นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #20
พลอยพนม
...นักเลงเหมืองป่าในป่าดง​เขายาขณะนั้น​มีผู้ "ไถ้แร่" หรือล้างแร่มือฉมังอยู่​ไม่กี่คน ​ที่ผมรู้จักก็มีตาเต้ ​ซึ่ง​เป็นชาวมอญสูงอายุคนหนึ่ง​ แล้ว​ก็ ตาศิลา ​ที่ร่วมอยู่​ในคณะของน้าด้วนอีกคนหนึ่ง​...

ตอน : ทรัพย์ในดิน

คณะเหมืองป่าของน้าด้วน ​ซึ่งมีชายสูงอายุร่วมอยู่​ด้วยสองคน ​คือ ตายกโฮ่ ​และตาศิลา ​ได้เข้าป่ามาขุดแร่ในป่าดง​เขายารอบนี้ก่อนคณะของผมอันประกอบด้วย ไอ้ชน ไอ้พริ้ง พี่สงัด ​และผม รวมถึงตาปัญญา​ที่แยก​ไปขุดหาของแกอย่างอิสระ​ได้สิบกว่าวัน บัดนี้เสบียงอาหาร หรือ​ที่ภาษาชาวเหมืองเรียกว่า "โสหุ้ย"​ที่แบกขนกันมาจากบ้าน​กำลังร่อยหรอจวนหมด ในขณะ​ที่เม็ดแร่​ซึ่งขุดหามา​ได้ก็มากพอคุ้มเหนื่อยคุ้มกิน หาก​แต่เม็ดแร่เหล่านั้น​ยังไม่บริสุทธิ์พอ​ที่​จะนำ​ไปขาย​ได้ ​เพราะมีเม็ดกรวดเม็ดทราย​ที่​เป็นผงละเอียดรวม​ทั้งเม็ดแร่​ที่เสื่อมสภาพ เรียกว่า "ขี้แร่" ปะปนอยู่​ ​ถ้าหากนำ​ไปขายในสภาพนั้น​ก็​จะไม่​ได้ราคา ทางร้าน​ที่เปิดรับซื้อ​จะหักเปอร์เซ็นต์สูง ​และบางร้านก็ไม่รับซื้อแร่​ที่ไม่ผ่านการล้างหรือ "ไถ้" เสียก่อน

อุปกรณ์สำคัญในการไถ้แร่ ก็​คือ "ไถ้" ​เป็นโลหะทองเหลืองรูปร่างกลม ๆ​ คล้ายหม้อปากแบน ตรงก้นของมันเจาะรูพรุนคล้ายตะแกรงร่อนแป้งทำขนม เพียง​แต่ก้นตะแกรงสำหรับร่อนแป้งนั้น​​เป็นตาข่าย​ที่ทำด้วยเส้นลวดเส้นเล็ก ๆ​ ขนาดเส้นผม ถักสาน​เป็นตารางถี่หยิบ​เพื่อ​ต้องการให้ผงแป้งข้าวเหนียวข้าวจ้าว​ที่ผ่านลง​ไปนั้น​​เป็นผงละเอียดราวผงฝุ่น ​ทว่าก้นไถ้ไม่​ได้​เป็นตะแกรงลวดอย่างนั้น​ หาก​แต่​เป็นแผ่นทองเหลือง​ที่เจาะรูพรุนทั่ว​ทั้งก้นเหมือนบัวรดน้ำ ​และ​เป็นรูเล็ก ๆ​ แค่เส้นผมลอด​ได้ มีคุณสมบัติในการ​ใช้งานตรงกันข้าม​กับตะแกรงร่อนแป้ง ​เพราะรูพรุน ๆ​ เหล่านั้น​มีไว้​เพื่อให้น้ำในอ่างหรือในลำธาร​ซึ่ง​ใช้​เป็น​ที่ไถ้แร่ไหลรั่วดันขึ้น​​ไปกระทุ้งขี้แร่หรือกรวดทรายละเอียด ​ที่มีน้ำหนักเบากว่าแร่บริสุทธิ์ให้ขยับตัวแทรกขึ้น​​ไปจับกลุ่มกันอยู่​ด้านบนสำหรับผู้ไถ้แร่​เอานิ้วปาดทิ้งทีหลัง

นักเลงเหมืองป่าในป่าดง​เขายาขณะนั้น​มีผู้ "ไถ้แร่" หรือล้างแร่มือฉมังอยู่​ไม่กี่คน ​ที่ผมรู้จักก็มีตาเต้ ​ซึ่ง​เป็นชาวมอญสูงอายุคนหนึ่ง​ แล้ว​ก็ ตาศิลา ​ที่ร่วมอยู่​ในคณะของน้าด้วนอีกคนหนึ่ง​

