นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #17
พลอยพนม
...​พระจันทร์แหว่งโผล่เหนือทิวป่าสูงขึ้น​ทุกระยะ ท้องทุ่งไฟลามสว่างนวล ​เมื่อลมเย็นพัดโชย ยอดหญ้าอ่อนชุ่มน้ำค้างพลิกพลิ้วสะท้อนแสงจันทร ดูแพรวพราวดุจประกายอัญมณีอันเลิศงาม...

ตอน : คืนหนึ่งที่ทุ่งส้าน

​พระจันทร์แหว่งโผล่เหนือทิวป่าสูงขึ้น​ทุกระยะ ท้องทุ่งไฟลามสว่างนวล ​เมื่อลมเย็นพัดโชย ยอดหญ้าอ่อนชุ่มน้ำค้างพลิกพลิ้วสะท้อนแสงจันทร ดูแพรวพราวดุจประกายอัญมณีอันเลิศงาม ในขณะ​ที่ดนตรีป่าบรรเลงกล่อมอยู่​รายรอบ ​ทั้งแมลงกรีดปีก ​ทั้งนกกลางคืนส่งสำเนียงสอดประสานดังระงม

​เมื่อมีเสียงเจ้าป่าคำรามโฮ่งขึ้น​สักครั้ง เสียงนั้น​ก็พลันหยุดชะงัก​ไป หาก​แต่ชั่วไม่ทันอึดใจก็กลับร้องระงมอยู่​ดังเดิม

เสียงกวางปีบร้องถี่ขึ้น​ วัวแดงร้องอื่อ ๆ​ ไม่​ได้ร้อง มอ มอ เหมือนวัวบ้าน ตาปัญญาบอกว่าวัวแดงร้อง​ได้หลายเสียง ร้องหาคู่ ร้องเรียกลูกน้อยให้กลับเข้าฝูง ​และร้องเตือนภัย​เมื่อพากันกระโจนหนีสัตว์นักล่า​จะออกเสียงผิดกัน

"โน่น มาโน่นแล้ว​"

ตาปัญญาส่งเสียงกระซิบ ​เมื่อปรากฏเงาตะคุ่มภายใต้แสงจันทร์ของสัตว์สี่เท้าตัวหนึ่ง​โผล่พ้นแนวป่าทางฝั่งซ้ายเข้ามาในทุ่งระยะสามสิบวา ผมคิดในใจว่าไม่ใช่กวาง ​เพราะไม่ปรากฏ​เขาแตกกิ่งก้านพารา​ที่บนหัวของมันยื่นออกมาให้เห็น ​แต่ก็ผิดถนัด​เมื่อตาปัญญากระซิบมาอีกครั้งว่า "กวาง !! วาดปืนจ้องไว้ดี ๆ​ ​ได้ระยะเหมาะก็ยิงเลย​"

"กวางทำไม่มี​เขา" ผมกระซิบถามด้วย​ความสงสัย

"มันเพิ่งผลัด​เขา" ตาปัญญากระซิบตอบ แล้ว​พึมพัมต่อ​ไปว่า "เดินเร็วซะด้วย ท่าทาง​จะไม่​ได้ยิง ​เพราะคงเตลิดหนีอะไร​มา หรือไม่ก็โดนตัวอื่นไล่กวด"

​และ​เมื่อกวางตัวนั้น​วกกลับเข้า​ไปในป่าตามเดิม ผมก็ถามตาปัญญาขึ้น​เบา ๆ​ อีกครั้งว่า มันอยู่​ไกลขนาดนั้น​ ตารู้​ได้ยังไงว่า​เป็นกวาง

"สังเกตลำตัวของมันนะซี ตัวมันสูงยาว ​ถ้า​เป็นวัวก็​ต้องเตี้ย ๆ​ กลม ๆ​ " แกว่า "แล้ว​อีกอย่าง, เดือนแจ้งประมาณนี้​ถ้า​เป็นวัวก็​จะเห็นถุงเท้าสีขาวของมัน​ไป​แต่ไกล"

พอ​ได้ยินตาปัญญาพูดอย่างนั้น​ผมก็นึกเสียดายขึ้น​มาทันที​ที่กวางตัวนั้น​หลบเข้าป่า​ไปเสีย ​เพราะ​ถ้ามันเข้ามาในระยะ​ที่ผม​สามารถยิง​ได้ บางทีนอกจากเนื้อของมัน, ผมก็อาจ​จะ​ได้​เขากวางอ่อน​ไปขายให้ร้านสมุนไพร​ที่ตลาดตะกั่วป่าอีกด้วย ​เขากวางอ่อน​เป็นสมุนไพร​ที่มีราคามากทีเดียว

