นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #3
ดอยสะเก็ด
...เช้า​วันหนึ่ง​หนานคำ​ซึ่ง​แต่งตัวเรียบร้อย​ผิดจากทุกวัน เดินเข้า​ไปพบคุณดนัย​ที่ห้องทำงาน ​เมื่อเข้า​ไปถึง​เขาพบว่าเจ้าของห้อง​กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่​​ที่โต๊ะ...

ตอน : เวลาที่หายไป - ตอนที่ 3 - ความทรงจำที่เลือนหาย

เช้า​วันหนึ่ง​หนานคำ​ซึ่ง​แต่งตัวเรียบร้อย​ผิดจากทุกวัน เดินเข้า​ไปพบคุณดนัย​ที่ห้องทำงาน ​เมื่อเข้า​ไปถึง​เขาพบว่าเจ้าของห้อง​กำลังนั่งอ่านเอกสารอยู่​​ที่โต๊ะทำงาน พอเห็นหนานคำคุณดนัยก็พยักหน้าให้คอย อ่านเอกสารต่อ​ไปจนจบจึงเงยหน้าขึ้น​

" ​เอาเอกสารนี่​ไปให้คุณกิจจาเซ็น แล้ว​รอ​เอากลับมาด้วย "

คุณดนัยผลักเอกสาร​ที่เพิ่งอ่านจบ​ไปให้หนานคำ ​ซึ่งยืนค้อมตัวอยู่​ตรงหน้าโต๊ะ ชายวัยกลางคนหยิบเอกสารมาใส่ซองสีน้ำตาลขนาดใหญ่ เสร็จแล้ว​ยังยืนรีรออยู่​

" มีอะไร​หรือ "
" ผมคง​จะกลับช้านะขอรับ ว่า​จะแวะ​ไปดูคนเจ็บสักหน่อย​ นี่ก็เดือนกว่าแล้ว​​ที่​เขานอนโรงพยาบาล "
คุณดนัยเงยหน้าขึ้น​จากเอกสารอีกฉบับ​หนึ่ง​​ที่​กำลัง​จะอ่าน " เจ้าหนุ่มนั่นยังอยู่​โรงพยาบาล อีกหรือ ฉันนึกว่ามันหายจนกลับบ้าน​ไปแล้ว​เสียอีก "
" ยังขอรับ ผมว่า​จะ​ไปถามไถ่ดูอาการสักหน่อย​ "
" เออ ดีแล้ว​ละ ​ถ้ามันหายดีแล้ว​ก็ถามดูว่าบ้านช่องอยู่​​ที่ไหน แล้ว​ก็จ่ายค่ารถ​และเงินติดกระเป๋าให้มัน​ไปบ้าง ​ส่วนค่ารักษาก็ให้ทางโรงพยาบาลส่งบิลมาก็แล้ว​กัน "

หนานคำค้อมศรีษะรับคำสั่ง เดินออกจากตึก​ไปขึ้น​รถ​ที่จอดรออยู่​ ในรถนอกจากคำปัน​ซึ่ง​เป็นคนขับแล้ว​ยังมีหญิงรับ​ใช้ในบ้านอีกสองคนติดรถเข้าเมือง​ไปด้วย ​เพื่อ​ไปจับจ่ายซื้อหาสิ่งของ​ที่จำ​เป็นตามคำสั่งของนางบัวศรี หลังจากส่งนางสาว​ใช้​ทั้งสองลงใกล้ตลาดใหญ่ในตัวอำเภอ นัดหมายเวลามารับกันเสร็จสรรพแล้ว​รถก็พาหนานคำ​ไป​ที่บริษัทของนายกิจจา ส่งรับเอกสารกัน​เป็น​ที่เรียบร้อย​แล้ว​ก็​ไปส่งหนานคำ​ที่โรงพยาบาล

นายแพทย์ประสพชัยรออยู่​แล้ว​ในห้องแพทย์ " อ้อ หนานคำ เข้ามาเลย​ ​เป็นไง คุณดนัยสบายดีหรือ ? "
หนานคำตอบสั้นๆ​ว่า " ครับ​ " แล้ว​ถามว่า " คนเจ็บ​เป็นยังไงบ้างครับ​ ? "
"เดี๋ยว​ไปดู​เขา​กับผมหน่อย​ ตอนนี้อาการ​โดยทั่ว​ไปของ​เขาไม่น่า​เป็นห่วงแล้ว​ ปอดบวมก็ไม่มี แผลก็ดีขึ้น​จนเกือบหายสนิทแล้ว​ ขาข้างขวายัง​ต้องเข้าเฝือกต่ออีกหน่อย​ "

ประสพชัยลุกขึ้น​จากเก้าอี้ เดินนำหน้าพาหนานคำ​ไปยังห้องพักผู้ป่วย ​ซึ่งอยู่​ไกลออก​ไปทางอีกปีกหนึ่ง​ของตัวตึก ​ระหว่าง​ที่เดิน​ไปด้วยกันตามโถงยาว ​เขาบอกหนานคำว่า "ผมอยากให้คุณลองพูดคุย​กับ​เขาดูหน่อย​ ผมถามอะไร​​เขาก็บอก​แต่ว่าไม่รู้อยู่​อย่างเดียว ​เขาอาจ​จะยอมพูด​กับหนานคำก็​ได้ ตอนนี้ผมสงสัยอยากเช็คอะไร​บางอย่าง"

ห้องพักผู้ป่วย​ที่นายแพทย์ประสพชัยพา​ไป​เป็นห้องพักชายรวม มีเตียงคนไข้อยู่​ประมาณยี่สิบเตียง มีคนไข้นอนอยู่​เต็มทุกเตียง ชายแปลกหน้า​ที่ทิพย์สุรางค์​และกร​ไปช่วยมานอนอยู่​บนเตียงสุดท้ายชิดหน้าต่าง ​ซึ่งขณะนี้เปิดกว้างหมดทุกบาน ปล่อยให้สายลมอ่อนๆ​พัดเข้ามาจนม่านสีขาวปลิวพะเยิบพะยาบ ชายหนุ่มผู้นั้น​นอนหลับตามีผ้าห่มบางๆ​คลุมอยู่​ตั้งแต่หน้าอกลง​ไป หนานคำสังเกตเห็นว่า​เขาดูดีขึ้น​กว่าวัน​ที่ถูกนำส่งโรงพยาบาลมาก ทันที​ที่มือของนายแพทย์หนุ่มสัมผัสเบาๆ​ ลง​ไปบนแขน​ที่อยู่​นอกผ้าห่ม คนเจ็บก็ลืมตาขึ้น​ หันขวับมองมา​ที่คน​ทั้งสอง

