นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #18
พลอยพนม
...เสียงเอะอะตกอกตกใจของตาปัญญา​แม้ดังอยู่​ไม่ไกล ​แต่เสมือนห่างออก​ไปลิบลับใน​ความรู้สึกของผม ​เพราะ​แม้ผม​จะควบเท้าห้อตะบึงมุ่ง​ไป​ที่นั่นอย่างสุด​กำลัง ก็มิอาจไล่ทัน​ความ​ต้องการ​ซึ่งกระโจนล่วงหน้า​ไปก่อนแล้ว​...

ตอน : สองเท้าย่อมพลาด

เสียงเอะอะตกอกตกใจของตาปัญญา​แม้ดังอยู่​ไม่ไกล ​แต่เสมือนห่างออก​ไปลิบลับใน​ความรู้สึกของผม ​เพราะ​แม้ผม​จะควบเท้าห้อตะบึงมุ่ง​ไป​ที่นั่นอย่างสุด​กำลัง ก็มิอาจไล่ทัน​ความ​ต้องการ​ซึ่งกระโจนล่วงหน้า​ไปก่อนแล้ว​

​ความวิตกกังวล​ที่เกิดขึ้น​ขณะนั้น​เหมือน​กับว่า ​ถ้าเหาะ​ได้ผมก็คง​จะเหาะ​ไปแล้ว​ด้วย​ความ​เป็นห่วงแก

​เมื่อวิ่งมาใกล้ช่องทาง​ที่ผมลุยข้ามปลักโคลนตอนขามา ผมก็ป้องปากกู่เรียกตาปัญญาอีกครั้ง ​เพราะเห็นแกเงียบ​ไป

"ตา ตา "

เงียบ!

"ตา ตา ตาปัญญา ตา​เป็นอะไร​​ไปหรือเปล่า?" ผมร้องตะโกนขึ้น​สุดเสียงอีกครั้ง จนใน​ที่สุดก็​ได้ยินเสียงแกกู่ตอบดังแว่วมาจากฝั่งตรงข้าม เยื้อง​ไปทางซ้ายนิดหน่อย​

"วู้ ! อย่าลุยโคลนมานะ เดินให้ห่างขอบห้วยเข้าไว้ เร็ว ๆ​ หน่อย​ ตา​กำลัง​จะจมมิดลง​ไป​ทั้งตัวแล้ว​"

คราวนี้ผมนึกขำมากกว่ากลัว ​เพราะรู้ว่าตาปัญญาเรียกสติกลับคืน​ได้แล้ว​

​แต่ถึงกระนั้น​ก็ยังอดสงสัยไม่​ได้ว่าแกพลาด​ไป​ได้อย่างไร

ครั้น​เมื่อลุยโคลนเหนียวหนืดตรงทางข้ามข้าม​ไปยังฝั่งโน้น ​และวิ่งเลียบขอบห้วยแห้ง​ไปถึง​ที่​ที่ตาปัญญาโดนโคลนดูด​ได้แล้ว​ ผมก็หัวร่อก๊าก ๆ​ ขึ้น​มาทันที

เห็นสภาพ​ที่แกจมโคลนอยู่​ในห้วยน้ำแห้งอย่างหมดท่า ผมก็รู้ว่าเหตุใดผู้เจนจัดพงไพรอย่างแกถึง​ได้เสียท่าถูกโคลนดูดติดแง็กอยู่​อย่างนั้น​

ภายในบึงโคลนสีน้ำตาลเบื้องล่าง ร่างของตาปัญญาจมมิดจนถึงยอดอก มีกิ่งกระท่อมป่าขนาดปลีน่อง​พร้อม​กับใบดื่นดก ยาวสักวากว่า ๆ​ ฉีกขาดลงมาจากลำต้นวางพาดอยู่​บนขี้โคลนติด​กับตัวแก พอให้แก​ได้อาศัยยึดเกาะ ไม่ถูกโคลนดูดจมหาย​ไป​ทั้งตัว

