นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #6
ดอยสะเก็ด
...อีกสองวัน​ต่อมาหนานคำส่งคำปันมารับเคน​ไปพบ​เขา​ที่ห้องทำงาน ในบริเวณโรงบ่มใบยาใกล้ไหล่​เขาเตี้ยๆ​ ​ที่​เมื่อมองขึ้น​​ไป​จะเห็นไร่ยาสูบเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา...

ตอน : ตอนที่ 6 - แรกพบสบตา

อีกสองวัน​ต่อมาหนานคำส่งคำปันมารับเคน​ไปพบ​เขา​ที่ห้องทำงาน ในบริเวณโรงบ่มใบยาใกล้ไหล่​เขาเตี้ยๆ​ ​ที่​เมื่อมองขึ้น​​ไป​จะเห็นไร่ยาสูบเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา ปลูกลดหลั่น​เป็นขั้นบันได ตั้งแต่ยอดลงมาจนถึงตีนเนิน เนื้อ​ที่เพาะปลูกมีขนาดกว้างใหญ่ ครอบคลุมเนิน​เขาหลายเนิน​ที่อยู่​ติดต่อกัน

สถาน​ที่ทำงานของหนานคำ​เป็นตึกเล็กๆ​ชั้นเดียว ตั้งอยู่​ในบริเวณเดียว​กับ​ที่ตั้งโรงบ่มใบยา ​ซึ่งมีอยู่​ด้วยกันหกโรง มีห้องเพียงสองห้อง ห้องหนึ่ง​​เป็นห้องทำงานของหนานคำ อีกห้องหนึ่ง​​เป็นห้องประชุมขนาดกลาง ​ส่วน​ที่เหลือ​ซึ่ง​เป็น​ที่โล่งกว้าง ​เป็น​ที่ทำงานของเสมียนสองคน มีเครื่องคอมพิวเตอร์เก่าๆ​สองเครื่องตั้งอยู่​บนโต๊ะทำงาน ตู้เก็บเอกสารตั้งเรียง​เป็นแถวอยู่​ชิดผนังด้านหนึ่ง​

​เมื่อคำปันพาเคนเข้ามาในห้อง หนานคำ ​ซึ่ง​กำลังอ่านเอกสารฉบับ​หนึ่ง​อยู่​​ที่โต๊ะทำงาน พยักหน้าเรียกเคนให้นั่งลงบนเก้าอี้​ที่ตั้งอยู่​หน้าโต๊ะ
" ผมเรียกคุณมาคุย​จะ​ได้รู้ว่าคุณทำอะไร​​ได้บ้าง ​ที่นี่มีงานหลายประเภท งานด้านเอกสาร งานในไร่ โรงบ่ม ขับรถ อะไร​พวกนี้แหละ​ " ​เขาอธิบาย​พร้อม​กับสำรวจหน้าตาท่าทางของอีกฝ่าย​ไปด้วย " คุณคิดว่า​จะทำอะไร​​ได้บ้าง? "
ชายหนุ่มนิ่งคิดก่อนตอบว่า "ผมไม่แน่ใจว่าเคยทำงานพวกนี้มาบ้างหรือเปล่า ​แต่ถึงไม่เคยก็น่า​จะเรียนรู้​ได้ "

คำตอบของ​เขาทำให้หนานคำมีสีหน้าดีขึ้น​ ท่าทาง​เขาคงไม่เกี่ยงงาน ดู​เขากระตือรือร้น​ที่​จะทำงาน หลังจากนั้น​หนานคำ​ซึ่ง​กำลัง​จะขึ้น​​ไปดูงานบนไร่ยาสูบขับรถจิ๊ปขึ้น​​ไปบนเนิน​ซึ่ง​เป็น​ที่ปลูกต้นยาสูบ ​โดยให้เคนติดรถ​ไปด้วย ชายหนุ่ม​ซึ่งไม่เคยเห็นไร่ยาสูบอย่างใกล้ชิดมาก่อนรู้สึกแปลกหูแปลกตา​กับสิ่ง​ที่​เขาเห็น หนานคำอธิบายให้​เขาฟังแล้ว​​ระหว่างนั่งมาในรถ ว่าไร่ยาสูบ​ที่นี่ปลูกยาสูบพันธ์เวอร์จิเนีย​และพันธ์เบอร์เลย​์​เป็น​ส่วนใหญ่ ​ส่วนพันธ์เตอร์กิซ ​กำลังอยู่​ในขั้นตอนขยายการปลูกออก​ไป ​เนื่องจาก​ความ​ต้องการในตลาดโลกมีสูง ในขณะ​ที่ประเทศผู้ผลิตมีน้อย

" ใบยาสูบนี่ปลูกกันเฉพาะในภาคเหนือเท่านั้น​หรือครับ​ ? " เคนถามอย่างสนใจ
" ​ที่ภาคอีสานก็มีปลูกกันมาก แถวขอนแก่น ร้อยเอ็ด นครพนม สกลนคร ​และอีกหลายจังหวัด ​แต่​ส่วนใหญ่​จะ​เป็นพันธ์เตอร์กิซ ภาคเหนือนี่ก็ปลูกกันหลายจังหวัด ​แต่มาก​ที่สุดก็​ต้องแถวเชียงราย ​ที่นี่ปลูกกันไม่มากนักหรอก "

