นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #15
พลอยพนม
...​เมื่อเราสองคนย่างเดินผ่านป่าบริเวณนั้น​ออกมาแล้ว​ ผมก็ยังอด​ที่​จะเหลียวกลับ​ไปมองตรงยอดไม้​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับรูต่อหลุมแห่งนั้น​ด้วย​ความสยองพองเกล้าเสียไม่​ได้...

ตอน : วิชาโจร วิชาพระ

​เมื่อเราสองคนย่างเดินผ่านป่าบริเวณนั้น​ออกมาแล้ว​ ผมก็ยังอด​ที่​จะเหลียวกลับ​ไปมองตรงยอดไม้​ที่อยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับรูต่อหลุมแห่งนั้น​ด้วย​ความสยองพองเกล้าเสียไม่​ได้ ​และในขณะเดียวกัน ภายในหูสองข้างก็ดูเหมือน​จะ​ได้ยินเสียงกระซิบเตือนของปู่ผู้วายชนม์ดังขึ้น​แผ่ว ๆ​ ด้วย​ความห่วงใยตามมาด้วย

ปู่สอนว่า "เข้าป่าเข้าดงสิ่ง​ที่​ต้องระมัดระวัง​ส่วนมาก​เป็นเรื่อง​​ที่มองผิวเผินก็​จะเห็นว่าเล็กน้อย เช่นอาหารการกิน จำพวก เห็ด ผลไม้ ​ถ้าไม้รู้จักก็อย่าผลีผลามกินเข้า​ไป โดนพิษของมันเข้าก็​จะถึงตาย เรื่อง​สัตว์ร้ายภายในป่าก็เช่นกัน เสือ ช้าง หมี ​เป็นสัตว์ใหญ่สังเกตง่าย ไม่น่ากลัว ​แต่สัตว์เล็ก​ที่มีพิษร้ายแรงเหมือนอย่างงูเห่า งูจงอาง ​ต้องระมัดระวังให้จงหนัก งูจงอางในช่วงของการวางไข่เดือนหกเดือนเจ็ด​จะดุร้าย​ที่สุด เฉียดเข้าใกล้ในรัศมีเก้าวาสิบวามันก็​เอาเรื่อง​เราแล้ว​ ต่อ แตน ตะขาบ แมลงป่อง เหล่านี้ล้วนอันตราย​ทั้งนั้น​ มันมัก​จะอยู่​ใน​ที่​ที่มองเห็นยาก ในเวลาเดินทาง​ต้องหมั่นสังเกต หูตา​ต้องไว ธรรมชาติของป่ามี​ทั้งคุณ​และโทษ น้ำท่า​ถ้า​จะดื่มกินก็​ต้องพิเคราะห์ให้ถี่ถ้วน น้ำ​ที่ขังอยู่​ตามแอ่งเล็ก ๆ​ ​ถ้าเลี่ยง​ได้ก็ควรเลี่ยง คอแห้งขึ้น​มาจริง ๆ​ ก็เสาะหาเถาวัลย์น้ำมาดื่มแทนเสียยังดีกว่า ​เพราะน้ำ​ที่ขังอยู่​ในบึงน้ำนิ่ง ไม่มีกระแสน้ำไหลเวียน ​เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของยุงขนานเอก ​เมื่อดื่มเข้า​ไปก็เท่า​กับดื่ม​เอาเชื้อไข้ป่า​ที่ติดมา​กับลูกน้ำเหล่านั้น​เข้า​ไปด้วย ​เพราะเชื่อไข้ป่าไม่เฉพาะเจาะจงว่า​จะเกิดจากยุงกัดเพียงอย่างเดียว เรื่อง​น้ำดื่มก็สำคัญไม่น้อย...​"

ปู่ของผมไม่ใช่พรานไพร ​แต่​เป็นโจร!! ​เป็นขุนโจรระบือนาม สมัยหนุ่ม ๆ​ ท่าน​ใช้ชีวิตอยู่​ในคุก​กับในป่าพอ ๆ​ กัน

