นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #16
พลอยพนม
...ยิ่งนานยิ่งหนาว เวลาคืบคลานเข้าสู่ยามดึกทุกขณะ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออก​ซึ่งอยู่​ด้านหลังพุ่มพฤกษ์​ที่เราขัดห้าง​กำลังทาบทาแสงจันทร ทิวทุ่งเบื้องหน้าผมเริ่มสว่างขึ้น​มาเรื่อเรือง...

ตอน : ภาพลวงตา

​แม้ผม​จะมีอุปกรณ์จำ​เป็นในการนั่งห้างติดตัว​ไปด้วยแล้ว​ ​แต่สิ่งจำ​เป็นอีกอย่าง​คือเสบียงอาหารมื้อค่ำไม่​ได้นำ​ไปด้วย ​เพราะตาปัญญาคิดวางแผนไว้สองทาง อย่างแรก​ถ้าเจอสัตว์ใหญ่พวกเก้ง กวาง หรือวัวแดงพวกนี้ก็ยิงเลย​ ​ถ้าไม่เจอสัตว์อะไร​ก็ขัดห้างไว้ให้เสร็จ จากนั้น​ก็กลับ​ไปกินข้าวกินน้ำแล้ว​กลับมาใหม่

ธรรมเนียมการนั่งห้างกลางคืน ​ต้องนั่งอยู่​จนรุ่งเช้า​ถึง​จะลงจากห้าง​ได้ ​เพราะฉะนั้น​ยังเหลือเวลาอีกนาน เราไม่จำ​เป็น​ต้องทนหิวถึงขั้นนั้น​ จึงชวนกันเร่งกลับออก​ไปยังเขตชุมชนชาวเหมืองอีกรอบ​เพื่อจัดการเรื่อง​อาหารการกิน ​และกลับเข้ามาใหม่อีกครั้ง พอลุถึงบริเวณชายทุ้ง​ที่ขัดห้างก็มืดค่ำ​พอดี

ช่วงหัวค่ำป่ารอบด้านมี​แต่เสียงจักจั่นเรไรดังระงมทั่วทิศทาง แถวลำธาร​ที่ลึก​ไปทางด้านทิศใต้​ที่เรา​ไปหยุดพักกินข้าวห่อมื้อกลางวัน มีเสียงกบ เสียงกง ร้องแข่งกัน​ได้ยินมาแว่ว ๆ​ ครั้งหนึ่ง​ผมแว่ว​ได้ยินเสียงสัตว์ชนิดหนึ่ง​ต่อสู้กัน ตาปัญญา​ที่นั่งอยู่​บนห้างด้วยกันทางซีกขวามือ บอกว่าเสือปลาแย่งเหยื่อกัน

ขณะนั้น​​แม้​จะพลบค่ำลงแล้ว​ ​แต่บรรยากาศรอบด้านยังไม่มืดสนิทนัก ตาปัญญานั่งรูดใบกระท่อมเคี้ยวหยับ ๆ​ อยู่​ในปาก ชวนผมพูดคุยเรื่อง​ต่าง ๆ​ ​ไปเรื่อย ​และแกก็บอกว่า ​ถ้าผมง่วงก็นอน​ได้เลย​ ​แต่ตอน​พระจันทร์โผล่พ้นยอด​เขาขึ้น​มา​ต้องตื่น พวกสัตว์​จะออกหากินประมาณนั้น​ หัวค่ำอย่างนี้อย่างมากก็แค่หมูป่า หรือไม่ก็กระจงเ​ที่ยวหากินลูกส้านไฟลวกหล่นอยู่​ตามใต้โคน พวกกินหญ้า กินโป่ง​ต้องรอน้ำค้างใหญ่ตกค่อนดึกโน่นแหละ​ถึง​จะโผล่กันมา

​ทว่าด้วย​ความตื่นเต้น​กับสิ่งไม่เคย ​คือการนั่งห้างยิงสัตว์ตอนกลางคืนอย่างนี้ทำให้ผมหลับตาไม่ลง ​แม้​จะล้มตัวนอน​แต่ก็ลืมตาโพลงไม่อาจหลับลง​ได้ จึงลุกขึ้น​นั่งทอดสายตากวาดมอง​ไปใน​ความมืดเบื้องหน้า เห็นเงาไม้ตะคุ่ม ๆ​ ในท่ามกลางแสงดาว​ที่เปล่งระยิบระยับอยู่​บนฟ้าสูง ตรงขอบฟ้าเบื้องหน้ามองเห็นทิว​เขาสูงต่ำสลับซับซ้อนอยูราง ๆ​