"กวาง​เขาอ่อน ​จะระวังรักษาตัวไม่ยอมเข้าใกล้ฝูง หรือเข้าใกล้กวางโทนตัวหนึ่ง​ตัวใด เปรียบเสมือนนักรบ​ที่ขาดมีดดาบก็​ต้องเร้นกาย​เอาตัวรอดไว้ก่อน คืนนี้ท่าทาง​จะ​เป็นกวางออกมากินหญ้าระบัดแถบนี้มากกว่าวัว ​เพราะไม่​ได้ยินเสียงวัวร้องเรียกฝูงเลย​" พูดจบตาปัญญาก็กระเถิบห่างออก​ไปนั่งชิดขอบห้างอีกด้านหนึ่ง​ ​เพื่อให้ผมขยับวาดกระบอกปืน​ได้คล่องตัว

​เมื่อกวางตัวนั้น​ลับหายเข้า​ไปในป่า​ได้สักประเดี๋ยว ก็มีสัตว์​ที่ผมคิดถึงอยู่​​เมื่อครู่โผล่ออกมาจากราวป่าในทิศทางเดียวกัน ยกฝูงกันมาสี่ห้าตัว มีตัวโต ๆ​ ​เขาโง้งแหลมอยู่​สองตัว อีกสองตัวเพิ่งแรกรุ่น ​และอีกตัว​เป็นลูกน้อยกระโดดโลดเต้นอย่างเริงร่า พวกมัน​คือวัวแดงนั่นเอง ตัวโตสองตัวมีถุงน่องสีขาวมองเห็นเด่นชัด ​แต่พวกเล็ก ๆ​ สองสามตัวนั้น​ยังไม่มี

​เมื่อมันติดลูกน้อยมาด้วย ผมก็พลันเกิด​ความยุ่งยากใจขึ้น​มาทันที ​เพราะภายใต้แสงจันทร์รำไรอย่างนี้ในระยะวิถีกระสุน​ที่ผม​จะยิง​ได้ ผมคงไม่อาจรู้ว่าตัว​ไปตัวผู้ตัวไหนตัวเมีย ​จะสังเกตเต้านม​ที่ใต้ท้องก็คงมองไม่เห็น ​ส่วน​จะสังเกต​เขางอโง้งบนหัวของมัน​ซึ่งมีข้อแตกต่าง​ระหว่างตัวผู้ตัวเมียอยู่​เล็กน้อยก็คง​จะลำบากอีกเหมือนกัน ​แต่​ถ้าหากมันเฉียดกรายเข้ามาใกล้ในระยะหกเจ็ดวานั่นแหละ​ถึง​จะรู้

ผมวาดปลายกระบอกปืน​ไปยังฝูงของพวกมัน​ซึ่ง​กำลังชวนกันก้มหน้าก้มตาแทะเล็มยอดหญ้าชุ่มน้ำค้างกันอย่างเพลิดเพลิน ในระยะ ๒๐ - ๓๐ วา ตรงชายป่าด้านหน้า​ซึ่งมี​ทั้งเนินหญ้า​และต้นส้านขึ้น​อยู่​ประปราย บางครั้ง​เมื่อมันทอดน่องเข้า​ไปกินหญ้า​ที่ใต้โคนต้นส้าน​ซึ่งทอดเงาทึมทึบลงเบื้องล่าง ร่มเงาดังกล่าวก็ปกคลุมพวกมันให้หดหาย​ไปจากสายตาผม เห็น​แต่ถุงน่องสีขาวโผล่พ้นเงามืดออกมาหน่อย​เดียว

ด้วย​ความ​ที่เกิดมา​เป็นลูกป่า ชีวิตอบอวลอยู่​ด้วยกลิ่นพฤกษาพงไพรมา​แต่เล็ก​แต่น้อย ​กับสิ่ง​ที่ย่างเท้าเข้ามา​เป็นเป้าหมายให้ซุ่มยิงอยู่​ในขณะนี้นั้น​ ​แม้​จะเขย่าใจให้ตื่นเต้น ​แต่ผมก็ไม่ปรารถนา​จะกระดิกนิ้วลั่นไกปืนมากนัก ​เพราะเกรง​จะโดนตัวแม่ของมันเข้า ลูกวัวแดงตัวเล็กขนาดนั้น​​ถ้าขาดแม่ของมัน​เมื่อใด ชีวิตน้อย ๆ​ ของมันก็คง​จะยืนยาวต่อ​ไปไม่ทันข้ามวัน ไหน​จะ​ต้องอดนมหิวโซ ไหน​จะโดนฝูงทอดทิ้ง ก็คงไม่แคล้ว​เป็นเหยื่อของนักล่าอย่างไม่​ต้องสงสัย

​และก็แปลกเหลือเกิน พอผมนึกถึงสัตว์นักล่า พวกมันเหล่านั้น​ก็พลันปรากฏขึ้น​มาจริง ๆ​ มันปรากฏขึ้น​รอบทิศทางในเวลาเดียวกัน มามากันเร็วเหลือเกิน ทัน​ที่​ได้ยินเสียงเห่าบ๊อก ๆ​ เสียงแหลม พวกมันก็พากันกรูเข้าถึงฝูงสัตว์เหล่านั้น​เสียแล้ว​ ​ความสับสนอลหม่าน​ที่เกิดขึ้น​ทำให้ผมนับจำนวนพวกมัน​ได้อย่างคร่าว ๆ​ ราว ๆ​ สิบสี่หรือสิบห้าตัว​เป็นอย่างต่ำ

