นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #4
ดอยสะเก็ด
...หลังจากเดินทางกันมานานหลายชั่วโมงใน​ที่สุดก็มาถึงเวียงพุกามในเวลาใกล้ค่ำ คำปันขับรถตรง​ไป​ที่บ้านพักของตาเฒ่าเป็ง ​ซึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่​บนเนินดินเตี้ยๆ​ใต้...

ตอน : ตอนที่ 4 - เราเป็นใครมาจากไหน

หลังจากเดินทางกันมานานหลายชั่วโมงใน​ที่สุดก็มาถึงเวียงพุกามในเวลาใกล้ค่ำ คำปันขับรถตรง​ไป​ที่บ้านพักของตาเฒ่าเป็ง ​ซึ่งตั้งโดดเดี่ยวอยู่​บนเนินดินเตี้ยๆ​ใต้สุมทุมพุ่มไม้ใบดกหนาใกล้​กับลำห้วย​ที่ไหลอยู่​เบื้องล่างต่ำลง​ไป ตัวบ้าน​เป็นกระท่อมเล็กๆ​ทำด้วยไม้ หลังคาถูกปกคลุมจนทึบด้วยเถาพวงแสด​ซึ่งออกดอกสะพรั่งสีแสดเข้ม ห้อยย้อย​เป็นแถบๆ​ลงมาจนถึงชายคา ใต้ถุนสูงปูพื้นด้วยซีเมนต์อย่างหยาบๆ​ มีโต๊ะเล็กๆ​​และเก้าอี้สองตัววางอยู่​ กลางโต๊ะมีฝาชีครอบอะไร​บางอย่าง​เอาไว้ ตรงปลายโต๊ะมีถาด​ที่มีกาชา​และถ้วยชาใบเล็กๆ​ ทำจากดินเผาสองสามใบ มุมหนึ่ง​ของใต้ถุนก่อ​เป็นห้องเล็กๆ​ขึ้น​มาห้องหนึ่ง​ ตรงบริเวณหน้าห้องนี้มีร่างผอมบางของชายวัยใกล้เจ็ดสิบในเสื้อกันหนาวหนาเตอะ นั่งชันเข่าอยู่​บนเก้าอี้ตัวยาว​ที่ทำจากไม้เนื้อหยาบไม่​ได้ทาสี ​กำลังสูบบุหรี่​ที่มวนจากใบจาก ปลายบุหรี่แดงวาบส่งควันกลิ่นตระหลบอบอวลออกมา

"ตาเฒ่า" หนานคำเรียก "ฝากคนมาพักด้วยจั๊กคนเน้อ"
พอพูดจบ​เขาก็กระโดดลงจากรถเดินเข้า​ไปยืนตรงหน้าตาเฒ่าคนนั้น​ ​โดยมีเคนเดินตามมาด้วย ตาเป็งหรือ​ที่บางคนเรียกว่าตาเฒ่า​เอาบุหรี่ออกจากปาก มองมา​ที่ชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างพินิจพิจารณา

หนานคำบอกกล่าวเจ้าของบ้านแล้ว​ก็เดินขึ้น​บันได บุ้ยใบ้ให้เคนเดินตามขึ้น​มาด้วย ​ระหว่างขึ้น​บันได​เขาบอกชายแปลกหน้าว่า "อยู่​​ที่นี่​ไปก่อน ข้างบนมีห้องนอน​ที่ไม่มี​ใคร​ใช้ ​แต่ก่อนตาเป็งแกก็​ใช้ห้องข้างบนนี้ ตั้งแต่เมียแกตายแกก็ย้าย​ไปอยู่​ห้องข้างล่าง​ที่เพิ่งต่อขึ้น​มาใหม่ แกอายุมากแล้ว​ เดินขึ้น​ลงบันไดทุกวันก็คงไม่ไหว"

