นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #8
ดอยสะเก็ด
...คำปัน เป้ย​และบุญมี​ซึ่งป็นคนงานในโรงบ่ม นั่งล้อมวงกันอยู่​บนแคร่ไม้ไผ่​ที่ต่ออย่างหยาบๆ​ติด​กับพุ่มไม้ใกล้เรือนแถว​ที่พักคนงาน มีเหล้าขวดใหญ่​ซึ่งพร่...

ตอน : 8 - นักมวยหรือนักเลง

คำปัน เป้ย​และบุญมี​ซึ่งป็นคนงานในโรงบ่ม นั่งล้อมวงกันอยู่​บนแคร่ไม้ไผ่​ที่ต่ออย่างหยาบๆ​ติด​กับพุ่มไม้ใกล้เรือนแถว​ที่พักคนงาน มีเหล้าขวดใหญ่​ซึ่งพร่อง​ไปแล้ว​เกินครึ่ง ขวดโซดาเปล่าสามสี่ขวด​และของแกล้มเหล้า​ซึ่งภรรยาของบุณมีทำมาให้ วางอยู่​ตรงหน้าบนแคร่ คน​ทั้งสามนั่งกินเหล้าอยู่​ตรงนี้ตั้งแต่หัวค่ำแล้ว​ ​เมื่อดื่มกันจน​ได้​ที่แล้ว​เสียงพูดคุยก็เริ่มดังขึ้น​เรื่อยๆ​ ​แต่ละคนก็หน้าแดงด้วยฤทธิ์เหล้า

เคนเดินออกมาจากสำนักงานของหนานคำหน้าโรงบ่มยา หลังจากเสร็จงาน​ที่หนานคำขอให้ช่วยทำ​เป็นพิเศษ​เพื่อเสนอคุณดนัยในเช้า​วันรุ่งขึ้น​ ​เมื่อเห็นชายหนุ่มเดินมุ่งหน้ามาใกล้บริเวณแคร่​เพราะ​เป็นทาง​ที่​ต้องเดินผ่าน ​เพื่อ​ใช้​เป็นทางลัดกลับ​ไป​ที่กระท่อมของตาเป็ง คำปัน​ซึ่งค่อนข้างเมา​และรู้สึกไม่ถูกชะตา​กับเคน​และยังปักใจเชื่อว่า​เขาแกล้งสูญเสีย​ความจำ รวม​ทั้งเห็นว่าระยะหลังนี้หนานคำ​ซึ่ง​เป็นเจ้านาย​โดยตรงของ​เขามัก​จะมอบหมายงานด้านเอกสารให้เคนทำ ไม่​ต้องเข้า​ไปทำงานในไร่หรือโรงบ่มเหมือนระยะแรกๆ​ ทำให้คำปันรู้สึกอิจฉา​เพราะคิดว่างาน​ที่ชายหนุ่มผู้นี้ทำ​เป็นงานง่ายๆ​สบายๆ​ไม่เหมือนงานของ​เขา ​ที่นอกจาก​ต้องทำงานในโรงบ่มแล้ว​ยังมีหน้า​ที่​ต้องขับรถอีกด้วย

ขณะ​ที่เคน​กำลัง​จะเดินผ่าน​ไปคำปันก็ร้องเรียก​เขา " ​จะกลับแล้ว​หรือ เคน?
เคนชะงัก " ใช่ ผมเสร็จงานแล้ว​ "
คำปันกวักมือเรียก " ​จะรีบ​ไปไหนล่ะ มาก๊งกันก่อน " ​เขาหยิบแก้วพลาสติกใบหนึ่ง​มารินเหล้าลง​ไปแล้ว​ชูส่งให้เคน​ซึ่งยังยืนอยู่​

ชายหนุ่มลังเล ​เขาอยาก​จะรีบกลับ​ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า​เพราะทำงานมา​ทั้งวันแล้ว​ ​แต่​ถ้าปฏิเสธก็อาจ​จะถูกหาว่ารังเกียจหรือไม่​เอาพวก​เอาพ้อง ​เขาคิดว่า​ถ้า​จะนั่งดื่มด้วยสักแก้ว ​เพื่อรักษาไมตรี​กับ​เพื่อนร่วมงาน​เอาไว้ก็คงไม่เสียหลาย