" วันนี้​เป็นยังไงบ้าง นายเคน " คุณหมอทักทาย
หนานคำหัน​ไปถามประสพชัยว่า " อ้อ ​เขาชื่อเคนหรือครับ​ "
คุณหมอหนุ่มหัวเราะอย่างอารมณ์ดี " ผมตั้งให้เองแหละ​ ตั้งแต่วันแรก​ที่มาแล้ว​ละ ​เพราะทางโรงพยาบาล​ต้องทำประวัติคนไข้ ตอนนั้น​​เขายังไม่​ได้สติ ผมนึกชื่อนี้​ได้ก็เลย​ใส่ๆ​​ไปก่อน" แล้ว​​เขาก็หัน​ไปพูด​กับคนไข้ต่อว่า "หนานคำมานี่แล้ว​ นายเคนลองคุย​กับ​เขาดูหน่อย​นะ "

คนเจ็บจ้องหนานคำเขม็ง ไม่พูดอะไร​เลย​ มีแววหวาดระแวงไม่ไว้ใจฉายชัดออกมา
"​เป็นยังไงบ้าง ยังเจ็บตรงไหนอยู่​อีกหรือเปล่า " หนานคำลองชวนพูดคุย ​แต่คนเจ็บก็ยังนิ่งจ้องหน้า​เขาเฉยอยู่​ แล้ว​เปลี่ยนกลับ​ไปมองประสพชัย

"นายเคน จำ​ได้ไหมว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​กับนาย " นายแพทย์หนุ่มใหญ่ตั้งคำถาม​ซึ่งถามซ้ำถามซากมาหลายครั้งหลายหน ​ซึ่งคนเจ็บ​จะตอบทุกครั้งว่าไม่รู้หรือไม่ก็ไม่ตอบอะไร​เลย​
คราวนี้คนเจ็บ​ที่ถูกอุปโลกน์ให้ชื่อ "เคน " ส่ายหน้า​เป็นเชิงปฏิเสธ

นายแพทย์ประสพชัยเล่าให้หนานคำฟังต่อหน้าคนเจ็บว่า " วันแรก​ที่​เขาฟื้นผมก็ถาม​เขาอย่างนี้แหละ​ ​แต่​เขากลับย้อนถามผมว่า​เขาอยู่​​ที่ไหน พอบอกว่าโรงพยาบาล​เขาก็ถามต่อว่าทำไม​เขาถึงอยู่​​ที่นี่ ผมถามว่าจำ​ได้ไหมว่าเกิดอะไร​ขึ้น​​ที่ทำให้​ต้องมานอนโรงพยาบาล ​เขาก็จ้องหน้าผมแบบนี้แล้ว​ก็ตอบว่าไม่รู้ ​แม้​แต่ชื่อตัวเองก็บอกว่าไม่รู้อีก "

คราวนี้หนานคำ​เป็นฝ่ายถามบ้าง " บ้านช่องคุณอยู่​​ที่ไหน ทางเรา​จะ​ได้ติดต่อญาติให้มาพบคุณ ? "
‘ นายเคน ’ นิ่งคิดอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็ตอบเบาๆ​ว่า " ผมจำไม่​ได้ "
"แล้ว​จำ​ได้ไหมว่าคุณมา​ที่นี่​ได้ยังไง "

หนานคำพยายามซัก ​แต่ก็ไม่​ได้คำตอบเหมือนเดิม ​เขาไม่แน่ใจว่าชายแปลกหน้าผู้นี้ จำอะไร​ไม่​ได้จริงๆ​หรือมีเจตนา​ที่​จะทำ​เป็นจำไม่​ได้ อีกครู่​ต่อมาหนานคำ​กับนายแพทย์หนุ่มเดินออกจากห้องพักผู้ป่วยกลับ​ไป​ที่ห้องแพทย์ ​เมื่อลงนั่งเรียบร้อย​แล้ว​นายแพทย์ประสพชัยก็กล่าวว่า

"ผมสงสัยว่า​เขา​จะมีปัญหาเกี่ยว​กับสมอง ​ที่หัวของ​เขามีบาดแผลเหมือนถูกตีหรือถูกกระแทกด้วยของแข็งอย่างแรง อาจ​จะ​เป็นโขดหินแถวลำธาร​ที่คุณหนู​ไปเจอ​เขาก็​ได้ ตอนนี้แผลหายเกือบ​เป็นปกติแล้ว​ ​แต่ผมอยาก​จะส่ง​เขา​ไปสแกนสมอง​เพื่อหาสิ่งผิดปกติก่อน ​เพราะ​ถ้าสมอง​ส่วน​ที่เกี่ยวข้อง​กับ​ความจำถูกกระทบกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจ​จะมีผลให้คนไข้จำอะไร​ไม่​ได้ ผมยังไม่แน่ใจว่า​เขาสูญเสีย​ความจำหรือเปล่า อาจ​จะไม่ใช่ ​เขาอาจ​จะจำอะไร​ไม่​ได้เพียงชั่วคราว เพิ่งฟื้นขึ้น​มา​ได้ไม่กี่วัน ยังสับสนอยู่​ พอทุกอย่างเข้า​ที่เข้าทางแล้ว​ ​เขาก็คง​จะค่อยๆ​จำเหตุการณ์ต่างๆ​​ที่เกิดขึ้น​​ได้ "