หนานคำเปิดประตูห้องให้เคนเข้า​ไปดู ห้องนั้น​​เป็นห้องมีขนาดไม่แคบนัก มีหน้าต่าง​ซึ่งกรุมุ้งลวดทุกบานล้อมรอบสามด้าน ในห้องไม่มีเครื่อง​ใช้ไม้สอยอะไร​เลย​นอกจากตู้พลาสติกสำหรับเก็บเสื้อผ้า ติด​กับห้องนี้​เป็นห้องเล็กๆ​แคบๆ​ ​ซึ่งชายหนุ่มคิดว่าน่า​จะ​เป็นห้องเก็บของ​เพราะมีของหลายอย่างวางสุมอยู่​ หน้าห้อง​เป็นระเบียงวน​ไปรอบตัวบ้าน จากระเบียงนี้​จะมองเห็นลำธารเล็กๆ​​และดงไม้ทึบ​ที่อยู่​ฝั่งตรงข้าม ชายนิรนามวางถุงกระดาษ​ที่ถือติดมือมาด้วยลงใกล้ประตู ก่อน​จะเดินตามหลังหนานคำลง​ไปข้างล่าง

"เดี๋ยว​จะให้คำปัน​เอาเสื่อ หมอน​กับผ้าห่มมาให้ ตอนดึก​ที่นี่หนาวจัดมาก บางทีตาเป็งแกก็ก่อกองไฟ นั่งผิงไฟอยู่​อย่างนั้น​​ทั้งคืน ​ที่นี่ไม่มีครัว เด็ก​จะ​เอาอาหารมาให้ตาเป็งวันละสองมื้อ คุณก็กิน​กับแก​ไปก่อน ยังไม่รู้เลย​ว่าท่านกลับมา​จะสั่งว่าอย่างไร"

หลังจากแวะพูดคุย​กับตาเป็ง​เป็นการ​ส่วนตัวอีกสองสามประโยค หนานคำก็กลับ​ไป​พร้อม​กับคำปัน ตาเป็งกุลีกุจอลุกจากม้ายาว​ที่นั่งอยู่​ ตรงเข้า​ไป​ที่โต๊ะ เปิดฝาชี​ที่ครอบอะไร​บางอย่างอยู่​ออก เคนมองเห็นจานเล็กๆ​สองสามใบ​ที่มีอาหารบรรจุอยู่​เต็ม​และหวดข้าวเหนียวใบย่อมๆ​
"คุณคงยังไม่​ได้ทานอาหารเย็น" แกหันมาพูด​กับ​เขาด้วยภาษาภาคกลาง ​ที่​แม้​จะแปร่งก็ฟังรู้เรื่อง​ "อาหารทางเหนือพวกนี้ คุณคงพอทาน​ได้กระมัง"
ชายหนุ่มไม่รู้หรอกว่าอาหารพวกนั้น​มีอะไร​บ้าง ​เขาตอบแทนน้ำใจไมตรีของแกด้วยรอยยิ้ม​ที่สุภาพ "ถึงไม่รู้จักผมก็คงทาน​ได้"
"คุณเดินทางมาหลายชั่วโมงคง​จะเหนื่อย ​ไปอาบน้ำเสียก่อนดีกว่า ​ถ้าดึกกว่านี้​จะหนาวจัดเกิน​ไป ห้องน้ำอยู่​ทางโน้น" ตาเป็งชี้มือ​ไปทางด้านหลัง​ที่อยู่​ต่อจากห้องนอนของแก

อาบน้ำเสร็จเคนก็เปลี่ยนเสื้อผ้า​เป็นกางเกงขายาวหลวมๆ​เอวรูด​และเสื้อยืดกลางเก่ากลางใหม่สีน้ำเงิน ​ที่นายแพทย์ประสพชัยให้มา ตาเป็ง​ซึ่งนั่งรออยู่​​ที่โต๊ะอาหารมอง​เขานิ่งอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็กระย่องกระแย่งเดินเข้า​ไปในห้องของแก กลับออกมาในสองสามนาที ส่งเสื้อกันหนาวสีดำตัวใหญ่ยาว​ที่ถือติดมือออกมาให้​เขา

"เอ้า ​เอาเสื้อนี่​ไปใส่เสีย พอตกดึกอากาศ​จะหนาวกว่านี้ ​และ​จะหนาวขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​จนใกล้สางแหละ​"
เคนรับเสื้อมา​แต่ยังมองแกเฉยอยู่​ เฒ่าเป็งจึงพูดต่อว่า "เก็บไว้​ใช้เต๊อะ ผมมีหลายตัว"

