นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #2
ดอยสะเก็ด
...ร่างของชายแปลกหน้าถูกอุ้มขึ้น​มาบนตึกหลังใหญ่ ​ซึ่งขณะนี้หน้าต่างบานสูงใหญ่ทุกบานในห้องโถงด้านหน้าเปิดกว้างออกหมด ปล่อยให้อากาศเย็นเฉียบสดชื่นจากเทือกเ...

ตอน : เวลาที่หายไป - ตอนที่ 2 - เวียงพุกาม

ร่างของชายแปลกหน้าถูกอุ้มขึ้น​มาบนตึกหลังใหญ่ ​ซึ่งขณะนี้หน้าต่างบานสูงใหญ่ทุกบานในห้องโถงด้านหน้าเปิดกว้างออกหมด ปล่อยให้อากาศเย็นเฉียบสดชื่นจากเทือก​เขาในภาคเหนือสุดของประเทศพัดกรูเกรียวกันเข้ามา ร่างของ​เขาถูกนำ​ไปวางลงบนตั่งตัวใหญ่​ที่มีฟูกสีขรึมสวยปูลาดอยู่​ ยังไม่มี​ใครรู้ว่า​จะทำอย่างไร​กับ​เขาต่อ​ไป

ประมุขของเวียงพุกามปรากฏตัวเข้ามาในห้อง ในมือมีกล้องยาเส้น​ที่ยังไม่​ได้จุด ​เขาเดินช้าๆ​​แต่ผึ่งผายมาหยุดตรงหน้าตั่ง ในขณะ​ที่บริวารของ​เขาถอยออก​ไปยืนค้อมตัว​เพื่อรับคำสั่งอยู่​ห่างๆ​ ​เขาก้มลงมองร่างหนุ่มแน่น​แต่ขมุกขมอมเปรอะเปื้อน​ไปด้วยเลือดแห้งๆ​ ​ที่นอนนิ่งเหมือนตายอยู่​ตรงหน้าอยู่​อึดใจหนึ่ง​

" ​ถ้ายังไม่ตายก็​ต้องตามหมอมาดูอาการ เฮ้ย...​หนานคำ ลองค้นตัวดูซิว่า​เป็น​ใครมาจากไหน " ใน​ที่สุด​เขาออกคำสั่งด้วยเสียง​ที่ห้วนสั้น

หนานคำรีบรุดเข้ามาตามคำสั่ง สอดมือเข้า​ไปในกระเป๋ากางเกงด้านข้างของชายแปลกหน้า พลิกตัว​เขาขึ้น​ ค้น​ไปตามกระเป๋าด้านหลัง ​แต่ไม่พบอะไร​เลย​ ไม่มี​แม้กระทั่งกระเป๋าสตางค์ บนข้อมือก็ไม่มีนาฬิกา ไม่มีหลักฐานใดๆ​​ทั้งสิ้น​ที่​จะบ่งบอกถึง​ที่​ไป​ที่มาของ​เขา

"ไม่มีอะไร​เลย​ขอรับ ท่าน "

หนานคำเลิกชายเสื้อของคนเจ็บขึ้น​ เผยให้เห็นบาดแผลตรงสีข้าง​ซึ่งขณะนี้มีเลือดสีเข้มไหลซึมออกมาอีก ​ซึ่งคง​จะเกิด​เพราะการกระทบกระเทือนจากการเดินทาง​ที่ทุลักทุเลบนรถจิ๊ป ตรงใกล้กกหูใต้เส้นผมดกหนาก็มีรอยเหมือนถูกฟันหรือกระแทกด้วยของมีคม ตอนนี้เลือดแห้งกรัง​ไปแล้ว​

เจ้านายของ​เขาก้มลงพิจารณาบาดแผลตรงสีข้าง " แผลจากมีดนี่ สงสัย​จะถูก​ใครทำร้ายแล้ว​​เอามาทิ้งน้ำ ลูกเต้าเหล่า​ใครก็ไม่รู้ ท่าทางคงไม่ใช่ชาวบ้านแถวนี้หรอก หนานคำ...​ส่งคน​ไปรับหมอ​ที่อำเภอมาที แล้ว​ตอนนี้ก็จัดการห้ามเลือดทำแผลให้​เขาก่อน "