​เมื่อหันมาเห็นผมยืนอยู่​ริมขอบห้วยตาปัญญาก็ฉีกยิ้มปากกว้าง เศษใบกระท่อมเขียวปี๋เบียดเสียดอยู่​ตามซอกฟันเต็ม​ไป​ทั้งปาก

"เอ็งอย่าหัวเราะ" ตาปัญญาว่า "ตาปวด​เมื่อย​ไป​ทั้งตัวแล้ว​ ​ไปหาหวายหรือเถาวัลย์อะไร​ก็​ได้โยนลงมาเร็ว ๆ​ "

ผม​เอาปืนแก๊ป​ที่แบกอยู่​บนบ่าพิงไว้​กับโคนลำแพน แล้ว​คว้ามีดพร้า​ที่ตาปัญญาพิงไว้​กับต้นกระท่อม​ซึ่ง​เป็นยาโด๊ปสุดโปรดของแก​ที่ริมขอบห้วย มุ่งตรง​ไป​ที่กอหวายน้ำ​ซึ่งแลเห็น​ไป​แต่ไกล เลือกตัด​เอาเส้น​ที่ล่อนจน​เป็นสีเขียวขนาดหัวแม่เท้า​ได้มาเส้นหนึ่ง​ ยาวประมาณห้าวา นำ​ไปผูกปลายด้านหนึ่ง​เข้า​กับโคนมะไฟริมห้วย แล้ว​เหวี่ยงอีกด้านลง​ไปให้ตาปัญญาจับ ​เพื่อให้แกสาวเชือกหวายเส้นนั้น​ดึง​เอาตัวของแกขึ้น​จากโคลนร้ายด้วยตนเอง ​โดย​ที่ผมเพียง​แต่ระวังไม้ให้เชือกหวายเส้นนั้น​คลายหลุดออกจากโคนมะไฟเท่านั้น​ ​เพราะ​จะช่วยดึงอีกแรง ก็ไม่ถนัด ดีไม่ดีเกิดลื่นไถลลง​ไปในนั้น​อีกคนก็ยุ่งแน่

ตาปัญญาสาวเชือกหวายหลุดรอดขึ้น​มาจากปลักโคลนลึกแห่งนั้น​​ได้แล้ว​ แกก็หัวเราะ ฮา ฮา

"​ถ้ามาคนเดียวก็เสร็จมันแน่" แกว่า "ไอ้กิ่งกระท่อม​ที่ฉีกหักหล่นลง​ไป​พร้อมกันนั้น​ พึ่งพาอาศัยไม่​ได้นาน ​เพราะมันเปราะ ขืนเหนี่ยวมันหนัก ๆ​ ก็​จะหักสองท่อน แล้ว​ทีนี้​ทั้งมัน​ทั้งตาก็​ต้องมุดยมโยมโลกลง​ไป​พร้อมกัน"

"ใบกระท่อม​ที่ติดอยู่​ตามกิ่งก้านของมันนั้น​ ตา​จะกิน​ไป​ได้สักกี่วัน" ผมสัพยอก ตาปัญญาก็หัวเราะ ฮา ๆ​ เสียงดังกว่าเดิม

"ตอน​ที่หล่นลง​ไปในโคลนตานึกถึงเอ็งทันที ​เพราะลืมบอกให้รู้เสียก่อน"

"​ถ้าไม่เคย​ได้ฟังปู่เล่าเรื่อง​นี้มาบ้าง ก็อาจ​จะโดนมันดูด​เอาเหมือนกัน" ผมว่า "​แต่​เป็น​เพราะปู่เล่าถึงอันตรายของมันให้ฟัง ผมจึงเดินหาร่องรอยของพวกสัตว์​ที่พากันลุยข้าม​ไปฝั่งโน้น แล้ว​ผมก็ลุย​ไปตามรอยของมัน"

"ตาเขียวไรแกรู้ทุกเรื่อง​" ตาปัญญาหมายถึงปู่ของผม

"ก็ปู่ผม​เป็นโจร หนีคุกตะรางอยู่​​แต่ในป่า ​ถ้าไม่รู้เรื่อง​นี้ก็แย่นะสิ"

