นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #18
ดอยสะเก็ด
...ประมาณยี่สิบเอ็ดนาฬิกาของคืนวันศุกร์ หลังจากเกิดเรื่อง​เจ้าแมกซ์​ได้เกือบหนึ่ง​เดือน ทิพย์สุรางค์เพิ่งอาบน้ำเสร็จ สวมชุดนอนกางเกงแพรจีนเนื้อหนา​เป็นมั...

ตอน : พรหมลิขิตบันดาลชักพา

ประมาณยี่สิบเอ็ดนาฬิกาของคืนวันศุกร์ หลังจากเกิดเรื่อง​เจ้าแมกซ์​ได้เกือบหนึ่ง​เดือน ทิพย์สุรางค์เพิ่งอาบน้ำเสร็จ สวมชุดนอนกางเกงแพรจีนเนื้อหนา​เป็นมันระยับสีฟ้าจางๆ​เกือบขาว​และเสื้อแพรแขนสั้นคอจีนสีเดียวกัน เธอ​กำลัง​ใช้แปรงด้ามยาวแปรงผม​ที่ดกดำ​เป็นมันปลาบอยู่​หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ​เมื่อกร​ซึ่งเพิ่งกลับจากโรงเรียนมาถึงบ้าน​เมื่อตอนเย็น เคาะประตูห้องแล้ว​ยื่นหน้าเข้ามา

" คุณหนูทราบหรือยังฮะว่าเคนไม่สบาย ? "
ทิพย์สุรางค์หยุดแปรงผม หัน​ไปถามด้วยเสียงเนือยๆ​ เหมือนไม่สนใจว่า " ไม่สบาย​เป็นอะไร​ ? "
" สงสัยว่า​จะ​เป็นไข้หวัดฮะ นอมซมเลย​ "
" มาบอกฉันทำไมล่ะ ​ไปบอกหนานคำสิ ฉันไม่ใช่หมอนี่ " แล้ว​เธอก็​ใช้แปรงในมือแปรงผมต่อ​ไป

เด็กชายมองทิพย์สุรางค์อย่างไม่เข้าใจ ​เขาเห็นคุณหนูชอบซักถาม​เขาเกี่ยว​กับเคนบ่อยๆ​ แถมยังเคยสั่งให้คอยรายงานทุกระยะว่าชายหนุ่มผู้นั้น​​ไป​ที่ไหน ทำอะไร​บ้าง แล้ว​ทำไมตอนนี้มาทำท่าเหมือน​เขายุ่งไม่เข้าเรื่อง​

" หนานคำ​ไปดูแล้ว​ฮะ ให้ยาแล้ว​ด้วย " ​เขารายงานด้วยเสียงอ่อยๆ​ รู้สึกผิดหวัง​กับท่าทางของเธอ
" ก็ดีแล้ว​นี่ เสร็จธุระแล้ว​ก็เข้าห้อง​ไป​ได้แล้ว​ อย่าลืม​ที่เคยสั่งไว้ล่ะ มืดๆ​ ค่ำๆ​ ไม่ให้ลง​ไปข้างล่าง "

เธอสั่งเสียงแข็งตาม​ความเคยชิน ​แต่​เมื่อเหลือบเห็นสีหน้าเซ็งๆ​ของเด็กชาย หญิงสาวก็รีบพูดต่อ​ไปอย่าง​เอาใจเหมือนเห็น​ความสำคัญของ​เขา ​เมื่อนึกขึ้น​​ได้ถึงคำพูดของเคน​ที่เคยบอกว่ากร​เป็นเด็ก​ที่ขาด​ความอบอุ่นทางใจ ​ความล้นของ​เขามีสาเหตุมาจาก​ต้องการเรียกร้อง​ความสนใจหรือ​ความสำคัญจากคนรอบข้าง

" ฉันอยากให้เธออยู่​​เป็น​เพื่อน ตอนกลางคืนบนตึกเนี่ยก็มีแค่เราสองคน​กับแม่บัวศรี​และศรีวรรณเท่านั้น​ แล้ว​เธอก็​เป็นผู้ชายเพียงคนเดียว คุณพ่อก็​ไปกรุงเทพฯ อย่างน้อยมีเธออยู่​บนตึกด้วยฉันก็รู้สึกอุ่นใจขึ้น​ "
เด็กชายรู้สึกว่า​หัวใจของ​เขาพองโตจนคับอก​กับคำพูดของเธอ "ฮะ ผมไม่​ไปไหนหรอก ผม​จะอยู่​ในห้อง เล่นเกมหรืออ่านหนังสือการ์ตูน ​ถ้ามีอะไร​คุณหนูก็เรียกผม​ได้เลย​นะฮะ "


กรงับประตูห้องให้เธออย่างนิ่มนวล เดินโหย่งตัวเบาๆ​​ไปยังห้อง​ส่วนตัวเล็กๆ​ของ​เขา​ที่อยู่​สุดปลายตึก อีกด้านหนึ่ง​ หัวใจของ​เขาเต็มตื้น​ไปด้วย​ความสุข