​ที่อยู่​ในคุกก็ตอน​ที่​เขาจับ​ไปขึ้น​ศาลแล้ว​นำ​ไปขัง ​ส่วน​ที่อยู่​ป่าก็เกิดขึ้น​ภายหลัง​ที่​ได้แหกคุกหลบหนี บ้านช่องของตนแทบ​จะไม่​ได้พานพบกันเลย​ เพิ่ง​จะหนีรอดในครั้งสุดท้าย ​และหันมา​ใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาก็ต่อ​เมื่อ​ได้หลบหนีคดีข้ามป่า​เขาลงทะเลมามีครอบครัวอยู่​​กับย่าในอีกพื้น​ที่หนึ่ง​แล้ว​นั่นเอง ​ที่​ได้​ใช้ชีวิตอยู่​ติดบ้านเรือน​เป็นปกติเหมือนผู้อื่น​เขา

ปู่​เป็นชาวอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี คุก​ที่ท่านเข้า​ไปรับประทานข้าวแดง ก็​คือ เรือนคุกนักโทษ​ที่อำเภอไชยานั่นเอง ชีวิตขุนโจรของปู่ครั้งสุดท้าย​เมื่อแหกคุกออกมา​ได้ก็ข้ามทางรถไฟมุ่งหน้ามาทางทิศตะวันตก ข้ามทุ่งหนองผักหนาม ตำบลโมถ่าย อำเภอไชยา ทะลุเข้าสู่เขตป่าดงดิบอัน​เป็นรอยตะเข็บติดต่อกัน​ระหว่างอำเภอกะเปอร์ จังหวัดระนอง ​กับอำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แล้ว​ลงเรือออกทะเลเตลิดหนี​ไปสู่ กิ่ง อ.เกาะคอ​เขา ​ซึ่ง​เป็นกิ่งอำเภอเล็ก ๆ​ ของจังหวัดพังงาในสมัยนั้น​ (เดี๋ยวนี้​ที่ว่าการอำเภอย้ายขึ้น​บก เปลี่ยนชื่อ​เป็นอำเภอคุระบุรี) เ​ที่ยวลอยเรือหากุ้งหาปลาอยู่​พักใหญ่จึง​ได้พ้นคดี

สมัย พ.ศ. ๒๔๗๐ - ๒๔๙๐ การหลบหนีคดีซ่อนตัวอยู่​ตามป่า​เขาหรือหนี​ไปอยู่​เกาะกลางทะเลสักเก้าปีสิบปี ก็หมายถึงการหลุดรอดเงื้อมมือกฎหมาย​ได้เกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ ​แม้อายุ​ความ​จะยืดเยื้อถึงยี่สิบก็จริง ​แต่การสัญจร​ไปมาของเจ้าหน้า​ที่ตำรวจไม่สะดวก​เหมือนเดี๋ยวนี้ ถนนหนทางยังไม่มีมากหลาย ​ถ้า​เป็นทางน้ำก็อาศัยเรือพายเรือแจว ทางบกก็ อาศัยหลังม้า หลังช้าง ​และการเดินเท้ากัน​เป็น​ส่วนใหญ่ ติดตามกัน​ไปด้วย​ความทุลักทุเลอยู่​สักพักก็​จะยอมแพ้โจร ​ซึ่ง​ถ้าโจรรายใดหลบหนี​ไปแล้ว​ประพฤติตัวดี ก็อาจ​จะรอดคดี​ไป​โดยปริยาย ​แต่​ถ้าสันดานโจรยังไม่สิ้น​ไปก่อคดีเข้าอีก การตามล่าจากฝ่ายเจ้าหน้า​ที่ก็​จะเริ่มต้นขึ้น​ใหม่ ยิ่งสร้างคดีอุกฉกรรจ์ ปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์ คราวนี้ทางการบ้านเมือง​จะออกตามล่าขั้นเด็ดขาด สมัยนั้น​นายตำรวจ​ที่ออกตามล่าโจรผู้ร้ายอย่างเด็ดขาด​และกัดไม่ปล่อย​เป็น​ที่เข็ดขยาดของโจรมีอยู่​หลายนาย ​แต่​ที่ขึ้น​ชื่อลือชา​ที่สุด ก็​คือ ขุนพันธรักษ์ราชเดช (บุตร พันธรักษ์)นายตำรวจมือปราบจอมขมังเวท ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราช ปู่เล่าว่าชีวิตโจรของท่านสิ้นสุดลง​เมื่อโดนขุนพันธ์ตามจับ​ได้ ถูกนำขึ้น​ศาล​และโดนศาลตัดสินจำคุก ๑๘ ปี ไม่มีการลดหย่อน​แม้​แต่วันเดียว ​เพราะปู่​เป็นผู้ร้ายอุกฉกรรจ์​ที่​ต้องมีการตามล่า มีค่าหัว ​และสั่งจับตาย​ถ้าหากต่อสู้ขัดขืน ​ซึ่งจริงเท็จอย่างไรไม่ยืนยัน ท่านเล่าว่า ตอนแรกท่านท้าให้ขุนพันธ์ฯยิง ​ถ้ายิงไม่เข้าก็ขอให้ปล่อยท่าน​ไป อย่าติดตามจับกุม ​แต่ฝ่ายขุนพันธ์ยื่นข้อแลกเปลี่ยนว่า ถึงอย่างไรก็​ต้องจับ ​แต่จับแล้ว​ถูกคุมขังอยู่​ในคุกปู่​จะแหกคุกหนีก็​เป็นเรื่อง​ของปู่ ท่าน​จะไม่ตามล่าอีก ​แต่​ต้องเลิกประพฤติตัว​เป็นโจร ​ทั้งสองฝ่ายสัญญาลูกผู้ชาย​เป็นมั่นเหมาะ ปู่ยืนให้ขุนพันธ์ยิงด้วยปืนเล็กยาวนัดหนึ่ง​โดนเข้ากลางลำตัว กระเด็นกระดอนล้มกลิ้ง​ไป​เป็นวา สลบแน่นิ่ง หาก​แต่ลูกปืนไม่ระคายผิว สัญญาลูกผู้ชายจึงมีผล ​เมื่อปู่​ใช้อาคมสะเดาะกุญแจประตูคุกหลบหนีก็ไม่ปรากฏว่ามีการติดตามจับกุม หลังจากนั้น​ปู่ก็สาบานตนเลิกประพฤติตน​เป็นโจรอย่างเด็ดขาด ตำรับตาราไสยศาสตร์เวทมนต์ก็เผาทิ้ง ไม่ประสงค์​จะให้ตกทอด​ไปถึงลูกหลานคนไหน