พอสั่งเสร็จ​เขาก็เดินออกจากห้องนั้น​​ไปอย่างหมด​ความสนใจ ปล่อยให้​เป็นหน้า​ที่ของบริวาร​ที่​จะช่วยกันจัดการ เวลาของ​เขามีค่าเกินกว่า​จะมาเสีย​ไป​กับคนแปลกหน้า ​ที่ไม่มี​ความสำคัญอันใดต่อ​เขา

หลังจากออก​ไปโทรศัพท์ถึงนายแพทย์คนหนึ่ง​​ที่คุ้นเคยกันดี ให้เตรียมตัวมาดูอาการคนเจ็บ​และสั่งการให้บริวารคนหนึ่ง​​ไปรับแล้ว​ หนานคำก็กลับเข้ามาในห้อง ​เขามองร่างของชายแปลกหน้า​ที่นอนหมดสติอยู่​ตรงหน้าอย่างค่อนข้างกังวล ไม่แน่ใจว่าชายผู้นี้​จะตายลง​ไปเสียก่อน​ที่หมอ​จะมาถึงหรือไม่ ​เพราะระยะทางจากสถาน​ที่แห่งนี้จนถึงอำเภอ​ที่ใกล้​ที่สุด​ต้อง​ใช้เวลา​ไปกลับหลายชั่วโมง อย่างไรก็ตาม​เขาทำตามคำสั่งของเจ้านายด้วยการเรียกเด็กสาวชาวพื้นเมือง​ที่รับ​ใช้อยู่​แถวนั้น​ ให้​เอาน้ำร้อน​และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น​ที่มีติดบ้านอยู่​ประจำมาให้ หนานคำเคย​เป็นทหารเสนารักษ์มาก่อน จึงรู้เรื่อง​เหล่านี้ดีพอสมควร

​เขาถอดเสื้อยืด​ที่เปื้อนเลือด​และขาดกะรุ่งกะริ่งออกจากตัวของชาย​ที่นอนแน่นิ่ง เห็นแผงอก​และต้นแขน​ที่มีมัดกล้ามกำยำสวยงาม แล้ว​ตรงบริเวณต้นแขนข้างหนึ่ง​นั่นเอง ​ที่หนานคำสังเกตเห็นบาดแผล​ที่เกิดจากกระสุนปืน ​เมื่อตรวจดู​โดยละเอียดก็พบว่ากระสุนยังฝังอยู่​ข้างใน​ซึ่ง​เขาทำอะไร​ไม่​ได้ ​ต้องรอให้หมอมาจัดการผ่า​เอากระสุนออก หลังจากนั้น​หนานคำ​ใช้ผ้าชุบน้ำชำระล้างหน้าตา​และร่างกาย​ส่วน​ที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อน หาเสื้อผ้าพื้นเมืองมาเปลี่ยนให้ แล้ว​ลงมือจัดการ​กับบาดแผล​ที่ศรีษะ​และสีข้างเท่า​ที่​จะทำ​ได้

​เขาจับขาข้างขวา​ที่บวมเป่งของชายหนุ่มแล้ว​ลอง​ใช้มือกดเบาๆ​ กระดูกขาบางจุดคง​จะหัก ตอนนี้หนานคำสังเกตจากการสัมผัสว่าร่างกายของชายแปลกหน้าผู้นี้เริ่มเปลี่ยนจากเย็น​เป็นร้อนขึ้น​เรื่อยๆ​ ​เขาคง​จะ​เป็นไข้จากบาดแผล​ที่อักเสบ​และการแช่อยู่​ในลำธาร​ที่น้ำเย็นเฉียบ​โดยไม่มี​ใครรู้ว่านานแค่ไหน หนานคำเรียกหาผ้าห่มจากหญิงรับ​ใช้ มาคลุมร่างกายของ​เขา​เอาไว้ตั้งแต่คอลงมาจนถึงปลายเท้า