ทิพย์สุรางค์เข้านอนประมาณยี่สิบสองนาฬิกา​แต่ก็นอนไม่หลับ ​เมื่อนึกถึงคำบอกเล่าของกรเรื่อง​​ที่เคนไม่สบายเธอก็นึกเห็นดวงตาซื่อ ๆ​​ที่ระยะหลังนี้ มักแสดงอารมณ์​ได้หลากหลายของ​เขา บางครั้ง​โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอน​ที่อยู่​​กับกร ​เขาดูร่าเริงเต็ม​ไปด้วยชีวิตชีวา ​แต่​กับเธอบางครั้งแววตาคู่นั้น​แสดงออกถึง​ความขบขัน บางครั้งก็เอ็นดู บางครั้งก็ประมาณตน​เมื่อสบตาเธอ หลายครั้ง​ที่เธอแสดงอำนาจเกรี้ยวกราดใส่​เขา​โดยไม่มีเหตุผล แววตานั้น​ก็เปลี่ยน​เป็นทรนงถือตัวขึ้น​มาทันที

หญิงสาวคิดถึงสิ่งต่างๆ​​ที่​เขาทำให้เธอ ไม่ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​เล็กๆ​ น้อยๆ​ หรือเรื่อง​ใหญ่ เช่น​ที่ช่วยชีวิตเธอให้รอดพ้นจากอันตรายมาหลายครั้งหลายครา เหล่านี้​เป็นสิ่ง​ที่เธอไม่อาจหลงลืมหรือแกล้งทำ​เป็นไม่รู้ไม่ได ้ ​เขาไม่​ได้ช่วยเธอ​เพราะ​เป็นหน้า​ที่ ​เขาช่วยเธอด้วยสัญชาติญาณของผู้ชาย​ที่​ต้องปกป้องผู้หญิง​ที่อ่อน แอกว่า ​และ​ที่ยิ่งกว่านั้น​ เธอรู้จากการติดตามพฤติกรรม วิเคราะห์หาเหตุผล​และการสันนิษฐาน ว่าชายหนุ่มผู้มีบุคลิกลักษณะ​และกิริยามารยาท ​ที่บ่งบอกถึงการอบรมจากครอบครัว​ที่ดีคนนี้ ไม่ใช่คนในระดับลูกจ้างเหมือนลูกจ้างคนอื่นๆ​ในเวียงพุกาม เธอมั่นใจว่าพื้นฐาน​ที่มาของ​เขาคงไม่​ได้แตกต่างจากเธอสักเท่าไร เธอเคยคิดสงสาร​เขา​และเลย​​ไปถึงครอบครัวของ​เขาด้วย ว่าป่านนี้คนเหล่านั้น​​ซึ่งอาจ​จะ​เป็นพ่อแม่ ญาติพี่น้อง หรือ​แม้​แต่คนรักหรือลูกเมียของ​เขา อาจ​จะเศร้าโศกเสียใจ​กับการหายตัว​ไปของ​เขา ​และตอนนี้อาจ​จะคิดว่า​เขาตายแล้ว​ เลิกติดตามค้นหา​เขาแล้ว​ก็​ได้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเวทนาจนหลับไม่ลง

กรบอกว่า​เขา​เป็นไข้ คืนนี้อากาศค่อนข้างเย็นมีฝนตกปรอยๆ​มาตั้งแต่หัวค่ำ ถึง​จะมาอยู่​​ที่นี่นานเกือบปีแล้ว​​แต่​เขาก็ยัง​เป็นคนแปลกถิ่นตัวคนเดียวอยู่​ดี ยามเจ็บไข้​ได้ป่วยเช่นนี้​จะมี​ใครเหลียวแล ทิพย์สุรางค์ลุกขึ้น​นั่งห้อยขาบนเตียงแล้ว​กลับเปลี่ยนใจล้มตัวลงนอนตามเดิม ​เมื่อนึกขึ้น​มา​ได้ว่าตาเป็งก็อยู่​​ที่บ้านนั้น​ด้วย​ทั้งคน ​ถ้ามีอะไร​หนักหนาแกก็คงจัดการ​ได้

​แต่แล้ว​​เมื่อคิดถึงสภาพอากาศ​และฝน ​ที่ช่วยเพิ่ม​ความหนาวเย็นให้คนป่วย​ซึ่ง​กำลัง​เป็นไข้ เธอก็คิดฟุ้งซ่านต่อ​ไปอีกว่าผ้าห่มของ​เขา​จะหนาพอหรือเปล่า ตาเป็ง​ซึ่งแก่มากแล้ว​​และนอนอยู่​ข้างล่าง ​จะรู้หรือไม่​ถ้าอาการของ​เขาแย่ลง​และ​ต้องการ​ความช่วยเหลือ เธอกระสับกระส่ายคิดวน​ไปเวียนมาอยู่​เช่นนี้ จนใน​ที่สุด​ต้องลุกขึ้น​กดสวิชต์ไฟโคมข้างเตียงดูเวลา ​ซึ่งบอกเธอว่าขณะนั้น​ยี่สิบสามนาฬิกากว่าแล้ว​