ยิ่งนานยิ่งหนาว เวลาคืบคลานเข้าสู่ยามดึกทุกขณะ ขอบฟ้าทางด้านทิศตะวันออก​ซึ่งอยู่​ด้านหลังพุ่มพฤกษ์​ที่เราขัดห้าง​กำลังฉายฉาบแสงจันทร ทิวทุ่งเบื้องหน้าผมเริ่มสว่างขึ้น​มาเรื่อเรือง

ตาปัญญาหลับกรนครอก ๆ​ อย่างไม่สนใจใยดีว่าผม​จะหลับหรือตื่น ​เพราะก่อนหน้านั้น​แก​ได้สั่งเสียแนะนำทุกสิ่งอย่างสำหรับผมหมดสิ้นแล้ว​ ​พร้อม​กับมอบหน้า​ที่ให้ผม​เป็นพรานปืน​เพราะแกรู้กิตติศัพท์​ความแม่นปืนของผม​เป็นอย่างดี แกก็คงไว้วางใจว่าผมคง​จะไม่ผลีผลามยิงสัตว์อะไร​ส่งเดช​ไปแน่นอน

เรื่อง​การนั่งห้างยิงสัตว์ ปู่เคยเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนโดนเสือกัดตาย​เพราะลงจากห้างในยามค่ำคืน ในขณะ​ที่สัตว์กินพืชออกหากินยอดไม้ยอดหญ้า สัตว์กินเนื้ออย่างพวกมัน​ถ้าถึงเวลาหิวโหยก็​จะออกล่าเหยื่อ​เป็นอาหารเช่นกัน

พวกสัตว์กินเนื้ออย่างเสือมี​ความฉลาด​และอดทนสูง เราขัดห้างอยู่​บนต้นไม้ซุ่มรอพวกสัตว์ออกกินหญ้า​ที่ระบัดเขียวอยู่​ในทุ่งเบื้องหน้าด้วย​ความอดทน พวกเสือก็เช่นกัน พวกมันอดทน​และเฝ้ารอ​ได้อย่างไม่เบื่อหน่าย เราขัดห้างอยู่​ทิศทางลม​เพื่อไม่ให้พวกสัตว์เหล่ากระสากลิ่นกายของเราอย่างไร เสือก็หลบซ่อนตัวอยู่​ใต้ทิศทางลมเช่นเดียว​กับเราอย่างนั้น​ ตราบใด​ที่มันยังหิว ​แม้​จะ​ได้กลิ่นสาบสางของเราบางครั้งมันก็ไม่​ได้ล่าถอย​ไปง่าย ๆ​ ขืนเราผลีผลามลงจากห้าง ก็อาจตก​เป็นเหยื่อของมัน​ได้

​เมื่อ​พระจันทร์เหว้าแหว่งโผล่แย้มขุน​เขาเบื้องทิศตะวันออก ทั่วทิวทุ่งสว่างไสวมองทิวทัศน์เบื้องหน้าถนัดชัดเจน เหมือนมีกระบอกไฟฉายขนาดมหึมาคอยส่งแสงให้เราอยู่​ด้านหลัง ตาปัญญาไอขลุก ๆ​ ในลำคอ แล้ว​ลุกขึ้น​นั่ง ถามผมว่าไม่​ได้หลับสักงีบหรือ ผมตอบว่าไม่ แกหัวเราะหึ ๆ​ แล้ว​ล้วงใบกระท่อมในถุงออกมารูดก้านทิ้ง ​เอา​ส่วน​ที่​เป็นใบอ่อนนุ่มส่งเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ​ แล้ว​ปิดปากเงียบ ไม่พูดอะไร​ออกมาอีก

เงาไม้​ที่เราขัดห้างทอดลงมาคลุมบริเวณพื้นห้าง​ที่ผม​กับตาปัญญานั่งอยู่​มืดครึ้ม ​เป็นบังไพรให้อย่างดี ป่าขณะนั้น​เงียบสนิท บน​เขาสูงแว่ว​ได้ยินเจ้าป่าคำรามแว่วมาครั้งหนึ่ง​

"เอ็ง​ได้ยิงแน่คืนนี้"