หนานคำพาเคน​ไปดูแปลงเพาะ​และการเตรียมเพาะต้นกล้าจากเมล็ดยาสูบ ​เขาหยิบเมล็ดยาสูบ​ซึ่งมีขนาดเล็กๆ​ออกมาให้ชายหนุ่มดู แล้ว​อธิบายว่า " อยากให้คุณศึกษาเรื่อง​เมล็ดยาสูบ​ที่​ใช้ทำพันธ์ก่อน ในน้ำหนักหนึ่ง​กรัม​จะมีเมล็ดพวกนี้อยู่​ประมาณ 10,000 ถึง 30,000 เมล็ด มันงอก​ได้เร็วมาก ภายในห้าถึงสิบวันเท่านั้น​ "

เคนมอง​ไป​ที่แปลงเพาะขนาดใหญ่ ​ซึ่งมีต้นกล้าเล็กๆ​​กำลังงอกงามอยู่​เต็ม แล้ว​ถามอย่างสนใจว่า "เนื้อ​ที่หนึ่ง​ไร่ปลูกกล้า​ได้สักกี่ต้นครับ​ ผมเห็นมันขึ้น​กันแออัด​ไปหมด ? "
" ประมาณ 30,000-40,000 ต้น ​ถ้าแปลงเพาะมีสภาพ​ที่เหมาะสมมี​ความเย็น​และ​ความชื้น​ที่พอเหมาะ ต้นยาสูบพวกนี้ก็​จะเจริญเติบโตสูงถึง15-20 เซนติเมตรภายในสองเดือน " แล้ว​หนานคำก็หันมาทำหน้ายิ้มๆ​ อย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง​กับเคน " ท่าทางคุณ​จะสนใจไร่ยาสูบของเรานะ ดีเหมือนกัน ​ถ้าคุณสนใจศึกษาขั้นตอนต่างๆ​ให้ดี ก็​จะช่วยแบ่งเบาภาระให้ผม​ได้มากทีเดียว "

ชายวัยกลางคนพูด​โดย​ที่ยังไม่แน่ใจว่าหนุ่มแปลกหน้าคนนี้​จะ​เอาจริงสักแค่ไหน ​แต่หนานคำก็คิดว่า​จะให้เคนมาทำงานใกล้ตัว ​เพื่อ​ที่​จะ​ได้สังเกตพฤติกรรมของ​เขา​ได้สะดวก​ขึ้น​ เดินคุยกัน​ไปเรื่อยๆ​ครู่หนึ่ง​หนานคำก็หยุดพูด​กับคนงานหญิงสองคน​ที่ทำงานอยู่​แถวนั้น​ แล้ว​จึงหันมาอธิบายให้เคนฟังต่อว่า

" วิธีเก็บใบยา​แต่ละสายพันธ์ก็แตกต่างกัน พันธ์เวอร์จิเนีย​ต้องเก็บเกี่ยวตามระยะเวลา เรา​จะเริ่มเก็บใบแก่​ที่อยู่​โคนต้นก่อน แล้ว​ค่อยๆ​ขยับเก็บใบ​ที่อยู่​สูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​​เมื่อใบยาแก่​พอดี ​ส่วนพันธ์เบอร์เลย​์​จะ​ต้องเก็บในขั้นตอนเดียว ​คือตัดต้นแล้ว​รูดใบออกจากก้าน หลังจากผ่านการบ่มแล้ว​ "

หลังจากเดินดูงานรอบๆ​​และสั่งงานอีกประมาณชั่วโมงกว่าๆ​แล้ว​ หนานคำ​กับเคนก็กลับลงมา​ที่โรงบ่มใกล้ออฟฟิศ หนานคำพาชายหนุ่มเข้า​ไปดูวิธีบ่มยาในโรงบ่ม​ที่มีอยู่​หกโรง

" โรงบ่มพวกนี้บ่มใบยา​โดย​ใช้​ความร้อนแบบรวมศูนย์ ​เป็นระบบใหม่​ที่เราเพิ่งติดตั้งแทนระบบแบบเดิม ​เป็นการบ่มแบบอัดแน่น มี​ความแน่นประมาณสี่เท่าของการบ่มแบบเดิม บ่มใบยา​ได้ประมาณหกพันกิโลกรัมต่อครั้ง เตาเผาลิกไนท์​และหม้อน้ำร้อนขนาดสี่ร้อยกิโลวัตต์​ที่คุณเห็นอยู่​นี่เพียงชุดเดียว ก็ให้​ความร้อน​กับโรงบ่ม​ทั้งหกโรงของเรา​ได้พอเพียงแล้ว​ "