เห็นท่าลังเลของ​เขาคำปันก็วางแก้วเหล้าลงแล้ว​ลุกขึ้น​เดินเข้ามาถึงตัว ดึงมือข้างหนึ่ง​ของเคนให้เดินตาม​ไป​ที่แคร่ ​ซึ่งชายหนุ่มก็ยอมทำตาม​โดยดี

" ​เป็นไง อยู่​​ที่นี่สุขสบายดีไหม ? " คำปันตั้งคำถามด้วยเสียง​ที่เริ่มอ้อแอ้ หลังจาก​ที่เคนจิบเหล้า​ที่​เขาส่งให้
เคนพยักหน้า " ก็ดี " เหลือบมองผู้ชายอีกสองคน​ที่นั่งเงียบ ​เขาไม่รู้จักชื่อของคน​ทั้งสอง จำ​ได้​แต่หน้าว่า​เป็นคนงานในโรงบ่ม
" เฮ้ย! ไอ้เป้ย " คำปั่นกล่าว " มึงจำ​ได้ไหมวะ ​เมื่อวานเมียมึงทำอะไร​ให้กิน ? "

​แม้ไม่รู้เจตนาของคำปัน​ซึ่งยกให้​เป็นลูกพี่ชัดเจน​แต่เป้ยก็พอ​จะเดาทางออก ​เพราะคำปันมัก​จะ​เอาเรื่อง​ของนายเคนคนนี้มาคุยให้ฟังอยู่​บ่อยๆ​ ในทำนองไม่พอใจหรือไม่ชอบหน้า

" จำไม่​ได้ "
" อย่าตอแหล ทำไมถึงจำไม่​ได้" คำปันกรอกเหล้าเข้าปากอีก "มึงหลอก​ใครก็หลอก​ไป อย่ามาหลอกกู "
เป้ยหัวเราะแหะๆ​ เหลือบดูสีหน้าของเคน ก็เห็น​แต่​ความเรียบเฉย
​ส่วนบุญมีส่งเสียงหัวเราะออกมา แล้ว​ถามว่า " เมาแล้ว​เหรอ ลูกพี่ "
" คนอย่างกูไม่เมาง่ายๆ​หรอกเว้ย กูไม่ใช่ไก่อ่อนนี่หว่า กูไม่ชอบคนตอแหล หลอก​ใคร​ได้ก็หลอก​ไป​แต่อย่าเสือกมาหลอกกู " แล้ว​​เขาก็หัน​ไปพูด​กับเป้ยอีกว่า " มึงจำไม่​ได้​เพราะถูก​ใครตีหัวมาหรือไงวะ หรือมึง​แต่งเรื่อง​ขึ้น​มาว่าจำอะไร​ไม่​ได้ มึงมีจุดประสงค์อะไร​กันแน่ ? "

เคนเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล​กับคำพูดของคำปัน​และเป้ย ​เขาดื่มเหล้า​ที่เหลือในแก้วจนหมดแล้ว​ขยับ​จะลุกจากแคร่​เพื่อกลับบ้านพัก ​แต่คำปันจ้องหน้า​เขาเขม็ง

"​จะหนี​ไปไหน ยัง​ไปไม่​ได้ มาพูดกันให้รู้เรื่อง​ก่อน "
เคนลุกขึ้น​ยืน " ผม​จะกลับละ ​ถ้าคำปันมีอะไร​​จะพูด​กับผมก็ค่อยพูดกันตอนไม่เมาดีกว่า "
" มึงหาว่ากูเมาหรือ "