มัน​เป็นหมาในฝูงใหญ่​เอาการ มันกรูเข้าห้อมล้อมฝูงวัวแม่ลูกอ่อน​เป็นวงกลม คอยไล่ต้อนให้เข้า​ไปกระจุกอยู่​ด้วยกัน ทำให้ไม่คล่องตัวในการต่อสู้ป้องกันการโจมตีของพวกมัน

​ทว่าพริบตาหนึ่ง​ผมเห็นหมาป่าตัวหนึ่ง​ลอยคว้างออกมาจากวง ส่งเสียงร้องเป๋ง ๆ​ อย่างเจ็บปวด ทำให้ฝูงของมันหยุดชะงัก​ไปพักหนึ่ง​ ก่อน​จะพากันวิ่งวน​ไปรอบ ๆ​ ฝูงวัว​ที่เคลื่อนออกจากร่มเงาหมู่ไม้ส้านกลุ่มนั้น​ครั้งหนึ่ง​ มันไล่ต้อนตรงมาทางเราสองคน​ที่นั่งมองกันอยู่​บนห้างด้วยใจระทึก ในมือของผมมีปืน​ซึ่งมีแสนยานุภาพพอ​ที่​จะปลิดชีวิตสัตว์ใหญ่​แม้​แต่ช้างให้ล้มคว่ำลง​ได้ สัมหาอะไร​​กับพวกหมาน้อยเหล่านั้น​ ​ซึ่งผมรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก​ที่มัน​ใช้นิสัยหมาหมู่เข้ากลุ้มรุมทำร้ายสัตว์อื่น ​จะไม่ดับดิ้นสิ้นชีพ​ถ้าหากผมลั่นไกใส่พวกมันสักโป้ง ​แต่นั่นแหละ​ หลังจากพวกมัน​ทั้งฝูงรวม​ทั้งฝูงวัวแดงพวกนั้น​​จะแตกตื่นวิ่งหนีกระเจิดกระเจิงกัน​ไปคนละทิศละทาง​เพราะเสียงปืนสักหนึ่ง​ชั่วยาม ​และอีกไม่นานการไล่ล่าในรูปการณ์นี้ก็จัก​ต้องปรากฏขึ้น​ ไม่​ที่ใดก็​ที่หนึ่ง​ ผมจึง​ต้องระงับใจ​ที่​จะช่วยเหลือพวกวัวแดงนั้น​เสีย ปล่อยให้​เป็น​ไปตามธรรมชาติชีวิตสัตว์ ​ซึ่ง​ต้องต่อสู้ดิ้นรน​ไปตามเรื่อง​ตามราวของมัน

​เมื่อหัน​ไปทางตาปัญญา ก็เห็นแกนั่งจ้องพวกสัตว์เหล่านั้น​​กำลังต่อสู้ขับเคี่ยวกันอยู่​​ที่กลางทุ่งเหมือนกัน แกยิ้มให้ผม​เมื่อเห็นผมหัน​ไปมองหน้าแก ​ทว่าแกก็ไม่​ได้พูดอะไร​ออกมา ด้วยแกคง​จะรู้ว่าผม​กำลังคิดอะไร​อยู่​

เจ้าสัตว์สองชาติพันธุ์​ที่​กำลังขับเคี่ยวกันอยู่​เบื้องล่าง ห่างจากห้างของเราออก​ไปราว ๆ​ ๒๐ วา ยังคงโรมรันพันตูกันอยู่​อุตลุด ในช่วงจังหวะหนึ่ง​ผมเห็นหมาในตัวหนึ่ง​กระโดดเข้า​ไปงับน่องวัวแดงแรกรุ่นติดคาปากจนเจ้าวัวแดงตัวนั้น​ร้องแง้ ๆ​ เสียงหลง เจ้าวัวตัวโตหันมาช่วย มันเอี้ยวตัวมาขวิดหมาใน​ที่​กำลังงับขาลูกวัวแรกรุ่นอย่างไม่ยอมปล่อยด้วยปลาย​เขาอันแหลมโง้งเข้าเต็มเหนี่ยว จนหมาป่าเคราะห์ร้ายตัวนั้น​ลอยขึ้น​สูงจากพื้นไม่ตำกว่าห้าวา ก่อน​จะหล่นตุ๊บลง​ไปนอนแน่นิ่งไม่ไหวติง ทำให้ฝูงของพวกหยุดชะงักขึ้น​อีกครา ​และคราวนี้วัว​เขาโง้งตัวโต​ทั้งสองไม่ปล่อยโอกาสให้หมาล่าเนื้อพวกนั้น​​ได้ทันตั้งหลัก มัน​ทั้งสองตรงเข้าขวิดศัตรู​ที่ล่าถอยส่งเสียงร้องเป๋ง ๆ​ ​และแตกหนีกระเจิง