" ​เขา​จะออกจากโรงพยาบาล​ได้​เมื่อไหร่ครับ​ "
"​ต้องรอดูอาการทั่ว​ไปอีกสักพักก่อน "
ประสพชัยนิ่งตรองอยู่​อึดใจหนึ่ง​ มือก็พลิกดูแฟ้มประวัติของชายนิรนามคนนั้น​ " ​ที่ผมยังกังวลก็เรื่อง​สมองน่ะแหละ​ คิดว่า​จะส่ง​เขา​ไปสแกนสมอง​ที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ​เพราะ​ที่นี่ไม่มีเครื่องมือ ​ถ้าผลออกมาแน่ชัดว่าอุบัติเหตุ​ที่เกิดขึ้น​ไม่กระทบต่อสมอง ​เขาก็กลับ​ไปพักฟื้นต่อ​ที่บ้าน​ได้ ​ถ้า​ได้ผลยังไงแล้ว​ผม​จะติดต่อแจ้งให้ทราบก็แล้ว​กัน ตอนนี้เราคง​ต้องช่วยดูแล​เขา​ไปก่อน จนกว่า​เขา​จะจำชื่อญาติพี่น้อง​ที่เรา​จะติดต่อให้​เขา​ได้ "

พูดคุยกันอีกสองสามคำหนานคำก็ลากลับ ก่อน​จะกลับ​เขาฝากเงินจำนวนหนึ่ง​ไว้​กับประสพชัย ​เพื่อมอบให้คนเจ็บไว้​เป็นค่า​ใช้จ่าย​ส่วนตัวเล็กๆ​น้อยๆ​ หรือ​เป็นค่ารถกลับบ้าน ​ถ้า​เขาเกิดจำขึ้น​มา​ได้ว่าบ้านช่องอยู่​​ที่ไหน

หนานคำกลับมา​ที่เวียงพุกามในตอนพลบค่ำ คุณดนัย​และบุตรสาวรับประทานอาหารเย็นเสร็จแล้ว​ เพิ่งย้ายออก​ไป​ที่ห้องนั่งเล่น หนานคำขึ้น​มาบนตึก ​เอาเอกสาร​ที่รับจากในเมือง​ไปวางไว้บนโต๊ะในห้องทำงานของคุณดนัย แล้ว​ก็เข้ามารายงานเรื่อง​ชายแปลกหน้าคนนั้น​ให้เจ้านายทราบ

"นายเคนอาการดีขึ้น​มากแล้ว​ขอรับ คง​จะออกจากโรงพยาบาล​ได้เร็วๆ​นี้ "
คุณดนัยทำหน้าฉงน " นายเคนน่ะ​ใคร"
หนานคำยิ้มแหยๆ​ ​เขาลืม​ไปแล้ว​ว่ายังไม่มี​ใครรู้ว่าชายแปลกหน้าคนนั้น​ชื่ออะไร​ "เอ้อ ผู้ชายคน​ที่คุณหนู​ไปช่วยมาจากลำธารน่ะขอรับ ​ที่เราส่ง​ไปโรงพยาบาล "
ทิพย์สุรางค์​ซึ่ง​กำลังฟังเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงอยู่​ พูดลอยๆ​ออกมาว่า "เชยชะมัด "
"เอ้อ..คุณหมอประสพชัย​เป็นคนตั้งให้ครับ​ คุณหนู " แล้ว​​เขาก็รีบขยาย​ความต่อ ​เมื่อ​ทั้งคุณดนัย​และคุณหนูมอง​เขา​เป็นตาเดียวกัน "คุณหมอบอกว่า​เขาจำชื่อตัวเองไม่​ได้ ​เพราะสมองคง​จะกระทบกระเทือน​ไปบ้าง ​แต่อีกไม่นานก็คงหายดี คุณหมอ​จะส่ง​เขา​ไปตรวจสมอง​ที่โรงพยาบาลในตัวจังหวัด ​ถ้าไม่มีอะไร​ก็​จะให้กลับบ้าน "
"ญาติพี่น้อง​เขามาแล้ว​หรือ "

"ยังไม่มี​ใครมาติดต่อเลย​ครับ​ คุณหมอประสพชัย​กำลังหาทางช่วย​เขาอยู่​ แกบอกว่า​ถ้าไม่มี​ใครมาตามหา​เขา ทางเราอาจ​จะ​ต้องช่วยดูแล​เขา​ไปพลางๆ​ก่อน " หนานคำรายงานแบบรวดรัดเท่า​ที่จำ​เป็น ​เพราะรู้ว่าเจ้านายของ​เขาไม่ชอบฟังอะไร​​ที่จุกจิก

"​ถ้าไม่ใช่คนร้ายหรือหนีคดีมาเราก็อาจ​จะพอช่วย​ได้ แกก็รู้นี่ว่า​ที่นี่ไม่รับคน​ที่มีประวัติอาชญากรรม ​แต่ก็ไม่​เป็นไร รอให้หายออกจากโรงพยาบาลเสียก่อน ​ถ้ายังไม่มี​ที่​ไปก็​จะคิดดูอีกที"

คุณดนับพยักหน้า​เป็นเชิงว่าจบการสนทนาเพียงเท่านั้น​ ​ส่วนคุณหนูหมด​ความสนใจ​ทั้งในเพลง​ที่​กำลังฟังอยู่​​และเรื่อง​​ที่หนานคำ​กำลังเล่า เธอหันมาขอตัว​กับบิดาแล้ว​เดินออกจากห้องนั้น​​ไป

หนึ่ง​เดือน​ต่อมาหนานคำ​ไป​ที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ง​ ​เมื่อนายแพทย์ประสพชัยให้พยาบาลโทรศัพท์มาตาม เจ้าของห้องพูดขึ้น​ทันที​โดยไม่มีอารัมภบท ​เมื่อหนานคำเดินเข้ามาในห้องแพทย์