​เมื่อชำระล้างสิ่งสกปรกแปลกปลอม​ที่ติดมาออก​ไปจากใบหน้า เสยผมเส้นหนาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำให้พ้นจากหน้าผากของ​เขาขึ้น​​ไปแล้ว​ หนานคำก็จ้องมองหน้านั้น​นิ่งอยู่​ ​แม้ว่าใบหน้าของ​เขาบาง​ส่วน​จะมีรอยแตกรอยฟกช้ำ​และบวมปูด เหมือนถูกซ้อมมาอย่างหนัก ​แต่​เขาก็​เป็นผู้ชายหน้าตาคมสัน หน้าผากกว้าง สันคิ้วหนา​เป็นปื้นสีน้ำตาลเข้มยาว​ไปจนจรดหางตา จมูกโด่ง​เป็นสันโหนกแก้มสูง ริมฝีปาก​ซึ่งขณะนี้เริ่มมีสีแดงระเรื่อจากพิษไข้หยักลึก​เป็นรูปงาม มุมปาก​ทั้งสองข้างยกขึ้น​ทำให้หน้าของ​เขาดูอ่อนโยน ขัดกัน​กับหนวดเครารกครื้ม​และเครื่องหน้า​ส่วนอื่น​ที่คมเข้มจนเกือบดุ มองแล้ว​หนานคำก็คิดในใจว่า

" หมอนี่มันหล่อไม่เบา หน้าตาดูแปลกๆ​ แขกหรือฝรั่งก็คงไม่ใช่ คนไทยก็ไม่เชิง "

ต่อจากนั้น​​เขาพยุงศรีษะคนป่วยขึ้น​ ป้อนยาแก้ไข้ชนิดน้ำ​ที่มีอยู่​ให้ นั่งดูอยู่​ครู่หนึ่ง​จึงออก​ไปเรียกเด็กรับ​ใช้คนเดิมให้มาเฝ้าดูอาการ " ​ถ้าสังเกตว่าไข้เปิ้นยังไม่ลด ตัวยังร้อนจัดอยู่​ เจ้าก็​เอาผ้าขนหนูผืนเล็กนั่น ชุบน้ำเช็ดตัวให้ด้วยเน้อ ตอนนี้เราคงทำอะไร​ไม่​ได้มากกว่านี้ ​ต้องรอให้หมอมาจัดการเอง " แล้ว​​เขาก็เดินออกจากห้องนั้น​​ไป

นายแพทย์ประสพชัยมาถึงในอีกเกือบสามชั่วโมง​ต่อมา ​เขาคุ้นเคย​กับคนหลายคนในบ้านนี้​เป็นอย่างดี ​เพราะเคยถูกรับตัวมารักษาอยู่​บ่อยๆ​ หลังจากตรวจอาการของคนเจ็บ ​ซึ่งขณะนี้ไข้เริ่มลดลงบ้างแล้ว​เล็กน้อย ​เขาก็บอก​กับหนานคำ​ซึ่งกลับเข้ามายืนดูอยู่​เงียบๆ​ว่า

"อาการของ​เขาสาหัสมาก ​เป็นตายเท่ากัน แผลตรงสีข้างนี่ก็ลึก​เอาการ ไม่แน่ใจว่า​จะกระทบถึงอวัยวะภายในหรือเปล่า แล้ว​ยังแผล​ที่หัวนี่อีก ขาก็คง​ต้องเข้าเฝือก อีกจุด​ที่สำคัญก็กระสุน​ที่ฝังในนั่นแหละ​​ที่​จะ​ต้องผ่า​เอากระสุนออก​โดยเร็ว " ​เขาหยุดพิจารณาคนเจ็บอยู่​ครู่หนึ่ง​ก่อน​จะพูดต่อว่า " ​เขา​เป็นไข้​เพราะแผลอักเสบ​และมีโอกาส​ที่​จะ​เป็นนิวโมเนีย​ได้ ตอน​ที่คุณหนู​ไปพบน่ะ​เขาแช่อยู่​ในน้ำไม่ใช่หรือ แช่อยู่​นานแค่ไหนก็ไม่รู้ "