วีระกรรมอันห้าวหาญของวัวแดงสองตัวนั้น​ทำให้ผมรู้สึกยกย่อง กระทั่งใจอ่อนจนคิด​ที่​จะสังหารมันด้วยปืน​ที่เล็งจ้อง​ไปไม่ลง

ใน​ที่สุดผมก็ลดปืนลงจากบ่า ปล่อยให้พวกมันเดินผ่านใต้ถุนห้างหาย​ไปในแนวป่าด้านหลังกันตามสบาย ​เป็นเหตุให้ตาปัญญาหัวเราะหึ ๆ​ ออกมา

"​ถ้าซื้อหวยแม่นอย่างนี้ก็ดี" ตาปัญญาพูดเบา ๆ​ "ตานึกแล้ว​ว่าเอ็งยิงมันไม่ลง"

"​แต่​ถ้า​เป็นตาตา​จะยิงพวกมันไหม" ผมถาม

"ยิงสิ" ตาปัญญาพูดหนักแน่น "เรื่อง​อะไร​​จะหวังน้ำบ่อหน้า ​เมื่อวัวฝูงนี้ผ่าน​ไปแล้ว​ไม่รู้​จะมีสัตว์อะไร​โผล่มาอีกหรือเปล่า ​เพราะหมาในพวกนี้มันป้วนเปี้ยนเสียจนสัตว์อื่นไม่กล้าโผล่ออกมา ​เมื่อกี้​ถ้า​เป็นกวางละก็เสร็จมันแน่ กวาง​ส่วนใหญ่​เป็นสัตว์ตาขาว บางครั้ง​ได้ยินเสียงเสือคำรามก็ยืนตัวสั่นวิ่ง​ไปไหนไม่ถูก พอมันโดนพวกหมาป่ารายล้อมแทน​ที่​จะสู้กลับยืนเฉย ​ถ้าวิ่งหนีก็​จะเข้าป่ารก แทน​ที่​จะวิ่ง​ไปใน​ที่โล่งไม่ให้​เขาบนหัว​ไปคล้องเถาวัลย์ ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อมันวิ่งเข้าป่ารกก็เสร็จพวกหมาป่าทุกราย พอเถาวัลย์คล้อง​เขาติด​เมื่อไหร่ก็ยืนตัวแข็งทื่อ รอให้ฝูงหมาป่ากรูเข้าขย้ำลูกเดียว"

ฟังตาปัญญาพูดผมคิดเสียดายกวาง​เขาอ่อนตัวนั้น​ไม่หาย ท่าทางมัน​จะหลบหนีฝูงหมาในฝูงนี้มาก็​ได้ ​แต่หมาในพวกนั้น​ก็โลภมาก เห็นฝูงวัวแดงก็ทิ้งเหยื่อกวางโง่​ไปเสีย พวกมันจึง​ต้องผิดหวัง​ทั้ง​ต้องล้มตาย​และบาดเจ็บ​ไปหลายตัว

​ได้เวลาย่ำรุ่ง​พระจันทร์แหว่งก็ลอยเด่นอยู่​ตรงหัว เบื้องทิศตะวันออกปรากฏดาวดวงหนึ่ง​เปล่งแสงสุกปลั่ง​เป็นประกาย ​และกลมโตเกือบเท่าลูกหมากแลโดดเด่นกว่าดาวดวงอื่น​แม้​จะไม่กระพริบแสง​เพราะ​เป็นดาว​พระเคราะห์

ตาปัญญาเคี้ยวใบกระท่อมหยับ ๆ​ อยู่​ในปาก จ้องมองดาวดวงนั้น​สักครู่ ก็พูดขึ้น​ว่า ดาวรุ่งขึ้น​อย่างนี้​เป็นวาระสุดท้าย​ที่พวกสัตว์กินหญ้า​จะออกหากิน ​ถ้าเลย​​ไปจากนี้ ก็​ต้อง​เป็นตอนสาย ๆ​ ของวันรุ่ง ​ถ้าดวงเราไม่ซวยจนเกิน​ไปก็น่า​จะ​ได้ยิงแน่ แล้ว​มันก็​เป็นอย่างนั้น​จริง ๆ​ พอดาวรุ่งดวงนั้น​โผล่พ้นทิวป่าขึ้น​มา​ได้สักวากว่า ๆ​ ก็ปรากฏกระทิงแรกรุ่นตัวหนึ่ง​ก้าวผ่านแนวป่าทางด้ายซ้ายมือออกมา ​เป็นกระทิงแรกรุ่นตัวไม่ใหญ่นัก ​เขาของมันเพิ่งโผล่พ้นปลายใบหู​ได้สักสองข้อมือเท่านั้น​ ​แต่ถุงน่อง​ที่ปลายเท้าก็ขาวนวล​ต้องแสงจันทร์มองเห็นชัดเจน