"​เมื่อสองสามปีก่อนมีพม่าสองแม่ลูกโดนโคลนในหนองนี้ดูดตาย​พร้อมกันครั้งหนึ่ง​แล้ว​ เจ้าตัวลูกก็ยังเล็กอยู่​ด้วย อายุราว ๆ​ สักขวบกว่า ๆ​ น่าสงสาร...​"

"แม่ของ​เขาคงไม่รู้ละสิ?" ผมสงสัย

"คง​จะรู้ ​แต่มันพลาด ​เพราะโดนตัวต่อไล่ต่อย วิ่งหนีจนลื่นไถลลง​ไป ก็เลย​โดนสองเด้ง ข้างบนก็โดนตัวต่อต่อย​เอา ข้างล่างก็ถูกโคลนดูดจมลง​ไปอย่างรวดเร็ว ​เพราะยิ่งดิ้นโคลนก็ยิ่งดูด กว่า​จะพรรคพวกของมัน​จะตามหาเจอ โคลนร้ายก็ดูดจนเหลือ​แต่ท่อนแขนของผู้​เป็นแม่โผล่ให้เห็นอยู่​ข้างเดียว"

ผมฟังตาปัญญาเล่าเรื่อง​นี้ด้วย​ความเสียวสยอง นึกเห็นภาพอันน่าเวทนา​และน่าหวาดกลัวจนเส้นขนลุกชันทั่ว​ทั้งกาย

นอกจากเรื่อง​นี้ พวกพม่า​ที่เข้ามาหากินแถวบ้านเราล้วน​แต่น่าสงสาร บางคนหาแร่​ได้มามาก ๆ​ ก็โดนขโมย หรือไม่ก็โดนปล้นตรงปากทางเหมืองขณะรอรถ​โดยสาร​จะ​ไปขายแร่​ที่ตลาดตะกั่วป่า ​ซึ่ง​เป็นจังหวะ​ที่พวกโจรห้าร้อยมันซุ่มรออยู่​แล้ว​


พวก​ที่ปล้นก็ไม่ใช่พวกเหมืองป่าอย่างเรา ๆ​ ​แต่​เป็นพวกเกะกะเกเรไม่ประกอบสัมมาอาชีพ ​เอา​แต่เ​ที่ยวเตร่เฮฮา เล่นการพนัน ลักเล็กขโมยน้อย ​ถ้า​เป็นคนไทยด้วยกันก็ไม่เท่าไหร่ ​เพราะพวกมันยังเกรงใจอยู่​บ้าง ​แต่​ถ้าพม่าแล้ว​เผลอไม่​ได้ เผลอ​เป็นโดนปล้นทันที จนระยะหลัง ๆ​ พวกพม่า​ต้องรอนำแร่​ไปขาย​พร้อม​กับพวกชาวเหมืองคนไทยจึง​จะปลอดภัย

​แต่​ถ้าพูดถึงการดำรงชีพในป่า , พวกพม่าดูเหมือน​จะทรหดกว่าพวกเราคนไทย เหตุผลหนึ่ง​, ก็อาจ​จะ​เนื่องมาจากชีวิต​ที่สมบุกสมบัน ผ่าน​ความยากลำบากจนแสนสาหัสมาแล้ว​ก็​ได้ พอมาอยู่​ป่าดงบ้านเรา​ซึ่งปลอดภัยแทบทุกด้าน พวก​เขาจึงมุ่งหน้าบุกตะลุยการงานกันแทบไม่คิดชีวิต บางพวกขนลูกเมียขึ้น​​ไปสร้างกระท่อมทับอยู่​ในดงนั้น​เลย​ รอบ ๆ​ กระท่อมก็ปลูกผักปลูกหญ้าสารพัด หอม กระเทียม ขมิ้น ข่า ตะไคร้ มีครบทุกสิ่ง ในหมู่พวกเรา​ถ้าทับของ​ใครขาดเหลือสิ่งใดก็​ไปพลอยอาศัยทับพม่ากัน​ทั้งนั้น​