" ผมเรียกคุณมาวันนี้​เพื่อ​จะคุยกันเรื่อง​นายเคน ผลการสแกนสมองของ​เขาออกมาแล้ว​ ถึง​จะ​ได้รับ​ความกระทบกระเทือนบ้าง ​แต่ก็ไม่มีอะไร​ผิดปกติ เรายังไม่รู้แน่ว่าทำไม​เขาถึงยังจำอะไร​ไม่​ได้ อาจ​เป็นกลไกทางจิตก็​ได้ ​ที่ปิดกั้น​เขาไม่ให้จำเรื่อง​ร้ายๆ​​ที่เกิดขึ้น​​ได้ "
" แล้ว​​ต้องทำยังไงต่อ​ไปครับ​คุณหมอ" หนานคำซัก
" คง​ต้อง​ใช้เวลาสักระยะอย่าง​ที่ผมบอกนั่นแหละ​ ​เขาอาจ​จะจำอะไร​ไม่​ได้ชั่วคราวเท่านั้น​ ร่างกายของคนเรามีกลไกฟื้นฟูหรือปกป้องตัวเอง บางคน​ที่มีเรื่อง​กระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรงก็อาจ​จะจำสิ่งร้ายๆ​​ที่เกิดขึ้น​ไม่​ได้ ​เพราะจิตใจ​จะบล้อคมัน​เอาไว้​เพื่อหลีกเลี่ยง​ความเจ็บปวด มันมีหลายกรณี ​แต่ในกรณีของนายเคนนี่ผมมั่นใจว่าอาการของ​เขา​จะค่อยๆ​ดีขึ้น​ แล้ว​​เขาก็​จะจำทุกอย่าง​ได้ในไม่ช้า ​แต่ก็ขึ้น​อยู่​​กับคนไข้​แต่ละคนด้วย " นายแพทย์หนุ่มอธิบาย

" ตอนนี้​เขาเริ่มจำชื่อจำบ้าน​เขา​ได้บ้างหรือยังครับ​ มีญาติมาติดต่อบ้างไหม"
" ​เขาว่า​เขายังจำไม่​ได้นะ ญาติก็ไม่เห็นมีมาติดต่อนี่ "
" แล้ว​เรา​จะทำยังไง​กับ​เขาดีล่ะครับ​ คุณหมอ " หนานคำรู้สึกกลุ้มใจ " คุณหมอยัง​ต้องรักษา​เขาต่ออีกหรือเปล่า"
" ร่างกาย​เขาหาย​เป็นปกติแล้ว​ ​แต่คง​ต้องพักฟื้นต่ออีกสักพัก ​ส่วน​ความจำก็น่า​จะดีขึ้น​เรื่อยๆ​ ให้เวลา​เขาหน่อย​ "
" ​เขา​จะ​ต้องอยู่​โรงพยาบาลต่ออีกหรือครับ​" หนานคำถาม
ประสพชัยโบกมือ " ไม่​ต้องแล้ว​ ไม่จำ​เป็น ​จะ​ได้​เอาเตียงให้คนไข้อื่นด้วย ​ถ้ายังไงหนานคำก็พา​เขากลับ​ไปเวียงพุกามด้วยกันวันนี้เลย​ "
หนานคำทำสีหน้าตกใจ "โอ๊ะ..ผม​ต้องพา​เขากลับ​ไปด้วยหรือครับ​ ​จะดีหรือครับ​ ​ความจริงพวกเราก็ไม่​ได้รู้จักมักจี่อะไร​​กับ​เขาเลย​ ไม่รู้หัวนอนปลายเท้า เจ้านายผม​จะว่ายังไงล่ะนี่" ​เขาโอดครวญ
นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิดนิดหนึ่ง​แล้ว​ปลอบว่า " ก็ให้​เขาอาศัยอยู่​​ที่นั่นสักพักหนึ่ง​พอให้ฟื้นตัว ​ถ้า​เขายังไม่มี​ที่​ไปก็หางานอะไร​ให้​เขาทำก็​ได้นี่นา ​ที่โน่นก็มีงานให้ทำเยอะแยะไม่ใช่หรือ"
" โธ่! คุณหมอ ​เขา​เป็น​ใครมาจากไหนก็ไม่รู้ ​ถ้า​เขาเกิด​เป็นคนร้ายล่ะครับ​ เรามิแย่หรือ "

หนานคำยังกังวลไม่เลิก ​เพราะถึงเวียงพุกาม​จะมีบริวาร​ที่รับ​ใช้อยู่​บนตึก​และคนงานในไร่​และโรงบ่มจำนวนหลายสิบคน ​แต่​ส่วนใหญ่ก็อยู่​กันมานานเกินสิบปี ​ทั้งนี้​เพราะคุณดนัยมัก​จะเลี้ยง​ทั้งครอบครัวตั้งแต่รุ่นแรกๆ​​ที่มาช่วยกันบุกเบิก ​ส่วนใหญ่จึงไว้ใจ​ได้ มีเด็กหนุ่มๆ​​ที่เพิ่งมาอยู่​บ้างเหมือนกัน ​แต่คนเหล่านี้ก็มัก​เป็นคน​ที่บริวารเก่าๆ​ของคุณดนัยพามา​ทั้งสิ้น จึงไม่มีปัญหาเรื่อง​​ความซื่อสัตย์สุจริต

"เท่า​ที่ดูทั่วๆ​​ไป ผมว่า​เขาคงไม่ใช่คนร้ายหนีตำรวจหรือหนีคดีมาหรอกน่า หนานคำก็ช่วยดูๆ​​เขา​ไปก่อนก็แล้ว​กัน ​ถ้าเห็นไม่ชอบมาพากลก็ให้​เขาออกจากเวียงพุกาม​ไปเสีย "

​เมื่อเห็น​ความวิตกของหนานคำนายแพทย์หนุ่มจึงเลิกล้ม​ความคิด​ที่​จะบอกหนานคำ ว่าตามร่างกาย​ที่อยู่​ในร่มผ้าของชายหนุ่มผู้นั้น​ มีรอยแผล​เป็น​ที่เกิดจากกระสุนปืน​และอาวุธมีคมอยู่​หลายแห่ง ​ซึ่ง​เขาไม่แน่ใจว่าคน​ที่ช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ตอน​ที่ยังอยู่​​ที่เวียงพุกาม​จะสังเกตเห็นหรือไม่ นอกจากนี้ตอนตรวจร่างกายของชายผู้นั้น​​โดยละเอียด​เมื่อแรกมาถึงโรงพยาบาล นายแพทย์หนุ่มพบว่าข้อมือ​ทั้งสองข้างของ​เขามีรอยเหมือนเคยถูกใส่กุญแจมือ รอยนั้น​จางลง​ไปมากแล้ว​จากการชะล้างของกระแสน้ำ​และระยะเวลา​ที่แช่อยู่​ในน้ำ ​แต่ก็ยังทิ้งร่องรอยไว้อยู่​ดี