แรก ๆ​ ​ที่โผล่พ้นชายป่าออกมา มันก็ยืนชะเง้อมองทิวทัศน์รอบด้านอย่างระแวดระวังอยู่​ครู่หนึ่ง​ ผมวาดปืนจ้องตรง​ไป ​แต่​เป็นระยะ​ที่ยังไม่เหมาะ ​และเชื่อว่ามัน​จะ​ต้องย่างเท้าเยื้องกรายเข้ามา กลางทุ่งหญ้าแห่งนี้แน่ จึงอดใจรอ​ถ้าด้วยใจ​ที่สั่นระทึก

​เมื่อเหลือบ​ไปมอง​ที่ตาปัญญาก็เห็นแกนั่งจ้องตา​ไปไม่กระพริบอยู่​เหมือนกัน

"สมาธิ​ต้องแน่วแน่" เสียงปู่กระซิบขึ้น​ข้างหู "หายใจลึก ๆ​ ก่อน​จะหยุดกลั้นใจ​เมื่อเหนี่ยวไกปืน"

เปรี้ยง!

สิ้นเสียงปืนลั่นกระทิงน้อยตัวนั้น​ตีลังกาหัวทิ่ม​ไปข้างหน้า สี่ตีนพยายามตะกุยตะกายพยุงตัวลุกขึ้น​​แต่ก็ไม่สำเร็จ มันพยายามอย่างนั้น​อยู่​สองสามครั้งก็นอนตะแคงแน่นิ่ง แสดงว่าหยุดหายใจลงแล้ว​

ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก หัน​ไปมองตาปัญญาก็เห็นแกยิ้มหน้าบาน คง​จะดีใจ​ที่ไม่เสียเ​ที่ยว ไม่​ต้องอดตาหลับขับตานอนอย่างไร้ประโยชน์

ต่อ​ไปนี้ก็​ต้องรอรุ่งสาง ​เพื่อ​จะ​ได้เดินทางกลับหน้าเหมือง ​ไปตามสมาชิกเหมืองป่า ​ทั้งไอ้ชน ไอ้พริ้ง พี่สงัด ​และสมาชิกทับอื่น​ที่สนิทสนมให้มาช่วยแล่เนื้อนำกลับ​ไป ​ส่วนเราสองคนคงทำอย่างอื่นไม่​ได้นอกจากนอนพักผ่อนอย่างเดียว ​โดยเฉพาะผม​ซึ่งตลอดเวลา​ที่ผ่านไม่​ได้หลับ​แม้​แต่น้อย

"เรา​ต้อง​ไปทางลัด"

ตาปัญญาพูดขึ้น​ตามทาง ช่วง​ที่เลย​ทุ่งหญ้าแห่งนั้น​มาตามทางด่าน​ได้พัก

"อ้าวแล้ว​ตอนขามาทำไมไม่เดินทางนั้น​" ผมถาม

"ทางมันลำบาก ​ต้องข้ามบึงเล็ก ๆ​ สองสามแห่ง แล้ว​อีกอย่างเราก็​ต้องการ​จะล่าสัตว์​ไปตามทางด้วย พวกสัตว์ป่าก็เหมือน​กับเรา ​ต้องการเดิน​ไปตามทางเดิน​ที่สะดวก​สบายเหมือนกัน ​เมื่อเราเดินตามทางด่าน โอกาส​ที่​จะพบเจอพวกสัตว์ต่าง ๆ​ มีมาก ​แต่​ถ้าเดิน​ไปตามทางทุรกันดารโอกาสแบบนั้น​มีน้อย เว้น​แต่พวกมัน​จะแตกตื่นหลบหนีอะไร​มา"

"ดีเหมือนกัน​จะ​ได้หายง่วงนอน" ผมหัวเราะ "ว่า​แต่ใกล้ถึงทางลัดตรงนั้น​แล้ว​ยัง"

"เลย​หลุมต่อโพรง​ไปหน่อย​"

"งั้นก็ใกล้โตนนกอาบแล้ว​นี่" ผมว่า

"นั่นแหละ​ เราตัดป่าตรงนั้น​ราว ๆ​ ครึ่งชั่วโมงก็​จะถึงโตนนกอาบ"

ตาปัญญาพูดเหมือนพกนาฬิกาอยู่​​กับตัว ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ทีมเหมืองป่าของเราสี่ห้าคน มีคนพกนาฬิกาอยู่​คนเดียว ​คือ พี่สงัด ​แต่แกก็เก็บไว้​ที่ทับไม่ยอมแขวนออก​ไปไหน ​เพราะนาฬิกาข้อมือของแกเรือนนั้น​​เป็นนาฬิกาโบราณยางกันน้ำสึกหรอ เหมือนอย่าง​ที่ไอ้ชนมันว่า "กันน้ำออก​ได้อย่างเดียว น้ำเข้ากันไม่​ได้" แกจึงเก็บไว้​ที่หัวนอนไม่ยอมพกติดตัว​ไปไหน

​เมื่อถึงทางแวะ​ไปสู่ทางลัด ตาปัญญาก็ชี้ให้ผมดูต้นไทรใหญ่ใบดก แผ่กิ่งก้านทอดเงาร่มครึ้มอยู่​ทางซ้ายมือ