พูดขาดคำคำปันก็ลุกขึ้น​ ต่อยโครมเข้า​ไป​ที่ใบหน้าของเคน ​แต่ชายหนุ่มหลบทันแล้ว​​ใช้มือยันคำปันให้ถอยออก​ไป คำปัน​ซึ่งเมาอยู่​แล้ว​ ​เมื่อถูกผลักก็เซหลุนๆ​ล้มลง​ไปบนแคร่ ทับลง​ไปบนขวดเหล้า​และแก้วเหล้าสองสามใบตรงนั้น​ เคนเดินห่างจากแคร่นั้น​ออก​ไป​ได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกแรงปะทะของคำปัน​ซึ่งลุกขึ้น​มา​ได้แล้ว​ กระโจนเข้าใส่ทางด้านหลังจนเซถลา​ไปปะทะ​กับต้นไม้ข้างทาง ชายหนุ่มตั้งตัว​ได้แล้ว​ก็หันกลับมารับหมัดของคำปัน​ที่กระหน่ำเข้าใส่​เขา​เป็นพายุบุแคม ​เมื่อ​ได้โอกาส​เขาก็เข้าประชิดตัวคำปัน กระแทกข้อศอกเข้ากลางลำตัวของฝ่ายนั้น​อย่างแรง ตามด้วยการเตะสะกัดเข้า​ไปตรงข้อพับหัวเข่า ทำให้คำปันล้มลง​ไปกองอยู่​บนพื้น

​เมื่อเห็นลูกพี่ลง​ไปนอนตัวงอกุมท้อง เป้ย​และบุญมีก็ถลันลุกออกจากแคร่​ที่นั่งอยู่​ ปราดเข้าใส่ชายหนุ่มทันที เป้ย​ซึ่งตัวใหญ่ราว​กับยักษ์ปักหลั่น​และเคย​เป็นนักมวยมาก่อนกระโดดเข้าใส่เคน ง้างหมัดหมายกระโดงคางของชายหนุ่ม กะว่าหมัดเดียวจอด

​แต่เคน​ซึ่งยืนเตรียม​พร้อมอยู่​แล้ว​ไวกว่า ​เขา​ใช้แขนข้างหนึ่ง​สับเต็มแรงลง​ไปบนข้อมือ ปัดหมัดของเป้ยให้พ้นออก​ไป ​พร้อม​กับ​ใช้ขา​ที่ยาวถีบเป้ยเต็มแรงจนกระเด็น​ไปปะทะเข้า​กับต้นไม้ต้นหนึ่ง​แล้ว​ล้มลง ​แต่แล้ว​ก็เจอเข้า​กับบุญมี​ที่ฉวย​ได้ไม้ท่อนหนึ่ง​​ที่ตกอยู่​แถวๆ​นั้น​ หวดเข้ามาหมายศรีษะ​เขา ​แต่​เนื่องจากเคนตัวสูงกว่าไม้ท่อนนั้น​จึงพลาดจากเป้าหมาย​ไปโดนโหนกแก้มของ​เขาไม่แรงนัก ​แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มผงะหงาย​ไปเหมือนกัน

แล้ว​ทันใดนั้น​​เขาก็ถูกเป้ย​ซึ่งลุกขึ้น​มา​ได้แล้ว​กระโดดเข้าล้อคตัว​เขาจากทางด้านหลัง ด้วยสัญชาติญาณ​ที่เกิดขึ้น​​โดยอัตโนมัติ เคนกระแทกศรีษะของ​เขา​ไปข้างหลัง โขกเข้า​กับศรีษะของเป้ย​ซึ่งสูงพอๆ​กันอย่างแรงจนมีเลือดไหลออกมาจากจมูกของเป้ย
แรงกระแทกของเคนทำให้เป้ยผงะหงาย​ไปข้างหลังจน​ต้องคลายแขน​ที่รัดตัว​เขา​เอาไว้ออกจนหลวม แล้ว​ชายหนุ่มก็เหวี่ยงตัวกลับอย่างรวดเร็ว​ไปเผชิญหน้า​กับเป้ย ​ที่หมุนตาม​เขา​ไป​คือข้อศอก​ที่กางออก​เป็นมุมแหลม​และเสยเข้าอย่างจัง​ที่ต้นแขนของเป้ย ทำให้ฝ่ายนั้น​เซถลา​ไปตามแรงกระแทกจนแขน​ที่ยังกอดรัด​เขาอยู่​หลุดออก​ไป ร่างของเป้ยกระเด็นลง​ไปกองอยู่​​กับพื้น