​เมื่อเห็นเคนมองอุปกรณ์ต่างๆ​อย่างสนใจ หนานคำก็อธิบายเพิ่มเติมว่า "เตาเผา​กับหม้อน้ำร้อนชุดนี้ ​จะส่งผ่าน​ความร้อน​ไปตามท่อน้ำร้อน​และเครื่องแลกเปลี่ยน​ความร้อน อากาศภายในโรงบ่ม​จะถูกหมุนเวียน​โดยพัดลมขนาดใหญ่ ​ซึ่งให้ลมในปริมาตรสองหมื่นลูกบาศก์ฟุตต่อวินาที บังคับให้อากาศร้อนไหลผ่านใบยา แทน​ที่​จะอาศัยการลอยตัวตามธรรมชาติของอากาศ​แต่เพียงอย่างเดียว" ขณะ​ที่ปากอธิบาย​ไปเรื่อยๆ​ หนานคำก็คิดในใจว่า หรือว่าชายนิรนามผู้นี้​จะเคยทำงาน​เป็นช่างหรือวิศวกรเครื่องจักรกลมาก่อน

" ระบบเก่ามีปัญหาอะไร​หรือครับ​ ถึง​ต้องเปลี่ยนมา​เป็นระบบแบบอัดแน่น ?"
" ระบบใหม่นี่ช่วยลดค่า​ใช้จ่ายต่างๆ​ลง​ได้มาก ประหยัดพลังงาน​ความร้อน​ได้สูงถึงประมาณ 67% ลดมลภาวะทางอากาศ​และกลิ่น​ได้มากกว่าแบบเดิม ​ใช้คนงานน้อยลง ก่อนหน้านี้การนำใบยาเข้าออกจากโรงบ่ม​แต่ละครั้ง ​ต้อง​ใช้คนงานประมาณห้าสิบคนต่อวันต่อครั้ง ​แต่แบบใหม่นี่​ใช้คนงานแค่สิบคนต่อวันต่อครั้ง อีกเรื่อง​​ที่สำคัญ​คือการบ่มแบบใหม่นี้ให้ใบยาแห้ง​ที่มีคุณภาพสม่ำเสมอ ​เพราะอากาศร้อน​สามารถไหลผ่านใบยาทุก​ส่วน​ได้อย่างเท่าเทียม​และสม่ำเสมอกัน "
หนานคำอธิบายอย่างยืดยาว ไม่รู้ว่าเคน​จะเข้าใจมากน้อยแค่ไหน ​เพราะถึงอย่างไรวันนี้ก็​เป็นวันแรกของ​เขา หลังจากนั้น​คน​ทั้งสองก็เดินเข้า​ไปในห้องทำงานของหนานคำ

" ดูจนทั่วแล้ว​คุณคิดว่า​จะช่วยทำอะไร​​ได้บ้างล่ะ? " หนานคำลองถาม​ไปอย่างนั้น​แหละ​ อยากรู้เหมือนกันว่า​เขา​จะตอบว่าอย่างไร
ชายหนุ่มนิ่งคิดอยู่​อึดใจหนึ่ง​ก่อนตอบว่า " อะไร​ก็​ได้ครับ​ ให้ผมลอง​ไปเก็บใบยาดูก่อนก็​ได้ พอชำนาญแล้ว​ค่อยเปลี่ยน​ไปทำอย่างอื่น ขอให้มี​ใครช่วยสอนผมบ้างก็แล้ว​กัน "
หนานคำรู้สึกพอใจหนุ่มแปลกหน้าคนนี้ขึ้น​มาอีกหน่อย​ " ดีเหมือนกัน ค่อยๆ​หัดทำ​ไปทีละอย่างสองอย่าง อีกหน่อย​ก็เก่ง​ไปเอง ผมไม่รู้ว่าคุณ​เป็น​ใครมาจากไหน ​แต่​ถ้าคุณไม่รังเกียจงานแบบคนงานผมก็ค่อยสะดวก​ใจ​ที่​จะ​ใช้สอยคุณหน่อย​ "

ชายวัยกลางคนเปิดตู้เอกสารหยิบแฟ้มสองสามแฟ้มส่งให้เคน "​ระหว่างนี้คุณก็​เอาเอกสารพวกนี้​ไปศึกษาดูก่อน ศึกษา​ไปเรื่อยๆ​ไม่​ต้องรีบร้อน สงสัยอะไร​ก็ถามผม​ได้ แล้ว​ก็ขึ้น​​ไปบนไร่บ้างวันละครั้ง ​จะ​ไปเก็บใบยาหรืออะไร​ก็​ได้ เดี๋ยวผม​จะสั่งสมจิตร์ หัวหน้าคนงาน​ที่ดูแลเรื่อง​การเก็บใบยา ให้สอนงานให้คุณ "

หลังจากวันนั้น​ ชายหนุ่มก็​ต้องวุ่นวายอยู่​​กับการศึกษางาน ​เขาขึ้น​​ไปช่วยเก็บใบยาในช่วงเช้า​ พอถึงช่วงบ่ายก็​เอาแฟ้มต่างๆ​มาศึกษา ทำให้เวลาของ​เขาค่อยๆ​ผ่าน​ไป​โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย เคนรู้จากตาเป็งว่า คุณดนัยเจ้าของเวียงพุกาม​ที่​เขาไม่เคยเห็นหน้ากลับมาจากกรุงเทพฯสองสามวันแล้ว​ ​แต่​เขาก็ฟังเฉยๆ​ไม่​ได้สนใจอะไร​ ​เพราะคิดว่าไม่น่า​จะมีอะไร​เกี่ยวข้อง​กับ​เขา ชายหนุ่มยังก้มหน้าก้มตาศึกษางานหลายอย่าง​ที่หนานคำหัวหน้า​โดยตรงของ​เขามอบหมายให้ ​แต่แล้ว​วันหนึ่ง​หลังจากมาอยู่​​ที่เวียงพุกาม​ได้ประมาณสามสัปดาห์ หนานคำก็พา​เขาขึ้น​​ไปบนตึกใหญ่ ​ที่เคยรู้จากตาเป็งว่า​เป็น​ที่อยู่​ของคุณดนัย​และบุตรสาว