"เลย​ต้นไทรตรงนี้​ไปหน่อย​ก็​จะถึงหนองน้ำแห้ง ข้ามหนองน้ำแห้งก็มีทางด่านเล็ก ๆ​ ทอดผ่าน​ไปทางทิศใต้ เราเดิน​ไปตามทางนั้น​ขึ้น​เนิน​เขาย่อม ๆ​ ลูกหนึ่ง​ พอถึงสันเนินก็​จะมองเห็นร่องน้ำโตนนกอาบอยู่​เบื้องหน้า"

ผมเดินพลางมองภูมิประเทศรอบด้าน​ไปพลาง จดจำเส้นทาง​ที่ปัญญาบอกไว้ในใจ ราว​กับ​จะนึกรู้เหตุการณ์ร้ายล่วงหน้า เช่นเดียว​กับตาปัญญา​ที่บอกกล่าวเส้นทางให้ผมฟังขึ้น​มาลอย ๆ​ ​โดย​ที่ผมไม่​ได้สอบถาม เหมือน​กับ​เป็นลางบอกเหตุว่าแก​จะ​ต้องประสบเคราะห์กรรมจนแทบ​จะ​เอาชีวิตไม่รอดในเวลา​ต่อมา

"ไอ้นุ้ย เอ็งเดิน​ไปพลางนะ ตา​จะ​ไปทุ่งสักหน่อย​"

ตาปัญญาร้องบอกผมมาจากด้านหลัง แล้ว​แกก็แวะหายเข้า​ไปในป่าข้างทาง ผมเดินทอดน่องช้า ๆ​ ฟังเสียงนกป่าขับขานรับแสงอรุณรอแก​ไปเรื่อย กระทั่งถึงห้วยน้ำแห้งมีน้ำสีขุ่นข้นติดขังอยู่​​เป็นแอ่งเล็กแอ่งน้อยห่าง ๆ​ กัน ​ทว่าผมสังเกตรอยสัตว์เดินข้ามก็ยังไม่เจอ จึงไม่กล้าตัดสินใจลุยข้ามลง​ไป ปู่เคยสอนว่าก่อนข้ามห้วยหนองในป่าให้ระวังตกหลุมโคลนดูด ทาง​ที่ดีก่อน​จะลุยข้ามให้สังเกตรอยสัตว์เสียก่อน ตรงไหนมีร่องรอยสัตว์ลุยข้ามแสดงว่าปลอดภัย

ผมเดินเลียบ​ไปตามขอบหนองดูลาดเลาสักพักก็เจอทางข้ามของพวกส่ำสัตว์ลุยย่ำกัน​ไป​เป็นร่องลึก จึงตัดสินใจถอดรองเท้าผ้าใบ ​พร้อมถลกขากางเกงสูงเทียมเข่าแล้ว​ลุยโคลนเหนียวหนืดตรงนั้น​ข้าม​ไป ​เมื่อข้าม​ไป​ได้อย่างเหนื่อยหอบ​เพราะ​ต้องออกแรงลุยโคลน​ไปตามรอยเท้าสัตว์​ที่ย่ำกันไว้​เป็นร่องลึกถึงหัวเข่าแล้ว​ ผมก็มองหาแอ่งน้ำ​ที่อยู่​ริมขอบห้วย​เพื่อล้างเท้าทำ​ความสะอาด​จะ​ได้สวมรองเท้าอีกครั้ง ก็ปรากฏว่า​แต่ละแห่งหมิ่นเหม่ต่อการลื่นไถลพลัดตกลง​ไปเหลือเกิน ผมจึงยืนชั่งใจว่า​จะลง​ไปล้างเท้า ณ ​ที่นั้น​ ๆ​ ดีหรือไม่ กระทั่งใน​ที่สุดก็ตัดใจว่าเดินแบกปืนหิ้วรองเท้า​ไปให้ถึงโตนนกอาบเสียก่อนดีกว่า ​พร้อม​กับคิดในใจว่า ​จะนั่งรอตาปัญญาอยู่​แถวนั้น​ ​ทว่าขณะ​กำลังตัดสินใจ ผมก็​ได้ยินเสียงกู่ของตาปัญญาดังขึ้น​แว่ว ๆ​

"ไอ้ไข่นุ้ยกลับมาก่อน มาช่วยตาหน่อย​เร้ว ...​ เร็ว ๆ​ นะโว้ย เฮ้ย เฮ้ย...​."

เสียงของแกดังเอะอะราว​กับ​กำลังตกอกตกใจบางสิ่งบางอย่างสุดขีด
ผมวางรองเท้าลง​กับพื้น แล้ว​แบกปืนวิ่งย้อนกลับ​ไปตามเสียงนั้น​ทันที


************************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3228 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน คืนหนึ่งที่ทุ่งส้าน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๐๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17341 ], [110.49.193.93]
เมื่อวันที่ : ๑๐ ส.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๐๐ น.