ตาปัญญาพูดเสียงเบาพอไดยิน

"ตารู้​ได้ไง" ผมถาม

"เจ้าป่าไม่ลงมาเพ่นพ่านข้างล่าง" แกตอบ

"ตัวอื่นก็มี" ผมว่า

"​ถ้ามีแถวนี้ มันก็​ต้องร้องตอบออกมาแล้ว​ มัน​จะสำแดงตน​เป็นเจ้าของพื้น​ที่ เวลาร้องหาคู่ก็อีกเสียง ร้องข่มขวัญตัวอื่นก็อีกเสียง"

"มันไม่กลัวสัตว์อื่น​ได้ยิน​จะพากันหนี​ไปหมดหรือ" ผมอดสงสัยไม่​ได้

"​ถ้าสัตว์อื่นฉลาดอย่างนั้น​ ป่านนี้พวกเสือคงผอมตาย​ไปหมดแล้ว​"

ตาปัญญาพูดแล้ว​หัวเราะหึ ๆ​


ผม​ได้ยินตาปัญญาพูดอย่างนั้น​ก็นึกขำ ​เพราะสมัยเด็ก ๆ​ เคยเห็นกระจงกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริง ​เมื่อ​ได้ยินเสียงพ่อ​ใช้กิ่งไม้ขนาดนิ้วชี้เหมือนไม้ตีกลอง ตีลงบนใบไม้​ที่สุมอยู่​ในหลุมขนาดเล็ก​ที่พ่อขุดด้วยจงอยมีดพร้า แล้ว​หาใบไม้แห้งใส่ลง​ไปในหลุมนั้น​จนเต็ม

พ่อตีใบไม้นั้น​​เป็นจังหวะเหมือนตีกลอง ในขณะ​ที่ปืนแก๊ปก็ง้างนกพิง​กับโตนไม้ใกล้ ๆ​ เตรียมไว้แล้ว​ กระจง​ที่หากินอยู่​บริเวณข้างเคียง​เมื่อ​ได้ยินเสียงนั้น​ต่างก็กระโดดโลดเต้นมาหาอย่างไม่กลัวอันตราย

ผมนั่งยอง ๆ​ อยู่​ด้านหลังของพ่อ ​ซึ่งมีกิ่งไม้บังไพร​ที่พ่อหักมาปักกั้นไว้​เพื่อพรางสายตาพวกมัน คอยเบิ่งตาจ้อง​ไปด้านหน้า สักประเดี๋ยวก็​ได้เสียงแกรกราก ๆ​ ขึ้น​มาก่อน จากนั้น​สักชั่วอึดใจก็เห็นกระจงตัวหนึ่ง​พ่วงพีทีเดียวกระโดดโลดเต้นโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ต่ำเตี้ยเบื้องหน้าอย่างคึกคะนอง กระโดดถอยหน้าถอยหลังตามจังหวะเสียงตีใบไม้ในหลุมของพ่อ ดัง ปุ๊ก ๆ​ ปุ๊ก ๆ​ บางครั้งพ่อก็รัว ปุ๊ก ๆ​ ๆ​ ๆ​ กระจงตัวนั้น​ก็เต้นรัวตามจนตัวสั่น จากนั้น​สักครู่ก็มีโผล่มาอีกตัว เต้นมาในลักษณะเดียวกัน ตัว​ที่มาก่อนหยุดชะงัก หัน​ไปมอง ก่อน​จะกระโดดโลดเต้น​ไปตามเดิม

ชั่วระยะเวลาประเดี๋ยวเดียวพวกมันโผล่มาให้พ่อผมยิงถึงสามสี่ตัว ​แต่ชะรอยวันนั้น​ชะตาพวกมันคงไม่ถึงฆาต ​ที่พ่อพาผมติด​ไปด้วย ก็คง​เพื่อ​ได้ศึกษาวิชาหากินตามแบบฉบับ​ของพ่อนั่นแหละ​ ​แต่แทน​ที่ผม​จะ​ได้เรียนรู้วิธีการให้มาก​ไปกว่านั้น​ ผมกลับทำให้เสียโอกาส​ได้ยิงพวกกระจงเหล่านั้น​​ไปเสีย

ขณะ​ที่พ่อยังเพลิน​กับการตีใบไม้ให้พวกกระจงเต้นระบำกันอย่างเริงร่า ​เพื่อ​จะให้ผม​ได้ดูนาน ๆ​ หรืออย่างไรไม่ทราบ กระจงตัว​ที่ห้าก็โผล่มาร่วมสมทบ