​เมื่อขึ้น​​ไปถึงบนตึกหนานคำเดินนำ​เขาเข้า​ไปในห้องนั่งเล่นขนาดใหญ่ ​ซึ่งอยู่​ต่อจากห้องโถงใหญ่ยาว​ที่​เป็นห้องรับแขก​ไปในตัวด้วย บนเก้าอี้นวมสีสวย​เขาเห็นชายวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่นั่งเอนๆ​อ่านหนังสือพิมพ์อยู่​ ​และเห็นด้วยหางตาว่าในเก้าอี้อีกตัวหนึ่ง​​ซึ่งตั้งอยู่​ใกล้กันมีคนอีกคนหนึ่ง​นั่งอยู่​ ​เมื่อหนานคำ​และเคนเดินใกล้เข้า​ไป ผู้ชายคน​ที่​เขาคิดว่าน่า​จะ​เป็นคุณดนัยก็เงยหน้าขึ้น​

" ท่านครับ​ นี่นายเคน " หนานคำประสานมือ​และค้อมศรีษะลง พูด​กับชายผู้นั้น​อย่างนอบน้อม
เคนมองสบตาคุณดนัยแล้ว​ก้มศรีษะลงนิดหนึ่ง​​เป็นเชิงคารวะ ทำให้คุณดนัยเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ มองสำรวจ​เขาอย่างเปิดเผยจากหัวถึงเท้า นึกในใจว่า ‘ ไอ้หมอนี่มันนึกว่ามัน​เป็น​ใคร ไหว้คนไม่​เป็นหรือไง ’

​ส่วนหนานคำก็รีบสะกิดชายหนุ่ม​และกระซิบเตือนว่า " ไหว้ท่านเสียสิ "
เคนทำหน้างงๆ​ ​แต่แล้ว​ก็รีบยกมือไหว้คุณดนัยด้วยท่าทาง​ที่สุภาพถูก​ต้องตามแบบแผน ทำให้คุณดนัยมองหน้า​เขาอีกครั้งด้วย​ความรู้สึกแปลกๆ​

หนานคำรีบรายงานว่า " ไม่ทราบว่าคุณหมอประสพชัยเรียนท่านหรือยังขอรับ แกขอให้ผมพานายเคนมาพักอยู่​​กับเรา​ที่เวียงพุกามชั่วคราว จนกว่า​เขา​จะมีทาง​ไปหรือจำเรื่อง​ราวของตัว​เขา​ได้ "
" คุยกันแล้ว​ละ " คุณดนัยตอบ มองเคนอีกครั้งหนึ่ง​ รู้สึกสะดุดใจ​กับบุคลิกลักษณะ​ที่โดดเด่น มีราศรีกว่าบริวาร​ที่เวียงพุกามของ​เขาทุกคน ​เขาเห็นหน้าคมคาย ​ที่ตอนนี้เกลี้ยงเกลาปราศจากหนวดเครารกรุงรัง​และริ้วรอยจากการถูกทำร้าย ​ที่เคยเห็นในวันแรกตอน​ที่คนงานหาม​เขามาวางไว้บนตั่งใหญ่ในห้องโถง​เมื่อสองสามเดือน​ที่แล้ว​ ​เขายืนตัวตรง มือประสานกันไว้ต่ำๆ​คล้ายหนานคำก็จริง ​แต่ศรีษะของ​เขาตั้งตรง รูปร่างในเสื้อกางเกงกลางเก่ากลางใหม่นั้น​ดูแข็งแรงกำยำล่ำสัน อกของ​เขาผายกว้าง มีมัดกล้ามงามสมตัว ไม่ใหญ่เกิน​ไปจนดูเทอะทะเหมือนนักเพาะกาย ​แต่ก็ไม่เล็กเกิน​ไปจนดูกร้องแกร้ง ​เขาดูผิดแผกแตกต่าง​ไปจาก​ที่เคยเห็นราว​กับ​เป็นคนละคน

" ตอนนี้​เป็นไง หายดีแล้ว​หรือ ? " คุณดนัยถาม เหมือนถามบริวารคนอื่นๆ​​ที่เจ็บไข้​ได้ป่วย
หนานคำตอบแทนว่า " หายดีแล้ว​ครับ​ ​แต่​เขายังจำอะไร​ไม่​ได้ คุณหมอ บอกว่าอาจ​จะ​ต้อง​ใช้เวลาอีกสักพัก " แล้ว​​เขาก็รีบรายงานต่อ​โดยไม่รอให้เจ้านายถาม " ผมให้​เขาพักอยู่​​กับตาเป็ง ตอนนี้แกอยู่​คนเดียว ​จะ​ได้​เป็น​เพื่อนกัน ผมขอให้แกคอยช่วยแนะนำอะไร​ๆ​ให้​เขาบ้าง ​เพราะ​เขายังไม่ค่อยคุ้นเคย​กับเวียงพุกามของเรา "