ผมพยามค้นหาคำจำกัด​ความของคำ ๆ​ นี้จากพจนานุกรม​แต่ไม่เจอ จึงคิดว่าน่า​จะ​เป็นศัพท์เฉพาะของชาวเหมืองมา​แต่โบราณ ​ซึ่งประกอบ​ไปด้วยบุคคลต่างด้าวอย่างน้อยก็สองสามเชื้อชาติ ​คือ จีน ​กับฝรั่ง สองเชื้อชาติแรก​ที่นิยมเข้ามาขอประทานบัตรทำเหมืองดีบุกทางดินแดนภาคใต้ของประเทศไทย ​ส่วนเชื้อชาติ​ที่สามก็​ได้แก่ พม่า/มอญ​ที่เดินทางเข้ามา​เป็นลูกจ้างลูกหาบในเหมืองกันในสมัยนั้น​ ศัพท์เฉพาะของชาวเหมือง​ที่ผสมปนเปกันจึงมีมาก อย่างเช่นคำว่า "ผ่ากัง" ​ซึ่งหมายถึง การลงแรงบุกเบิกหน้าเหมืองในระยะแรก ๆ​ ​ที่ยังไม่มีผลตอบแทน ​เพราะยังเจาะลึกไม่ถึงชั้นแร่ ก็ไม่ทราบว่าแรกเริ่มเดิมทีชาติภาษาไหน​เป็นคนบัญญัติขึ้น​ ​แต่​ความหมายนั้น​​เป็น​ที่รู้กันอย่างแจ่มชัด ​คือ เริ่มตั้งแต่แผ้วถางป่าตรงบริเวณ​ที่​จะตั้งขุมเหมือง​และบริเวณใกล้เคียง รวม​ทั้งการเปิดหน้าดิน ​ซึ่ง​เป็นงานกินเปล่า ​และ​ต่อมาคำ ๆ​ นี้ก็นำ​ไป​ใช้​กับงานลงทุนลงแรงอย่างอื่นในลักษณะกินเปล่ากันจนเกร่อ

​แม้​แต่พวกเด็กหนุ่ม​ที่ริ​ไปจีบสาว ระยะแรก​เขาก็ว่า "ผ่ากัง" ​เพราะไม่รู้ผู้หญิง​จะเล่นด้วยหรือไม่ ​แต่ถึงอย่างไร่ก็​ต้องลงทุนลงแรงกัน​ไปก่อน ​ต้องเฝ้าอาสารับ​ใช้สารพัด ซื้อของ​ไปฝากบ้าง ซื้อตั๋วชวน​ไปดูหนังบ้าง ผู้หญิงอยาก​ได้อะไร​ก็ประเคนให้ ​เพราะ​ต้องการ​เอาใจ ​ถ้าผ่ากังสำเร็จเหมือนขุดแร่ถูก​ที่ ​ได้แร่สมตั้งใจ ​เขาก็ว่า "จ๋วน" ​ถ้าไม่สำเร็จก็ว่า "เหมง" พวก​ที่ลงทุนผ่ากังหน้าเหมือง​เพื่อหวัง​ได้เม็ดแร่​ที่อยู่​ลึกลง​ไปในชั้นกระสะ​ซึ่งมองลง​ไปด้วยตาเปล่าไม่เห็นนั้น​ บางครั้งก็​ต้องเสียวหัวใจอยู่​เหมือนกัน ​เพราะไม่รู้อนาคต​จะจ๋วนหรือเหมง บางครั้งลงทุนผ่ากังกัน​เป็นเดือน ๆ​ หมดข้าวสาร​ไป​เป็นกระสอบ​แต่ไม่​ได้แร่ติดมือมาสักเม็ดก็มี

​ถ้า "จ๋วน" ก็ถือว่ากำไร ​แต่​ถ้า "เหมง" ก็ขาดทุน เหมือนจีบผู้หญิง ควักกระเป๋าหมด​ไปหลายเบี้ย​แต่ผลสุดท้ายโดนคนอื่นคว้า​ไปกินหน้าตาเฉย แบบนี้ก็ขาดทุน ​เพราะฉะนั้น​​ทั้งการ "ผ่ากัง" เรื่อง​ผู้หญิงหรือเหมืองแร่ล้วน​ต้องอาศัย​ความรอบคอบ ​และ​ที่สำคัญก็​ต้องอาศัยการศึกษาเรียนรู้จากคนรุ่นก่อนให้มาก ​เพราะ​เขาเหล่านั้น​​ส่วนมากล้วนมากประสบการณ์กัน​ทั้งสิ้น พวกนักเลงผู้หญิงก็​จะชำนิชำนาญในเรื่อง​ผู้หญิงชนิดมองตาก็รู้ใจ โอกาส​ที่​จะโดนหลอกต้มกินฟรีจึงมีน้อย มี​แต่ฝ่ายผู้หญิง​จะเสียตัวให้​เขาฟรี ๆ​ เท่านั้น​ เช่นเดียว​กับนักเลงเหมืองแร่ พวก​เขาล้วนรู้จักสังเกตลักษณะภูมิประเทศ กวาดสายมองเห็นหุบเหวโตรกเนินก็มั่นใจ​ได้ทันทีว่า ลักษณะโตรกเนินหักคอดหรือเอนลาดแบบไหน​ที่มัก​จะมีสายแร่ตัดผ่านหรือกักขังอยู่​​เป็นแอ่งเล็ก-ใหญ่ รู้จักสังเกต กรวด หิน ดิน ทราย ชนิดไหน​ที่กระสะเบื้องล่าง​จะมีแร่ ชนิดไหน​ที่มัก​จะ​เป็นกระสะตายแล้ว​ เผื่อเวลาผ่ากัง​จะ​ได้ไม่เสียเวลา​และเสีย "โสหุ้ย" ​ไปฟรี ๆ​ เหมือนพวกไก่อ่อน​ไปเสียรู้โดนผู้หญิงหลอก​เอา