บุญมี​ซึ่งยังถือไม้อยู่​ในมือเงื้อไม้ขึ้น​อีกครั้งหนึ่ง​ กะฟาดลงบนตัว​เขาเต็มแรง เคนฉวยโอกาส​ที่บุญมี​กำลังเงื้อไม้อยู่​กระโจนเข้าประชิดตัว รัวหมัดเข้าใส่บุญมีจนหน้าหงาย​ไปมาตามแรงหมัด บางหมัดเสยเข้า​ที่ดั้งจมูกเต็มแรงจนเลือดไหลปรี่ออกมา บุญมียกมือข้าง​ที่ว่างขึ้น​กุมจมูก ​เมื่อสัมผัส​กับเลือด​ที่ไหลออกมา​เป็นสาย​เขาก็ชะงัก​เพราะ​ความใจเสีย

ชายหนุ่มฉวยจังหวะนั้น​กระชากไม้ในมือของบุญมีเต็มแรง จนตัวของบุญมีหมุน​ไปตามแรงกระชาก ​เมื่อ​ได้ไม้มาแล้ว​​เขาก็ตั้งใจ​จะโยนมัน​ไปข้างทางให้ห่างจากตรง​ที่​กำลังชุลมุนกันอยู่​ ​แต่แล้ว​ก็มีเสียงคนร้องว่า

" ระวัง "

เคนหมุนตัวกลับทันที​ที่​ได้ยินเสียง ​เขาเพิ่งสังเกตเห็นว่ามีคนหลายคน​ซึ่งคง​จะ​เป็นคนงาน​ที่พักอยู่​​ที่เรือนยาวแถวนั้น​ยืนมุงกันอยู่​ ​เขาไม่รู้ว่าคนพวกนี้มายืนกันอยู่​ตั้งแต่​เมื่อไร ​และ​เมื่อหันมาก็เจอ​กับคำปัน​ซึ่งคงหายจุกแล้ว​ กระโดดเข้าใส่​เขา​พร้อมด้วยมีดในมือ ​ที่เงื้อง่าหมายจ้วงแทง​ที่บริเวณหน้าอกหรือช่องท้อง

​โดยไม่​ต้องคิด...​ชายหนุ่มยกไม้​ที่แย่งมา​ได้จากบุญมีขึ้น​สูง ฟาดโครมลง​ไปบนข้อมือข้าง​ที่ถือมีดของคำปันอย่างแรงจนมีดหลุดกระเด็นลง​ไปบนพื้น คำปันสะบัดมือข้าง​ที่ถูกตีอยู่​เร่าๆ​ด้วย​ความเจ็บปวด เคนตามติดด้วยการ​ใช้เท้าเตะเข้า​ไป​ที่ขาพับเต็มแรงจนคำปันล้มลง​ไปอีกครั้งหนึ่ง​ ​ส่วนเป้ย​และบุญมี​ซึ่งตั้งตัว​ได้แล้ว​ปราดเข้าหาเคนอีกครั้งหนึ่ง​

​แต่แล้ว​...​ก่อน​ที่เรื่อง​​จะบานปลายต่อ​ไป ก็มีเสียงตวาดดังออกมาจากกลุ่มคน​ที่ยืนมุงกันอยู่​

" หยุดเดี๋ยวนี้ทุกคน !! "

หนานคำนั่นเอง ​เขาเพิ่งออกจากไร่ผ่านมาทางนี้ เห็นคนงานหลายคนยืนมุงดูอะไร​อยู่​ จึงเดินเข้ามาสมทบ​และเฝ้าดูการต่อสู้อยู่​พักหนึ่ง​แล้ว​ ​เขาเห็นการต่อสู้ของเคน​และคิดในใจว่า 'ไอ้นี่​เป็นมวยนี่หว่า'

" มีเรื่อง​อะไร​กัน กินข้าวหม้อเดียวกันแท้ๆ​ยังกัดกัน​ได้ " หนานคำหน้าเครียด คู่ต่อสู้​ทั้งสี่คน​ซึ่งต่างก็​ได้รับบาดเจ็บกัน​โดยถ้วนหน้ามากบ้างน้อยบ้าง ยืนก้มหน้า เลือดจากจมูกของบุญมียังไม่หยุดไหล