เจ้าของเวียงพุกามเปิดกล่องบนโต๊ะข้างตัว หยิบซิการ์ออกมามวนหนึ่ง​แล้ว​คาบ​เอาไว้ ในมือมีกล่องไม้ขีด​แต่ยังไม่​ได้จุด ปกติ​เขา​ใช้กล้องยาเส้น นานๆ​จึง​จะสูบซิการ์สักทีหนึ่ง​ ​เขามองเคนอย่างตริตรอง​เมื่อถามว่า " แล้ว​ตอนนี้ทำอะไร​ ? "
ชายหนุ่มอึกอักไม่เข้าใจคำถามนั้น​ ร้อนถึงหนานคำ​ต้องช่วยตอบแทนอีกครั้ง " ตอนนี้ผมให้​เขาศึกษางานอยู่​ขอรับ อ่านเอกสารต่างๆ​บ้าง เข้า​ไปดูงานในไร่บ้าง ในโรงบ่มบ้าง ​จะ​ได้รู้วิธีทำงานของเรา หลังจากนั้น​ผมกะว่า​จะดูอีกทีว่า​เขาเหมาะ​จะทำอะไร​ แล้ว​ค่อยมอบหมายให้​เขาทำ "

พอพูดจบหนานคำก็มองเจ้านายของ​เขา เหมือน​จะถามว่า​ที่​เขาจัดการ​ไป​โดยพลการนี่เห็นด้วยหรือไม่ คุณดนัยจุดไม้ขีดจ่อเข้า​ไป​ที่ซิการ์มวนนั้น​ ดูดสองสามทีจนปลายของมันติดไฟทั่วถึงแล้ว​จึงกล่าวว่า " ก็แล้ว​​แต่แก​จะจัดการ เรื่อง​ค่าแรงก็จ่ายให้​เขา​ไปตามระเบียบ อาหารการกิน​ที่โรงครัวของเรามีกฏเกณฑ์อะไร​บ้าง ก็อธิบายให้​เขาเข้าใจด้วย "

พอพูดจบคุณดนัยก็หยิบหนังสือพิมพ์​ที่ลดลงไว้บนตักตอน​ที่หนานคำ​กับเคนเข้ามา ขึ้น​มาอ่านต่อ​ไป ​เป็นสัญญาณว่าจบการสนทนา​แต่เพียงเท่านั้น​ ทำให้​ทั้งห้องมี​แต่​ความเงียบ

หนานคำ​กับเคนขยับ​จะเดินออก​ไปจากห้อง​แต่ก็​ต้องหยุดชะงัก ​เมื่อมีเสียงหนึ่ง​ดังแหวก​ความเงียบออกมา
" หนานคำ ให้คนแปลกหน้า​ไปอยู่​​กับตาเป็ง แกไม่อึดอัดแย่หรือ แกอาจ​จะชิน​กับการอยู่​ตามลำพังก็​ได้ "
เคนเงยหน้าขึ้น​มองตามเสียงนั้น​ ​พร้อมๆ​​กับ​ที่หนานคำทักว่า " อ้อ...​คุณหนู "

ชายหนุ่มเห็นผู้หญิงคน​ที่หนานคำเรียกว่าคุณหนู แล้ว​ก็นึกขึ้น​​ได้ถึงคำพูดของตาเป็งในวันแรก​ที่​เขาเข้ามาพักอาศัย​ที่เวียงพุกาม ว่าคุณหนูของแก​เป็นลูกสาวของคุณดนัย เจ้าของอาณาจักรเวียงพุกามอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ​เมื่อมอง​ไป​เขาเห็นผู้หญิงสาว​ที่​เขาคะ​เนว่าอายุคงไม่เกินยี่สิบปี อาจ​จะ​เป็น​เพราะทรงผมก็​ได้ ผม​ที่ถัก​เป็นเปียเดี่ยว​ที่​ทั้งหนา​และคงหนัก ห้อยลง​ไปกลางหลัง ด้านหน้าหวีเสยเปิดให้เห็นหน้าผากลาดนูน​ที่มีลูกผมเล็กๆ​ล้อมรอบ หน้ารูปไข่​ที่ประกอบด้วยคิ้วเข้ม​ที่ดกหนาตรงหัวคิ้วแล้ว​ค่อยๆ​เรียวยาวทอดโค้ง​ไปตามรูปตาจนถึงหางตา ดวงตาภายใต้ขนตา​ที่​ทั้งดกหนา​และดำยาว ยาวจน​เขานึกว่า​เป็นขนตาปลอม​ที่​กำลังจ้องมอง​เขาอยู่​ขณะนี้คมปลาบ ชายหนุ่มสะดุ้งมี​ความรู้สึกเหมือนมองดวงอาทิตย์ตอนเ​ที่ยงวัน ​ที่แสงเจิดจ้าของมันทำให้ผู้มองเ​คืองตาจน​ต้องหลบ ก็เหมือน​กับ​เขาตอนนี้​ที่ไม่กล้าสู้ตาเธอ แล้ว​ตา​ที่หลบต่ำจากตาเธอของ​เขาก็เห็นจมูกปาก​ที่งามรับกันอย่างเหมาะเจาะ จมูกของเธอไม่โด่งมากนัก ​แต่มันก็ขึ้น​สันสวยรับ​กับริมฝีปากเต็มตึงโค้งงาม​ได้รูป​ที่ปราศจากร่องรอยของลิปสติก