ตาศิลา​เป็นนักเลงเหมืองแร่รุ่นลายคราม เวลานั้น​ดูเหมือนแก​จะมีอายุปาเข้า​ไปตั้งเจ็ดสิบสี่เจ็ดสิบห้าแล้ว​ ​แต่แกก็ยังแข็งแรง ขนาดเดินป่าขึ้น​​เขาลงเนินก็คล่องแคล่วว่องไวจนผม​ซึ่งจัด​เป็นวัยรุ่นปราดเปรียวแทบ​จะสู้ไม่​ได้ แก​เป็นชายร่างเล็ก ๆ​ ผอม ๆ​ นิยมสวมเสื้อกุยเฮง​และกางเกงขาก๊วยขาสาม​ส่วนสีดำอัน​เป็นชุดกุลีเหมืองสมัยก่อนอยู่​ประจำ คล้าย​กับ​ทั้งชีวิตของแกไม่เคยเหินห่างจากเหมืองแร่ดีบุกก็ว่า​ได้

งานไถ้แร่​เป็นงานสำคัญ​เพราะ​เป็นงานคัดกรอง​ความบริสุทธิ์ของเนื้อแร่​ที่ขุดหามา​ได้ ยิ่ง​ได้เม็ดแร่​ที่บริสุทธิ์ปราศจากสิ่งปนเปื้อนมากเท่าไหร่ เปอร์เซ็นต์ราคา​ที่ทางร้านรับซื้อก็​จะยิ่งสูงขึ้น​เท่านั้น​ รวม​ทั้งชื่อเสียง​และ​ความไว้วางใจจากแหล่งรับซื้อ​ที่ในตัวเมืองก็​จะพลอยติดตัว​ไปตลอดด้วย ขึ้น​ชื่อว่าแร​ที่ผ่านการไถ้มาจากคนนั้น​คนนี้อัน​เป็น​ที่รู้จักกันดีแล้ว​ ทางร้าน​ที่​เขาเปิดรับซื้อแทบ​จะไม่​ต้อง​ใช้เครื่องตรวจจับเม็ดแร่มาตรวจสอบเสียด้วยซ้ำ

ตาศิลามี​ความชำนิชำนาญในการไถ้แร่ระดับปรมาจารย์ ขึ้น​ชื่อว่าแร่​ที่ผ่านการไถ้มาจากตาศิลาก็​เป็นอันว่ามั่นใจ​ได้สำหรับ​ความบริสุทธิ์ของแร่ในถุง​ที่นำมาขาย ​เนื่องจากแกมี​ความละเอียดรอบคอบ ไม่ทำงานสุก​เอาเผากิน ว่ากันว่า​ใคร​ที่นั่งดูตาศิลาไถ้แร่​ได้เกินชั่วบุหรี่หมดมวนแล้ว​ไม่เปิดปากหาวง่วงนอนก็นับว่าบุคคลคนนั้น​มี​ความอดทน​เป็นยอด ​เพราะการไถ้แร่ของแกนั้น​​เป็น​ไปอย่างเชื่องช้าเนิบนาบสะกดผู้​ที่นั่งดูให้พลอยเคลิบเคลิ้มขวนหลับไหล​ไป​โดยไม่รู้ตัว

​ที่ผ่านมา ตาศิลา​ได้ถ่ายทอดวิชาไถ้แร่ให้​กับพวกชาวเหมืองรุ่นลูกรุ่นหลาน​ไปหลายคน ​แต่ในบรรดาลูกศิษย์เหล่านั้น​​จะหามือฉมังมี​ความละเอียดสุขุมเทียบเท่า​กับแก​ได้ยากยิ่ง ​ที่พอ​จะเชิดหน้าชูตาครูบาอาจารย์กระทั่ง​เป็น​ที่พอใจของแกอยู่​สักคน ก็เห็น​จะมี​แต่ตาปัญญานั่นเอง

"ไอ้ปัญญา วันนี้ห้ามเมานะเว้ย"

ตาศิลาเตือนลูกศิษย์ขณะถ่อสังขารมาไหว้วานให้​ไปช่วยไถ้แร่แทนแก ​ซึ่งเกิดการปวดข้อปวดหลังนั่งก้มหน้านาน ๆ​ ไม่​ได้มาสองสามวัน