อ้ายเจ้ากระจงตัวนี้​เป็นกระจงพันธุ์ใหญ่ เรียกชนิดสายพันธุ์ของมันว่า "กระจงแม่พะ" ตัวมันโตใหญ่เกือบเท่าสุนัขแรกรุ่น เขี้ยวสองปากงอโง้งน่าขี้ขลาด ​แต่ตัวมันกลับเต้นระบำน่าตลกสิ้นดี มันกระโจนขึ้น​ ๆ​ ลง ๆ​ ถอยหน้าถอยหลัง บางครั้งก็ล้มลงนอนเกลือกกลิ้ง แล้ว​ก็ลุกขึ้น​หกคะ​เมนตีลังกา จนผมระงับใจไม่อยู่​ หัวร่อออกมาเสียงลั่น เท่านั้น​แหละ​ พวกมัน​ทั้งหมด​ที่​กำลังกระโดดโลดเต้น​เป็นเหยื่อกระสุนปืนของพ่อก็พากันกระโจนหนีผลุบผลับหาย​ไปหมดในพริบตา

ผมตกใจ, กลัวพ่อ​จะโกรธ ​แต่พ่อก็ไม่โกรธ ท่านหันมายิ้ม ​และบอกว่าทีหลังไม่พามาด้วยแล้ว​

​เมื่อ​ได้ยินตาปัญญาพูดขึ้น​แบบนั้น​ ผมก็นึกเห็นด้วย ธรรมชาติสร้างสรรพสิ่งขึ้น​มาด้วย​ความสมดุลยเสมอ มันอนุเคราะห์เกื้อกูลกัน​โดยธรรมชาติ ​แม้​จะด้วยชีวิตเลือดเนื้อก็ตาม จากสิ่งนี้​เพื่อสิ่งนั้น​​เป็นวัฏจักรติดต่อกัน​ไปไม่รู้จักสิ้นสุด

ตาปัญญานั่งพูดคุย​กับผมเบา ๆ​ อยู่​สักครู่แกก็เปิดปากหาวแล้ว​ล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ​จะหลับหรือไม่ไม่รู้ ​แต่แกก็ปิดปากเงียบ ปล่อยผมนั่งถือปืนแก๊ปกระบอกนั้น​จ้องมอง​ไปยังทุ่งกว้างคิดโน้นคิดนี่เรื่อยเปื่อย​ไปตามลำพัง ​พร้อม​กับหูสองข้างสดับสำเนียงป่าดงพงไพรยามราตรี​ไปอย่างเพลิดเพลิน นาน ๆ​ สักครั้ง​จะ​ได้ยินเสียงนกแสกบินมาเกาะยอดไม้ใกล้ ๆ​ ร้องแคว้ก ๆ​ ด้วยสุ้มเสียงอันดังทำให้สะดุ้งตกใจเสียสักครั้ง ​แต่บ่อย ๆ​ เข้าผมก็ชิน

​เมื่อ​พระจันทร์คืนแรมลอยพ้นยอด​เขาขึ้น​มาในยามดึก สรรพสำเนียงภายในป่าลึกเริ่มปรากฏ​ความแตกต่างจาก​เมื่อตอนหัวค่ำขึ้น​เรื่อย ๆ​ ​ทั้งเสียงกวางปีบร้องดังใกล้เข้ามา เขย่าหัวใจให้ตื่นเต้น เสียงช้างโขลงหักกิ่งไม้โผงผางอยู่​ใกล้ ๆ​ ดงไผ่รวกริมลำธารทางด้านซ้ายมือ

ในทุ่งหญ้าไฟลวกหน้าห้างของเราคงไม่​เป็น​ที่ปรารถนาของพวกมัน ​เพราะไม่มีอาหารหลงเหลือให้กิน ลูกส้านโดนไฟคลอกร่วงลงมาเน่าเต็มใต้โคน พวกมันไม่กินหรอก

​เมื่อคิดว่าพวกมันไม่ยุ่มย่ามเข้ามาก็เบาใจ​ไปเปลาะหนึ่ง​ ​เพราะช้าง​เป็นสัตว์​ที่ตื่นตกใจง่าย ​และ​เมื่อเกิดตกอกตกใจอะไร​ขึ้น​มาก็มักพาลเกเร เห็นห้างของเราขวางหูขวางตาก็อาจพุ่งเข้ารื้อเสียก็​ได้ ​เมื่อ​ได้ยินเสียงช้างร้องอยู่​ใกล้ ๆ​ ตาปัญญาก็ขยับตัวไม้ไผ่ปูพื้นห้างไหวยวบ ​แต่ไร้เสียงเบียดลั่น แสดงว่าแกไม่​ได้หลับ ​เพราะแกระมัดระวังไม่ให้เกิดเสียงดัง การนั่งห้างยิงสัตว์, สิ่ง​ที่​ต้องระมัดระวัง​ที่สุด​คือกลิ่น​และเสียง ​ได้เวลาสัตว์ออกหากิน ตาปัญญางดสูบบุหรี่ทันที ​จะขยับตัวลุกนั่ง ก็ค่อย ๆ​ ไม่ปล่อยให้เกิดเสียงพื้นฝากรองนั่งเบียดกันเสียงลั่น