คน​ทั้งสองลงนั่งรับประทานอาหารด้วยกัน ตาเป็งชี้ชวนให้​เขารับประทานอาหาร​แต่ละจาน​พร้อมอธิบายว่า​แต่ละอย่างเรียกว่าอะไร​ "คุณคงทานข้าวเหนียว​ได้นะ ​แต่​ถ้าชอบข้าวเจ้า พรุ่งนี้ผม​จะสั่งเด็ก​ที่โรงครัวให้เพิ่มมาให้"
"ผมทาน​ได้ ลุงไม่​ต้อง​เป็นห่วงหรอก" เคนตอบพลางก้มหน้าก้มตารับประทานอาหาร ​โดยไม่รับรู้รสชาติ​เพราะ​ความหิว

ตาเป็งกินอาหาร​แต่เพียงเล็กน้อย ​เมื่ออิ่มแล้ว​ก็ลุก​ไปหยิบขวดน้ำ​และแก้วพลาสติก​ที่อยู่​บนชั้นใกล้ๆ​มาวางไว้ให้​เขา ​ส่วนตัวแกรินน้ำชาอุ่นๆ​จากกาชาใบเล็กๆ​ลงในถ้วยชาดินเผาใบจิ๋วยกขึ้น​จิบช้าๆ​ ตาเรียวเล็ก​ซึ่งน่า​จะฝ้าฟาง​ไปตามอายุขัย​แต่ยังมีประกายคมกริบ จับจ้องทุกอิริยาบถของเคนอยู่​เงียบๆ​ หนานคำกระซิบกระซาบเล่าให้แกฟังสั้นๆ​แล้ว​ เกี่ยว​กับชายหนุ่มผู้นี้​และขอให้แกช่วยสอดส่องพฤติกรรมของ​เขาให้ด้วย

"เห็นหนานคำบอกว่าคุณไม่สบายยังไม่หายดี เดี๋ยวทานอาหารเสร็จแล้ว​ก็ขึ้น​​ไปนอนเสียเถอะ" ​แต่แล้ว​​เมื่อนึกขึ้น​​ได้แกก็โวยวายออกมาว่า "โอ๊ะ !ทำไมคำปันไม่​เอาเครื่องนอนมาให้จั๊กทีน้อ"

พอพูดขาดคำรถจิ๊ปคันเดิมก็วิ่งเข้ามาจอดใกล้บ้าน คำปันเดินลงมา หอบเสื่อ​กับหมอน ฟูกบางๆ​ ​และผ้าห่มเนื้อหยาบหนาเตอะมากองไว้ให้บนพื้นซีเมนต์ หยุดพูด​กับตาเป็งสองสามคำก็กลับ​ไปขึ้น​รถขับออก​ไป

เคนปูเสื่อลงบนพื้นห้องใกล้หน้าต่าง ​เอาฟูกบางๆ​วางทับลง​ไปแล้ว​เอนตัวลงนอนหนุนหมอน​ซึ่งค่อนข้างแข็ง พยายาม​ที่​จะหลับ ​แต่​ความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยว​กับตัวเองไม่ทำให้หลับลง​ได้ ​เขาพลิกตัว​ไปมาอยู่​ใต้ผ้าห่มอย่าง กระสับกระส่าย อากาศเริ่มหนาวจัดขึ้น​เรื่อยๆ​ จน​ต้องลุกมาปิดหน้าต่างให้เหลือเปิดไว้เพียงบานเดียว แล้ว​ก็ยืนนิ่งอยู่​ตรงนั้น​ ข้างนอกมี​แต่​ความมืด​และลมเย็นเฉียบ​ที่พัดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามากระทบหน้า มีเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่บ้างเล็กบ้างอยู่​ทั่ว​ไป ทุกหนทุกแห่งเงียบสงัด บนท้องฟ้า​ที่มืดมิดปราศจากดวงจันทร์มีดาวดวงเล็กดวงน้อย ส่องแสงระยับระยิบแพรวพราวราว​กับกากเพชรบนแผ่นกำมะหยี่สีดำ อากาศในขณะนั้น​เย็นเฉียบ​แต่หัวใจของ​เขากลับร้อนรนกระวนกระวาย