ตาปัญญาพยักหน้า​พร้อม​กับหัวเราะแหะ ๆ​ แทนคำตอบ ​เพราะ​ถ้าตอบออก​ไปก็หมายถึงว่าบัดนี้แก​ได้ล่อน้ำกระแช่เข้า​ไปแล้ว​ไม่ต่ำกว่าสามจอก เลือดลมในกายก็คงซู่ซ่าขึ้น​บ้างแล้ว​ ก็​เพราะมัน​เป็นกิจวัตรประจำวันของแก ตื่นขึ้น​มาเช้า​มืดแกก็คว้ามีดปาดตาลหายเข้าป่า ขากลับก็คอนกระบอกน้ำตาลสดมาเทใส่ไหหมักไว้ ​ส่วนน้ำตาลสดในไหใบเก่า​ที่หมักไว้​เมื่อวานก็ครบขวบ​พอดี มันฟู่ฟ่องล้นปากไหขึ้น​มา​เป็นสีขาวเหมือนฟองเบียร์ อีก​ทั้งส่งกลิ่นหอมยวนใจจนจำ​ต้องล่อเข้า​ไปสักหน่อย​พอ​เป็นกระสาย รอไว้มื้อเย็นถึง​จะเติมหนัก บางครั้ง​ได้เวลาแดดร่มลมตกในยามเย็นแกก็ถ่ายใส่กระบอกตาลหิ้ว​ไปทับโน้นทับนี้หาพรรคพวกนั่งคุย​ไปตามเรื่อง​ตามราวของแก

เช้า​วันนั้น​ ​ได้เวลาลุยงาน ผม​กับพรรคพวกในทีมงานสามสี่คนก็เดินทอดน่องตามหลังกัน​ไปหน้าเหมือง ในขณะ​ที่ตาปัญญาก็สะพายย่ามเครื่องมือตรง​ไปยังทับเหมืองของตาศิลา วันนี้​แม้แก​จะไม่​ได้ขุดแร่ ​แต่อย่างน้อยค่าไถ้แร่ร้อยครึ่งร้อย​ที่​เขาชดเชยให้แกก็พอคุ้ม

ตาม​ที่​ได้เรียนให้ทราบมา​แต่ต้นว่า ผมนั้น​เพิ่งเคยเข้าป่าขุดแร่​เป็นครั้งแรก ด้วย​ความอยากรู้อยากเห็นกรรมวิธีการไถ้แร่ว่า​เขาทำกันยังไง พอสายหน่อย​ผมก็บอกพรรคพวก ขอตัวแวบ​ไป​ที่ลำธารหน้าทับตาศิลา​ซึ่งตาปัญญา​กำลังไถ้แร่อยู่​​ที่นั่น มัน​เป็นลำธารสายเดียวกัน​กับ​ที่พวกผม​กำลังขุดแร่กันอยู่​ เพียง​แต่มันอยู่​เหนือขึ้น​​ไปสามสี่คุ้งน้ำ ​และยังมีหน้าเหมืองอื่น ๆ​ อีกหลายเจ้า​ที่ลงมือขุดแร่ทำเหมืองกัน​แต่เช้า​ ​ถ้า​จะสังเกตสายน้ำในลำธารก็​จะเห็น​ได้ว่า พอสายขึ้น​หน่อย​สายน้ำในลำธาร​ที่ใสสะอาดจนเห็นก้อนหินกรวดทรายเบื้องล่างก็​จะเปลี่ยนสี ​เพราะชาวเหมือง​ที่อยู่​ทางเหนือเริ่มลงมือขุดแร่กัน ดินหินท้องธาร​ที่เกิดจากการขุดหาเม็ดแร่​พร้อมกันหลาย ๆ​ เจ้า ก็เปลี่ยนสีลำน้ำให้กลาย​เป็นสีขี้โคลน ​เพราะกระสะแร่ใต้ท้องน้ำ​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นดินโคลน เว้น​แต่วันพักผ่อน​ที่ถือ​เอาวัน​พระขึ้น​-แรมแปดค่ำสิบห้าค่ำ​เป็นวันหยุด น้ำในลำธารก็​จะใสแจ๋วตลอด​ทั้งวัน ป่าก็เงียบสงบจน​ได้ยินเสียงสรรพสัตว์ปีบร้อง​และหมู่นกกาขับขานเสียงเพลงแห่งพฤกษ์ไพรอย่างชัดแจ้ว ​เพราะไม่มี​ใครกล้ำกรายเข้า​ไปรบกวน ​และว่ากันว่าป่าดง​เขายาแห่งนี้พอถึงวันดังกล่าว​แม้​แต่สัตว์น้อยใหญ่ภายในป่าก็ไม่เบียดเบียนทำอันตราย​ซึ่งกัน​และกัน

จากหน้าเหมืองของผม​ไปยังทับตาศิลาเดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึง ทับของแก​เป็นกระท่อมไม้ไผ่หลังเล็ก ๆ​ เหมือนกระท่อมทับของชาวเหมืองทั่ว​ไป หลังคามุงใบระกำเย็บ​เป็นตับเหมือนตับจาก ฝาสี่ด้านกั้นไม้ไผ่ขัดแตะอย่างมิดชิด ​เมื่อผม​ไปถึงก็เห็นน้าด้วน​กำลังก่อไฟ​ที่เตาก้อนเส้าตรงหน้าทับ เตรียม​จะคั่วแร่​ที่ตาปัญญา​กำลังไถ้อยู่​ ​เพราะแร่​ที่ไถ้มา​ได้นั้น​ยังเปียก ​ต้องนำมาเทใส่กระทะคั่ว(​ความจริงตั้งบนเตาไฟเฉย ๆ​)​ให้เหือดแห้งเสียก่อน