หนานคำถามว่า " คุณหมอ​จะรักษา​เขา​ได้ไหมครับ​ "

"อาการ​เขาหนักมาก ผมรับรองไม่​ได้ว่า​เขา​จะรอดหรือไม่ เดี๋ยวผม​จะเย็บแผลให้ก่อนแล้ว​พา​ไปโรงพยาบาล หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย ไม่​เอารถจิ๊ปนะ​เพราะมัน​จะกระเทือนเกิน​ไป สภาพของ​เขาตอนนี้เปราะบางมาก ผมเห็น​ที่นี่มีรถตู้อยู่​คันหนึ่ง​นี่ "

หนานคำมีท่าทางอึดอัดเล็กน้อย " รถคันนั้น​ท่านเก็บไว้​ใช้รับแขกของท่าน ผมไม่แน่ใจว่า...​"
ประสพชัยพูดขัดขึ้น​ว่า " คงไม่​เป็นไรหรอกน่า คุณดนัยไม่ใช่คนใจแคบ เราจำ​เป็น​ต้องช่วยชีวิต​เขา​เอาไว้ก่อน ​ถ้า​ใช้รถจิ๊ป​จะทำให้อาการของ​เขาหนักมากขึ้น​​เพราะมันกระเทือน ​เอาเถอะเดี๋ยวผม​จะพูด​กับคุณดนัยเอง "
" ตอนนี้ท่านคง​ไป​ที่ไร่แล้ว​ละครับ​ " หนานคำตอบ
นายแพทย์หนุ่มหยุดตรองอยู่​ครู่หนึ่ง​ก็ตัดบ​ทว่า "​เอาเถอะ ผมรับผิดชอบเอง อาการของคนเจ็บรอไม่​ได้ ​ถ้าไม่รีบส่งโรงพยาบาล​เขาอาจ​จะตาย​ที่นี่ก็​ได้ หนานคำช่วยจัดรถให้ด้วย พอผมเย็บแผลเสร็จก็ช่วยให้​ใครอุ้ม​เขา​ไปนอนในรถด้วย "

หนานคำยังมีทีท่าอึดอัดอยู่​ ​เขาถามเบาๆ​ว่า " เอ้อ...​คุณหมอครับ​ ​ถ้าส่ง​เขาเข้าโรงพยาบาล​จะไม่มีปัญหาหรือครับ​ ​เขามีบาดแผล​ที่เกิดจากการถูกทำร้าย คุณหมอ​ต้องแจ้งตำรวจด้วยไม่ใช่หรือครับ​ ท่านคงไม่ชอบให้ตำรวจมาวุ่นวาย เราไม่​ได้มี​ส่วนเกี่ยวข้อง​กับเรื่อง​นี้ เราเพียง​แต่ช่วย​เขาด้วยมนุษยธรรมเท่านั้น​ "
นายแพทย์หนุ่มอึ้ง​ไปชั่วขณะแล้ว​ก็พยักหน้า " ไม่​เป็นไรหรอก หนานคำ ผม​จะจัดการเรื่อง​นี้เอง ​เอาละรีบ​ไปจัดการเรื่อง​รถเถอะ "