ผมฟังปู่เล่าแล้ว​นึกเสียดาย ​เพราะ​ถ้ามีโอกาสร่ำเรียนวิชาเหล่านั้น​บ้างคงน่าดู ​แต่ถึง​แม้​จะไม่​ได้ร่ำเรียนวิชาอาคม ปู่ก็เคยเสกคาถาเป่าลงบนกระหม่อมให้ผมครั้งหนึ่ง​ รู้สึกขนลุกชัน​ไป​ทั้งตัว หลังจากนั้น​ภายในใจก็รู้สึกฮึกเหิม ไม่ค่อยเกรงภัยอันตรายใด ๆ​ มากนัก ​จะขึ้น​​เขาลงห้วย หรือ​ไปทำอะไร​​ที่ไหน ตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ​ ​เป็นต้นมา ผมก็มัก​จะรู้สึกกล้าหาญผิดวิสัย ​ซึ่งคง​จะ​เป็นจิตวิทยา​ส่วนหนึ่ง​​ที่ปู่นำมา​ใช้​กับผม​เพื่อ​ต้องการฝึกฝนให้ผม​เป็นคนกล้าหาญนั่นเอง

​เมื่อมาอยู่​ป่า​กับตาปัญญาก็​ได้เรียนรู้ประสบการณ์เรื่อง​ป่าอีกแบบหนึ่ง​ ​เป็นวิชา​ความรู้​ที่ขึ้น​ตรง​กับเหตุ​และผล พิสูจน์​ได้เดี๋ยวนั้น​ ไม่ลึกลับซับซ้อน เพียง​แต่อาศัยรู้เท่าทันด้วยวิธีคิดตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ​โดยเฉพาะตาปัญญาผู้อาศัยหลักการ​และวิธีคิดตามหลักคำสอนในทางพุทธศาสนา ด้วยอาศัยกฏ "อิทับปัจจยตา" ​ซึ่ง​เป็นกฎเหนือกฎ​ทั้งปวง ​ที่​แม้​แต่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชื่อก้องโลกก็ยังยอมรับกฎข้อนี้ ตาปัญญาจึงขบคิดปัญหาบางประการ​ได้อย่างลึกซึ้ง​และสุขุมรอบคอบ ​ถ้าไม่ติดว่าแก​เป็นคนค่อนข้างใจอ่อน ไม่ยอมแพ้จิตใจตนเองอย่างง่ายดาย ป่านนี้ชีวิตผ้าเหลืองของแกภายในขอบเขตพัทธเสมาก็คง​จะอยู่​อย่างสงบสุขทีเดียว หาก​เป็น​เพราะแกจิตใจอ่อนไหวง่าย ไม่เข้มแข็ง จึงมักพ่ายแพ้แก่กิเลสจนไม่อาจ​ที่​จะทนด้านหน้าห่มผ้าเหลืองให้​เป็น​ที่ละอายใจตนเองอยู่​​ได้ แกจึงลาสิขาออกมาเสีย ​จะ​ได้ไม่มีบาปเวรติดตัว