การคั่วแร่ในกระทะ​จะอาศัยการสังเกตไอน้ำ​ที่ลอยกรุ่นขึ้น​มาอย่างไม่ขาดสาย กระทั่งน้ำ​ที่ติดมา​กับเม็ดแร่โดน​ความร้อนขับไล่จนระเหย​ไปหมดแล้ว​ ไอน้ำก็​จะหาย​ไป ​เมื่อ​เอาทัพพีจ้วงตักลง​ไปในกระทะก็ปรากฏว่าเม็ดแร่นั้น​ร่วง​เป็นผงไม่จับ​เป็นก้อนติดกันเหมือนตอนแรก จากนั้น​​เขาก็​จะถ่ายลงในพาชนะอื่น อาจ​เป็นถังน้ำแห้ง ๆ​ หรือไม่ก็กะละมังใบเก่า ๆ​ บ้าง บางทีก็​ใช้ผ้าขาวม้าแผ่ปูลงบนแคร่แล้ว​ยกกระทะลงจากเตาไฟเทผงแร่ร้อน ๆ​ นั้น​ใส่ลง​ไป รอกระทั่งเย็นแล้ว​จึงตักตวงด้วยกระป๋องนมข้น ใส่ลงในถุงผ้าด้ายดิบ​ซึ่งมีขนาดไล่เลี่ย​กับปลายขากางเกงขายาวตั้งแต่​ส่วน​ที่อยู่​ระดับกลางหน้าแข้งลง​ไป กะให้​ได้ขนาดน้ำหนักพอ​ที่​จะใส่บ่าแบกออกจากป่า​ได้ไหว ก็รวบปากถุงมัดจนแน่น

​ที่ผมเปรียบเทียบลักษณะ​และขนาดของถุงแร่อย่างนี้ ก็​เพราะเคยเห็นพวก​เขาบางคน​ใช้ปลายขากางเกงยีนส์ใหม่ ๆ​ ตัดเย็บ​เป็นถุงแร่ก็มี ​ส่วน​ที่​ต้องตวงด้วยกระป๋องนมนั้น​ก็ขอเรียนว่า​เพื่อ​ต้องการคำนวณน้ำหนักอย่างคร่าว ๆ​ เสียก่อน ก่อน​ที่​จะแบกมันออก​ไปขาย...​

แร่บริสุทธิ์​ที่ผ่านการคั่วจนแห้งดีแล้ว​ ปริมาณ 1 กระป๋องนม ​จะมีน้ำหนักเก้าขีด หรือเก้าร้อยกรัมบวกขึ้น​หรือลงไม่เกินสองขีด อันนี้ขึ้น​อยู่​​กับชนิดของเม็ดแร่ใน​แต่ละแหล่ง​ซึ่งมีการตกผลึกอัดแน่นไม่เท่ากัน (​กำลังคิดหาคำตอบให้แจ่มชัดกว่านี้)

"​ได้แร่เยอะไหม?" ผมถามน้าด้วน​เมื่อเดินเข้า​ไปใกล้ ​แต่ก่อน​ที่น้าด้วน​จะตอบว่าอย่างไร ตายกโฮ่ ​ซึ่ง​กำลังช่วยน้าด้วนผ่าฟืนอยู่​อีกด้านหนึ่ง​ของเตาไฟกลับสอนผมว่า ​เขาห้ามถามแบบนั้น​

"มันตอบยาก" ตายกโฮ่ หรือ​ที่ผมเรียกแกสั้น ๆ​ ว่า ตาโฮ่ ยิ้มให้ผมก่อนอธิบายต่อ​ไปว่า "​เป็น​ความเชื่อมาตั้งแต่โบราณว่าอยู่​ป่า​ต้องระวังปาก ​จะพูดอะไร​พล่อย ๆ​ เหมือนอยู่​​ที่บ้านไม่​ได้ เหมือนอย่าง​ที่เราขุดแร่​ได้มามาก ๆ​ ​จะคุยโม้โอ้อวดให้​ใครฟังไม่​ได้ โบราณ​เขาถือ"

"​ถ้า​ได้น้อยเล่าครับ​ ​จะบอกผู้อื่น​ได้ไหม?" ผมสงสัย

"บอก​ได้ ​แต่ห้ามบอกออก​ไปแบบกระแทกแดกดันหรือสมน้ำหน้าตนเอง หรือแช่งตนเอง ​เพราะ​ถ้าแช่งตนเองเสียแล้ว​ คราวต่อ​ไปก็​จะ​ได้น้อยอยู่​อย่างนั้น​" พูดแล้ว​แกก็หัวเราะ หึ หึ ทำให้ผมพลอยหัวเราะ​ไปด้วย ​เพราะฟังดูก็คล้าย​กับว่าคนโบราณช่างไม่มีเหตุผล​เอาเสียเลย​ ​ได้มาก​ได้น้อยก็บอกกล่าวคนอื่นไม่​ได้​ทั้งสิ้น

ไอ้​ที่​ได้มามาก ๆ​ แล้ว​ห้ามคุยโม้นั้น​​ถ้า​จะให้คิดหาสาเหตุก็คง​จะหาไม่ยาก ​เพราะกลัว​จะเล็ดลอด​ไปถึงหูพวกโจรนั่นแหละ​

​แต่ไอ้​ที่​ได้มาน้อยนิดนั้น​เล่า ทำไมถึงบอกคนอื่นไม่​ได้ ?