" เคน ​เป็นไงบ้าง ? " กรนั่นเอง เคนไม่รู้ว่า​เขาโผล่มาตอนไหน หรือร่วมอยู่​ในกลุ่ม​ที่มุงดูกันอยู่​ เด็กชายเข้ามาเกาะแขนชายหนุ่ม เงยหน้าขึ้น​สำรวจอย่างห่วงใยว่า​เขาบาดเจ็บฟกช้ำตรงไหนบ้าง

" อ้าว คุณกร ยังไม่ขึ้น​ตึกอีกหรือ ? " เคนก้มลงถาม
" ยัง ผม​ไปหาคุณ​ที่บ้านตาเป็ง แกบอกว่าคุณยังไม่กลับผมเลย​ตามมา​ที่นี่ "

เสียงหนานคำดังขัดจังหวะขึ้น​มาว่า " พรุ่งนี้เช้า​ให้ทุกคน​ไปรายงานตัว​ที่ออฟฟิศ​เพื่อพิจารณาโทษ " ​เขาหมายถึงสำนักงานในบริเวณโรงบ่ม​ซึ่ง​เป็น​ที่ทำงานของ​เขา " บุญมีตามมา ​จะห้ามเลือดทำแผลให้ก่อน คนอื่นๆ​แยกย้ายกัน​ไป​ได้แล้ว​ ​ถ้ายังมีเรื่อง​กันอีกไม่ยอมจบ โทษ​จะหนักขึ้น​​เป็นสองเท่า "

ใน​ที่สุดทุกคนก็แยกย้ายกัน​ไป เคนเดิน​ไป​พร้อม​กับกร​ซึ่งบ่นพึมพำ​ไปตลอดทางว่าคำปัน เป้ย​และบุญมี​เป็น ‘ หมาหมู่’ ช่วยกันรุมเคนคนเดียว

" เคน คุณเก่งจริงๆ​ ไอ้สามคนนั่นไม่มีทางสู้เลย​ แล้ว​ยังมีดนั่นอีก " เด็กชายทำท่าหวาดเสียวแล้ว​ก็พูดต่อว่า " คุณต่อยเก่งอย่าง​กับ​พระเอกในหนังแน่ะ คุณ​ต้องสอนผมบ้างแล้ว​ละ นะเคนนะ "

เคนก้มลงมองเด็กชาย ​ที่ตอนนี้​กำลัง​ใช้แขนสองข้างยึดแขนข้างหนึ่ง​ของ​เขาไว้แล้ว​โหนตัวขึ้น​ๆ​ลงๆ​อยู่​ เย้าด้วยเสียงปนหัวเราะว่า " ตัวคุณเล็กแค่นี้แล้ว​ก็ผอมออกยังงี้​จะเรียนไหวหรือ ? คุณ​ต้องรับประทานอาหารมากๆ​​จะ​ได้ตัวโตขึ้น​ แข็งแรง มีกล้ามเนื้อมากขึ้น​ถึง​จะเรียน​ได้ คุณว่าผมพูดถูกไหม ? "

กรทำหน้าเง้า ​แต่​เมื่อนึกขึ้น​​ได้ก็รีบพูดต่อ​โดยเร็ว " ​ถ้างั้นคุณ​ต้องสัญญานะว่าพอตัวผมโตกว่านี้คุณ​จะสอนการต่อสู้ให้ผม ? "

เคนคิดว่ากว่า​จะถึงตอนนั้น​ ​เขาคงจำเรื่อง​ต่างๆ​ของตัวเอง​ได้​และคง​ไปจากเวียงพุกามนี่เสียนานแล้ว​ ​แต่ก็ตอบ​เอาใจกรว่า " ตกลง ​ถ้าผมยังอยู่​​ที่นี่นะ "
" อ้าว ​ถ้าไม่อยู่​แล้ว​คุณ​จะ​ไปไหนเล่า ? " เด็กชายท้วง
" ไม่รู้สิ " แล้ว​​เขาก็พูดทีเล่นทีจริงว่า " ผมอาจ​จะถูกไล่ออก​เมื่อไรก็​ได้นี่นา "