ใน​ที่สุด​เมื่อไม่อาจข่มตาให้หลับลง​ได้ หญิงสาวก็ลุกขึ้น​จากเตียงเดินเข้า​ไปในห้อง​แต่งตัว เปิดตู้บานหนึ่ง​​ซึ่งมีผ้าห่มพับซ้อนกันอยู่​​เป็นตั้ง หยิบผืน​ที่อยู่​บนสุดออกมา ผ้าห่มเหล่านี้​แต่ละผืนบรรจุอยู่​ในถุงพลาสติครูดซิบ​ได้ ทำให้ไม่​ต้องเ​ที่ยววุ่นวายหาถุงมาใส่กันฝน หลังจากนั้น​ก็คว้าเสื้อวอร์มเนื้อบางมาสวมทับลง​ไปบนเสื้อนอนแพรคอจีน แล้ว​ลงบันได​ไปชั้นล่าง ตอนแรกเธอคิด​จะ​ไปปลุกศรีวรรณ​ซึ่งนอนอยู่​ในห้องเล็กๆ​ใกล้​กับห้องของแม่บัวศรี ให้ถีบจักรยานนำผ้าห่มผืนนั้น​​ไปฝากตาเป็งไว้ให้เคน ​แต่​ความเกรงใจ​ที่​จะปลุกคน​ที่​กำลังหลับทำให้ทิพย์สุรางค์เปลี่ยน ใจ เธอแวะหยิบกุญแจรถคันหนึ่ง​ ​ที่ปกติ​จะจอดทิ้งไว้บนลานหน้าตึกในตอนกลางคืน ​เพื่อเธอหรือคุณดนัย​จะ​ได้​ใช้ในยามฉุกเฉิน​โดยไม่​ต้อง​ไปตามหากุญแจ​ที่แม่บ้านหรือหนานคำ แล้ว​เดิน​ไปยังรถ​ที่จอดอยู่​

ทิพย์สุรางค์ขับรถลัดเลาะ​ไปตามเส้นทางวกวน​ที่นำ​ไปสู่บ้านพักของตาเป็ง ขณะนั้น​​เป็นเวลาค่อนข้างดึก เธอรู้ว่าคน​ส่วนใหญ่ในเวียงพุกามเข้านอนกัน​แต่หัวค่ำ​เพราะ​ต้องตื่น​ไปทำงาน​แต่เช้า​มืด ฝนยังตกปรอยๆ​อยู่​อย่างนั้น​​โดยไม่มีทีท่าว่า​จะหยุด ทุกหนทุกแห่งมี​แต่​ความมืด​และ​ความเงียบ​ซึ่งเธอคุ้นเคย​กับมันดี

ใน​ที่สุดก็มาถึงหน้ากระท่อมของตาเป็ง ​ซึ่งอยู่​ปลายสุด​และค่อนข้างห่างจากบ้านหลังอื่นๆ​ หญิงสาวหอบผ้าห่มลงจากรถ​โดยเสียบกุญแจคาไว้ ตั้งใจว่า​จะปลุกตาเป็งถามอาการของเคน ฝากผ้าห่มไว้​กับแกแล้ว​ขับรถกลับตึกใหญ่ เธอไม่คิดว่าตาเป็ง​จะนึกประหลาดใจอะไร​ ​เพราะแกรู้ดีว่าเธอมัก​จะดูแลทุกข์สุขของบริวารในบ้าน​เป็นอย่างดี​โดยไม่เลือกเวลา ​โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลามี​ใครเจ็บไข้​ได้ป่วย

กระท่อมของตาเป็งมืดสนิท​แต่ทิพย์สุรางค์ไม่รู้สึกแปลกใจ ​แม้​ที่เวียงพุกาม​จะมีไฟฟ้า​ใช้จากเครื่องปั่นไฟ​และพลังงานจากแสงอาทิตย์ ​แต่คนงาน​ที่นี่ทุกบ้าน​จะเลิก​ใช้ไฟฟ้าหลังสามทุ่ม​เพื่อช่วยเจ้านายประหยัดไฟฟ้า ​ถ้าจำ​เป็น​ต้อง​ใช้ไฟก็​จะจุดตะเกียงลานดวงเล็กๆ​แทน หญิงสาวมาถึงหน้าห้องตาเป็ง​ที่อยู่​ชั้นใต้ถุน ยกมือขึ้น​เคาะเรียกแกสองสามที ​เมื่อลองเคาะอีกหลายครั้ง​โดยไม่มีเสียงตอบหรือเสียงกุกกัก ​ที่บอกให้รู้ว่าแกตื่นแล้ว​ เธอก็ลองผลักบานประตู​แต่ประตูไม่ขยับเขยื้อน ​เมื่อก้มลงมองจนชิดจึงเห็นกุญแจดอกใหญ่คล้องอยู่​บนสายยู​ที่แสดงว่าเจ้าของห้องไม่อยู่​