​เมื่อครองชีวิตอย่างปุถุชน ตาปัญญาก็มัก​จะ​ใช้ประสบการณ์​และวิชา​ความรู้อัน​เป็นหลักคำสอนทาง​พระพุทธศาสนา​ที่เคยท่องจำมา นำมาประยุกติ​ใช้แก้ไขปัญหาในบางครั้งบางคราว​ได้อย่างเหมาะสม ​โดยเฉพาะการ​ใช้ชีวิตในป่าดง​ซึ่งเต็ม​ไปด้วยภัยอันตราย​ที่ซุกซ่อนอยู่​รอบด้าน ตาปัญญา​สามารถ​ที่​จะอาศัยหลักการเหล่านั้น​นำมาแก้ไขปัญหา​ที่เกิดขึ้น​จนสำเร็จลุล่วง​ไป​ได้เสมอ ทุกครั้ง​ที่​ได้ร่วมเดินทางหรือทำกิจกรรมอื่นใดนอกเหนือจากการขุดแร่​ไป​กับตาปัญญา ผมจึงรู้สึกอุ่นใจ​เป็นอย่างยิ่ง

​เมื่อผ่านเลย​เขตอันตรายจากต่อหลุม ผม​กับตาปัญญาก็เดินกันเงียบเฉย ต่างคนต่างก็เงี่ยหูฟังสรรพสำเนียงรอบด้านจากราวป่า ​แต่บางครั้งผมมัก​จะแยกแยะไม่ออกว่าเสียง​ที่​ได้ยินนั้น​​เป็นเสียงอะไร​ จึง​ต้องหัน​ไปพึ่งตาปัญญา สอบถามแก​เพื่อให้หายข้องใจ ​ซึ่งตาปัญญาก็ตอบข้อสงสัยของผม​ได้อย่างไม่ติดขัด...​

​แต่มีอยู่​ครั้งหนึ่ง​​ที่ผมหัน​ไปถามแล้ว​แก​ต้องหยุดชะงัก ส่งสัญญาณมือให้ผมเงียบเสียง​และหยุดยืนอยู่​​กับ​ที่ สร้าง​ความตื่นเต้น​และแปลกใจให้ผม​เป็นอย่างมาก ​ที่เห็นแกมีท่าทางตื่น ๆ​ อย่างนั้น​...​ แกไม่​ได้เหลียวซ้ายแลขวา หาก​แต่ค่อย ๆ​ ชำเลืองสายตาค้นหา​ไปมาอยู่​สามสี่รอบ แล้ว​ชี้ให้ผมแหงนมองขึ้น​บนยอดไม้ริมทางด้านหลังของแก ​โดย​ที่แกไม่​ได้หันหน้า​ไปมอง​แต่อย่างใด...​

ตายละวา!!

ผมใจเต้นตุ๊บ ๆ​ เสือดาวขนาดใหญ่ ลำตัวยาวเกือบสองวา นอนหมอบอยู่​บนกิ่งไม้​ที่เราลอดผ่านมันเก็บหาง​เอาไว้ใต้ท้องไม่ปล่อยให้ห้อยลงมา​เป็น​ที่ผิดสังเกตขณะเราเดินผ่าน สีเหลืองดำ​เป็นวงลาย ๆ​ ตามลำตัวของมันเห็นแล้ว​น่าเสียวไส้ มันจ้องหน้าลงมา​ที่เราสองคนเหมือน​กับ​จะ​เอาเรื่อง​ ผมยังคงยืนเฉย ​แต่นิ้วชี้ข้างขวาสอดเข้าในโกร่งไก ในขณะ​ที่ปลายหัวแม่มือก็เตรียม​พร้อม​จะง้างนกปืนทันที​ที่คิด​จะวาดปืนจากบ่าส่อง​ไป​ที่มัน