เคนตะลึงมองอยู่​อย่างนั้น​อย่างลืมตัวจนหนานคำ​ต้องสะกิดเตือน ​เมื่อรู้สึกตัว​เขาก็ก้มหน้าลงมองพื้น​และทัน​ได้ยินหนานคำอธิบายถึงเรื่อง​บ้านตาเป็งให้หญิงสาวคนนั้น​ฟังว่า " ตอนแรกผมกะว่า​จะให้​ไปอยู่​​ที่เรือนแถวคนงาน ​แต่เผอิญเต็มหมดทุกห้องก็เลย​​ไปฝากไว้​กับตาเฒ่า ​แต่คุณหนูไม่​ต้องห่วงหรอกครับ​ แกชอบเสียอีก​เพราะมี​เพื่อนคุย แล้ว​เคนก็แค่อาศัยนอนเท่านั้น​ ​ส่วนใหญ่​เขาอยู่​​ที่​ที่ทำงาน "

คุณหนูหรือทิพย์สุรางค์ยักไหล่ พับหนังสือพิมพ์วางไว้บนโต๊ะ เดินเหมือน​จะออกจากห้อง​ไป ​แต่​เมื่อผ่านผู้ชายสองคน​ที่ยืนตัวลีบอยู่​เธอก็หยุดแล้ว​พูด​กับเคน​โดยตรง ด้วยสุ้มเสียงของคน​เป็นนายว่า " ​ไปอยู่​​กับตาเป็งก็ทำตัวดีๆ​ล่ะ แก​เป็นคนเก่าคนแก่ของ​ที่นี่ ​ถ้านายคิด​จะทำอะไร​​ที่ไม่ดี ก็ขอให้คิดให้รอบคอบเสียก่อน ​ถ้าอยาก​จะอยู่​​ที่นี่นานๆ​ "

​ทั้งหนานคำ​และเคนมองเธอ​เป็นตาเดียวกัน เคนงุนงงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอ​ต้องพูดอย่างนั้น​​และด้วยสุ้มเสียงเช่นนั้น​ ​เขานึกโกรธขึ้น​มานิดๆ​ นึกในใจว่าผู้หญิงอะไร​ หน้าตาก็สวยดีหรอก​แต่ปากร้ายนัก แถมยังมองคนอื่นในแง่ร้ายอีกด้วย แล้ว​​เขาก็เบือนหน้า​ไปทางอื่น​ที่ไม่มีร่างสูงโปร่งเกินมาตรฐานหญิงไทย ในเสื้อกางเกงคนละท่อนตัวหลวมๆ​ ของลูกสาวคุณดนัย

​ส่วนทิพย์สุรางค์นั้น​ ตอน​ที่นั่งอยู่​เงียบๆ​ฟังคำสนทนา​ระหว่างบิดาของเธอ​กับหนานคำ เธอมองชายหนุ่มแปลกหน้า ​ที่เธอ​และกร​ไปช่วยมาจากลำธารอย่างประหลาดใจ​กับ​ความเปลี่ยนแปลงของ​เขา ​เขาเหมือนไม่ใช่คนเดียวกัน​กับผู้ชายคนนั้น​ หน้าตาของ​เขาสะอาดผ่องใสมีสง่าราศรี บุคลิกของ​เขาโดดเด่นทะลุเสื้อผ้ามอซอ​ที่สวมอยู่​ออกมาจนเห็น​ได้ชัด ท่ายืนตัวตรงหลังตรงของ​เขาดูต่าง​ไปจากบริวารทุกคนของเวียงพุกาม ​ที่​เมื่ออยู่​ต่อหน้าบิดาเธอ​จะยืนค้อมตัว ก้มศรีษะลงต่ำแล้ว​ประสานมือกันไว้อย่างนอบน้อม ​แต่ผู้ชายคนนี้ไม่​ได้ทำเช่นนั้น​ ​เขามีท่าของ​เขาเอง​ที่แปลกตา ​และขัดตา...​ในสายตาของเธอ
ตอน​ที่​เขาจ้องมองเธออย่างลืมตัวนั่นก็อีก ปกติไม่มี​ใครในเวียงพุกามนี้กล้ามาต่อตา​กับเธอ ​แต่นายเคนคนนี้กลับจ้องมองเธอเขม็งเหมือนไร้มารยาท แถมยังไม่ค่อย​จะยอมหลบตาเธอเสียอีก ​ความจริงการถูกผู้ชายหนุ่มๆ​จ้องมอง ไม่ใช่ของใหม่หรือแปลกสำหรับทิพย์สุรางค์ ก็เธอรู้ตัวว่า​เป็นคนสวย ผู้ชาย​ที่ไหนบ้าง​จะไม่ชอบมองผู้หญิงสวย ​แต่สำหรับนายเคนคนนี้เธอรู้สึกไม่พอใจ ก็​เขา​เป็น​ใครถึงบังอาจมาจ้องมองเธอแบบนั้น​ เธอไม่รู้ว่า​เขา​เป็น​ใครมาจากไหน ​แต่​เมื่อ​เขาอยู่​​ที่นี่ ฐานะของ​เขาก็​เป็นเพียงลูกจ้างคนหนึ่ง​เท่านั้น​