แล้ว​ทันใดนั้น​ทิพย์สุรางค์ก็นึกขึ้น​มา​ได้ว่า​เมื่อตอนหัวค่ำ หนานคำ​ซึ่งถือ​เป็นหน้า​ที่​ที่​จะ​ต้องมารายงานเธอ เวลา​ที่คุณดนัยไม่อยู่​​ที่เวียงพุกาม ถึงเหตุการณ์ต่างๆ​ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่​ที่เกิดขึ้น​ในวันนั้น​ ​ได้บอกเธอว่าตาเป็งลางานสามวันตั้งแต่บ่ายวันนี้ ​เพื่อ​ไปร่วมงานศพของญาติสนิท​ที่หมู่บ้านในอีกเขตอำเภอหนึ่ง​ เธอลืม​ไป​ได้อย่างไร ทิพย์สุรางค์คิดว่าเสียเวลาเปล่า​ที่​เป็นห่วง​เขาจนมาถึง​ที่นี่ เธอคิด​จะกลับบ้าน ​แต่แล้ว​อีกใจหนึ่ง​​ที่กังวลห่วงใย​เขาบอกว่าไหนๆ​ก็มาถึง​ที่แล้ว​ ก็น่า​จะ​เอาผ้าห่มขึ้น​​ไปให้​เขา​และดูอาการสักหน่อย​ ​เขานอนซมอยู่​คนเดียว​จะ​เป็นอย่างไรบ้าง​ก็ไม่รู้ ตาเป็งก็เกิด​จะไม่อยู่​ขึ้น​มาเสียอีก ​ถ้า​เขาเกิดป่วยหนักใกล้ตาย​ใคร​จะช่วย​เขา​ได้ ใจ​ที่เมตตาต่อผู้ยากพาเธอให้เดินคลำทางขึ้น​บันได​ไปชั้นบน​ซึ่งมืดพอๆ​​กับข้างล่าง

​เมื่อขึ้น​มาถึงชั้นบน ทิพย์สุรางค์มองเห็นประตูสองบาน​ที่ปิดอยู่​ เธอลองเปิดประตูบานแรกแล้ว​พบว่ามันว่างเปล่า จึงเดินเลย​​ไป​ที่ประตู​ที่อยู่​ถัด​ไปแล้ว​ลองผลักดู มันเปิดออกอย่างง่ายดาย ในห้องนั้น​ไม่มืดนัก​เพราะมีแสงสลัวจากตะเกียงลานใบเล็กๆ​ ​ที่ส่องแสงริบหรี่ วางอยู่​ใกล้​กับเสื่อ​ที่มีร่างของเคนนอนอยู่​ เธอย่องเข้า​ไปใกล้ๆ​วางผ้าห่มในมือลงแล้ว​ทรุดตัวลงนั่ง

ชายหนุ่มผู้นั้น​นอนหงายเหยียดยาวอยู่​บน​ที่นอนบางๆ​​ซึ่งปูทับอยู่​บนเสื่อ มีหมอนเล็กๆ​ หนุนศีรษะ ผ้าห่มผืนหนึ่ง​คลุมร่างของ​เขา​เอาไว้ตั้งแต่เอวลงมา หญิงสาวดึงชายผ้าห่มให้คลุมขึ้น​มาปิดอกในเสื้อยืดเก่าๆ​สีดำ​ที่​เขาสวมอยู่​ มองหน้าคมสัน​ที่ตอนนี้รกครึ้ม​ไปด้วยไรหนวด​และเคราบางๆ​อยู่​ครู่ห นึ่ง หน้านั้น​ดูเศร้าหมองจนเธอใจวูบลงด้วย​ความสงสาร ลูกเต้าเหล่า​ใคร คนรักหรือสามีของ​ใครก็ไม่รู้ ​ต้องมานอนป่วยอยู่​คนเดียว ท่ามกลางคนแปลกหน้าไม่มี​ใครเหลียวแล ทิพย์สุรางค์ไม่แน่ใจว่า​เขายังมีไข้สูงอยู่​หรือเปล่า หญิงสาวจรดๆ​จ้องๆ​อยู่​ครู่หนึ่ง​ก่อน​จะค่อยๆ​วางมือลงสัมผัสบริเวณหน้าผาก​ที่มีเหงื่อซึมของ​เขา เธอพบว่า​แม้มัน​จะยังร้อนอยู่​ ​แต่ก็เพียงแค่รุมๆ​ ไข้ของ​เขาคง​จะลดลงมากแล้ว​