เช้า​วันรุ่งขึ้น​ คู่กรณี​ทั้งสี่​ไปพบหนานคำ​ที่ห้องทำงานของ​เขาในบริเวณโรงบ่ม หลังจากเทศนาอบรมสั่งสอน​และคาดโทษอยู่​หลายนาที หนานคำก็แจ้งว่า​ทั้งสี่คนถูกทำโทษตัดค่าแรงเจ็ดวันเต็ม บังคับให้จับมือกันแล้ว​ยังคาดโทษ​เอาไว้อีกว่า ​ถ้ามีเหตุการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้น​อีก​จะถูกไล่ออกทันที​โดยไม่มีการไต่สวน


บ่ายวันนั้น​หลังจากรับประทานอาหารกลางวัน​ที่โรงอาหารเสร็จ กรก็วิ่งหน้าตั้งมาตามเคน​ซึ่ง​กำลัง​จะลุกจากโต๊ะอาหาร "เร็ว! เคน คุณหนูให้ผมมาตามคุณ​ไปพบเธอหน่อย​ " เด็กชายพูดอย่างกระหืดกระหอบ ​เพราะขี่จักรยานมาไกล

" คุณหนู​จะ​ใช้ผมทำอะไร​หรือ ? "
กรอึกอัก " เอ้อ ผมเล่าเรื่อง​​เมื่อคืนนี้ให้ฟัง เธอเลย​ให้ผมมาเรียกคุณ " แล้ว​​เขาก็ตัดบ​ทว่า " คุณซ้อนท้ายผม​ไปดีกว่า ​ถ้าเดิน​ไปมันไกลเสียเวลา เดี๋ยวเธอ​จะคิดว่าผมมาเถลไถล "
​เนื่องจากจักรยาน​ที่กรขี่มา​เป็นจักรยานคันใหญ่ เคนจึงเสนอว่า " ผมขี่ดีกว่าแล้ว​คุณซ้อนท้าย "
กรพยักหน้า " ​เอางั้นก็​ได้ "

​เมื่อถึงตึกใหญ่เคนเดินตามกรเข้า​ไปในห้องสมุด​ที่เด็กชายบอกว่าทิพย์สุรางค์อยู่​ในนั้น​ เธอนั่งอยู่​ตรงโต๊ะยาวกลางห้อง มีเก้าอี้ล้อมรอบอยู่​หกตัว​ซึ่ง​ใช้​เป็น​ที่อ่านหนังสือ ​กำลังอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง​อยู่​ คน​ทั้งสองเข้า​ไปยืนอยู่​หลังเก้าอี้ด้านตรงข้าม

ทิพย์สุรางค์รู้ว่ากร​กับเคนมาถึงแล้ว​​แต่เธอแกล้งอ่านหนังสือเฉยอยู่​ ทำเหมือนไม่เห็น กร​ซึ่งคิดว่าหนังสือเล่มนั้น​คงสนุกมากจนเธอไม่​ได้ยินเสียงเดินของพวก​เขา ร้องบอกว่า " เคนมาแล้ว​ฮะ คุณหนู "

ทิพย์สุรางค์เงยหน้าขึ้น​จากหนังสือ มองกรแล้ว​เหลือบมองเคน ​เมื่อเห็นรอยฟกช้ำ​ที่โหนกแก้มข้างหนึ่ง​ของ​เขา เธอก็พูดด้วยเสียงเยาะๆ​ว่า " ไม่ยักรู้ว่า​เป็นนักเลง เห็นเงียบๆ​ไม่พูดไม่จา "

กรมองหน้าทิพย์สุรางค์อย่างเ​คืองๆ​ " ​เขาไม่ใช่นักเลงสักหน่อย​ ผมเล่าให้คุณหนูฟังแล้ว​นี่ฮะว่าเจ้าสามคนนั่นมันช่วยกันรุม​เขา ​เขาก็​ต้องต่อสู้ป้อง กันตัวเอง ไม่ใช่หรือฮะ ? "