​และในขณะเดียวกัน พวกเรา​ที่มีอะไร​พอ​จะช่วยเหลือแบ่งปัน​ได้ เราก็ไม่หวง ​เพราะ​เป็นธรรมเนียมของชาวเหมืองป่า​ที่ปฏิบัติต่อกันมาอย่างนั้น​ตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวดโน่นแล้ว​

"​เขา​เอาศพ​ไปทำบุญหรือเปล่า" ผมถามตาปัญญา

"​เอา​ไปทำกัน​ที่ทับนั่นแหละ​"

"นิมนต์​พระ​ที่ไหนมาสวด" ผมสงสัย

ตาปัญญาส่ายหน้า

"สวดกันเอง" แกพูดเบา ๆ​ "พวก​เขานั่งล้อมวงสวดกันเองตามยถากรรม ตามประเพณีของ​เขา...​ สวด​พระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์เหมือนกัน ออกเสียง กุสะลาธัมมา อะกุสลาธัมมา อัพพะยากะตา ธัมมา...​ คล้ายเสียง​พระภิกษุของเรา​ที่สวดกันอยู่​เดี๋ยวนี้นั่นแหละ​ สวดเสร็จก็เผาเลย​ หาม​ไปเผา​ที่ชายป่าริมหน้าเหมืองของพวก​เขา ตัดกิ่งไม้แห้ง ๆ​ มาเรียงซ้อน​เป็นเชิงตะกอนเหมือน​กับพวกเราชาวไทยทำกันในป่าช้า​ที่วัด เพียง​แต่​เขาไม่​ได้ยกศพใส่โลง ​เขา​ใช้เสื่อใบเตยผืนใหม่​ที่ทอขึ้น​หลังจากพบศพ แล้ว​นำมาห่อ​และผููกรัดจนแน่น​เป็นม้วนกลม ๆ​ เวลายก​ไปวางบนเชิงตะกอนก็ดูคล้าย ๆ​ ​กับโลงศพ เสร็จแล้ว​ก็จุดไฟเผา"

"นอกจากพวกพม่า แล้ว​มี​ใครเคยโดนโคลนดูดอีกบ้าง"

"เท่า​ที่รู้- -ไม่มี" ตาปัญญาสั่นหัว แล้ว​หัวเราะขึ้น​มา "​ถ้า​จะมีก็ตานี่แหละ​ราย​ที่สอง ฮา ฮา"

สมัยผมยัง​เป็นเด็กก็เคยรับรู้มาว่า ​ที่บ้านไร่ของผม,ภายในป่าด้านทิศตะวันออกก็มีแหล่งโคลนดูดอยู่​แห่งหนึ่ง​เหมือนกัน ​เป็นบ่อเล็ก ๆ​ ฝังตัวอยู่​ใจกลางหนองน้ำใหญ่ เรียกกันว่า "หนองชุมแสง" มีเนื้อ​ที่กว้างประมาณสิบไร่เศษ หน้าฝนน้ำท่วมขังแลกว้างลิบ ระดับน้ำบริเวณริมขอบหนองสูงถึงสะเอว

ภายในหนองมี ต้นกก จูดหนู สาหร่าย แพงพวย บัวผันบัวเผื่อน ​และบัวคันช้อง ขึ้น​อยู่​เต็ม​ไปหมด

พ่อเคยพาผม​ไปซุ่มยิงพวกนกน้ำ​ที่บริเวณนั้น​หลายครั้ง ​โดยเฉพาะพวกนกเป็ดน้ำ​และนกกินปลาขายาว ๆ​ สีสวย ๆ​ ชุกชุมมาก พวกมันบิน​ไปหากินกัน​ที่นั่นตลอด​ทั้งวัน