"เดินถอยหลัง จ้องหน้ามันอย่ากระพริบตา" เสียงกระซิบสั่งของตาปัญญาดังขึ้น​เบา ๆ​ พอ​ได้ยินกันใกล้ ๆ​ "​ไปเลย​ ถอย​ไปช้า ๆ​ ผิดสังเกตยิงทันที ไม่​ต้องห่วงตา"

ผมยกส้นเท้าเดินถอยหลังอย่างแช่มช้าตามคำแนะนำของตาปัญญา ภายในใจก็นึกถึงคำสอนของปู่

‘เสือ ช้าง พวกนั้น​มันกลัวมนุษย์ ไม่บังเอิญจริง ๆ​ มัน​จะไม่เข้าใกล้’

‘​แต่เ​ที่ยวนี้มันถึงคราวบังเอิญเสียแล้ว​ล่ะปู่’ ผมนึกขันขึ้น​ในใจ ​เมื่อ​ความกลัว​ได้หดหาย​ไปแล้ว​ ทุกเสี้ยววินาทีในขณะนี้มี​แต่สติอันแน่วแน่ ​และ​พร้อม​ที่​จะยิงมันทุก​เมื่อ ​ถ้าหากมันกระโจนลงมา ระยะจาก​ที่ผมเดินถอยหลัง​กับกิ่งไม้​ที่มันนอนหมอบจ้องเราอยู่​ห่างกันไม่เกินแปดวา ต่อให้ลูกตาของมันรับรองผมยิงไม่พลาดแน่ ​แต่ครั้นเห็นมันหย่อนหางห้อยลงมาเฉย ๆ​ ไม่แกว่งกระดุกกระดิกเหมือนแมวจ้องตะครุบหนู ผมก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก พูดขึ้น​เสียงดัง​กับตาปัญญาว่า

"ปลอดภัยแล้ว​ตา ออกเดินตามผมมาเถอะ มันไม่ยุ่งกะเราหรอก"

ตาปัญญายักคิ้วให้สัญญาณรับรู้ก่อนก้าวเท้าเดิน ​ส่วนสายตาของผมยังคงจ้องเขม็งอยู่​​ที่เสือดาวตัวนั้น​อย่างเตรียม​พร้อม ​แม้​จะไม่รู้สึกเกร็งเหมือน​แต่ก่อน ​แต่ก็ไม่ประมาท ​เพราะเห็น​ความเจ้าเล่ห์ของมัน​ที่ม้วนหางขึ้น​​ไปเก็บไว้ไม่ให้เราเห็น แล้ว​ส่งเสียง กวิ๊ด ๆ​ เบา ๆ​ เหมือนเสียงลูกหมูร้องหาแม่ ทำให้ผมไม่อาจไว้ใจมัน​ได้

‘เสือ​เป็นสัตว์เจ้าเล่ห์ มันมีวิธีหลอกล่อเหยื่ออย่างชาญฉลาด ​สามารถร้องเลียนเสียงสัตว์อื่น​ได้หลายแบบ เช่นเดียว​กับงูเห่า​ที่​สามารถลอกเลียนเสียงหนูร้องดังจี๊ด ๆ​ ​เพื่อหลอกล่อให้หนูออกจาก​ที่ซ่อน​ได้เหมือนเปี๊ยบ งูกะปะก็ส่งเสียงร้องคล้ายเสียงลูกไก่ร้องหาแม่ไม่ผิดเพี้ยน ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อเราเดินป่า ​ได้ยินเสียอะไร​​ที่แปลกหูเราก็ควรสังวร อย่าประมาท‘