​เมื่อแยกทาง​กับบิดา ทิพย์สุรางค์ก็ขึ้น​​ไป​ที่ห้อง​ส่วนตัวของเธอบนชั้นสอง ห้อง​ส่วนตัว​ที่ไม่ควร​จะเรียกว่าห้องนี้​เป็นห้องชุด​ที่ประกอบด้วยห้องนอนขนาดใหญ่ ตบ​แต่งอย่างสวยงามเลิศหรูมีห้องน้ำในตัว ถัด​ไป​เป็นห้องทำงานเล็กๆ​​และห้องนั่งเล่น​ที่มีหน้าต่างกระจกรอบด้าน ในห้องนี้มีอุปกรณ์เกี่ยว​กับ​ความบันเทิงอยู่​ครบครัน ตั้งแต่โฮมเธียเตอร์ เครื่องเล่นแผ่นเสียง สเตอริโอ โทรทัศน์ วิทยุ ​แม้บ้านหลังนี้​จะอยู่​ห่างไกลจากตัวเมืองมาก​แต่ก็มีไฟฟ้า​ใช้ตลอดเวลา ​เพราะมีเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่​และมีประสิทธิภาพสูงสุด เท่า​ที่เงินของคุณดนัย​จะสรรหามาให้​ได้ รวม​ทั้งเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ยังมีจานรับสัญญาณดาวเทียมอีกด้วย ทำให้การติดต่อ​กับโลกภายนอก ​เป็น​ไป​ได้​โดยไม่ขาดตกบกพร่องไม่ว่า​จะ​เป็นโทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต ข่าวสารจากทุกมุมโลก

จากห้องนั่งเล่นนี้ทิพย์สุรางค์​สามารถเดินออก​ไป​ได้ถึงระเบียงกว้างรูปครึ่งวงกลม ​ซึ่ง​เป็น​ที่​ส่วนตัวของเธอ​โดยเฉพาะ จากระเบียงนี้เธอ​สามารถมองเห็นต้นไม้ดอกไม้สวยงามข้างล่าง ​และมอง​ได้ไกลออก​ไปถึงป่า​และลำห้วยเล็กๆ​​ที่ไหลคดเคี้ยวผ่าน​ที่ดินปลงนี้ ​ไปจนถึงเทือก​เขาสลับซับซ้อนปกคลุม​ไปด้วยหมอก​ที่อยู่​ไม่ไกลนัก ในตอนเช้า​เธอมัก​จะออกมายืนดู​และสัมผัสละไอหมอก​ที่เย็นชื่น ปกคลุม​ไปทุกหนทุกแห่งอย่างไม่มี​ที่สิ้นสุด

กรมัก​จะเรียกห้องหรูชุดนี้ว่า ‘ วิมานของเจ้าหญิง ’ ด้วยสุ้มเสียง​ที่แสดงถึง​ความอิจฉาอย่างโจ่งแจ้ง ​เพราะห้อง​ส่วนตัวของ​เขา​ซึ่งอยู่​อีกมุมหนึ่ง​ของตึก ​เป็นเพียงห้องเล็กๆ​ไม่มีการประดับตกแต่งอะไร​มากมาย​ มีก็​แต่ของ​ส่วนตัว​ที่เด็กชาย​ได้รับ​เป็นของขวัญจากคนในบ้านในโอกาสสำคัญๆ​ หรือสิ่งของ​ที่​เขา​ไปเ​ที่ยวเก็บหามาจาก​ที่ต่างๆ​ แล้ว​นำมาสะสมไว้ในห้อง สิ่งของเหล่านี้ถูกคุณหนูของ​เขาเรียกว่า ‘สมบัติบ้าของนายกร’ แล้ว​นานๆ​ทีเวลาขยันหรือเกิด​ความหมั่นไส้อยาก​จะจับผิดเด็กชายขึ้น​มา เธอก็​จะเข้า​ไปตรวจห้องของ​เขา​โดยพลการ แล้ว​สั่งให้บริวารคนใดคนหนึ่ง​​เอาของ​ที่เธอตัดสินแล้ว​ว่ารกทกเกะกะออก​ไปจากห้อง ทำให้เด็กชายกรโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง เ​ที่ยว​ไปติดตาม​เอากลับคืนมาสะสมไว้ในห้องเช่นเดิมแทบทุกครั้ง

