียเฉยๆ​ ไม่เคยคิด​จะกลับ​ไปดูดำดูดีผู้หญิง​ที่​เขาทำร้ายอีกเลย​ ว่า​จะ​เป็นตายร้ายดีประการใด

" ตอนนี้คุณหนูอยู่​​ที่ไหน ? ขอให้ผม​ได้พบคุณหนูสักครั้ง​ได้ไหม ผมมีเรื่อง​​จะพูดด้วย "
" คุณมันเลว เลว​ที่สุด อย่ามาตีสองหน้า ฉันไม่​ต้องการพบคุณอีกแล้ว​ ฉันคิดผิด​ที่มา​ที่นี่ " ทิพย์สุรางค์ตอบโต้อย่างโกรธจัด แล้ว​ตวาดไม่ดังนักว่า " ถอย​ไป!! ฉัน​จะกลับแล้ว​ ​และกรุณาจำ​เอาไว้ด้วยว่า ชาตินี้อย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก​เป็นอันขาด ! "

คริสไม่ใส่ใจ​กับเสียงตวาดอย่างเคียดขึ้งของหญิงสาว ยังเอื้อมมือมาพยายาม​ที่​จะรั้งตัวเธอ​เอาไว้ แล้ว​​ระหว่าง​ที่​กำลังยื้อยุดกันอยู่​นั้น​เอง ลิฟต์ตัว​ที่อยู่​ตรงหน้าคน​ทั้งสอง​ที่ลงมาจากชั้น​ที่เหนือขึ้น​​ไปก ็เปิดออก ผู้หญิงวัยกลางคนในชุดราตรียาวหรูหราสีฟ้าคราม ประดับเพชรวูบวาบ​ทั้ง​ที่ลำคอ หู ​และนิ้วมือก้าวออกมา​พอดี อาราม​ที่​จะหนีให้พ้นจากคริส ทำให้ทิพย์สุรางค์ไม่มองหน้า​ใคร​ทั้งนั้น​ ทันที​ที่ผู้หญิงคนนั้น​ก้าวพ้นออกมาเธอก็สวนเข้า​ไป กดลิฟต์ให้ปิดแล้ว​กดให้ลง​ไปชั้นล่างสุด เธอวิตกกลัวว่าคริส​จะตามลงมา

​เมื่อลงมาถึงล้อบบี้เธอขอให้พนักงานโรงแรม​ที่มีหน้า​ที่เรียกรถ เรียกแท็กซี่ให้แล้ว​สั่งให้​ไปส่ง​ที่อพาร์ตเมนท์ ​ระหว่างนั่ง​ไปในรถทิพย์สุรางค์โทรศัพท์​ไปหาเจนนิเฟอร์ ฝากข้อ​ความไว้ว่าเธอขอตัวกลับก่อน​เพราะมีบางอย่างเกิดขึ้น​​ซึ่ง​จะเล่าให้ฟังทีหลัง ไม่ลืมกำชับ​เพื่อนสาวไม่ให้บอกคริสเรื่อง​ต่างๆ​​ที่เกี่ยว​กับเธอ ​ถ้า​เขาถาม

​ถ้าผู้หญิง​ที่ก้าวออกมาจากลิฟต์ไม่ใช่คุณลักษณามารดาของลลิตา ชายหนุ่มคงวิ่งตามทิพย์สุรางค์​ไปแล้ว​ คุณลักษณามองหน้าคริสอย่างเคลือบแคลงใจ เธอออกจากห้องจัดงาน​เมื่อสักครู่​ที่ผ่านมา​เพื่อขึ้น​​ไปหยิบผ้าพันคอในห้องชุดบนชั้นสิบสอง ​ที่ครอบครัวเลย​์ตันจัดให้​เป็น​ที่พักของเธอ​และสามี ​ระหว่างมาร่วมงานประกาศหมั้นอย่าง​เป็นทางการของลูกสาวเธอ​กับคริส ​ได้ผ้าพันคอแล้ว​ก็กลับลงมา​ที่ชั้นเก้า​ซึ่ง​เป็นสถาน​ที่จัดงาน ภาพ​ที่เธอเห็นตอน​ที่ประตูลิฟต์เปิดออก​คือว่า​ที่ลูกเขยของเธอ ​กำลังจับมือถือแขนผู้หญิงในชุดราตรียาวคนหนึ่ง​ ในขณะ​ที่ผู้หญิงคนนั้น​ก็พยายามผลักไส​เขาแล้ว​วิ่งหนีเข้า​ไปในลิฟต์ คุณลักษณาจ้องมองผู้หญิงคนนั้น​เขม็ง​แต่ก็ไม่รู้ว่า​เป็น​ใคร เหตุการณ์ฉุกละหุกนั้น​จบลงอย่างรวดเร็ว ​เพราะทันที​ที่เห็นเธอคริสก็หยุดชะงัก ปล่อยให้ผู้หญิงคนนั้น​ลงลิฟต์​ไป​แต่​โดยดี