ทิพย์สุรางค์เบนสายตา​ไป​ที่เด็กชาย​ซึ่งมือข้างหนึ่ง​จับมือเคน​เอาไว้ " ​ใครถาม? เธอรู้​ได้ไงว่า​เขาไม่​ได้​เป็นฝ่ายหาเรื่อง​ก่อน? สามคนนั่นอยู่​​กับเรามาตั้งนานแล้ว​ ​แต่ก็ไม่เคยมีเรื่อง​แบบนี้ อยู่​ๆ​พอ​เพื่อนเธอมา​ได้ไม่กี่เดือนก็เกิดเรื่อง​ "
พอเห็นกรขยับปาก​จะเถียง ทิพย์สุรางค์ก็ยกมือห้าม "ไม่​ต้องตั้งตัว​เป็นทนายแก้ต่างให้​เขา ​ถ้า​เขาคิดว่าไม่ใช่คนผิดก็ให้​เขาชี้แจงเอง "

เคนมองหน้าทิพย์สุรางค์อย่างไม่เข้าใจว่าเธอ​จะสนใจเรื่อง​​ที่เกิดขึ้น​​เมื่อคืนนี้​ไปทำไม ใน​เมื่อหนานคำก็จัดการว่ากล่าวตักเตือน ลงโทษคู่กรณี​ทั้งหมด​ไปเรียบร้อย​แล้ว​ ​เขาคิดว่าเรื่อง​จบ​ไปแล้ว​จึงไม่มี​ความจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องมารื้อฟื้นว่า​ใครผิด​ใครถูก ​ใครหาเรื่อง​​ใคร ​เขาจึงไม่พูดอะไร​​แม้เธอ​จะจ้องมอง​เขาอย่างคาดคั้น​ต้องการให้​เขาชี้แจง

ทิพย์สุรางค์เห็น​เขาไม่พูดหรือแก้ตัวอะไร​ เธอก็สำแดงอำนาจให้​เขาเห็นเสียเลย​
" ว่าไง นายเคน มีอะไร​​จะพูดไหม ? "
" ไม่มีครับ​ " ​เขาตอบ​และมองสบตาเธอนิ่งๆ​ ในใจก็คิดว่านี่เธอ​กำลัง​จะหาเรื่อง​​เขาอีกหรืออย่างไร

​ความจริงทิพย์สุรางค์รู้เรื่อง​​ทั้งหมดแล้ว​ ตอน​ที่หนานคำเข้ามาพบคุณดนัย​ที่บ้าน​เมื่อตอนเช้า​ ปกติหนานคำ​จะเข้ามารายงานเรื่อง​ต่างๆ​ให้คุณดนัยรับทราบทุกวันอยู่​แล้ว​ ​เมื่อรายงานเรื่อง​อื่นจบหนานคำก็เล่าเรื่อง​การต่อสู้ดังกล่าวขึ้น​มาต่อหน้าเธอ​ซึ่งนั่งอยู่​ด้วย การ​ที่หนานคำนำเรื่อง​การชกต่อยกันของลูกจ้าง มารายงานคุณดนัย​ทั้งๆ​​ที่ไม่ใช่เรื่อง​สำคัญ ​และ​เป็นเรื่อง​เล็กๆ​​ที่เกิดขึ้น​​เป็นประจำอยู่​แล้ว​ ​เพราะเวียงพุกามมีลูกจ้างผู้ชายจำนวนมาก ก็อาจ​จะมีการกระทบกระทั่งกันเล็กๆ​น้อยๆ​เกิดขึ้น​​ได้เสมอ ​แต่​เนื่องจากกรณีนี้มีเคนร่วมอยู่​ด้วย หนานคำจึงเห็น​เป็นเรื่อง​สมควร​ที่​จะรายงานให้เจ้านายทราบ

ตัว​เขาเอง​แม้​จะ​ใช้งานเคนมากขึ้น​ ​เพราะเห็น​ความ​สามารถของ​เขา ​แต่ก็ยังไม่ไว้ใจอยู่​ดี ยังคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้อาจ​จะแอบแฝงเข้ามา ​เพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง หรืออาจ​จะหนีคดีจาก​ที่อื่นมาหลบซ่อนตัวอยู่​ ​และ​เขายังเชื่ออีกด้วยว่า ​แม้​แต่คุณดนัยเองก็คงคิดเช่นเดียว​กับ​เขา ​เมื่อเล่าจบ​เขาก็สรุปว่า