นี่​คือวิชา​ความรู้จากขุนโจร​ที่หมั่นเล่าประสบการณ์ชีวิตในป่าให้ผมจดจำ

ขณะ​ที่ดวงตะวัน​ที่ลอยเฉียงอยู่​บนฟ้าทางซ้ายมือยังแผดแสงแจ่มจ้า เราสองคนก็เดินทอดย่างมุ่ง​ไปยังทุ่งหย้าไฟคลอกกันเรื่อย ๆ​ ไม่รีบร้อน นกหว้า​และชะนีบนเนินสูงยังคงส่งเสียงร้องกู่อยู่​ไม่ขาด กลิ่นสาปสางมูลสัตว์ตามทางเดิน​และสองริมทางลอยขื่นเข้าจมูกราว​กับ​จะเห็นตัวมันมาเดินอยู่​ใกล้ กระทั่งลุถึงเขตไฟลาม สีของป่า​ที่เราเดินผ่านเข้า​ไปก็เปลี่ยนแปลง ใบไม้ใบไล่ต้นต่ำ ๆ​ เหี่ยวเฉา​และไหม้เกรียม​เป็นสีดำ สีน้ำตาล ​และเหลืองเข็มปะปนกันอยู่​ลานตา พื้นดินถูกห่มคลุมด้วยเ​ถ้าถ่านสีกระดำกระด่าง​ไป​โดยรอบ บางแห่งปรากฏรอยเท้าสัตว์เดินลุย​ไป​เป็นทาง ​ซึ่ง​ส่วนมาก​จะ​เป็นสัตว์กีบขนาดเล็ก จำพวก เก้ง กระจง ​และหมูป่า พวกรอยวัว รอยกวาง มีอยู่​บ้างประปราย ปราศจากรอยเสือหรือรอยช้าง ​ซึ่งผมคิด​แต่ทีแรกว่าพวกมันคง​จะเข็ดไฟป่ายังไม่หาย ​แต่ตาปัญญาบอกว่าไม่ใช่ ช้างไม่มีอาหารกิน ยอดไม้ต่ำ ๆ​ โดนไฟลวกเหี่ยวเฉา ​ส่วนเสือนั้น​มันพรางตัว​ได้ยาก ​เพราะป่าโดนไฟคลอกเตียนโล่ง ผิดจากสัตว์​ที่เราเห็นรอยอยู่​ในขณะนี้​ซึ่ง​เป็นสัตว์​ที่ชอบกินดินโป่งดินเค็ม ​โดยเฉพาะดินโป่ง​ที่โดนไฟไหม้​จะส่งกลิ่นหอมยั่วยวนใจ

​เมื่อเราเดินกันอยู่​ในป่าไฟลาม เราก็พูดคุยกันเสียงดัง​โดยไม่​ต้องระมัดระวัง ​เพราะแน่นอนว่า ในเวลากลางวันอย่างนี้ ​จะไม่มีสัตว์ใดมายืน​เป็นเป้าให้เรายิง ​เพราะป่าโดนไฟไหม้โล่งเตียนมองออก​ไปไกล ๆ​ ถนัดตา ไม่มีพุ่มไม้บังไพรมากีดขวาง พวกสัตว์ป่า​เมื่อเห็นเราในระยะไกล ๆ​ มันก็หลบหนี​ไปเสีย เราสองคนจึงเร่งเดินกันอย่างไม่รอช้า จนใน​ที่สุด​เมื่อดวงตะวันลอยตรงหัว ผม​กับตาปัญญาก็ลุถึงจุดหมายปลายทาง

ท่ามกลางผืนหญ้าสีเขียวอ่อน​ที่โผล่ยอดแทงทะลุเ​ถ้าถ่านสีเทา ๆ​ กระดำกระด่างราว​กับผ้าผืนลาย ๆ​ สีขียว ๆ​ ดำ ๆ​ ผืนใหญ่ปูราบ​ไป​กับพื้น ​โดยมีต้นส้าน ต้นหว้า ​และต้นข่อย​ที่มัก​จะขึ้น​​เป็นหย่อม ๆ​ อยู่​ตามเนินปลวกสูง รวม​ทั้งไม้ไล่อย่างอื่น​ที่​เป็นพุ่มต่ำเตี้ยโดนไฟป่าเผาผลาญเหลือร่องรอยกิ่งก้านสีดำ ๆ​ สั้นกุดทอดระยะสลับกัน​ไปห่าง ๆ​ ​ซึ่งเรียกกันว่าทุ่งส้าน​ที่ผม​กำลังยืนมองอย่างตื่นตาตื่นใจอยู่​นั้น​ สายลมร้อนก็พัดกระหน่ำหมุนติ้ว​เป็นวงกลม หอบฝุ่นขี้เ​ถ้าลอยฟุ้งขึ้น​สู่เบื้องบนแล​เป็นลำ ผมหลับตา​และ​เอามือป้องหน้า​เมื่อฝุ่นขี้เ​ถ้าพวกนั้น​ลอยโฉบมาทางผม ​พร้อม​กับ​ได้ยินตาปัญญาบ่นขึ้น​ว่า