ในขณะ​ที่เธอ​กำลัง​จะชักมือกลับ ดวงตา​ที่ปิดสนิทอยู่​ตลอดเวลาของเคนก็หรี่ปรือขึ้น​เล็กน้อยเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น ทิพย์สุรางค์​ได้ยินเสียงเหมือน​เขาร้องเรียกชื่อ​ใคร หรืออะไร​สักอย่าง​ที่ฟังไม่ถนัด ​และแล้ว​ก่อน​ที่เธอ​จะทำอะไร​ต่อ​ไป แขนข้างหนึ่ง​ของ​เขาก็กอดกระหวัดรัดตัวเธออย่างรวดเร็วราว​กับการฉกของงู รั้ง​เอาร่างของเธอให้เซซวนจากท่า​ที่นั่งอยู่​ลง​ไปซบอยู่​บนอก​เขา แล้ว​มืออีกข้างของ​เขาก็ประคองใบหน้าของเธอให้แหงนหงายขึ้น​ ​เขาพลิกตัวขึ้น​แนบใบหน้า​ที่เต็ม​ไปด้วยไรหนวดแข็งๆ​​และเคราบางๆ​​ที่เพิ่ง​จะขึ้น​มาใหม่ ลงคลุกเคล้า​กับใบหน้าเธอ

ทิพย์สุรางค์ตกใจแทบสิ้นสติ ตัวสั่นงันงกขณะพยายามผลักไสหยิกข่วน​เขา เบี่ยงเบนใบหน้าให้พ้นจากการรุกรานของ​เขา ​แต่ไม่สำเร็จ อ้อมแขนคู่นั้น​แข็งแกร่งราว​กับปลอกเหล็ก มันยิ่งรัดเธอแรงขึ้น​ แล้ว​ใน​ที่สุดริมฝีปากสั่นระริกของเธอก็ถูกประกบด้วยริมฝีปาก​ที่ร้อนรุมด้วยพิษไข้ของ​เขา ตอนแรกมันแสน​จะนุ่มนวลอ่อนหวาน มัน​เป็นจูบแรกในชีวิตสาวของเธอ ในขณะ​ที่ใจของหญิงสาว​กำลังเต้นระรัว จูบนั้น​ก็ทวี​ความรุนแรงขึ้น​เรื่อยๆ​ ใจของเธอเริ่มสั่นสะท้าน ตัวของเธอก็สั่นราว​กับลูกนก

เคนยังจูบทิพย์สุรางค์ต่อ​ไปอย่างดูดดื่ม ​เขาเหมือนคนครึ่งหลับครึ่งตื่น​ที่ไม่รับรู้อาการดิ้นรนผลักไสของเธอ จูบนั้น​เปลี่ยนจากริมฝีปากลงมา​ที่ซอกคอแล้ว​​และ​กำลังลดต่ำลง​ไปเรื่อยๆ​ ใน​ความสับสนเลื่อนลอย​ที่เกิดขึ้น​ ทิพย์สุรางค์สัมผัส​ได้ถึง​ความนุ่มนวลอ่อนโยนทะนุถนอม ​ที่ส่งผ่านมาจากมือร้อนผ่าว​ที่​กำลังลูบโลมเธออยู่​ ​และไม่ว่าหญิงสาว​จะพยายามรวบรวมสติ​ที่​กำลัง​จะกระเจิง​ไปต่อสู้ดิ้นรนอย่างไร ก็ไม่​สามารถหลุดออกจากอ้อมแขน​ที่รัดรึงของ​เขา​ได้ ใน​ที่สุดเธอเริ่มหมดเรี่ยวแรง​ที่​จะดิ้นรนต่อสู้

หญิงสาวไม่รู้ตัวว่าแขนสองข้างของเธอ เปลี่ยนจากการผลักไส​ไปโอบอยู่​รอบคอของ​เขาตั้งแต่​เมื่อไร ​และ​เมื่อ​เขาจูบเธออีกครั้งหนึ่ง​อย่างดูดดื่ม ริมฝีปาก​ที่เคยพยายามเบี่ยงเบนให้พ้นจากการรุกรานของ​เขา กลับเผยอรับริมฝีปากของ​เขาอย่างเต็มใจ เนื้อตัว​ที่เย็นเฉียบจากอากาศ​และละอองฝนของเธอเริ่มร้อนผ่าวขึ้น​เรื่อยๆ​ ทิพย์สุรางค์รู้สึกเหมือน​กำลังจมน้ำ น้ำ​ที่กระแสรุนแรงเชี่ยวกรากของมันฉุดรั้งเธอให้ดิ่งลง​ไปเรื่อยๆ​จนถึงก้นบึ้ง ​และแล้ว​ใน​ความรู้สึกเหมือนครึ่งหลับครึ่งตื่นในตอนนั้น​ เสียง​ที่เหมือนคร่ำครวญออกมาจาก​ส่วนลึกของหัวใจว่า "ลิตา ลิตา! " ​ที่ดังออกมาจากปากของเคน ปลุกสติ​ที่กระเจิดกระเจิงตาม​เขา​ไปจนสุดทางให้กลับคืนมา...​​เมื่อ สายเกินแก้​ไปแล้ว​ !!