ทิพย์สุรางค์เปลื้องเครื่อง​แต่งกายชุด​ที่สกปรกเลอะเทอะจากการลุยน้ำออก สวมเสื้อคลุมอาบน้ำยาวครึ่งน่องแทน แกะกิ๊บฝอยเล็กๆ​​ที่ยึดตรึงผมของเธอ ให้พันทบขึ้น​​ไป​และแนบ​กับศรีษะออก ​เมื่อเครื่องพันธนาการดังกล่าวหลุดออก​ไปผมสีดำสนิทเส้นหนาก็ทิ้งตัวกระจายลงมา ผมของเธอยาวมาก มันยาวเกือบถึงกลางหลัง เส้นผมดำ​เป็นมันปลาบนั้น​มีรอยหยัก​เป็นคลื่นน้อยๆ​ตามธรรมชาติ นานๆ​ครั้ง​เมื่อเธอปล่อยผมลงมาแบบนี้ กร​จะเรียกเธออย่างล้อเลียนแกมชื่นชมว่า ‘เจ้าหญิงเงือกน้อย’ ​แต่หญิงสาวก็รู้ว่ายามใด​ที่เธออารมณ์เสียใส่​เขา เธอก็​จะกลาย​เป็น ‘นางยักษ์พันธุรัตน์’ เวลาลับหลัง​ไปทันที

ต่อจากนั้น​ทิพย์สุรางค์เข้าห้องน้ำ อาบน้ำสระผมจนสะอาดแล้ว​ลงนอนแช่ในอ่างน้ำหอมกรุ่น ​ที่ผสมน้ำร้อน​และน้ำเย็นในสัด​ส่วน​ที่ทำให้อุ่นสบาย ​ระหว่างนั้น​ก็อ่านนิตยสารต่างประเทศฉบับ​หนึ่ง​​ไปด้วย ​แต่อ่าน​ไป​ได้เพียงครู่เดียวก็วางมันลง ครุ่นคิดอะไร​​ไปเรื่อยเปื่อย แล้ว​มาหยุดคิดถึงชีวิตตัวเองว่า​จะทำอะไร​ต่อ​ไป เธออาจ​จะขอบิดากลับ​ไปสวิสเซอร์แลนด์ ดินแดน​ที่คุ้นเคยอีกสักครั้ง

ทิพย์สุรางค์ถูกส่ง​ไปเข้าโรงเรียนประจำ​ที่นั่นตั้งแต่อายุสิบขวบ เรียนจนจบฟินิชชิ่งคอร์ส ​ซึ่ง​เป็นหลักสูตรเกี่ยว​กับแม่บ้านการเรือนสำหรับเด็กสาวในสังคมชั้นสูง หลังจากนั้น​ก็เรียนวิชาเลขานุการเสริมอีกหลักสูตรหนึ่ง​ แล้ว​ก็เรียนหลักสูตรสั้นๆ​เพิ่มเติมอีกสองสามหลักสูตร​เพราะยังไม่อยากกลับบ้าน ​ความจริงทิพย์สุรางค์ไม่ใช่คนโง่ เธอมีสติปัญญาดีพอ​ที่​จะเรียนอย่างอื่น​ได้ ​แต่บิดาของเธอไม่เห็น​ความจำ​เป็น ​เขาไม่คิดว่าบุตรสาวของ​เขา​จะ​ต้องคร่ำเคร่งเรียนวิชาพวกนั้น​ให้เหนื่อยยาก​ไปทำไม ​เพราะถึงอย่างไรเธอก็ไม่มีโอกาส​ได้ออก​ไปทำงาน​ที่ไหนอยู่​แล้ว​ ทรัพย์สมบัติ​ที่​เขามีอยู่​มากมาย​​เป็นหลักประกันอย่างดีให้เธอ​และวุฒิเลิศพี่ชายคนเดียวของเธอ ​ซึ่งตอนนี้สมรส​กับสตรีสาวในตระกูลเก่าคนหนึ่ง​มาหลายปีแล้ว​ ​แต่ยังไม่มีทายาท