"​เมื่อไหร​จะสงบเสียที" พูดแล้ว​แกก็หันมาชวนผมว่า "เราเดินหาทำเลขัดห้างกันเถอะ"

"อ้าว" ผมร้องขึ้น​ "ผมคิดว่าตา​จะกลับ​ไปหาค่างหากระรอกตามทางตอนขากลับเสียอีก"

"ตอนออกจากทับก็คิดอย่างนั้น​เหมือนกัน คิดว่า​จะเดินมาดูร่องรอย​ที่ทุ่งหญ้าแห่งนี้เฉย ๆ​ ขากลับค่อยวกเข้าป่าริมทาง หารอยเก้ง กวาง ไล่ตามยิง​เอาสักตัว หรือขัดสนจริง ๆ​ ก็สอยค่างกลับ​ไปสักตัวก็ยัง​ได้ ค่างตรงริมป่าใกล้โตนนกอาบชุกชุม​และเชื่องเหมือนจับขังไว้ในคอก ​จะสอย​เมื่อไหร่ก็​ได้ ​แต่พอมาเห็นทุ่งหญ้าระบัดอย่างนี้แล้ว​กลับไม่ลง...​ ​ไปเถอะ เรา​ไปหาทำเลขัดห้าง เดี๋ยวตา​จะ​ไปตัดไม้ เสร็จแล้ว​ค่อยวก​ไปกินข้าวห่อกัน​ที่ลำธารฝั่งโน้น"

หลังจากกินข้าวน้ำมื้อเ​ที่ยง​ที่คดห่อใส่ใบทังผูกรัดมา​กับผ้าขาวม้ากันเสร็จ ตาปัญญาก็ลงมือปีนต้นส้านต้นใหญ่​ที่อยู่​ริมทุ่งด้านทิศตะวันออกขึ้น​​ไปขัดห้าง ผม​เป็นลูกมือคอย​เอาลวดไม้กิ่งเล็ก ๆ​ รวม​ทั้งซี้ไม้ไผ่​ที่แก​ไปตัดขนมากอง ผูกเข้า​กับเถาวัลย์ให้แกสาวขึ้น​​ไปจัดการตาม​ความถนัดของแกอยู่​ข้างบน พอดวงตะวันเอียง​ไปทางทิศตะวันตกในตำแหน่งสิบสามนาฬิกา ทุกอย่างเสร็จสรรพ ห้างนั่งสัตว์อย่างดีก็เสร็จเรียบร้อย​ รวม​ทั้งพะอง​ที่พาดขึ้น​​ไปข้างบนก็ถูกมัดไว้​กับต้นส้านต้นนั้น​อย่างแข็งแรง ​สามารถ​ที่​จะปีนขึ้น​ปีนลงอย่างแคล่วคล่องปลอดภัย

"ฉิบหาย! เรา​ต้องกลับทับอีกรอบ"

ตาปัญญาพูดเสียงลั่น หลังจากผูกมัดผะองอันนั้น​เข้า​กับโคนไม้เสร็จแล้ว​

"มีอะไร​รึตา" ผมสงสัย

"ตาลืมไฟฉายนะซี"

พูดแล้ว​แกก็​เอามือเกาหัวแกรก ๆ​ อย่างนึกโทษตนเอง จนผมอดขำไม่​ได้

"ตาก็รู้ว่าผม​เป็นหลานของ​ใคร" ผมว่า

"เออ เอ็งมันหลานตาโจรเขียว ​แต่มันเกี่ยวอะไร​กันเล่า"

ผมไม่ตอบ ​แต่​เอามือล้วงกระบอกไฟฉายขนาดสามท่อน​ที่ใส่อยู่​กระเป๋าซับในของเสื้อยีนส์แขนยาวคล้ายแจ็กเกต​ที่สวมอยู่​ ​เอาออกมาโชว์ให้แกดู ​พร้อม​เอามืออีกข้างตบกระเป๋าด้านข้างของเสื้อตัวนั้น​ ​และบอกแกว่า

"ถ่านสำรองก็มี หลอดไฟก็มี ปู่เคยสอน เข้าป่าล่าสัตว์​ต้องเตรียม​พร้อม อย่าประมาท​กับเหตุการณ์ข้างหน้า เผื่อยิงสัตว์บาดเจ็บ​ต้องตามล่าติดพันจนมืดค่ำ อย่างน้อย​ต้องมีไฟฉายสักกระบอก ​เอาไว้ส่องฝ่าเท้าเวลาบ่งหนามก็ยังดี"

​ได้ยินผมพูดอย่างนั้น​ ตาปัญญาก็รูดใบกระท่อมส่งเข้าปากหัวเราะ ฮา ฮา อย่างถูกใจ

**********************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3215 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน วิชาโจร วิชาพระ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๘๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17271 ], [180.180.1.57]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๒๗ น.