เสียงโขลงช้างหักยอดไผ่​และกิ่งไม้ทางซีกริมห้วยยังคงดังอยู่​เช่นเดิม ในขณะ​ที่รอบทิศทางภายในป่าพงพฤกษ์ยามนี้ เสียงสรรพสัตว์เริงร้องอยู่​ไม่ขาด จน​เมื่อเกิดเสียงเจ้าป่าฮึ่มโฮ่งขึ้น​มาสักครั้ง เสียงสัตว์อื่น​ที่อยู่​ในทิศทางเดียวกันจึงค่อยเงียบ​ไป ​แต่สักครู่มันก็​จะร้องขึ้น​เช่นเดิม

บนห้างไม้ไผ่สูงเหนือพื้นขึ้น​มาสี่ว่ากว่า ๆ​ ผมนั่งถือปืนแก๊ป​ที่ผ่านการตรวจตรา​ทั้งกระสุนดินดำ​และแก๊ปชนวน​เป็นอย่างดีมาแล้ว​ รอ​แต่​เมื่อไหร่สัตว์​ที่เรา​ต้องการ​เป็นเหยื่อกระสุนเดินผ่าเข้าในรัศมี​ที่ปืนของเรา​จะ​เอามันอยู่​เท่านั้น​ ​ซึ่งภายในรัศมีไม่เกินยี่สิบวาหรือหนึ่ง​เส้น กระสุน​ที่​เป็นลูกโดด​พร้อม​กับดินปืนขนาดสี่ปลายนิ้ว​สามารถ​ที่​จะล้ม​ได้​แม้​แต่วัวกระทิง ​ถ้าหากยิงให้โดนจุดสำคัญ ​คือรักแร้แดง หรือหน้าโพสีขาวของมัน ​ถ้า​เป็น​ส่วนอื่นก็คง​ต้องตามซ้ำในวันรุ่งขึ้น​ ​ซึ่งผมคิดไว้ในใจแล้ว​ว่า ​จะไม่เร่งร้อน ​ถ้า​จะลั่นกระสุนก็​จะ​ต้องปล่อยออก​ไปทีเดียวให้อยู่​หมัด ​ต้องล้มกลิ้งอยู่​​กับ​ที่ ถึงไม่ตายทันทีก็​ต้องลุกหนี​ไปไหนไม่​ได้ ​เพื่อให้อัดกระสุนใหม่ซ้ำ​ได้ทัน

​กับการเข้าป่าล่าสัตว์ครั้งก่อน ๆ​ ผมเคยออกป่า​กับพ่อ​ที่บ้านไร่มาบ้างแล้ว​ เห็นพ่อล้มกวางกลิ้งโคโล่มา​กับสองนัยน์ตาก็หนสองสองหน ​แต่พ่อไม่เคยส่งปืนให้ผมยิงเลย​สักครั้ง หาก​แต่พ่อ​ไปธุระหรือ​ไปไร่ผมก็แอบ​เอาปืนของพ่อออกเ​ที่ยวป่าใกล้ ๆ​ บ้านตามลำพัง ปืนแก๊ปของพ่อมีขนาดไล่เลี่ย​กับปืนของไอ้พริ้งกระบอกนี้ เพียง​แต่ลำกล้อง​จะยาวกว่าสักนิด ​ความดีของปืนกระบอกนั้น​ของพ่อ ก็​คือ ​เป็นปืน​ที่ปู่ประดิษฐ์ขึ้น​มาอย่าง​ได้สัด​ส่วน ไม่คว่ำ ไม่เอียง เวลายิงออก​ไปจึงไม่มีการถีบหรือสะบัดตบแก้มเหมือนปืนไอ้พริ้ง ​แม้​จะประจุกระสุนดินดำลง​ไปสักห้านิ้ว ถึงเวลาลั่นไกก็ไม่ระคายบ่า​แม้​แต่น้อย ​ส่วนปืนของไอ้พริ้งนั้น​ผมเคยยิงมาสองสามครั้ง ​แม้ลำกล้อง​จะเ​ที่ยงตรง วิถีกระสุนไม่พลาด​ไปจากศูนย์หน้า เล็งตรงไหนก็ตรงเป้าแม่นยำ ​แต่ปืนก็ส่งแรงสะท้อนกลับหลัง หรือ​ที่เรียกกันว่า "ปืนถีบ" รุนแรงพอสมควร ​แต่ถึงอย่างไรการนั่งห้างคืนนี้ ผมก็ประจุดินปืนลง​ไปอย่างเต็ม​ที่ ​เพราะ​เอาแน่ไม่​ได้ว่า​จะมีสัตว์อะไร​โผล่มาให้ยิง จึง​ต้องยัดดินแรงไว้ก่อน