เกิดอะไร​ขึ้น​? เรา​เป็น​ใคร ? มาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่​​ที่นี่ ? คำถามเหล่านี้ผุดขึ้น​มาในสมองตลอดเวลา ตั้งแต่วันแรก​ที่ฟื้นขึ้น​มาในโรงพยาบาล​และพบว่าร่างกายบาง​ส่วนเจ็บปวดรวดร้าว มีบาดแผลฉกรรจ์​ที่สีข้าง ต้นแขน​และศรีษะ ขาข้างหนึ่ง​อยู่​ในเฝือก ตามเนื้อตัวก็มีรอยขูดขีด​และฟกช้ำดำเขียว มีเข็มน้ำเกลือปักอยู่​​ที่แขน พยาบาล​ที่เดินเข้ามาให้ยาคนไข้เตียง​ที่ถัดจาก​เขา เดินเข้ามาดู​เมื่อเห็น​เขาลืมตา​และพยายาม​จะยกศีรษะขึ้น​จากหมอน

"อ้อ! ฟื้นแล้ว​หรือ อย่าเพิ่งลุกนะ อาการคุณยังไม่ดี" แล้ว​หล่อนก็กระวีกระวาดออก​ไปตามหมอ

นายแพทย์​ที่เข้ามาดูอาการ​เขา​เป็นหนุ่มใหญ่วัยประมาณสามสิบห้าปี สวมแว่นสายตา หน้าตาใจดี ​ซึ่ง​เขารู้ภายหลังว่าชื่อประสพชัย "ฟื้นแล้ว​หรือ ตอนนี้รู้สึก​เป็นอย่างไรบ้าง​? หลับ​ไปเสียหลายวันเลย​นะ"
​เขาไม่ตอบ​แต่ย้อนถามว่า "ผม​เป็นอะไร​ ผมอยู่​​ที่ไหน?"
"คุณอยู่​​ที่โรงพยาบาล คุณ​ได้รับบาดเจ็บสาหัส" แล้ว​​เขาก็ลงมือตรวจอาการ "ดีขึ้น​แยะเลย​นี่ ​แต่คง​ต้องอยู่​โรงพยาบาลอีกสักพักหนึ่ง​ แผลยังไม่หายดี ขาก็​ต้องอยู่​ในเฝือกอีกสักสองสามอาทิตย์"

ประสพชัยหัน​ไปสั่งพยาบาลให้เพิ่มยาบางตัวลงในน้ำเกลือ ก่อน​จะออกจากห้องผู้ป่วย​เขากล่าวว่า "ตอนมา​ที่นี่คุณไม่รู้สึกตัวเลย​ คน​ที่พามาส่ง​เขาก็ไม่รู้จักคุณ ทางเราเลย​​ต้องตั้งชื่อให้คุณเอง รอจนกว่าคุณ​จะฟื้น​จะ​ได้เปลี่ยนชื่อในประวัติคนไข้ให้ตรง​กับชื่อจริงของคุณ ตอนนี้บอก​ได้หรือยังว่าคุณชื่ออะไร​?"

เคนจำ​ได้ว่า​เขาพยายามคิดถึงชื่อของตัวเอง​แต่ก็คิดไม่ออก สมองของ​เขามึนงง​และอ่อนล้า หลังจาก​ที่พยายามคิด​แต่ไม่สำเร็จ​เขาก็บอกประสพชัยว่า "ผมไม่รู้จริงๆ​ ผมจำไม่​ได้ "
แววตาของนายแพทย์หนุ่มใหญ่​ที่มอง​เขามี​ทั้ง​ความเคลือบแคลง​และกังวล "​เอาเถอะไม่​เป็นไร พยายามพักผ่อนให้มาก อีกสองสามวันคุณอาจ​จะจำ​ได้"
"คุณหมอครับ​" ​เขาเรียก ​เมื่อเห็นอีกฝ่ายทำท่า​จะเดินออก​ไป "ทำไมผมถึงจำ​แม้​แต่ชื่อตัวเองไม่​ได้เล่าครับ​ เกิดอะไร​ขึ้น​​กับผมหรือ?"