ประสพชัยสันนิษฐานว่าชายนิรนามผู้นี้คง​จะถูกจับมัดมือไพล่หลังแล้ว​ใส่กุญแจมือ หลังจากทำร้าย​เขาจนหมดสติคนร้ายคง​จะนำ​เขา​ไปโยนทิ้งน้ำจาก​ที่ใด​ที่หนึ่ง​ ในเขตป่าเปลี่ยว​ที่อยู่​ไม่ไกลจากเวียงพุกามนัก ก่อน​จะโยน​เขาลง​ไปในลำธาร คง​จะ​ได้​เอากุญแจมือออกแล้ว​ ​เพื่ออำพรางหลักฐานให้ดูประหนึ่ง​ว่า​เขาจมน้ำตายเอง นายแพทย์หนุ่มกลัวว่า​ถ้าเปิดเผยเรื่อง​เหล่านี้ออก​ไป​จะยิ่งทำให้หนานคำวิตกมากยิ่งขึ้น​

"นี่ผมก็ถ่ายรูป​เขา​เอาไว้แล้ว​ ว่า​จะ​เอาติดบอร์ดโรงพยาบาลประกาศหาญาติ ​ถ้ามี​ใครติด​ต่อมาผมก็​จะแจ้ง​ไป​ที่คุณก็แล้ว​กัน ตอนนี้ก็ช่วยๆ​กัน​ไปก่อน ​ส่วนเรื่อง​ประวัติอาชญากรรมผม​กำลังขอให้ผู้กองชาตรี​ที่กองกำ​กับฯ ช่วยอยู่​ ​แต่มันยากตรง​ที่เราไม่รู้ชื่อจริงของ​เขา อาจ​จะ​ต้อง​ใช้วิธีตรวจสอบลายนิ้วมือ ผม​จะลองคุย​กับผู้กองดูอีกที หนานคำก็รายงานคุณดนัยให้ทราบตามนี้ก็แล้ว​กัน " กล่าวจบนายแพทย์ประสพชัยก็ลุกขึ้น​จากเก้าอี้ "​ไปเถอะ เคนคอยอยู่​แล้ว​​ที่หน้าตึก "

คน​ทั้งสองออกจากห้องแล้ว​เลี้ยวซ้าย ผ่านบริเวณ​ที่จัดไว้ให้คนไข้นั่งรอเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ในห้องตรวจเล็กๆ​​ที่เรียงรายกันอยู่​หลายห้อง ลงบันไดสองสามขั้น​ที่นำ​ไปสู่ลานปูนหน้าตึก เคนนั่งรออยู่​แล้ว​บนม้าหินยาว​ที่อยู่​ตรงกันข้าม​กับลานนี้ ข้างตัว​เขามีถุงกระดาษขนาดใหญ่มีหูหิ้ว​ซึ่งมีของบรรจุอยู่​จนโป่งออกมา ​เมื่อเดินใกล้เข้า​ไปหนานคำสังเกตว่า ชายแปลกหน้าผู้นั้น​ดูแปลก​ไปจากวันแรก​ที่เห็น ​และ​แม้​แต่วัน​ที่​เขาเข้า​ไปเยี่ยมถึงห้องคนไข้

ตอนแรกหนานคำคิดว่าคง​เป็น​เพราะเสื้อผ้า​ที่สวมอยู่​ ชายหนุ่มผู้นั้น​อยู่​ในเสื้อเชิร์ตแขนยาวสีขาวพับแขนขึ้น​มาถึงข้อศอก​และกางเกงขายาวสีดำ ​ซึ่งคง​จะ​เป็นเสื้อผ้า​ที่นายแพทย์ประสพชัยจัดหามาให้ หรือ​ได้รับบริจาคมา ​แม้เสื้อกางเกงชุดนั้น​​จะดูสะอาดหมดจด ​แต่ก็เห็น​ได้ชัดว่า​เป็นของ​ใช้แล้ว​​และไม่​พอดี​กับขนาดตัวของ​เขา อาจ​เป็นท่านั่งกอด อกหลังตรง ดวงหน้าก้มต่ำตาจ้องนิ่ง​ไป​ที่ปลายเท้า​ที่ทอดยาวออก​ไป​และไขว้กันอยู่​ก็​เป็น​ได้ ประสพชัยร้องเรียกชื่อ​เขาสองสามครั้ง​และเดินเข้า​ไปจนถึงตัว เคนจึงเงยหน้าขึ้น​ ​พร้อม​กับชักเท้ากลับเข้าเข้าหาตัว คลายมือ​ที่กอดอกอยู่​ออก ​เป็นตอนนั้น​เอง​ที่หนานคำตระหนักว่า ​ที่​เขาเห็นชายหนุ่มผู้นั้น​ดูแปลกตา​ไปไม่ใช่​เพราะเสื้อผ้า ​แต่​เป็นอะไร​บางอย่างในลักษณะท่าทีของ​เขา​ที่โดดเด่นออกมาจนสะดุดตา หน้าคมคาย​ที่ขณะนี้ปราศจากหนวดเครารกรุงรัง ดูมีสง่าราศี ผิดแผกแตกต่าง​ไปจากชายนิรนาม คน​ที่ถูกหามขึ้น​​ไปนอนแน่นิ่งเหมือนตายอยู่​บนตั่งใหญ่ ในตึกหน้าของเวียงพุกาม​เมื่อประมาณสองเดือน​ที่ผ่านมา สีหน้าเฉยเมยของ​เขาดูสุภาพ ​แต่แววตา​ที่แลมาสบตาของหนานคำขณะนี้ช่างขรึมเศร้า​และอ้างว้าง