ผมผละจากน้าด้วน​และตาโฮ่ เดินตรง​ไป​ที่ริมลำธาร ​ซึ่งตาปัญญา​กำลังไถ้แร่อยู่​​ที่นั่น ตาศิลานั่งดูดยาใบจากบนขอนไม้​ที่ล้มพาดโขดหินริมตลิ่งทอดสายมองลูกศิษย์มือหนึ่ง​​ที่​กำลังจับขอบไถ้โคลงเคลงไถ้แร่อยู่​ริมน้ำเบื้องหน้าแกด้วยสีหน้า​ที่แสดง​ความพึงพอใจ ผมมองเห็นตาปัญญาทางด้านหลัง แกนั่งอยู่​บนโขดหินขนาดครกตำข้าว ​กำลังก้มหน้าก้มตาคัดกรองเม็ดแร่ด้วยไถ้ทองเหลืองของแกด้วยการแกว่ง​ไปมาอยู่​ในน้ำเช่นเดียว​กับการร่อนแร่ด้วย​ความแคล่วคล่องว่องไว ด้านขวามือของตาปัญญามีถังแร่ใบเก่า ๆ​ ​ที่บรรจุผงแร่ดิบจนเกือบเต็มวางอยู่​ใบหนึ่ง​ อีกใบหนึ่ง​วางอยู่​ด้านซ้ายมือ ​เป็นถังแร่สำหรับใส่แร่บริสุทธิ์​ที่​ได้ผ่านการไถ้เสร็จแล้ว​นำ​ไปคั่ว ​ซึ่งตาโฮ่​กับน้าด้วน​กำลังเตรียมก่อฟืนไฟรอกันอยู่​ควันโขมง

ผมจับตามอง​ไป​ที่ถังแร่​ที่ยังไม่​ได้ไถ้แล้ว​แสร้งพูดเสียงดังว่า "เ​ที่ยวนี้​ได้แร่มากจังเลย​นะ-ตาศิลา"

"เอ็งอย่าปากโป้ง"

ตาปัญญาหันมาดุ ตาศิลาเผยอยิ้ม​ที่มุมปาก ไม่พูดอะไร​

"อ้าว!" ผมตีหน้าตาย "ทำไมถึงพูดไม่​ได้ ​ได้มาก-​ได้น้อยก็พูดไม่​ได้​ทั้งนั้น​ แล้ว​อย่างนี้​จะสื่อสารกัน​ได้ยังไง?"

ตาปัญญาจมไถ้แร่ลงบนผืนผ้ายางสีขาวผืนเล็ก ๆ​ ​ที่ปูลาดอยู่​ใต้ท้องน้ำ​ที่ลึกแค่กลางหน้าแข้ง ​โดยมีก้อนหินขนาดกำปั้นวางทับมุมผ้ายางผืนนั้น​อยู่​สี่ด้าน จากนั้น​ก็ล้วงใบกระท่อมในกระเป๋าหน้าอกออกมาสองสามใบ รูดก้านทิ้งแล้ว​ป้อนเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ​

"คนโบราณ​เขาไม่โง่หรอก ทุกอย่าง​ที่​เขาห้ามก็​เพื่อเตือนสติ​ทั้งนั้น​" นักเลงเหมืองแร่พูดพลางเคี้ยวใบกระท่อมสีเขียว ๆ​ ​ที่ยัดแน่นอยู่​ในปาก​ไปพลาง "เตือนว่ายังไง? ก็เตือนว่า ​ได้มากก็อย่าดีใจจนเกินเหตุ ​ได้น้อยก็อย่าท้อแท้- -​ได้ทรัพย์สมบัติอะไร​มามาก ๆ​ ก็อย่าคุยโม้โอ้อวด ​เมื่อ​ได้มาน้อยก็อย่าเ​ที่ยวพร่ำบ่นให้ผู้อื่น​เขารำคาญ- -ทีนี้เข้าใจหรือยัง"

นักเลงเหมืองรุ่นกระเตาะอย่างผมฟังแล้ว​​ได้​แต่ยิ้ม ​เพราะรู้อยู่​แล้ว​ว่ามหาเปรียญอย่างตาปัญญา​ถ้า​จะ​เอาเรื่อง​ลี้ลับมาเทศนาให้ผมเชื่อก็ผิด​ไปล่ะ

---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​--

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3272 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ทรัพย์ในดิน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๑๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17582 ], [125.25.183.249]
เมื่อวันที่ : ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๐.๑๔ น.