นายแพทย์ประสพชัยหันกลับมามอง​เขา ตอบด้วยเสียงกลั้วหัวเราะเหมือน​จะปลอบใจว่า "ผมบอกแล้ว​ไงว่าคง​ต้อง​ใช้เวลาอีกสักพัก คุณหมดสติ​ไปหลายวัน เพิ่งฟื้นขึ้น​มา จิตใจอาจ​จะยังสับสนอยู่​บ้าง ตอนนี้คุณ​ใช้ชื่อเคน​ไปก่อนก็แล้ว​กัน"
"เคน ผมชื่อเคนหรือ?" ​เขาพึมพำชื่อนั้น​อย่างครุ่นคิดก่อน​จะถามต่อว่า "คุณหมอบอกว่าผมบาดเจ็บสาหัส ผมเกิดอุบัติเหตุหรือครับ​?"
นายแพทย์หนุ่มมีท่าทางลังเลก่อน​จะตอบว่า "ผมไม่แน่ใจนะว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับคุณ บาดแผลตรงสีข้างของคุณ​เป็นบาดแผล​ที่เกิดจากคมมีด คุณถูกยิง​ที่ต้นแขนกระสุนฝังใน ​ส่วน​ที่หัวอาจ​จะถูกตีด้วยของแข็งหรือไม่ก็กระแทก​กับโขดหินอย่างแรง คุณอาจ​จะตกจาก​ที่สูงลง​ไปกระแทก​กับหิน"
ประสพชัยยังไม่อยากบอกคนไข้ว่า​เขาถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส แล้ว​อาจ​จะถูกโยนจาก​ที่สูงลง​ไปในลำธาร
"คุณจำไม่​ได้เลย​หรือว่าเกิดอะไร​ขึ้น​ ? "

​เขาส่ายหน้าปฏิเสธ แทน​ที่​จะ​ได้รู้อะไร​มากขึ้น​จากหมอกลับกลาย​เป็นว่า​เขารู้สึกมืดมนยิ่งกว่าเก่า ตลอดเวลา​ที่นอนอยู่​โรงพยาบาลเคนจำ​ได้ว่าทุกวัน​เขา​จะเฝ้ารอเวลา​ที่หมอประสพชัย​จะเข้ามาเยี่ยมไข้ ด้วย​ความหวังว่าหมออาจ​จะมีข่าวหรือข้อมูล​ที่เกี่ยว​กับตัว​เขามาบอก ​แต่ทุกครั้งไม่มีอะไร​คืบหน้า คำถามของนายแพทย์หนุ่มใหญ่ยังเหมือนเดิม​คือ​เขาจำชื่อตัวเอง​ได้หรือยัง ​และคำตอบของ​เขา​ที่ว่าจำไม่​ได้ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง

​เมื่อวันเวลาผ่าน​ไป​โดย​เขายังไม่​สามารถจำอะไร​​ที่เกี่ยว​กับตัวเอง​ได้เลย​ เคนก็เริ่มวิตก ประสพชัยมาซักถามอาการของ​เขาทุกวัน ทดสอบ​เขาด้วยวิธีต่างๆ​ ​ที่เหมือนเด็กเล่นใน​ความคิดของเคน เช่นให้อ่านหนังสือให้ฟังบ้าง คิดเลขบ้าง ให้เขียนหนังสือตามคำบอกบ้าง ​ซึ่ง​เขาก็​สามารถทำ​ได้​แม้​จะไม่คล่องนัก ​แต่​เมื่อนายแพทย์หนุ่มวกกลับมาถามถึงเรื่อง​​ส่วนตัวเช่นชื่อ ​ที่อยู่​ อายุ วันเดือนปีเกิด ครอบครัว ​เขาไม่​สามารถ​จะตอบ​ได้ ราว​กับว่า​เขา​สามารถบล็อคสมองของ​เขาเองไม่ให้เข้าถึงเรื่อง​เหล่านั้น​​ได้ ใน​ที่สุดประสพชัยติดต่อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมอง​ซึ่งประจำอยู่​​ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ​ซึ่งแนะนำให้ส่งคนไข้​ไปรับการตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องสแกนสมอง​ที่นั่น