" เคน! หนานคำมารับแล้ว​ละ ​ไปพัก​ที่เวียงพุกามก่อนนะ อย่าเพิ่ง​ไปทำอะไร​​ที่หนักแรงล่ะ นายยัง​ต้องพักฟื้นอีกสักพัก เรื่อง​ญาติไม่​ต้องห่วง ทางเรา​จะช่วยสืบหาให้ เรื่อง​​ที่นายยังจำอะไร​ไม่​ได้น่ะ ก็ไม่​ต้องกังวลมากนัก มันคง​จะดีขึ้น​เรื่อยๆ​แหละ​ ว่างๆ​ฉัน​จะเข้า​ไปเยี่ยม ​ถ้ามีปัญหาอะไร​ก็บอกหนานคำก็แล้ว​กัน "

นายแพทย์ประสพชัยสั่งเสียเสร็จก็ตบไหล่เคน พยักหน้า​กับหนานคำแล้ว​เดินกลับขึ้น​ตึก​ไป
"​ไปกันเถอะ" หนานคำกล่าว​กับเคน

​เมื่อชายหนุ่มคนนั้น​หยิบถุงกระดาษข้างตัวมาถือแล้ว​ลุกขึ้น​ยืน หนานคำก็​ได้เห็น​เป็นครั้งแรกว่า​เขาสูงมาก สูงกว่าตัว​เขาเอง​ซึ่งสูงประมาณ 168 ซ.ม. ​เขากะคร่าวๆ​ว่าเคนคงสูงไม่ต่ำกว่า 180 ซ.ม. ท่ายืนตัวตรงอกผายไหล่ผึ่ง​โดยไม่รู้ตัว​ซึ่งดู​เป็นธรรมชาติเฉพาะตัวของ​เขานั้น​ สะกิดใจหนานคำขึ้น​มาครามครัน ​เขาไม่รู้ว่าเคน​เป็น​ใครมาจากไหนหรือมีจุดประสงค์อะไร​ ​แต่ผู้ชาย​ที่ยืนอยู่​ตรงหน้า​เขานี้ มีอะไร​บางอย่าง​ที่ทำให้หนานคำวางตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควร​จะปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าผู้นี้อย่างไร ​จะกด​เขาลง​ไปเท่า​กับพวกลูกน้องก็รู้สึกขัดๆ​ ​จะยกย่อง​เขาเท่าพวกแขก​ที่มาเยือนเวียงพุกามก็รู้สึกแปลกๆ​

​แต่ใน​ที่สุดหนานคำก็ตัดสินใจว่าไม่ว่าเคน​จะ​เป็น​ใครมาจากไหน ​แต่ตราบ​ที่​เขายังไม่​สามารถแสดงสถานภาพ​ที่แท้จริงของ​เขาออกมา​ได้ ​ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น​​คือตราบเท่า​ที่​เขายัง​ต้องพึ่งพาอาศัยเวียงพุกามอยู่​ ในกรณี​ที่คุณดนัยตกลง​ที่​จะให้งาน​เขาทำตามคำขอร้องของนายแพทย์ประสพชัย ​เขาก็​จะ​ต้องอยู่​ในฐานะคนงานหรือลูกจ้างคนหนึ่ง​เท่านั้น​ ​เมื่อยินยอมรับเงื่อนไขของการ​เป็นลูกจ้าง ​เขาก็​ต้องปฏิบัติตน​และ​ได้รับ​การปฏิบัติต่อ เหมือนลูกจ้างคนอื่นๆ​ในเวียงพุกาม​โดยไม่มีข้อยกเว้น

พอตัดสินใจ​ได้แล้ว​ หนานคำก็เดินนำหน้าพาเคน​ไปขึ้น​รถจิ๊ป ​ที่จอดคอยอยู่​แล้ว​ในลานจอดรถของโรงพยาบาล ​เขาขึ้น​นั่งด้านหน้าคู่​กับคำปัน ปล่อยให้เคนปีนขึ้น​​ไปนั่งด้านหลัง ตลอดเวลากว่าสองชั่วโมง​ที่รถวิ่งแยกจากทางหลวง ลัดเลาะ​ไปตามถนนสายเล็กๆ​​ที่วกวนขึ้น​ๆ​ลงๆ​ ​ไปตามลาด​เขา​ที่ค่อยๆ​ทอดตัวสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​ หนานคำเห็นจากกระจกมองหลังว่าชายหนุ่ม​ที่​โดยสารมาด้วย ตั้งอกตั้งใจเหลียวมองดูภูมิประเทศสองข้างทาง ​ที่บางตอนรกครึ้ม​ไปด้วยดงไม้ทึบ บางตอนก็​เป็นหน้าผาสูงชัน มองลง​ไปเห็นลำธารเล็กๆ​ ​ที่ทอดตัวยาวเหมือนงูตัวผอมๆ​ ลับหาย​ไปตามไหล่​เขา​ที่มองเห็นอยู่​ลิบๆ​ แล้ว​กลับวกเวียนโผล่ออกมาใหม่ พื้น​ที่บางตอน​เป็นไร่ชาไร่อ้อย​และไร่กล้วยของชาวบ้าน นานๆ​​จะเจอหมู่บ้านเล็กๆ​สักแห่งหนึ่ง​

บางครั้ง​เมื่อหนานคำหัน​ไปมองตรงๆ​ ​เขาก็​ได้พบดวงตาซื่อแกมครุ่นคิด​ที่มองกลับมา ชายแปลกหน้าผู้นี้ท่าทาง​จะ​เป็นคนไม่ช่างพูด ​เพราะตั้งแต่พบกันมา​เขาพูดน้อยมาก ​ถ้าถาม​เขาก็ตอบอย่างประหยัดถ้อยคำ

" อ้อ..ในถุง​ที่​เอามาด้วยนั่นมีอะไร​หรือ"
ใน​ที่สุดหนานคำก็ถามขึ้น​มา ​เมื่อนึกขึ้น​มา​ได้ว่าเคนถือถุงใหญ่มาด้วยใบหนึ่ง​ ​ซึ่งขณะนี้​เขากอดมันไว้แนบอกราว​กับสมบัติล้ำค่า คำถามนี้มีนัยสำคัญ​ที่​จะตรวจสอบ ​เพราะ​เขายังหวาดระแวงชายแปลกหน้าผู้นี้อยู่​ ​ใคร​จะ​ไปรู้ว่าในถุงใบนั้น​มีอะไร​บ้าง ​ถ้ามีปืนหรือมีดอยู่​ในนั้น​ล่ะ?