หญิงสาวกรีดร้องออกมาเต็มเสียง ผลักไสร่าง​ที่ยังกอดก่ายเธออยู่​ให้ผงะหงายออก​ไป ผลุนผลันลุกขึ้น​นั่ง สาละวนจัดการ​กับเสื้อผ้า​ที่หลุดลุ่ยออก​ไปจากตัวตั้งแต่​เมื่อไรก็ไม่รู้ ให้กลับเข้า​ที่ด้วยมืออันสั่นเทา ​เมื่อกระดุมเสื้อแพรคอจีนเม็ดสุดท้ายไม่ยอมเข้า​ที่ของมัน เธอก็กระชากเต็มแรงจนมันขาดกระเด็นหลุดออก​ไปกลิ้งอยู่​บนเสื่อ เนื้อตัวของทิพย์สุรางค์สั่นสะท้านราว​กับลูกนก ​พร้อมกันนั้น​ชายหนุ่ม​ที่มีสติลืมตาขึ้น​มา ​เพราะเสียงร้องของเธอก็ผวาลุกขึ้น​นั่ง ​เขามองเธออย่างตกตะลึงจังงังราว​กับฟ้าถล่มลงมาบนศีรษะ

ทิพย์สุรางค์กลับถึงบ้านในสภาพ​ที่เหมือนนกปีกหัก เธอเดินตัวลอยผ่านห้องโถงขึ้น​บันได เปิดประตูเข้า​ไปในห้อง​ส่วนตัวแล้ว​ซวนซบลงบนโซฟายาวตัวหนึ่ง​ ยกสองมือขึ้น​ปิดหน้า​ที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน​ไปด้วยน้ำตา เธอร้องไห้อยู่​ตลอดเวลา ตั้งแต่ผลุนผลันวิ่งหนี​เขาลงบันไดอย่างรวดเร็วจนแทบ​จะพลัดตกลง​ไป หญิงสาวรีบร้อนเสียจนไม่ยอม ​แม้​แต่​จะหยุดสวมรองเท้าแตะ​ที่ถอดวางไว้หน้าห้องตาเป็ง ขึ้น​รถแล้ว​ขับอย่างร้อนรนกลับบ้าน น้ำตา​ที่ไหลไม่หยุด​และฝน​ที่ยังโปรยปรายอยู่​ทำให้มองไม่เห็นทาง ​แต่อาศัย​ความคุ้นเคย​กับเวียงพุกามทำให้เธอนำตัวเองมาถึงตึกใหญ่ ​ได้​โดยสวัสดิภาพ

หญิงสาวนั่งเงียบเหมือนตายอยู่​อย่างนั้น​เกือบครึ่งชั่วโมงก่อน​จะพาตัวเข้า​ไปในห้องน้ำ ​เมื่อส่องกระจกเธอแทบจำหน้าตัวเองไม่​ได้ ผมเผ้า​ที่ขมวดมุ่นไว้บนศรีษะก่อนขับรถออก​ไป ตอนนี้มันหลุดรุ่ยร่ายลงมาปรกหน้าตา​และหลังไหล่ หน้าของเธอมอมแมมจากคราบน้ำตา ดวงตาคู่​ที่เคยคมปลาบหยิ่งผยอง บัดนี้บวมแดงจากการร้องไห้อย่างหนัก ปากแสนสวยของเธอบวมเจ่อออกมาจนเห็น​ได้ชัดในแสงไฟ ทิพย์สุรางค์​ใช้เวลาอาบน้ำสระผมอยู่​นาน​เป็นชั่วโมง ราว​กับว่าการทำเช่นนั้น​​จะ​สามารถชะล้างสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​กับเธอ ให้หมด​ไปเหมือนไม่เคยเกิดขึ้น​​ได้

คืนนั้น​ทิพย์สุรางค์ไม่​ได้นอน​ทั้งคืน เธอนั่งจมอยู่​บนเก้าอี้​ที่ตั้งอยู่​ใกล้ระเบียง จ้องมองออก​ไปใน​ความมืด ท่ามกลางสายฝน​ที่ตกพรำๆ​อยู่​ตลอดเวลา​โดยไม่เห็นอะไร​เลย​ ถึงอากาศในยามนั้น​​จะหนาวเหน็บเธอก็ยังอยู่​ในเสื้อคลุมอาบน้ำบางๆ​ตัวยาว ไม่รู้สึกรู้สม​กับ​ความเย็นเฉียบของอากาศ ตัวของเธอสั่นเทาไม่ใช่จาก​ความหนาว ​แต่จาก​ความร้อนรุ่มของจิตใจ​ที่หวั่นไหวสะทกสะเทือน ​กับสิ่ง​ที่เพิ่งเกิดขึ้น​​เมื่อไม่กี่ชั่วโมง​ที่ผ่านมา