ก่อนหน้าถูกส่งตัว​ไปตรวจสมองด้วยเครื่องเอ็มอาร์ไอ ​เขา​ได้พบหนานคำ​ซึ่งตั้งคำถาม​กับ​เขาแบบเดียว​กับนายแพทย์ประสพชัย เคนจำ​ได้ว่า​เขามองหนานคำอย่างหวาดระแวง ตอนนั้น​​เขารู้แล้ว​จากคำบอกเล่าของหมอว่ามีคนทำร้าย​เขา ​ที่​เขาหวาดระแวง​เพราะ​เขาจำเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​ไม่​ได้เลย​ ​เขาไม่รู้ว่า​เขามีเรื่อง​อะไร​​กับ​ใคร​และ​ใคร​ที่ทำร้าย​เขาจนบาดเจ็บสาหัส ทำให้​เขาระแวงว่า​ใครก็ตาม​ที่เข้ามาใกล้อาจ​จะ​เป็นคน​ที่ทำร้าย​เขา ​และ​ต้องการมาปิดปากในขณะ​ที่​เขาไม่อยู่​ในสภาพ​ที่​จะป้องกันตัวเอง​ได้ ​ถ้า​จะมีคน​ที่​เขาไว้ใจ​และพอ​จะรู้สึกอบอุ่นไม่​ต้องหวาดระแวงอยู่​บ้างก็คงมี​แต่นายแพทย์หนุ่มใหญ่คนเดียวเท่านั้น​กระมัง

​แม้​แต่การเดินทางมา​ที่เวียงพุกาม​กับหนานคำก็เถิด​เขาไม่​ได้อยากมาเลย​ ​เพราะยังหวาดระแวงหนานคำอยู่​ ​แต่ก็ไม่รู้ว่า​จะทำอย่างไรต่อ​ไป​เพราะ​เขาจำอะไร​ไม่​ได้เลย​ ​ที่สำคัญ​คือนายแพทย์ประสพชัยสนับสนุนให้​เขามา​กับหนานคำ ​โดยให้เหตุผลว่าอย่างน้อยคน​ที่ช่วย​เขาให้รอดตาย​และส่งตัว​เขามาโรงพยาบาล ​คือคน​ที่เวียงพุกาม​ซึ่งก็ไม่น่า​จะ​เป็นคน​ที่ทำร้าย​เขา นอกจากนี้นายแพทย์หนุ่มใหญ่ยังคิดว่า​เขาควร​จะมี​ที่พัก​ที่ไม่ไกลจากจุดเกิดเหตุมากนัก ​เพื่อ​ใครก็ตาม​ที่รู้เห็นเหตุการณ์​ที่เกิดขึ้น​​จะ​สามารถติดตามหาตัว​เขา​ได้ง่ายขึ้น​

หลังจากยืนครุ่นคิดอยู่​นานใน​ที่สุดชายหนุ่มก็ตัดสินใจ​ได้ว่าขณะนี้​ที่​เขายังจำอะไร​เกี่ยว​กับตัวเองไม่​ได้ ทาง​ที่ดี​ที่สุดก็​คือทิ้งอดีต​ไปก่อนชั่วคราว คิดเฉพาะวันนี้​และวันต่อๆ​​ไปเท่านั้น​ ​เมื่อยังจำไม่​ได้​เขาก็ควรอยู่​​กับปัจจุบัน ปรับตัวให้เข้า​กับคน​ที่นี่ ทำทุกอย่างให้ดี​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้ ​เขา​จะเลิกพยายามค้นหาว่า​เขา​เป็น​ใครมาจากไหน ​เขา​จะ​เป็นคนใหม่​ที่ชื่อนายเคน ​เขา​จะสร้างอดีตของตัวเอง ​ที่นับย้อนหลัง​ไปจนถึงวัน​ที่​เขาลืมตาตื่นขึ้น​มาบนเตียงในโรงพยาบาลแห่งนั้น​ เรื่อง​อื่นๆ​ค่อยว่ากันทีหลัง

เคนกลับเข้านอน​และหลับๆ​ตื่นๆ​จนใกล้ฟ้าสาง ​เขาไม่มีนาฬิกาจึงไม่รู้ว่าขณะนั้น​​เป็นเวลาเท่าไรแล้ว​ ชายหนุ่มค้น​ได้ยาสีฟันหลอดเล็กๆ​ แปรงสีฟัน​และผ้าเช็ดตัวในถุงกระดาษ​ที่นายแพทย์ประสพชัยให้มา แล้ว​เปิดประตูห้องค่อยๆ​ย่องลงบันได​ไปเข้าห้องน้ำ ​ซึ่งอยู่​ด้านหลังห้องนอนของตาเป็ง น้ำในโอ่งเย็นเฉียบเข้า​ไปถึงหัวใจ ​แต่​เขาก็กัดฟันตักน้ำราดตั้งแต่ศรีษะลง​ไป ​โดยพยายามระวัง​ที่​จะไม่ทำเสียงดังรบกวนชายชรา​ซึ่งนอนอยู่​ในห้องใกล้ๆ​