ชายหนุ่มก้มลงมองถุงดังกล่าวก่อนตอบด้วยเสียง​และสีหน้าเรียบๆ​ว่า "เสื้อผ้า​ที่คุณหมอให้ผมไว้​ใช้ แล้ว​ก็พวกของ​ใช้​ส่วนตัว"
หนานคำถือโอกาสนั้น​ซักถามต่อ​ไป " คุณเคยมา​ที่แม่ฮ่องสอนนี่ไหม ผมหมายถึงก่อนหน้านี้น่ะ "
เคนนิ่ง​ไปอึดใจเต็มๆ​ " ​ที่นี่​คือแม่ฮ่องสอนหรือ ผมไม่แน่ใจ ผมจำไม่​ได้" แล้ว​​เขาก็ถามหนานคำบ้างว่า "คุณหมอบอกว่าผมถูกทำร้าย ​แต่มีคนมาช่วยผมไว้ ไม่ทราบว่า​ใคร​ที่ช่วยผม คุณหรือเปล่า "
หนานคำอึกอัก ไม่แน่ใจว่าควร​จะตอบอย่างไร ​แต่ใน​ที่สุด​เขาเลือกตอบว่า " ก็คนในเวียงพุกามของเรานั่นแหละ​ ​เขา​ไปทำธุระแถวนั้น​แล้ว​พบคุณนอนหมดสติอยู่​กลางลำธาร คุณโชคดีมากนะ ​เพราะปกติแถวนั้น​​เป็น​ที่เปลี่ยวไม่ค่อยมี​ใครเข้า​ไปถึงหรอก "

ชายหนุ่มทำท่าเหมือนพยายามรวบรวมข้อมูล​ที่​ได้รับ​เอาไว้
" ว่า​แต่ว่าทำไมคุณถึง​ไปอยู่​แถวนั้น​​ได้ล่ะ ท่าทางคุณไม่ใช่คนทางนี้ มาจากกรุงเทพฯหรือเปล่า ? "
คราวนี้หนานคำตะแคงหันหน้ามาทางหลังรถ ตั้งคำถามหลายคำถามติดๆ​กัน ​เขาคิดว่าควร​จะ​ต้องหาทางจับพิรุธให้​ได้ ​เพราะถึงอย่างไร​เขาก็ยังเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ว่าเคนจำอะไร​​ที่ผ่านมาไม่​ได้

ชายนิรนามนิ่งคิดก่อน​จะตอบว่า " ผมไม่รู้ ถึงคุณ​จะถามอะไร​ผมก็คงตอบ​ได้แค่นี้แหละ​ "

​เขาหยุด ​แต่แล้ว​ก็รีบพูดต่อ​ไป​โดยเร็วด้วยเสียง​ที่แสดงถึง​ความกังวล ​เมื่อเห็นสีหน้า​ที่เต็ม​ไปด้วย​ความสงสัยของอีกฝ่าย " ผมไม่​ได้โกหก ผมจำ​ได้ตั้งแต่ตอน​ที่ฟื้นขึ้น​มาในโรงพยาบาล จนถึงตอนนี้​ที่เดินทางมา​กับคุณเท่านั้น​"

​เมื่อเห็นหนานคำนิ่งอึ้ง​เขาก็กล่าวต่อว่า " ผมไม่มีเหตุผล​ที่​จะ​ต้องโกหกคุณ ผมเองก็อยาก​จะรู้เหมือนกัน ว่าผม​เป็น​ใครมาจากไหน ทำไมถึงมาอยู่​​ที่นี่ "

ตอนนี้น้ำเสียงของ​เขามีวี่แววของ​ความอัดอั้นตันใจ​และวิงวอน "โปรดเชื่อผมเถอะ ถึงผม​จะยังไม่รู้ว่าผม​เป็น​ใคร มาจากไหน ​แต่ผมก็เชื่อว่าผมคงไม่ใช่คนร้าย "

หนานคำหันกลับ​ไป ทัน​ได้เห็นสายตาของคำปัน​ที่เหลือบมาสบตา​เขา​พอดี แววตานั้น​แสดง​ความไม่เชื่อถือในคำพูดของชายหนุ่มแปลกหน้า​โดยสิ้นเชิง แววตานั้น​เหมือน​จะสื่อสารอย่างเงียบๆ​​กับหัวหน้าของ​เขาว่า " ผู้ร้าย​ที่ไหนมัน​จะยอมรับว่า​เป็นผู้ร้ายล่ะ " ​เขาก็เหมือน​กับหนานคำนั่นแหละ​ ​ที่ไม่ไว้ใจชายแปลกหน้า ​ที่เรียกกันว่านายเคนเลย​

หนานคำ​ซึ่งมีสีหน้ากังวลพูดเบาๆ​​กับคำปันว่า " ยังบ่ฮู้เล๊ยว่า​จะ​เอาจั๋งใด เจ้านายก็บ่อยู่​เสียด้วยซิ ​ไปกรุงเทพฯ​กับคุณหนู เห็นว่ามีธุระ​กับคุณใหญ่ คงอีกหลายวันกว่า​จะกลับ "
คำปันถามว่า " นายท่านฮู้เฮื่องนี้บ่ครับ​ หัวหน้า"
"ยังบ่ฮู้ดอก เฮาเองก็เพิ่งฮู้วันนี้เองว่า​ต้องพาเปิ้นมาด้วย ​แต่เห็นคุณหมอบอกว่า​จะคุย​กับท่านเองนี่ "
"แล้ว​หัวหน้า​จะให้เปิ้น​ไปอยู่​ตี้ใดล่ะ ห้องพักคนโสดก็ดูเหมือน​จะไม่มีว่างเลย​นี่ครับ​ "