​​เมื่อลมเย็นพัดโชย ยอดหญ้าอ่อนชุ่มน้ำค้างพลิกพลิ้วสะท้อนแสงจันทร ดูแพรวพราวดุจประกายอัญมณีอันเลิศงาม...​​

******************************************************

จันทร ​​เป็นเจตนาเขียน ​​และ​​ต้องการให้ออกเสียง จัน-ทอน ​​ซึ่งนิยม​​ใช้กันในบทร้อยกรอง บทร้อยแก้วมักไม่ค่อยมี​​ใครเขียน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นกหัวขวาน [C-17346 ], [125.24.40.73]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๖.๔๕ น.

ลุ้นอยู่​​ว่า ​​พระเอก​​จะไม่ยิง ​​และก็ไม่ยิง

สุดท้ายก็ยิงเข้าจริงๆ​​ แถมโดนจังๆ​​

​​พระเอกใจฮ้ายยยย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17351 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๑.๒๗ น.

นั่นสิคะ​​ ​​กำลังสงสัยคำว่า "จันทร" อยู่​​​​พอดี ดีว่า คุณนามฯมาเฉลยเสียก่อน

ดีใจ​​ที่​​พระเอกไม่ยิงวัวค่ะ​​

​​แต่สุดท้ายก็​​ไปยิงกระทิงน้อยตามประสาชีวิตบ้านป่า ​​จะว่าใจร้ายคงไม่​​ได้หรอก มัน​​เป็นเช่นนั้น​​เอง คุณนกหัวขวาน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17356 ], [110.49.193.184]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๔๑ น.

​​เมื่อ​​ได้ติดตามอ่านต่อ​​ไปจนถึงบทสุดท้าย ประมาณ 35-36 ตอน​​ซึ่ง​​จะจบภาคแรกขึ้น​​ภาคสอง (ตอนผู้เล่า​​เป็นหนุ่ม ก็​​จะฉีกแนว​​ไปอีกแบบ คอยติดตามนะครับ​​) คุณอิตินกหัวขวานก็​​จะทราบว่า ​​ความยุติธรรมของป่า​​คืออะไร​​?

ผมเคยเล่าเรื่อง​​ปู่ทอดแหไว้ตอนหนึ่ง​​แล้ว​​ใช่ไหมครับ​​

เวลา​​ไปทอดแหหาปลาด้วยกัน ปู่ของผม​​จะเหวี่ยงแหใส่ฝูงปลาครั้งสองครั้งเท่านั้น​​ พอ​​ได้ปลาแกงสักหม้อก็เลิก ไม่ทอดทิ้งทอดขว้าง ​​เพราะถือว่าวันหลังยังมี

นั่น​​คือวิถีแห่งการดำรงชีพครับ​​

คุณรจนาเข้าใจ​​ได้แจ่มแจ้ง

ชาวป่าล่าสัตว์​​เป็นอาหาร ​​เป็นบาป เช่นเดียว​​กับชาวประมงลากอวนหาปลาในทะเล ก็​​เป็นบาปเหมือนกัน ​​เพราะ​​ต้องฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเหมือนกัน

ตบยุงก็บาป ​​เพราะยุงก็มีชีวิต

​​แต่​​เป็น​​เพราะอะไร​​เราถึง​​ได้ตบมัน!?

เราถึง​​ต้องพ่นยาฉีดใส่มัน ?

​​เป็นเรื่อง​​น่าคิดนะครับ​​ ขืนเราไม่ทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ของยุง ไม่ฆ่าลูกน้ำ​​ซึ่ง​​เป็นตัวอ่อนของมัน

เรียบร้อย​​โรงเรียนจีนแน่ครับ​​ !!!

รัฐบาล​​จะ​​ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมหาศาลทีเดียว ​​กับการจัดซื้อเวชภัณฑ์มาต่อสู้​​กับพิษไข้เลือดออก​​ที่​​จะระบาดในหมู่ประชาชน

​​เพราะฉะนั้น​​​​ถ้าเรา​​จะหลับตาเก็บ​​เอา "บาป" ใส่ลิ้นชักไว้ชั่วคราว "การฆ่า" บางครั้งก็​​เป็นหน้า​​ที่​​ที่พึงกระทำเหมือนกัน

​​แต่​​ที่เราไม่ส่งเสริมการกันแบบล้างผลาญ ​​เพราะนั่นไม่ใช่หน้า​​ที่ ​​แต่​​เป็นการสร้างบาป ​​เป็นการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติอย่างี่เง่า​​ที่สุด

​​เมื่อประชากรมนุษย์มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น​​ จนขาดสมดุลย์​​ระหว่างสัตว์ป่า​​ที่มีจำนวนน้อย ​​และเสียเปรียบในการโดนล่า ​​เพราะมนุษย์นอกจาก​​จะมีมันสมองล้ำเลิศกว่า ก็ยังแถมเครื่องทุ่นแรงเข้า​​ไปอีก นับ​​เป็นการไล่ล่า​​ที่​​เอาเปรียบคู่ต่อสู้​​เป็นอย่างมาก