หญิงสาวเริ่มสงสัยชายนิรนามผู้นี้ เธอไม่อยาก​จะเชื่อว่า​เขา​จะจำอดีตของตัวเองไม่​ได้ ​เขาอาจ​จะแกล้งทำ​เป็นจำไม่​ได้​เพื่อ​ที่​จะ​ได้อยู่​ในเวียงพุกามต่อ​ไป ​เพื่อทำอะไร​​ที่ไม่ดีก็​ได้ ท่าทาง​เขาดีเกินกว่า​จะ​เป็นลูกจ้าง ทิพย์สุรางค์ตั้งใจว่า ต่อ​ไปนี้เธอ​จะ​ต้องพยายามค้นหา​ความจริงให้​ได้ว่า​เขา​เป็น​ใคร มีจุดประสงค์อะไร​​กับเวียงพุกามของเธอ หญิงสาวมองเคนอย่างไม่ไว้วางใจด้วยสายตาหยิ่งยโส ก่อน​จะเดินคอตั้งออกจากห้องนั้น​​ไป


เย็นวันนั้น​​ซึ่ง​เป็นวันศุกร์กรลงจากรถ​ที่​ไปรับ​เขาจากโรงเรียน เดินขึ้น​มาบนตึก วางกระเป๋าหนังสือแอบไว้ข้างประตูห้องนั่งเล่นแล้ว​เข้า​ไปหาทิพย์สุรางค์ ​ซึ่ง​กำลังเล่นเปียโนเพลงประเภท​ที่​เขาฟังไม่รู้เรื่อง​

" คุณหนูฮะ พบเคนแล้ว​ใช่ไหม ? เห็นคำปันบอกว่าวันนี้หนานคำพา​เขามากราบคุณท่านแล้ว​ "
ทิพย์สุรางค์เงยหน้าขึ้น​จากเปียโน มองท่าทางตื่นเต้นของเด็กชายอย่างรำคาญ ประชดว่า " น้อยๆ​หน่อย​ นายกร ​เขา​เป็นอะไร​​กับเธอหรือไง? สงสัยตอน​ที่ฉัน​กับคุณพ่อไม่อยู่​ เธอคงวิ่งแร่​ไปคุยโม้เรื่อง​​ที่วังพุกามนี่ ให้​เขาฟังจนหมดไส้หมดพุงแล้ว​สินะ "

เด็กชายทำหน้าเจื่อน รู้ทันทีว่าเธออารมณ์ไม่ดี ​เขาพยายามนึกว่า​จะ​เอาใจเธออย่างไรดี หมุน​ไปหมุนมาแล้ว​ก็นึกออก ตอนนั้น​ทิพย์สุรางค์หมด​ความสนใจ​กับ​เขาแล้ว​ เธอ​กำลังเล่นเปียโนต่อจาก​ที่หยุดชะงัก​เพราะการรบกวนของ​เขา

กรเดินเข้า​ไปยืนใกล้ๆ​ทิพย์สุรางค์ ปากก็พูดว่า "โอ้โฮ ! คุณหนูเล่นเก่งจัง นี่เพลงอะไร​หรือฮะ "
หญิงสาวปรายตาค้อน รู้ทันว่า​เขาพยายามแก้ตัว​เพื่อ​เอาใจเธอ เธอก็ชอบคำชมเหมือนผู้หญิงทุกคนนั่นแหละ​ ​แต่ปากก็ทำ​เป็นค่อนขอด​เขาว่า " ฟังรู้เรื่อง​หรือไงว่า​เพราะหรือไม่​เพราะ เธอเคยบอกว่าเพลงของฉัน​แต่ละเพลงฟังไม่รู้เรื่อง​ ​ต้องปีนบันไดฟังบ้างละ นึกว่าเพลงงิ้วบ้างละ แล้ว​ตอนนี้มาทำ​เป็นชม นึกว่าฉันโง่นักหรือไง ​ไปเลย​ ​ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสีย "

เด็กชายเลย​ยิ้มแห้งๆ​ ยอมถอยออก​ไปจากห้อง​โดยดี ​เมื่อพ้นประตูห้อง ออกมา​เขาก็คว้ากระเป๋าหนังสือ​ที่วางแอบไว้ข้างประตู เดิน​ไปตามทางเดินยาว​ที่นำ​ไปสู่บันได ขึ้น​บันได​ไปชั้นบนเข้า​ไปในห้อง​ส่วนตัวเล็กๆ​ ​ที่อยู่​สุดตึกด้านหนึ่ง​ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ​พร้อม​ที่​จะลง​ไปหาอะไร​เล็กๆ​น้อยๆ​รับประทานรองท้อง ก่อนถึงเวลาอาหารเย็นในอีกสองชั่วโมงข้างหน้า
หลังรับประทานของว่างเสร็จ กรก็ค่อยๆ​ย่องลงจากตึก กะว่า​จะแวบ​ไปหาเคน​ที่บ้านตาเป็ง ​เขาเดินย่องๆ​ผ่านห้องนั่งเล่น​ที่คิดว่าทิพย์สุรางค์ยังอยู่​ข้างใน ​แต่ขณะ​ที่เดินเข้า​ไปในห้องโถงใหญ่​เพื่อทะลุออก​ไปทางหน้าตึก เด็กชายก็​ต้องสะดุ้งโหยง​เมื่อเห็นทิพย์สุรางค์ ​ซึ่งนั่งอยู่​บนเก้าอี้ยาวตัวหนึ่ง​​ที่​เขา​จะ​ต้องผ่าน​พอดี

พอเห็น​เขา หญิงสาว​ซึ่งนั่งคอยทีอยู่​แล้ว​ก็ถามว่า " ​จะ​ไปไหน ? "
"เปล่าฮะ" กรปฎิเสธ​โดยอัตโนมัติ แล้ว​ยืนรีรออยู่​
"แล้ว​มาทำอะไร​ตรงนี้? " แล้ว​เธอก็ยิ้มอย่างเยาะ​เมื่อกล่าวหา​เขาว่า "ฉันรู้ว่าเธอ​จะแอบย่อง​ไปไหน ​จะ​ไปหานายเคนนั่นใช่ไหม? ​ได้ข่าวว่าเธอชอบ​ไปประจ๋อประแจ๋​เขานักนี่ ฉันไม่ห้ามหรอก ​แต่​จะเตือนว่าอย่า​ไปโม้เรื่อง​​ความ​เป็นฮีโร่ของเธอเชียวนะ "
​เมื่อเห็นกรมองเธองงๆ​ หญิงสาวก็สะบัดเสียงบอก​เขาว่า " ก็ไอ้เรื่อง​​ที่เ​ที่ยวพูด​ไปทั่วว่าช่วยชีวิต​เขาจากลำธารนั่นไง เข้าใจไหม? เอ๊ะ..หรือว่าเธอเสนอหน้า​ไปบอก​เขาเรียบร้อย​แล้ว​ เจอ​กับ​เขาหลายครั้งแล้ว​ไม่ใช่หรือ? "
เด็กชายทำหน้าแหยๆ​ "เปล่าฮะ ผมยังไม่​ได้พูดอะไร​เลย​ แล้ว​​ที่คุณหนูหาว่าผม​ไปเจอ​กับ​เขาหลายครั้งแล้ว​ก็ไม่​เป็น​ความจริง ​เขาเพิ่งมาอยู่​​ที่นี่​ได้แค่สามอาทิตย์เอง อาทิตย์​ที่แล้ว​ผมก็ไม่​ได้กลับบ้าน​เพราะ​ที่โรงเรียนมีงาน สรุป​คือเราเพิ่งเจอกันแค่ครั้งเดียวเท่านั้น​ "
กรร่ายยาวจนทิพย์สุรางค์​ต้องทำตาเขียวใส่​เขา " ไม่​ต้องพูดมาก ​จะ​ไปไหนก็รีบ​ไปเสียให้พ้นหูพ้นตา "
​ความจริงเด็กชายก็รู้ว่าทิพย์สุรางเพียง​แต่ไล่​เพื่อประชด​เขา ​แต่​เขาทำ​เป็นไม่รู้ไม่ชี้ รีบเดินลงจากตึกอย่างรวดเร็วแล้ว​เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางเดินเล็กๆ​ ​ที่​เป็นทางลัด​ไปถึงกระท่อมของเฒ่าเป็ง​ได้

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3219 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน ตอนที่ 6 - แรกพบสบตา --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๘๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17294 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๐๔ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๓๔ น.

ชอบชื่อตอนจังค่ะ​​ "แรกพบสบตา" ​​พระเอก​​กับนางเอกเจอกันแล้ว​​ ท่า​​จะเจ้าแ่ง่แม่งอนตัวจริงเลย​​นะเนี่ย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นกหัวขวาน [C-17300 ], [125.25.180.56]
เมื่อวันที่ : ๐๕ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๕.๐๗ น.

​​ถ้านกหัวขวาน​​เป็น​​พระเอกนะ
งอนนัก...​​ปล้ำก่อนเลย​​

อย่างอื่นค่อยเคลียร์

ล้อเล่นครับ​​คุณดอย

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17305 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๐๕ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๑๖ น.

ก็​​เพราะนกหัวขวานคิด​​จะปล้ำหรือเปล่าจ๊ะ​​ จึงยังไม่​​ได้​​เป็น​​พระเอก ​​พระเอกตัวจริง​​เขาไม่ปล้ำผู้หญิงนะจ๊ะ​​



​​จะคอยติดตามตอนต่อ​​ไปจ้า

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น