นกเป็ดน้ำบินมา​เป็นฝูง ๆ​ ​แต่ละฝูงก็มากมาย​นับร้อยตัว ขณะ​กำลังบินขึ้น​บินลงพวกมัน​จะส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวดังลั่น​ไปหมด ผม​กับพ่อ​จะแอบซุ่มอยู่​หลังกอเตยใบใหญ่ ชื่อว่า "เตยโดง" ​ถ้า​เป็นกอ​ที่มีอายุมากสักหน่อย​ ก็​จะมีลักษณะ​เป็นลำต้นสูงเรียวเหมือนต้นหมากเบียดเสียดกันอยู่​ไม่ต่ำกว่าสามสี่ต้น ​ส่วน​ที่ใต้โคนก็​จะมีกอเล็ก ๆ​ ผุดแซมขึ้น​หนาแน่น ​ใช้​เป็นบังไพรแอบซุ่มยิงสัตว์​ที่ลงหากินในหนองน้ำ​ได้ดี ​เพราะยามลมกระพือพัด ใบอันดกหนาของมันก็​จะไม่พลิ้วจนเผยให้สัตว์​ที่หาเหยื่อเพลิดเพลินอยู่​ในหนองน้ำ​ได้เห็นเรา​ที่แอบซุ่มอยู่​ เพียง​แต่ใบของมัน​จะแกว่งไกวดังแกรกกรากเกรียวกราว​ไปตามกระแสลม ทำให้พวกนกน้ำพวกนั้น​เคยชิน ไม่แปลกใจสงสัย

พ่อของผม​เป็นนักล่า​ที่ค่อนข้างสุขุม มีกรรมวิธีในการ​ใช้ปืนแก๊ปล่าสัตว์จำพวกนกน้ำ​ที่ไม่เหมือน​ใคร ​โดยเฉพาะการประจุลูกปืนยิงนกเป็ดน้ำ พ่อ​จะไม่​ใช้ลูกปรายเหมือนคนอื่น ​แต่​จะ​ใช้ลูกตะกั่วลูกโดดเม็ดเล็ก ๆ​ ขนาดเม็ดข้าวโพดใส่ลง​ไปเม็ดเดียว ดินปืนก็ประจุแค่ปลายสองนิ้ว ​ซึ่งแรงขับไม่รุนแรงนัก เสียงปืน​จะ​ได้ไม่ดังจนทำให้ฝูงนกแตกตื่นตกใจ

เวลา​จะยิง พ่อก็​จะยกปืนประทับบ่าซุ่มรอ กระทั่งนกเป็ดน้ำว่ายวนหาเหยื่อเข้ามาใกล้จึง​จะเหนี่ยวไกลั่นกระสุน ​แต่​ต้องตัวโต ๆ​ ​ถ้า​เป็นตัวเล็กพ่อก็​จะปล่อยให้มันว่ายน้ำผ่าน​ไป

​เมื่อพ่อกระดิกนิ้วลั่นไก รับรองนัดไหนนัดนั้น​, เจ้านกเป็ดน้ำอ้วนพี​จะ​ต้องหายท้องลอยน้ำ​โดยไม่มีอาการกระพือปีกตีน้ำดิ้นพราด ๆ​ ให้สมัครพรรคพวกของมัน​ต้องพลอยตกอกตกใจ​แม้​แต่น้อย

พอสิ้นเสียงปืนของพ่อ พวกนกเป็ดน้ำบางตัวเพียงแค่ชะงัก แล้ว​ก็ลงมือว่ายวนหาเหยื่อต่อ​ไป บางตัวก็ดำผุดดำว่ายอย่างร่าเริง ครั้นเผลอ​เมื่อไหร่ก็มาเข้าทางปืนของพ่อ​ที่ประจุกระสุนใหม่เสร็จแล้ว​จน​ได้

เสียงปืน​ที่หลุดออกจากปากกระบอกปืนแก๊ปของพ่อกระบอกนั้น​เบาแสนเบา ประกอบกันเราสองพ่อลูกนั่งซุ่มอยู่​ใต้ทิศทางลม ​ซึ่งช่วยพัดหอบเสียงปืนย้อนกลับหลัง พวกนกเป็ดน้ำเหล่านั้น​จึงไม่กระสากันเลย​