​​ที่สำคัญมนุษย์​​ส่วนใหญ่มี​​แต่​​ความละโมบ ​​เป็นนักล่า​​ที่ขาดวินัย ขาดจิตสำนึก ล่าด้วยอำนาจกิเลสชนิดล้างผลาญ มากกว่าการล่า​​เพื่อนำมา​​เป็นอาหารยังชีพ

จึงในระยะเวลาไม่นาน​​เมื่อคำว่า​​ความเจริญปรากฏขึ้น​​ สัตว์ป่าก็ลดจำนวนลงจนแทบ​​จะหมดป่า ​​ซึ่งสัตว์บางชนิดเดี๋ยวนี้สูญพันธุ์​​ไปแล้ว​​ก็มี

ผม​​เป็นลูกป่าตัวจริงเสียงจริงครับ​​ เรื่อง​​​​ที่นำมาเล่าสอดแทรกตอนเดิน​​ไปเจอเสือ​​กับแม่ หรือ​​ไปล่าสัตว์​​กับพ่อ ล้วน​​เป็นเรื่อง​​จริง​​ทั้งสิ้น เพียง​​แต่เนื้อหาในนิยายเหมืองป่า​​ส่วนใหญ่เท่านั้น​​​​ที่จำ​​เป็น​​ต้องเสริม​​แต่ง​​เป็นขนมจีนผสมน้ำยาเข้า​​ไปบ้าง ​​เพื่อประดับ​​ความรู้สำหรับท่าน​​ที่ไม่เคยสัมผัส​​กับชีวิตบ้านป่า หรือไม่เคยเหยียบย่างเข้าป่าเข้าดงมาก่อน ​​จะ​​ได้หลับตามองเห็น

​​แต่​​ถ้า​​เป็นยุคปัจจุบันก็คง​​จะไม่มีการไล่ล่ากันแล้ว​​ละครับ​​ !!

ไหน​​จะ พ.ร.บ.คุ้มครองสัตว์ป่า ไหน​​จะประกาศเขตอนุรักษ์ฯของเจ้าหน้า​​ที่กรมป่าไม้เข้มงวดกวดขัน ​​ซึ่ง​​เป็นสิ่ง​​ที่พวกเราชาวลูกป่าขนานแท้เห็นด้วย​​เป็นอย่างยิ่งครับ​​

​​ทั้งเห็นด้วย​​และให้​​ความร่วมมืออย่างดี ​​เพราะเดี๋ยวนี้นอกจากป่าอนุรักษ์​​ที่มีชื่อเสียงอย่างป่า​​เขาใหญ่ หรือป่าห้วยขาแข้งแล้ว​​ สัตว์ป่าบางชนิดหาดูยากเต็มที

ป่าบางแแห่งเดินกัน​​เป็นวัน ๆ​​ เสียงนกยูง นกหว้า เสียงชนี หรือค่าง ก็ไม่มีให้​​ได้ยินกันแล้ว​​ จึงไม่​​ต้องสงสัยเลย​​ว่า พวกเสือ ช้าง กวาง พวกนั้น​​​​จะ​​ได้พบเจอกันบ้างหรือไม่

​​แม้​​แต่รอยเท้าของพวกมันก็ไม่เห็นครับ​​

พวกมันไม่​​ได้ตายลงด้วยน้ำมือพรานอย่างพวกผมหรอกครับ​​ มันตาย​​เพราะพรานรุ่นใหม่แทบ​​ทั้งนั้น​​ พวกพราน​​ที่ล่า​​เพื่อการขาย ล่าช้าง​​เพื่อตัด​​เอางา ล่าหมี​​เพื่อตัด​​เอาอุ้งตีน​​และดีของมันส่งเมืองนอก ฯลฯ

ล่ากันด้วยอาวุธ​​และเครื่องมือทันสมัย ​​เอาเปรียบสัตว์ป่าอย่าง​​ที่สุด ​​ถ้าไม่มี พ.ร.บ. เกี่ยว​​กับการกำหนดเขตอนุรักษ์คุ้มครองสัตว์ป่า ผมว่าป่านนี้พวกสัตว์ต่าง ๆ​​ คงหมด​​ไปจากผืนป่าของไทย​​ไปแล้ว​​ครับ​​

ขอขอบคุณคุณอิติ​​และคุณรจนา อีกครั้งนะครับ​​​​ที่ให้​​กำลังผู้เขียนอย่างสม่ำเสมอ

ผมก็ติดตามอ่านงานของพวกคุณเหมือนกัน ​​แต่บางครั้งไม่​​ได้แสดง​​ความคิดเห็นลง​​ไป ​​เพราะเล็ง ๆ​​ ว่า​​จะรวบยอด​​เป็นคราว ๆ​​ ครับ​​

​​ส่วนคุณอิตินั้น​​บางครั้งผมไม้​​ได้คอมเมนท์ท้ายเรื่อง​​ ​​แต่​​ได้คอมเมนท์​​ไปในห้องคุย​​กับผู้เขียน ไม่ทราบ​​ได้แวะ​​ไปอ่านบ้างหรือไม่ ลองเปิด​​ไปอ่านดูนะครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น