หญิงสาวเฝ้า​แต่ถามตัวเองว่าเธอพาตัวเข้ามาอยู่​ตรงจุดนี้​ได้อย่างไร? ​เขาบังคับขู่เข็ญล่อลวงเธอหรือ ? ​เขาพยายามพาตัวเข้ามาใกล้เธอ ​เพื่อล่อหลอกให้เธอตายใจแล้ว​ไว้วางใจ​เขาหรือ ? แล้ว​​ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองของทิพย์สุรางค์ก็ให้คำตอบ​ที่ไม่อาจปฏิเสธ​ได้ ว่าชายหนุ่มนิรนามผู้นั้น​ไม่เคยพยายามเข้าใกล้เธอ​โดยไม่จำ​เป็น ​เขามี​แต่​จะเจียมตัว อย่าว่า​แต่​จะพยายามแทะโลมเธอเลย​ ​เขาแทบ​จะไม่เคยพูดจา​กับเธอก่อนด้วยซ้ำ ไม่เคยหาโอกาส​ที่​จะอยู่​ตามลำพัง​กับเธอ การติดต่อสื่อสาร​ระหว่าง​เขา​กับเธอ​ซึ่งนานๆ​​จะมีสักครั้งก็​เป็นการสื่อสาร​โดยผ่านกรแทบ​ทั้งสิ้น

ก็แล้ว​เรื่อง​นี้เริ่มก่อตัวของมันขึ้น​มา​ได้อย่างไร​และ​เมื่อใด คำตอบก็​คือเธอเองนั่นแหละ​​ที่​เป็นต้นเหตุของเรื่อง​ เธอมิใช่หรือ​ที่หลังจากช่วย​เขาให้พ้นจาก​ความตายมา​ได้แล้ว​ก็ยังตั้งข้อสงสัยไม่ไว้วางใจ​เขา แล้ว​ก็เริ่มสังเกตพฤติกรรมต่างๆ​ ของ​เขาอย่างใกล้ชิด สังเกตการณ์ วิเคราะห์หาเหตุผล​และ​ความ​เป็น​ไป​ได้ต่างๆ​นานา แล้ว​นำมาสรุปตาม​ความเข้าใจของตัวเอง ​โดยไม่​ได้สังหรณ์ใจเลย​ว่าเรื่อง​เล็กๆ​ น้อยๆ​เหล่านี้​จะดึงเธอเข้า​ไปพัวพันทางอารมณ์​กับ​เขาทีละเล็กทีละน้อยมากขึ้น​เรื่อยๆ​

ยิ่ง​ได้รู้เห็นสิ่งต่างๆ​ เกี่ยว​กับตัว​เขา ​เมื่อรวมเข้า​กับบุคลิกลักษณะ​ที่โดดเด่นน่าจับตา อุปนิสัยใจคอ​ที่สุภาพอ่อนโยน​โดยไม่​ได้เสแสร้ง รวม​ทั้งน้ำใจของ​เขา​ที่เคยช่วยเธอให้พ้นจากอันตรายมาหลายครั้ง ​โดยไม่เคยเรียกร้องสิ่งตอบแทน​แม้​แต่คำว่าขอบคุณ ทำให้เธอเริ่มรู้สึกอนาทรห่วงใย​กับทุกข์สุขของ​เขาทีละน้อย​โดยไม่รู้ตัว มันเหมือนน้ำหยดเล็กๆ​ ​ที่ค่อยๆ​ หยาดหยดลงในแก้ว แล้ว​เพิ่มปริมาณมากขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​จนเต็ม ​ถ้าหากว่าแก้วใบนั้น​ไม่มีรอยร้าวรอยรั่วหรือแตกหักเสียหาย​ไปเสียก่อน

หมดสิ้นแล้ว​​ความเชื่อมั่นภาคภูมิใจในตัวเอง ต่อ​แต่นี้​ไปคอของเธอ​จะยังตั้งตรงอย่างหยิ่งผยอง​ได้อีกหรือ เกิดอะไร​ขึ้น​​กับเธอกันแน่ เธอรักษาตัวมา​ได้อย่างดีไม่มีราคีใดๆ​มาแผ้วพานจนกระทั่งคืนนี้ ​เขาคนนั้น​​เป็น​ใครจึงบังอาจมาสร้างมลทินให้เธอ น้ำตาของทิพย์สุรางค์ร่วงรินออกมาอีก เธอไม่รู้ว่า​เขาทำลง​ไปอย่างมีสติครบถ้วนหรือไม่ แล้ว​​เมื่อถามตัวเองว่าทำไมเธอไม่ต่อสู้ป้องกันตัวมากกว่า​ที่ทำ​ไป ทิพย์สุรางค์ก็รู้สึกอดสูจนไม่​สามารถตอบตัวเอง​ได้ หญิงสาวไม่เข้าใจว่า​แม้เธอ​จะโกรธ​และเสียใจ​กับสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​อย่างสุดแสน ​แต่ทำไมเธอจึงเกลียด​เขาไม่ลง

เกือบหนึ่ง​ปี​ที่ผู้ชายคนนั้น​เข้ามาพักพิงอยู่​ในเวียงพุกาม เธอคอยตอแยหาเรื่อง​​เขา หมั่นไส้​เขา จับผิด​เขาอยู่​เกือบตลอดเวลาราว​กับเกลียดชังเสียเต็มประดา แล้ว​​ความรู้สึก​ที่แท้จริงของเธอต่อ​เขา​เป็นอย่างไร เธอเกลียด​เขาจริงๆ​ หรือแสร้งเกลียด​เพื่อปกปิด​ความจริงในหัวใจ ?