เสียงสรรพสัตว์รวม​ทั้งแมลงกลางคืนยังคงปรากฏขึ้น​อย่างต่อ​เนื่อง ใกล้บ้างไกลบ้าง เขย่าหัวใจให้ตื่นเต้นไม่รู้หาย ประเดี๋ยวดังมาทางด้านขวา เดี๋ยวก็ทางด้านซ้าย ประเดี๋ยวก็มาดังอยู่​ใต้ถุนห้าง ​แต่​เมื่อจ้องมองลง​ไปก็ไม่เห็นสัตว์อะไร​

แรก ๆ​ ผมก็ไม่คิด​ไปในทางอกุศล คงบอกตนเองเพียงว่าอาจ​จะหูตาฝาด​ไปก็​ได้ ประเภทหู​ได้ยินเสียง​แต่สายตากลับมองไม่เห็นภาพ หากหลายครั้งเข้าก็ชักใจคอไม่ค่อยดีเหมือนกัน ก็มันเดินสวบ ๆ​ อยู่​ใต้ห้างแท้ ๆ​ ​แต่ทำไมถึง​ได้มองไม่เห็นตัวมัน

หัน​ไปทางตาปัญญาก็ดูเหมือนแก​จะนอนตัวแข็งทื่อเหมือนสิ้นลมหายใจ​ไปเสียแล้ว​

กระทั่งวินาทีสำคัญก็พลันเกิดขึ้น​!!

เสียงย่ำเท้าดังสวบ ๆ​ ปรากฏขึ้น​ข้างล่าง ​เป็นด้านขวามือ​ที่ผมนั่งถือปืนคอยจ้องออก​ไปในทุ่งกว้าง ​และ​เป็นด้านเดียว​กับ​ที่ตาปัญญานอนอยู่​ ผมชะเง้อมองผ่านตาปัญญาลง​ไปเบื้องล่างตรง​ที่​ที่ปรากฏเสียงนั้น​ แรก ๆ​ ก็ไม่เห็นอะไร​อีกเหมือนเคย ​แต่สักชั่วอึดใจ​ที่คอยจ้อง ก็ปรากฏหมีควายตัวใหญ่เดินสอง ขาเหมือนคน ผมตัดสินใจวาดปลายกระบอกปืนจ้องลง​ไป​โดย​ที่ปากกระบอกพาดผ่านลำตัวของตาปัญญา​พอดี คิดในใจว่า​ถ้ามัน​จะป่ายปีนต้นไม้ขึ้น​มาบนห้าง ผมยิงแน่ ถึงหนัง​จะหนาก็หนา​ไปเถอะ ผม​จะไม่ปล่อยให้มันขึ้น​มาข้างบนนี้​ได้อย่างแน่นอน

​เมื่อผมวาดปากกระบอกปืนลง​ไปอย่างนั้น​ ก็เหมือน​กับมัน​จะรู้ตัว มันหยุดเดิน ​และยืนนิ่งเฉย นัยน์ตา​ที่จ้องขึ้น​มา​ที่ผมแดงก่ำผิดสังเกต ผมขนลุกซู่ เคย​ได้ยิน​แต่เรื่อง​เสือสมิงแปลงกาย​เป็นคนมาล่อลวงให้พรานลงจากห้าง​เพื่อขบกัด ​แต่เรื่อง​หมีตาลุกแดงราว​กับดวงตาปิศาจยังไม่เคย​ได้ยิน​ที่ไหน

"โอม สิทธิสะวาโหม กายะฉะมัง เตยะสังปิติกะทะโร...​"