อาบน้ำ​แต่งตัวเสร็จเรียบร้อย​เคนก็เดินออกมา​ที่หน้าบ้าน แหงนหน้าขึ้น​มองท้องฟ้า​ซึ่งยังมืดมิด​และมีละอองบางๆ​ของฝนโปรยปรายลงมา อากาศเย็นเฉียบ ทุกหนทุกแห่งมืด​และเงียบ ไม่มีสรรพสำเนียงใดๆ​นอกจากเสียงไก่ขันแว่วตามลมมาจาก​ที่ใด​ที่หนึ่ง​ ในบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลของเวียงพุกามแห่งนี้ ​เขาคะ​เน​เอาเองว่าขณะนี้คงใกล้รุ่งเต็มทีแล้ว​

ชายหนุ่มมอง​ไปรอบตัวก่อนตัดสินใจเดินลงจากเนิน​ซึ่ง​เป็น​ที่ตั้งกระท่อมของตาเป็ง ขณะนั้น​ฝนก็ยังตกลงมาปรอยๆ​อยู่​ ​เขาเดิน​ไปเรื่อยๆ​ตามทางเดินเล็กๆ​​ซึ่งซ่อนตัวอยู่​หลังแนวไม้ ทางเดิน​ที่วกเวียน​ไปมาพา​เขาลงมาถึงชายฝั่งลำธาร ​ซึ่งกระแสน้ำไหลเอื่อยๆ​เซาะ​ไปตามโขดหินเล็กๆ​ ​ที่มีอยู่​ระเกะระกะทั่ว​ไปในท้องน้ำ ​เขามาหยุดยืนอยู่​ใกล้โขดหินใหญ่​ที่ตั้งอยู่​บนพื้นดินใกล้ฝั่งน้ำ

เคนยกมือขึ้น​กอดอก มองข้ามลำธาร​ไปยังฝั่งตรงข้าม​ที่รกครึ้ม​ไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้น​เบียดเสียดกันอยู่​ ​เขามอง​ไป​ที่โขดหินกลางน้ำ พยายามนึกภาพตัวเอง​ที่นอนหมดสติอยู่​บนโขดหินของลำธารอีกแห่งหนึ่ง​ตาม​ที่รู้คร่าวๆ​จากนายแพทย์ประสพชัย ยืนดูอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็เริ่มออกเดิน​ไปตามชายฝั่ง​ซึ่งบางตอนราบเรียบเดิน​ได้สะดวก​ ​แต่บางตอนก็มีโขดหินเล็กๆ​ขวางหน้าจน​ต้องกระโดดหรือปีนป่ายข้าม​ไป ตลอดทาง​เขาเห็น​แต่ต้นไม้สูงใหญ่หน้าตาประหลาด บางต้นก็มีกล้วยไม้ป่าหลากสีอาศัยเกาะอยู่​ตามคาคบ ชายหนุ่มเดินเลาะลำธาร​ไปเรื่อยๆ​ ​เขาสังเกตเห็นว่าลำธารสายนี้คง​จะไหลมาจาก​ที่สูง​ที่อยู่​ไม่ไกลเท่าไรนัก ​เพราะเส้นทาง​ที่​เขา​กำลังเดินเลียบอยู่​ทอดตัวสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​ทีละน้อย กระแสน้ำเริ่มไหลเชี่ยวขึ้น​​และต้นไม้บนชายฝั่งลำธาร​ทั้งสองด้านก็เริ่มรกทึบมากขึ้น​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3217 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน ตอนที่ 4 - เราเป็นใครมาจากไหน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๙๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17293 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๐๔ ส.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๒๕ น.

เข้ามาลงชื่อว่า​​กำลังติดตามอยู่​​นะคะ​​ เริ่มสนุกขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ แล้ว​​ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น