แล้ว​จู่ๆ​หญิงสาวก็นึกขึ้น​มา​ได้ถึงเสียงของ​เขา ​ที่คร่ำครวญชื่อๆ​ หนึ่ง​ออกมาอย่างห่วงหาอาวรณ์ " ลิตา ลิตา " นั่น​เป็นชื่อของ​ใคร? ผู้หญิงหรือ ? หรือสิ่ง​ที่เกิดขึ้น​​เป็น​เพราะจิตใจของ​เขาผูกพันอยู่​​กับเจ้าของช ื่อนั้น​ จนนึกว่าเธอ​เป็นผู้หญิงคนนั้น​หรือตัวแทนของเธอ ? พอคิดเช่นนี้ทิพย์สุรางค์ก็กระโดดพรวดออกจากเก้าอี้ วิ่งเข้า​ไปในห้อง​แต่งตัว คว้ากระเป๋าเดินทางใบเล็กมาบรรจุเสื้อผ้าสองสามชุด​และเครื่อง​ใช้​ส่วนตัวลง​ไปอย่างเร่งรีบ เปลี่ยนเสื้อผ้า​เป็นชุดเดินทาง​ที่รัดกุม แล้ว​ลงนั่งรอเวลาให้ฟ้าสาง

เธออยู่​​ที่นี่ไม่​ได้แล้ว​ เธอไม่​สามารถ​จะเผชิญหน้า​กับผู้ชายคนนั้น​​ได้อีกต่อ​ไป ​เขาคง​จะทำหน้าซื่อมองเธอเหมือนเดิม ในขณะ​ที่แอบหัวเราะเยาะอยู่​ในใจ ​เขาคงนึกดูถูกเธอ​ที่วิ่งแล่น​ไปหา​เขาถึง​ที่ เสียแรงทำตัวราว​กับดอกฟ้า ​แต่แล้ว​ก็ยอมหล่นลงดินเสียง่ายๆ​ ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นทิพย์สุรางค์บอกตัวเองว่า​จะไม่มีวันให้อภัยผู้ชายแสนเลว ​ที่ชื่อเคนเลย​ตลอดชีวิต

​เมื่อถึงเวลาหกนาฬิกา ทิพย์สุรางค์ก็หิ้วกระเป๋าเดินทางใบเล็กลง​ไปข้างล่าง สั่งคำหล้าให้​ไปบอกหนานคำให้จัดรถ​ไปส่งเธอ​ที่สนามบิน​โดยด่วน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3253 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน พรหมลิขิตบันดาลชักพา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๖๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17512 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๓ ก.ย. ๒๕๕๓, ๒๑.๔๑ น.

ว้าว มีบทโรมานซ์แบบไม่คาดคิดด้วย

เสียดายว่า ลิตา มาขัดจังหวะ

ทิพย์สุรางค์ตอนนี้เริ่ม​​เป็นผู้ใหญ่ รู้ใจตัวเองมากขึ้น​​นะคะ​​ นี่ก็​​จะวิ่งหนีหัวใจ​​ไปสุดหล้า ​​แต่ไม่ช้าก็คงตามหัวใจเจอ

มา​​เป็น​​กำลังใจให้เช่นเคยค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นกหัวขวาน [C-17515 ], [180.180.139.63]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ก.ย. ๒๕๕๓, ๑๕.๒๔ น.

อ่าน​​ไป...​​ผมก็ลุ้นให้คนป่วยปล้ำนางเอก​​ไป
น่า​​จะแกล้งกอดไว้เลย​​​​ทั้งคืน

เหมือนเดิมนะจ๊ะ​​...​​เล็กๆ​​น้อยๆ​​ ​​กับคำผิด

หลุดรุ่ย **หลุดลุ่ย
ศรีษะ**ศีรษะ

​​เป็น​​กำลังใจให้ครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : wadee [C-17516 ], [113.53.188.49]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ก.ย. ๒๕๕๓, ๒๐.๐๕ น.

ขอบคุณคุณนกหัวขวานมากนะคะ​​สำหรับคำ​​ที่เขียนผิด ​​ได้แก้ไขเรียบร้อย​​แล้ว​​ค่ะ​​ ขอบอกว่าคำว่า "ศีรษะ" ​​และ "หลุดลุ่ย" เขียนผิดมาตลอดเลย​​ค่ะ​​ ​​แต่ต่อ​​ไปนี้คง​​จะไม่มีทางผิดแล้ว​​ละค่ะ​​ ฮิฮิ บทนี้คงสมใจคุณนกหัวขวานแล้ว​​ใช่ไหมคะ​​ ​​เพราะเห็นลุ้นให้​​พระเอกปล้ำนางอกมานานแล้ว​​ ฮิฮิ (อีกครั้ง)

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น