เสียงคาถากำราบผีป่าผีไพรของปู่ดังแว่วข้างหู ผมนึกขึ้น​​ได้ จึงหลับตาท่อง​ไปสามจบ ​เมื่อลืมตาขึ้น​ปรากฏว่าเจ้าหมีปีศาจตาแดงเหมือนตำลึงสุกหาย​ไปจริง ๆ​ ​พร้อม​กับตาปัญญา​เอามือจับกระบอกปืนของผมยันขึ้น​เบื้องสูง

"​เป็นอะไร​​ไป" ตาปัญญากระซิบถามเบา ๆ​ พอ​ได้ยินกันสองคน "เห็นอะไร​รึ"

"หมี" ผมตอบ "มันยืนจ้องผมตาแดงก่ำอยู่​ข้างล่าง"

"กลัวไหม"

"ไม่กลัว"

"ดีแล้ว​"

ตาปัญญา กระเถิบเข้าใกล้ผมแล้ว​อธิบายให้ฟังว่า นั่น​เป็น​เพราะผมตื่นเต้น​กับสรรพเสียงรอบด้านจนเกิน​ไป จึงเกิดอาการประสาทหลอน ดี​ที่ผม​เป็นคนจิตแข็ง ไม่ขลาดกลัว ​ถ้าไม่อย่างนั้น​คงยุ่งแน่ ​เพราะเผลอ ๆ​ ผมอาจ​จะยิงพื้นดินจนฝุ่นกระจาย​ไปแล้ว​ก็​ได้

พูดจบแกก็หัวเราะหึ ๆ​ ออกมาเบา ๆ​ ก่อน​จะล้วงใบกระท่อมฉีกส่งเข้าปากเคี้ยวหยับ ๆ​ ของแกตามเดิม

******************************************************** 

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3222 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ภาพลวงตา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๓๙๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นกหัวขวาน [C-17296 ], [125.25.180.56]
เมื่อวันที่ : ๐๕ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๓.๒๔ น.

ทุกคำทุกประโยค มิหลุดรอดสายตาผม​​ไป​​ได้
ผมงง​​กับประโยคนี้อยู่​​พักนึง (ตาปัญญาไอ้ขลุกเบา ๆ​​​ แล้ว​​​ลุกขึ้น​​​นั่ง) นึกว่ามีตัวละครเพิ่ม..​​ที่ไหน​​ได้ ตาปัญญาไอขลุกๆ​​นี่เอง

ยังสนุก​​และตื่นเต้นเหมือนเดิมครับ​​พี่

ชะรอยว่า ตาปัญญา แก​​จะติดใบกระท่อมเสียแล้ว​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17302 ], [110.49.193.156]
เมื่อวันที่ : ๐๕ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๓๐ น.

ดีมาก ๆ​​ เลย​​ครับ​​คุณนกหัวขวาน ขอ​​ได้รับ​​ความขอบคุณจากใจจริงของผมครับ​​

ย่อหน้า วรรคตอน คำตกหล่น คำขาด คำเกิน คำ​​ที่เขียนผิด​​โดยเผลอเรอ ​​เป็นข้อบกพร่องของนักเขียน​​ที่​​ต้องเร่งแก้ไข

​​ส่วนคำ​​ที่เขียนผิด​​โดยจงใจ ​​คือไม่รู้​​ความหมาย ไม่รู้จักคำ อันนี้ถือ​​เป็น​​ความประมาท ​​คือเกิดข้อสงสัยแล้ว​​ไม่เสาะหาคำตอบ ​​ถ้าเกิดขึ้น​​บ่อย ​​จะทำให้ขาด​​ความนิยมนับถือจากผู้อ่าน ผมจึงระมัดระวังนักหนา

​​แต่นั่นแหละ​​ครับ​​ !!

ผู้รู้ท่านว่า "สี่เท่าย่อมช้าง" อ่า อ่า เลย​​พลั้งเผลอหลุดออกมาบ่อยเหมือนกัน

​​ต้อง​​ได้นักอ่านคุณภาพอย่างคุณนกหัวขวาน ลุงเปี๊ยก ลุงปิง คุณอิติ คุณรจนา คุณพิลฯ รวม​​ทั้งบรรดาสมาชิกนกน้อยด้วยกันนี้แหละ​​ครับ​​​​ที่​​จะช่วยเหลือกัน​​ได้

​​เพราะฉะนั้น​​บรรดาท่านผู้อ่านทุกท่าน​​ที่ยังไม่​​ได้​​เป็นสมาชิก​​เพื่อ​​จะ​​ได้มีโอกาสกระโดดเข้าร่วมวงร่วมด้วยช่วยกันก็อย่ารอช้านะครับ​​ สมัครสมาชิกศาลานกน้อยกันให้เยอะ ๆ​​ ​​จะ​​ได้ร่วมด้วยช่วยกัน ผลักดันวงการวรรณอำของเราให้เจริญรุดหน้าสภาพรต่อ​​ไป--ยิ่งกาลนานเทอญ

อมิตตาพุทธ

ฮา ฮา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17328 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๙.๒๘ น.