" ผมดูฝีมือการต่อสู้ของ​เขาแล้ว​ " ​เขาใน​ที่นี้หมายถึงเคน " ไม่เบาเลย​ครับ​ "
คุณดนัยเลิกคิ้ว ดึงซิการ์​ที่คาบอยู่​ออกจากปาก กล่าวยิ้มๆ​ว่า "งั้นเชียวหรือ ? "

" จริงๆ​ครับ​ ท่าน เจ้าเป้ยตัวใหญ่ขนาดนั้น​ยังกระเด็นเลย​ครับ​ บุญมีก็ดั้งจมูกร้าว ​ส่วนคำปันสู้ไม่​ได้เลย​​ใช้มีด ​แต่​เขาก็ปัด​ได้อย่างแคล่วคล่อง " หนานคำจาระไนให้ผู้ฟัง​ทั้งสองเห็นภาพ แล้ว​เสริมว่า " เท่า​ที่ผมรู้ ไอ้สามคนนั่นหาเรื่อง​​เขาก่อน ก็คงเขม่นไม่กินเส้นกันนั่นแหละ​ครับ​ ไม่มีอะไร​มากกว่านั้น​ "
คุณดนัยนิ่งฟังแล้ว​ถามว่า " แล้ว​ไง ? "

หนานคำอึกอักก่อนอธิบายว่า " ผมสงสัยว่า​เขา​เป็น​ใคร มีอาชีพอะไร​กันแน่ ​เขาเคยบอกผมว่าซ่อมรถ​ได้ ผมก็เลย​ให้​เขาลองซ่อมรถจิ๊ปคัน​ที่ชอบเสียบ่อยๆ​ดู ​เขาก็ซ่อม​ได้ วิ่งหลายเ​ที่ยวแล้ว​ก็ยังไม่​เป็นอะไร​ ตอนหลังๆ​นี่พอรถคันไหนเสีย​เขาก็เลย​ช่วยดูแลให้ "

ทิพย์สุรางค์​ซึ่งนั่งฟังอยู่​เงียบๆ​ เก็บข้อมูล​ทั้งหมดไว้ในสมองอย่างรวดเร็ว แล้ว​ถามว่า " แล้ว​หนานคำคิดว่า​เขาเคยทำงานอะไร​มาก่อนล่ะ? "
หนานคำนิ่งคิดแล้ว​ก็ส่ายหน้า " พูดยากครับ​คุณหนู ​แต่​ถ้า​จะให้เดา ผมว่า​เขาอาจ​จะเคย​เป็นช่างมาก่อน ​แต่ก็ไม่แน่ใจ "
ทิพย์สุรางค์แกล้งพูดว่า " หนานคำว่า​เขาต่อยเก่ง ​เขาอาจ​จะ​เป็นนักมวยก็​ได้นะ "
หนานคำหัวเราะแหะๆ​ " คุณหนูคิดอย่างนั้น​หรือครับ​ ? "

คุณดนัยนั่งฟังเงียบๆ​ ตาของ​เขามีแววไตร่ตรอง​แต่ก็ไม่ออก​ความเห็นว่าอย่างไร ​แต่ทิพย์สุรางค์รู้จักบิดาของเธอดีว่า​แม้​เขา​จะสงสัยอย่างไร​เขาก็มัก​จะเก็บเงียบไว้ในใจ จนกว่าทุกอย่าง​จะกระจ่างขึ้น​มาเสียก่อน

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3230 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน 8 - นักมวยหรือนักเลง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นกหัวขวาน [C-17347 ], [125.24.40.73]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๖.๕๒ น.

เหล้า??? กินแล้ว​​​​ต้องเมา
​​เมื่อเมาแล้ว​​???​​ต้องออก​​กำลัง

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17353 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๔๕ น.

คุณนกหัวขวานฯนี่ช่างแซวจังเลย​​นะคะ​​

เรามาให้​​กำลังใจคนเขียนกันดีกว่า

อยากรู้อดีตของเคนเหมือนกัน น่า​​จะ​​เป็นอะไร​​​​ที่ดีกว่านักมวยกระมัง

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น