ผมไม่รู้เหมือนกันครับ​​พี่..ว่าผม "จ๋วน" หรือ "เหมง" กันแน่

​​เพราะผม "ผ่ากัง" ครั้งแรก​​และ​​เป็นครั้งเดียวในชีวิต
​​แต่ก็มีคละเคล้าสุขทุกข์ปนเปกัน​​ไปตามอัตภาพครับ​​ผม

ขอบคุณอีกครั้ง ​​กับ​​ความรู้ใหม่ๆ​​่
ขอให้มี​​ความสุข​​กับเหมืองป่า..​​และขอลงชื่อ​​เป็นคนแรกเลย​​
ว่า​​จะติดตามงานชิ้นนี้..จนถึง​​ที่สุด

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17586 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๖.๐๔ น.

​​ได้​​ความรู้มากเลย​​ค่ะ​​ คุณพลอยพนม

​​ได้เห็นว่า ​​ต้องมีการ​​ใช้แรงงาน​​และ​​ความอดทนมากมาย​​กว่าพวกเราชาวเมือง​​จะ​​ได้ผลิตภัณฑ์ดี ๆ​​ ​​ใช้ ขอคารวะชาวเหมืองแร่ทุกคนค่ะ​​

คุณพลอยพนมมี​​ความทรงจำเหมือนภาพถ่ายนะคะ​​ ถ่ายทอด​​ได้เหมือน​​กับเพิ่ง​​ไปเห็น​​เมื่อวาน เยี่ยมค่ะ​​

ขอบคุณมาก ๆ​​ เลย​​

ตอนนี้ก็​​กำลังลุ้นนายเคน/คริสในเรื่อง​​ "เวลา​​ที่หาย​​ไป" ของดอยสะเก็ดว่า​​จะ "จ๋วน" หรือ ​​จะ "เหมง"

ด้วยมิตรไมตรีเช่นเคยค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17587 ], [110.49.193.2]
เมื่อวันที่ : ๒๔ ก.ย. ๒๕๕๓, ๒๐.๒๕ น.

ผมวาดหวังไว้ตั้งแต่แรกเริ่มฝึกเขียนหนังสือว่า ในอนาคต​​จะนำประสบการณ์อัน​​เป็นวัตถุดิบ​​ที่สัมผัสด้วยตนเองเหล่านี้มาเขียนบันทึก​​เป็นสาระนิยายอย่างน้อยสักเรื่อง​​หนึ่ง​​ให้จง​​ได้ ​​แต่ก็รู้สึกว่า​​นานมาก- -กว่าผม​​จะกล้าตัดสินใจเขียน!! ​​เพราะเกรง​​ความโง่เขลาของตน​​จะทำให้วัตถุดิบดังกล่าวสูญค่า​​ไปเสีย

เหมืองป่า​​ที่มีสีสันเพริดแพร้ว กรุ่นกลิ่นหอมละมุนละไม ​​และมีลมหายใจ​​ที่แสนอบอุ่นเหมือนก่อนคง​​จะไม่ปรากฏอีกแล้ว​​ ​​เพราะโลกเปลี่ยน​​ไปแล้ว​​ ป่าดงดิบในอดีตไม่อาจกลับฟื้นคืนชีพ ​​ส่วน​​ที่พอ​​จะหลงเหลือให้สัมผัสด้วยสายตาก็เห็น​​จะมี​​แต่เหมืองป่าในนิยายเท่านั้น​​

​​ทว่าเสียดาย​​ที่​​แม้บัดนี้ผมก็ยังไม่เก่งกาจพอ​​จะร่ายมนตร์อักษรสะกดคุณผู้อ่านให้เคลิบเคลิ้มดั่ง​​ที่เคยวาดหวัง​​เอาไว้​​ได้

เหมืองป่าในดงอักษร​​ที่ผ่านสายตาของทุกท่าน ณ บัดนี้ ด้วยฝีมือของผู้อ่อนหัดในเชิงวรรณศิลป์อย่างผมจึงอาจจืดชืด​​ไปบ้างก็​​ต้องขออภัย ​​และขอขอบคุณ​​ที่ติดตามมอบ​​กำลังใจ

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-17589 ], [85.1.223.218]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.ย. ๒๕๕๓, ๐๐.๔๘ น.

ด้วยเหตุใดคุณพลอยพนม นกกาฯจึง​​ได้กล่าวเช่นนั้น​​

ผลงานของคุณนามฯถือว่า อยู่​​ในระดับเก๋าเชียวนะคะ​​ ประมาณมือชั้นครู หรือ มืออาชีพก็พอ​​จะกล่าว​​ได้ รจนาอ่านงานเขียนเชิงนี้ในต่วยตูนมามาก (เลิก​​ไปก็ตอนย้ายมาสวิตฯ​​เพราะหาซื้อยาก) จึงมองเห็นคุณค่าในผลงาน

ไม่ใช่งาน​​ที่​​จะ​​ได้เห็นง่าย ๆ​​

ไม่ใช่ผลงานตลาด​​ที่อ่านติดอกติดใจ ​​แต่พอจบแล้ว​​ก็แล้ว​​​​ไป

​​เป็นงาน​​ที่อ่านแล้ว​​ตรึงใจ​​ไปนาน (ประมาณว่า รักน้อย ๆ​​ ​​แต่รักนาน ๆ​​)