ไม่​​ได้จับผิดนะคะ​​ ​​เพราะ​​ที่จริงอาจ​​จะเขียนถูกแล้ว​​ก็​​ได้

"เหมือนมีกระไฟฉายขนาดมหึมาคอยส่งแสงให้เราอยู่​​​ด้านหลัง"

หมายถึง "กระบอกไฟฉาย" หรือเปล่าคะ​​

ยิ่งอ่านก็ยิ่งชอบสำนวน​​ที่ขัดเกลาของคุณนามฯค่ะ​​ ทุกถ้อยอักษรล้วนน่าอ่าน ภาษาง่าย ๆ​​ ​​แต่​​เป็นภาษาไทยชั้นดี การเลือกคำดีไม่มี​​ที่ติ (รจนาไม่มีปัญญาเขียน​​ได้แบบนี้)

ส่ง​​กำลังใจมาเท่านี้ก่อนค่ะ​​ คงหาย​​ไปหลายวันกว่า​​จะมาเจ๊าะแจ๊ะ​​ใหม่นะคะ​​ ​​จะ​​ไปเ​​ที่ยวสามวันค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-17329 ], [110.49.193.111]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๑.๒๓ น.

เขียนตก​​ไปครับ​​ ขอบคุณมาก ๆ​​ เลย​​

มันลวงตาครับ​​ ผมทวนแล้ว​​ทวนอีกสองสามรอบ

โพสต์เสร็จยังตามมาตรวจสอบอีก​​แต่ไม่เจอ ท่าทาง​​จะอ่านเร็ว​​ไป ​​เพราะ​​เป็นงานของตนเอง รู้แก่ใจแล้ว​​ว่าเขียนอะไร​​​​ไปบ้าง

​​แต่​​ถ้าทิ้งไว้ให้เย็นสักเดือนครึ่งเดือน มัก​​จะไม่ลอดสายตาแบบนี้ ​​เพราะมันลืมรายละเอียดเสียแล้ว​​ ผมจึงมัก​​ใช้สูตรนี้เสมอ ก่อนส่งสำนักพิมพ์​​จะ​​ต้องทิ้งไว้เดือนสองเดือน​​เป็นอย่างต่ำ ​​แต่บางครั้งก็ยังมีพลาดเหมือนกันนะครับ​​

เหมือนอย่าง​​เขาว่า งานเขียน​​ที่สมบูรณ์ยังไม่มี​​ใครเขียน น่า​​จะ​​เป็นแบบนี้เอง

เ​​ที่ยวให้สนุกนะครับ​​คุณรจนา กำไรชีวิตล้วน ๆ​​ เลย​​ล่ะนั่น

ในโลกนี้มีอยู่​​ไม่กี่คนหรอกครับ​​​​ที่โชคดีเหมือนคุณ (วัดด้วยจำนวนประชากร​​ทั้งโลก) เ​​ที่ยวเสร็จแล้ว​​ก็อย่าลืมก็นำสิ่งดี ๆ​​ ​​ที่พบเจอมาเล่าสู่กันฟังบ้างก็แล้ว​​กัน

​​ทั้งรูปภาพ​​ที่คุณโพสต์กำ​​กับลงมาก็ดูแล้ว​​สดชื่นสบายตาดีทุกภาพเลย​​ครับ​​ ผมจ้องมองคราวละนาน ๆ​​ ​​เพราะมัน​​เป็นภาพแปลกตา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : yuy [C-18915 ], [203.172.173.26]
เมื่อวันที่ : ๓๑ ม.ค. ๒๕๕๖, ๑๔.๕๔ น.

ก็น่ากลัวเหมือนกันนะเนี่ยเพียงเเต่นกแสก​​จะสูญพันธ์แล้ว​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : yuy [C-18916 ], [203.172.173.26]
เมื่อวันที่ : ๓๑ ม.ค. ๒๕๕๖, ๑๕.๐๐ น.

น่า น่ารักน่ากลัวเบอร์0854952358000000000000000000000 เสือรักมันใหญ่มาก

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น