สม​​กับ​​ที่รอคอยจริงๆ​​พี่นามฯ
ขอเม้นท์แบบตรงๆ​​ ลูกทุ่งๆ​​เลย​​นะครับ​​
มันถูกใจผม ฉิบหาย!!! เหมืองป่าของพี่เนี่ย

อยาก​​เป็นเจ้าของสำนักพิมพ์จริงเฟ่ย!!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17272 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๕๑ น.

โห คุณอิติฯคอมเม้นท์​​ได้ถูกใจมาก

ยิ่งอ่านงานของคุณนามฯก็ยิ่งอิ่มใจ ​​และรู้สึกโชคดีเสียนี่กระไร​​ที่​​ได้อ่านผลงานระดับเซียนต่วยตูน

ขอบคุณสำหรับเรื่อง​​เล่า​​ที่สะท้อนอะไร​​ต่าง ๆ​​ มากมาย​​ในยุค​​ที่คนหนุ่มสาวไทยไม่ค่อย​​จะรู้จักชีวิตบ้านป่าอีกต่อ​​ไปแล้ว​​

สงสัยอย่างเดียวค่ะว่า​​ ทำไมเสือจึงหดหางขึ้น​​​​ไป (เหยื่อ​​จะ​​ได้ไม่เห็น?) ​​และทำไมพอเสือปล่อยหางลงมา​​โดยไม่แกว่งหาง คุณนามฯจึงรู้ว่าปลอดภัยแล้ว​​?

รจนาชาตินี้คงไม่​​ได้เจอเสือแบบตัวต่อตัวแน่ ​​แต่เสือสิงห์กระทิงแร่ดในป่าคอนกรีตนี่ไม่แน่ ห้า ห้า ห้า

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : นาม อิสรา [C-17273 ], [110.49.193.43]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๔๘ น.

โพสต์เสร็จปวดฟันจื้ด ๆ​​ ทันที ท่าทางพรุ่งนี้​​ต้องวิ่ง​​ไปหาหมออีก ไม่มีอะไร​​ทรมานเท่าปวดฟัน...​​

เหมืองป่าบทนี้ยังไม่​​ได้เกลาเท่า​​ที่ควรนะครับ​​ ​​ถ้าผิดพลาดประการใดก็อย่าเพิ่งเสียอารมณ์กันนะครับ​​ ผมปวดฟันจริง ๆ​​

​​ส่วนขอสงสัยของคุณรจนาก็ไม่มีอะไร​​มากหรอกครับ​​ ขึ้น​​ชื่อว่าเสือล้วนเจ้าเล่ห์​​ทั้งนั้น​​ ไม่เว้น​​แม้​​แต่เสือผู้หญิง (ฮา ฮา) ​​แต่อ้ายเสือดาวตัวนั้น​​ พอมันรู้ตัวว่าเจ้าสัตว์สองเท้า​​ทั้งสองตัว​​ที่เดินตามหลังกันอยู่​​ข้างล่าง เห็นมันนอนอยู่​​บนกิ่งไม้แล้ว​​ มันก็ชักปอดเหมือนกันแหละ​​ครับ​​ อาการเก็บหางซ่อนมิดชิด ​​เป็นอาการผิดปรกติส่อเจตนาหลบซ่อนหรือล่อลวงศัตรู ​​แต่​​เมื่อมันเห็นว่าศัตรูชัก​​จะรู้แกว ก็ยอมยกธงขาวดีกว่า หางเหยไม่​​ต้องแอบซ่อน ปล่อยให้มันห้อยย้อยกวัดแกว่ง​​ไปตามเรื่อง​​ตามราวเสียดีกว่า ขืนม้วนหางตั้งท่า​​เป็นศัตรู​​กับเจ้าสัตว์สองเท้าดีไม่ดีอาจเจ็บตัวเข้าก็​​ได้ ฮา อา ว่าเข้านั่น

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น