" คุณน้าครับ​" ชายหนุ่มเรียกขึ้น​มาก่อน​พร้อม​กับมองหน้าเธอ " ผมอธิบาย​ได้ "
คุณลักษณายกมือขึ้น​ห้าม " ​เอาเถอะ ยังไม่​ต้องพูดอะไร​ วันนี้​เป็นวันดีของเธอ​กับลิตา น้ายังไม่อยากฟังอะไร​​ที่​จะทำให้ไม่สบายใจ ​เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง "
" คุณน้าครับ​ " ​เขาเรียกเธออีก
​แต่คุณลักษณาเพียง​แต่ตบไหล่​เขาเบาๆ​ " เข้า​ไปในงานกันเถอะ ป่านนี้ยายลิตาคงมองหาเธอแย่แล้ว​ "

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3275 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน เมื่อเราพบกันในวันนี้ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๔๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17601 ], [85.1.245.60]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.ย. ๒๕๕๓, ๒๑.๒๕ น.

ไชโย อยากให้เวลาจบแค่ตรงนี้จังเลย​​...​​..

" แล้ว​​​ก็​​​เป็นตอนนั้น​​​เอง​​​ที่ทิพย์สุรางค์คิดว่าถึงเวลาแล้ว​​​ ​​​ที่เธอ​​​จะ​​​ต้องตัด​​​เขาคนนั้น​​​ออก​​​ไปจาก​​​ความคิดคำนึงของเธอเสียที ​​​เขา​​​กำลัง​​​จะมีชีวิตใหม่​​​กับผู้หญิง​​​ที่​​​เขารัก ​​​เขาหมั้นกันอย่าง​​​เป็นทางการแล้ว​​​​​​และคง​​​จะ​​​แต่งงานกันในไม่ช้า ​​​เขามีทาง​​​ที่​​​ต้องเดินต่อ​​​ไป​​​กับผู้หญิงคนนั้น​​​​​​ที่​​​เขาเลือกแล้ว​​​ ​​​ส่วนเธอก็​​​ต้องเดินต่อ​​​ไปตามวิถีทางของเธอเอง ดังนั้น​​​...​​​ตอนนี้คงไม่มีอะไร​​​ดี​​​ไปกว่าอโหสิกรรมให้​​​เขาเสีย เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว​​​ ! "

เรื่อง​​มัน​​จะ​​ได้ไม่ยุ่ง​​ไปมากกว่านี้

คุณหนูนะคุณหนู ...​​. ไม่น่ารับคำท้าจากเจนนิเฟอร์​​และ​​ไปงานเลี้ยงเล้ย ...​​...​​

ค่ำคืนนี้ คน​​ที่​​จะนอนหลับตาไม่ลงคง​​จะมีหลายคน...​​..

คุณอิติฯ​​จะวิเคราะห์ว่ายังไงเอ่ย?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-17611 ], [125.24.1.93]
เมื่อวันที่ : ๒๖ ก.ย. ๒๕๕๓, ๐๘.๓๐ น.

นี่ล่ะผู้หญิง..บท​​จะงอน..ก็ง๊อน.น.น.น.งอน
ขี้โมโหร้ายก็เท่านั้น​​..เจ้าคิดเจ้าแค้น​​เป็น​​ที่หนึ่ง​​

ตื้อเท่านั้น​​เลย​​บักคริส
พยศแบบนี้มัน​​ต้องปราบให้อยู่​​มือ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น