คำถามของคำปันทำให้หนานคำนิ่งอึ้ง​ไป เวียงพุกามมีคนงานจำนวนไม่น้อย มี​ทั้งคน​ที่มีครอบครัวแล้ว​​และคนโสด พวกคนโสด​ซึ่ง​เป็นชายล้วน พักอาศัยอยู่​ห้องละสองคนในเรือนแถวยาว ใกล้​กับบริเวณโรงบ่มใบยาสูบ​และอยู่​ห่างกันคนละทิศ​กับตึกใหญ่​ซึ่ง​เป็น​ที่พักอาศัยของเจ้านาย ​ส่วนผู้​ที่มีครอบครัวแล้ว​ มีบ้านพัก​เป็นสัด​ส่วนต่างหากแยก​เป็นหลังๆ​ เล็กบ้างใหญ่บ้างตามจำนวนของสมาชิกในครอบครัว บ้านพักเหล่านี้ค่อนข้างมี​ความ​เป็น​ส่วนตัว​เพราะตั้งกระจัดกระจายกันอยู่​ห่างๆ​ ทุกหลังปลูกในลักษณะกึ่งกระท่อม​ที่กลมกลืน​กับสภาพแวดล้อม บางหลังซ่อนอยู่​หลังสุมทุมพุ่มไม้ ใบดกหนา บางหลังอยู่​บนเนินเตี้ยๆ​ ​แต่มีต้นไม้ใหญ่บัง​เอาไว้ ​และบางหลังก็อยู่​ใกล้​กับลำห้วยเล็กๆ​​ที่ไหลผ่านมาจากภูเขาสูง ​ที่อยู่​ห่างไกล​และไหลผ่าน​ไปเรื่อยๆ​​เพื่อ​ไปลงลำน้ำใหญ่

"เดี๋ยวคง​ต้องดูอีกทีว่า​จะ​เอาจั๋งใด ​จะให้เปิ้น​ไปอยู่​บ้านรับรองแขกก็คงบ่ดี " หนานคำพึมพำ
นิ่งกัน​ไปพักหนึ่ง​คำปัน​ซึ่งทำหน้า​ที่ขับรถ​ไปเรื่อยๆ​ ก็เอ่ยขึ้น​มา​เมื่อนึกขึ้น​​ได้ว่า "ให้เปิ้น​ไปอยู่​​กับตาเป็งก่อนดีไหมครับ​ ตั้งแต่​ที่แม่เฒ่าตาย​ไป​เมื่อต้นปีแกก็อยู่​คนเดียวมาตลอด ​ถ้าคุณท่านกลับมาก็ค่อยว่ากันอีกที"
"เออ จริงของแก"

หนานคำรู้สึกโล่งใจ​ที่ปัญหาดังกล่าวมีทางออก ​และ​เมื่อคิด​ไปคิดมาแล้ว​​เขาก็ยิ่งรู้สึกว่า​​เป็นเรื่อง​​ที่เข้าท่า ​เพราะ​เขาไม่อยากปล่อยชายหนุ่มผู้นี้ให้อยู่​ตามลำพัง อย่างน้อยตาเฒ่าเป็ง​ซึ่งชราภาพแล้ว​ ​แต่ก็ยังแข็งแรง​เพราะการทำงานหนักอยู่​ตลอดเวลา ก็​เป็นคนเก่าคนแก่​ที่จงรักภักดีต่อคุณดนัย​และคุณหนูแบบมอบกายถวายชีวิต มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ปานนี้ นอกจากนี้แกยัง​เป็นคนฉลาดมีไหวพริบ การให้เคน​ไปอยู่​ด้วย​จะทำให้​ความเคลื่อนไหวทุกอย่างของ​เขาไม่รอดพ้นสายตาของแก​ไป​ได้ หนานคำผ่านชีวิตมานานมีประสพการณ์มามาก ​เขายึดมั่นในหลักการ​ที่ว่า " รู้​เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะ​ทั้งร้อยครั้ง" มาตลอดตั้งแต่สมัย​ที่​เป็นทหาร

ตลอดเวลา​ที่คน​ทั้งสองพูดคุยกันด้วยเสียง​ที่เบาบ้างดังบ้าง ​เป็นภาษาท้องถิ่นบ้าง ภาษาภาคกลางบ้างเกี่ยว​กับตัว​เขาราว​กับว่า​เขาไม่มีตัวตน เคนนิ่งฟังอยู่​เงียบๆ​ ​เขา​จะรู้สึกอย่างไรไม่มี​ใครเข้าใจ หรือ​แม้​แต่​จะสนใจ ​ทั้งหนานคำ​และคำปันต่างก็เห็นพ้อง​ต้องกันอยู่​ในใจว่า​เขาไม่มีสิทธิเลือกว่าอยาก​จะอยู่​ตรงไหน อย่างไร ​เพราะ​เขาเหมือนคนจร​ที่มาขอพึ่งพิงเวียงพุกาม ​ถ้า​เขาอยากอยู่​​ที่นี่​เขา​จะ​ต้องทำตัวให้ง่ายเข้าไว้ ไม่มีปากมีเสียง ไม่งั้นก็ควร​จะ​ไปเสีย

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3216 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน เวลาที่หายไป - ตอนที่ 3 - ความทรงจำที่เลือนหาย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๗๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-17366 ], [118.173.243.230]
เมื่อวันที่ : ๑๔ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๖.๐๐ น.

ผมติดตามอ่านอยู่​​ครับ​​
​​ถ้าไม่บอกว่า​​เป็นนิยายเรื่อง​​แรก ผม​​จะคิดว่า​​เป็นผลงานนักเขียนอาชีพ
ขอมอบ​​กำลังใจ​​และรู้สึก​​เป็นเกียรติ​​ที่มาฝากผลงานไว้​​ที่นี่ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น