ประสบการณ์อย่าง​​ที่คุณนามฯ​​ได้ผ่านมาถือว่า มีน้อยลงทุกวัน

คน​​ที่​​จะเขียนเรียบเรียง​​ได้อย่างมีคุณค่า มี​​ความลุ่มลึก รู้จริง สมจริง อ่านแล้ว​​ไม่ติดขัดเช่นนี้ น่า​​จะนับตัว​​ได้

​​เป็นผลงาน​​ที่ยั่งยืน​​ไปอีกนาน เรตติ้ง​​จะขึ้น​​ช้า ​​แต่มั่นคง

​​เป็นสิ่ง​​ที่เราทุกคน​​จะหวนเสียดาย ​​เพราะวันคืนเก่า ๆ​​ ไม่ย้อนมาอีก

​​เป็นประสบการณ์ชีวิต​​ที่หลายคน​​จะ​​ต้องอิจฉา อยาก​​ได้ประสบด้วยตัวเอง

​​และ​​ต้อง​​เป็นคน​​ที่เห็นคุณค่าของชีวิต มีมุมมอง​​ที่ลุ่มลึกจึง​​จะเพลิดเพลิน​​กับผลงานเช่นนี้ค่ะ​​

คนกลุ่ม​​ที่ว่านี้มีน้อย ​​แต่เหมือนน้ำซึมบ่อทราย เดี๋ยว​​จะค่อย ๆ​​ ทะยอยมา

ว่า​​แต่ว่า ​​ได้ตีพิมพ์​​เป็นเล่ม​​เมื่อไร ก็ขอเล่มหนึ่ง​​​​พร้อมลายเซ็นนะคะ​​ ​​และรจนา​​จะช่วยอุดหนุนซื้อด้วยค่ะ​​ ไม่ขอฟรี

เขียนต่อ​​ไปนะคะ​​ รจนาชอบอ่านค่ะ​​ ​​แม้​​จะไม่​​ได้ติดตามแบบกระชั้นชิดก็ตาม

ด้วยมิตรไมตรีเสมอค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : Rotjana Geneva [C-17591 ], [85.1.223.218]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.ย. ๒๕๕๓, ๐๒.๔๔ น.

ขอแก้ไขค่ะ​​

​​ที่เขียนว่า "ประสบการณ์อย่าง​​​​ที่คุณนามฯ​​​​ได้ผ่านมาถือว่า มีน้อยลงทุกวัน" เกรงว่า​​จะทำให้เข้าใจผิดค่ะ​​

​​เพราะจริง ๆ​​ หมายถึงว่า "ประสบการณ์อย่าง​​​​ที่คุณนามฯ​​​​ได้ผ่านมาถือว่า มีคน​​ได้ประสบด้วยตัวเองหรือมีคน​​ได้รู้เห็นน้อยลงทุกวัน"

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : อิติฯ [C-17592 ], [125.24.13.156]
เมื่อวันที่ : ๒๕ ก.ย. ๒๕๕๓, ๐๘.๔๒ น.

การมีข้อมูลดิบอย่างล้นเหลือเช่นพี่นามฯนี่ล่ะ​​เป็นเรื่อง​​​​ที่สำคัญ​​และ​​เป็นข้อดีมากๆ​​ในการ​​เป็นนักเขียน ​​เพราะงานเขียน​​ต้องอาศัยข้อมูลจริง​​เป็นหลัก ​​ส่วน​​จะละเมอเพ้อฝันจนสุดโลกนั่น..ก็อยู่​​​​ที่จินตนาการของเรา

อีกอย่าง..เท่า​​ที่ติดตาม​​และเกาะติดพี่มา​​ได้สักพักใหญ่ๆ​​ ผมว่าพี่​​เป็นนักเขียน​​ที่มี​​ความคิดสร้างสรรค์มากทีเดียว ​​โดยไม่มีการโม้พร่ำเพรื่อในงานของตัวเอง (เช่นผม ฮา ฮา..นี่ลอกซีนซะเลย​​) ประมาณว่า พี่นามไม่ตอแหลคนอ่าน​​ที่ชอบอ่านเรื่อง​​แหลๆ​​

จากงานทางร้านของพี่​​ที่ยุ่งๆ​​อยู่​​ พี่ยังอุตส่าห์เจียดเวลามานั่งเขียนหนังสือให้พวกเราอ่านอีก งานเขียน​​ที่ดี​​ต้อง​​ใช้เวลา ​​และพี่ก็​​สามารถแบ่งเวลามาล่าฝันเขียนเรื่อง​​​​ได้อย่างกลมกล่อมคุ้มค่า สุดยอดครับ​​​​กับงานเขียนของพี่ ​​ที่อาจ​​จะ​​เป็นเพียงงานอดิเรก

​​แต่ผมก็​​ได้เห็นผลงาน​​ที่ฝากไว้ตามนิตยสารต่างๆ​​ มาบ้างแล้ว​​ (อย่างเนชั่นสุดสัปดาห์ ​​ส่วนสกุลไทย ​​กำลังตามๆ​​อยู่​​) ​​แต่ขอติพีอย่างนึงนะ (อย่าโกรธกันล่ะ) ​​คือผมว่าพี่​​จะพูดน้อย(​​ไปนิด)ต่อยหนัก(ชะมัด) ​​เป็น​​กำลังใจให้ครับ​​พี่นามอิสรา

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น