ครั้นถึงหน้าร้อน สัตว์ป่า​ที่ออกหากินบริเวณหนองชุมแสงก็เปลี่ยน​ไป

จากนกเป็ดน้ำ​และนกน้ำอื่น ๆ​ กลาย​เป็น กวาง หมูป่า อีเก้ง ​และนกปากยาว ๆ​ ตัวเล็ก ๆ​ รวม​ทั้งนกกระยาง​ที่พ่อไม่เคยยิงพวกมันเลย​ ​จะพากันมาหากินอยู่​ตามแถวนั้น​อย่างชุกชุม

น้ำยิ่งแห้ง สัตว์ป่าก็ยิ่งอพยพมาหากินมากขึ้น​ ​โดยเฉพาะเวลากลางคืนก็​จะออกจากป่ามากินน้ำ​ที่ขอดขัง​เป็นแอ่งกลม ๆ​ อยู่​กลางหนอง ​แต่ไม่เคยมีสัตว์ตัวใดกล้าย่ำลง​ไปถึงกึ่งกลาง​ซึ่ง​เป็นบริเวณโคลนดูด

เล่ากันว่า, ก่อนผมเกิดสักปีสองปี เคยมีช้างสารตัวหนึ่ง​แยกจากโขลงออกหากิน ผ่านมาทางหนองชุมแสง ​ซึ่ง​จะเพลิดเพลินอีท่าไหนก็ไม่รู้ มันเกิดลื่นไถลลง​ไปกลางบึง ถูกโคลนดูดจนจมมิด ตายติดอยู่​ตรงนั้น​อย่างช่วยไม่​ได้ พาให้สัตว์อื่น ๆ​ เข็ดขยาดมิกล้าย่างกรายลง​ไปบริเวณอีกเลย​


ตาปัญญาจึงว่า​แม้​แต่สัตว์สี่เท้ายังรู้พลาด นับประสาไร​กับกูแค่สองเท้า​จะไม่พลาด​กับ​เขาบ้าง

"​แต่ตัวนั้น​พลาด​เพราะใบกระท่อม" ไอ้ชนพูดใส่หน้าแก "ไม้ไผ่มี​ทั้งป่าไม่เสาะหา​ไปสอย ดันปีนขึ้น​​ไป รู้​ทั้งรู้- -กิ่งกระท่อมเปราะยังกะอะไร​ดี แค่ตดใส่แรง ๆ​ มันก็​จะหักแล้ว​ ยัง​จะปีนขึ้น​​ไปอีก"

"เห็นกิ่งมันอยู่​ต่ำ ๆ​ กะ​จะเด็ดใส่ปากสักใบสองใบ ​แต่พอรูดเข้าปากเสร็จแล้ว​มันก็เพลิน—แล้ว​ก็เผลอจนลืมตัว ฮา ฮา"

ตาปัญญาสารภาพ​กับพรรคพวก ขณะเดิน​ไปบอกให้​ไปแล่เนื้อกระทิง​ที่เราสองคนนั่งห้างยิงมันล้มอยู่​กลางทุ่งส้านในวันนั้น​

ผม​เอาปืนแก๊ป​และเครื่องกระสุน​ไปคืนให้ไอ้พริ้ง​ได้ถือติดมือ​ไปด้วย หลังจากนั้น​ก็กลับ​ไปนอนรับลมเย็น​ที่แคร่ไม้ไผ่ใต้โคนไม้หน้าทับตาปัญญา

พอล้มตัวนอน ลมป่าก็โชยมาเย็นสบาย เสียงนกกินน้ำดอกไม้ตัวเล็ก ๆ​ ​ที่​กำลังเกาะกินน้ำหวานดอกกาฝาก​ที่ริมลำธารขับร้องประสานเสียงกันดังขรม...​ ผมนอนฟังอยู่​สักครู่ก็ผล็อยหลับด้วย​ความอ่อนเพลีย ​เพราะทนนั่งถ่างตารอคอยการปรากฏตัวของสัตว์ป่าอยู่​บนห้างตลอดคืน

*************************************************** 

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3233 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน สองเท้าย่อมพลาด --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๒๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-17359 ], [1.47.193.122]
เมื่อวันที่ : ๑๓ ส.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๐๘ น.

นอกจากแร่แล้ว​​ เหมืองแห่งนี้อุดม​​ไปด้วยวัตถุดิบสำหรับงานเขียนจริง ๆ​​
สนุกมากครับ​​ อ่านตั้งหลายตอนแล้ว​​ยังมีสิ่งใหม่ ๆ​​ ให้รับรู้อีกไม่มีหมดเลย​​
นับถือครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : อิติฯ [C-17360 ], [125.24.51.177]
เมื่อวันที่ : ๑๓ ส.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๒๓ น.

ลับแล แก่งคอย งานซีไรต์ของอุทิศ ​​ได้ใจผม​​ไปแล้ว​​

เหมืองป่า ​​เป็นอีกงาน ​​ที่ผม​​จะไม่พลาดเลย​​​​แม้​​แต่สักตอน

​​เอาใจช่วยครับ​​...​​ตีพิมพ์​​เมื่อไหร่เสร็จผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : วิทย์ แดงจันศรี [C-17369 ], [114.128.143.212]
เมื่อวันที่ : ๑๕ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๔.๑๓ น.

สนุกครับ​​...​​ไล่อ่าน​​แต่ละตอนมาเรื่อยๆ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17426 ], [110.49.193.217]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๕๘ น.

อดใจรอตอนต่อ​​ไปอีกสักนิดนะครับ​​ ตอนนี้ภารกิจประจำวัน​​กำลังเบียดแทรกพื้น​​ที่อ่าน-เขียนของผมแทบหมดเลย​​ มีหนังสือ​​ที่พรรคพวกจากกรุงเทพฯส่ง​​ไปให้สองสามเล่มก็ยังไม่​​ได้เปิดอ่าน

ไว้อีกหน่อย​​พอเขียนหนังสือดังแล้ว​​ค่อยวางมือจากงาน​​ที่​​กำลังทำอยู่​​ แล้ว​​​​จะเขียนหนังสืออย่างเดียว

ฮา ฮา พูดเล่นนะครับ​​

​​เพราะจริง ๆ​​ แล้ว​​คง​​เป็น​​ไปไม่​​ได้ งานเขียนหนังสือ​​เป็นงานยาก แล้ว​​อีกอย่างผมก็ไม่มีทุนมากพอ​​ที่​​จะพิมพ์เองขายเอง เว้น​​แต่สำนักพิมพ์ไหนผ่านสายตาแล้ว​​เกิดชอบใจขึ้น​​มาจึง​​จะมีโอกาส​​ได้ตีพิมพ์

​​ความจริงงานเรื่อง​​สั้น​​ที่รวบ ๆ​​ รวม ๆ​​ ไว้แล้ว​​ก็มีอยู่​​พอสมควร ​​ทั้ง​​ที่ผ่านการตีพิมพ์ในนิตยสารต่าง ๆ​​ ​​และ​​ที่เผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต​​เป็น​​ที่ถูกใจของนักอ่าน ​​ส่วนเรื่อง​​​​ที่ส่ง​​ไปชิงรางวัลนั้น​​ เพิ่งเคยส่งแค่สองครั้ง มีรางวัลสุภาว์ เทวกุล ​​กับ รางวัลพานแว่นฟ้า ปี ๒๕๕๓ นี่เอง ​​แต่ก็เหลว​​ทั้งสอง​​ที่

อาจ​​เป็น​​เพราะ​​ไปประชัน​​กับนักเขียนมือรางวัลเก่าเข้าก็​​ได้ ​​แต่ผมก็ไม่ติดใจหรอกครับ​​ เรื่อง​​รางวัล​​จะ​​ได้หรือไม่​​ได้ผมก็​​ต้องเขียนหนังสืออยู่​​วันยังค่ำ

​​เพราะใจมันรัก ขอให้มีเวลาอย่างเดียว มี​​เมื่อไหร่ผม​​เป็น​​ต้องปั่นจนแป้นคีย์บอร์ดดังรัวเหมือนคั่วตอก​​เมื่อนั้น​​

ขอขอบคุณ​​ที่ติดตามอ่านนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น