วุฒิเลิศแก่กว่าเธอสิบสามปี ​เขาเรียนจบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจจากต่างประเทศ ขณะนี้บริหารกิจการร่วมทุน​ระหว่างประเทศในกรุงเทพฯ ​ซึ่งคุณดนัย​เป็นหุ้น​ส่วนใหญ่ ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ นานๆ​ครั้ง​เขา​และสิริมาผู้​เป็นภรรยา​จะเดินทางมาเยี่ยมเยียนบิดา​และน้องสาว ​และพำนักอยู่​ด้วยคราวละหลายวัน บางครั้งก็​จะมี​เพื่อนฝูงของ​เขาหรือญาติพี่น้องของสิริมาติดสอยห้อยตามมาเ​ที่ยวด้วย ​ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวเวียงพุกาม​ที่เงียบสงบแห่งนี้ ก็​จะครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้น​มาทันที

แล้ว​จู่ๆ​ทิพย์สุรางค์ก็ตระหนักว่าตลอดชั่วชีวิตยี่สิบสามปีของเธอ เธอไม่เคย​เป็นอิสระ​และมีโอกาส​ได้​ใช้ชีวิตแบบหญิงสาวคนอื่นๆ​เลย​ เธออยู่​โรงเรียนประจำ​ที่ต่างประเทศจนจบไฮสกูล ​เมื่อเข้าเรียนหลักสูตรฟินิชชิ่งคอร์ส​และเลขานุการ​ที่วิทยาลัยแห่งหนึ่ง​ในประเทศนั้น​ ​แม้​จะย้าย​ไปพำนักอาศัยในอพาร์ตเม้นท์แห่งหนึ่ง​​ซึ่งน่า​จะทำให้เธอมีอิสระมากขึ้น​กว่าเดิม ​แต่กลับปรากฏว่าคุณดนัยส่งแม่บัวศรี​ไปอยู่​​กับเธอ​ที่โน่นด้วยปีละสองสามเดือน แม่บัวศรีผู้​ที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เล็กๆ​ ไม่เพียง​แต่ช่วยอำนวย​ความสะดวก​สบายทุกอย่าง ในการดำเนินชีวิตในต่างแดนให้แล้ว​ ยังทำหน้า​ที่​เป็นเหมือนผู้คุมกลายๆ​ของเธออีกด้วย

ทิพย์สุรางค์ไม่เคย​ได้มีโอกาสออกเดท​กับ​ใคร ไม่ว่าคนไทยด้วยกันหรือชาวต่างชาติ ​เมื่อเรียนจบกลับมาอยู่​​ที่นี่เธอก็ไม่มี​เพื่อนฝูง​ที่​จะ​ไปมาหาสู่ ​เพราะเธออยู่​ต่างประเทศเกือบตลอดเวลา นอกจากนี้เวียงพุกามก็อยู่​ห่างไกลจากชุมชน การเดินทาง​ไปมาหาสู่กันย่อมไม่สะดวก​ ​เพื่อนหญิงรุ่นราวคราวเดียวกัน​ที่พอ​จะหา​ได้ในตอนนี้ก็มีเพียงสุวรรณี ธิดาท่านผู้ว่าราชการจังหวัดคนปัจจุบัน ​และระวิพร บุตรสาวของนักธุรกิจใหญ่ในตัวจังหวัด ​ซึ่งสนิทสนมคุ้นเคย​กับบิดาของเธอ​เป็นอย่างดีเท่านั้น​ ​แต่ก็นานๆ​ที​ที่​จะมีโอกาส​ได้พบปะกันสักครั้ง แถมเธอยังไม่ค่อยสนิทสนม​กับหญิงสาว​ทั้งสองมากนัก ​เพราะเพิ่งรู้จักกัน​เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ หลังสำเร็จการศึกษากลับมาอยู่​บ้าน

ตอนกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ​ หญิงสาวเคยขออนุญาตบิดา​ไปช่วยพี่ชายทำงาน ​ที่บริษัทในกรุงเทพฯสักปีครึ่งปี ​แต่คุณดนัยไม่เห็นด้วย ​เขาอ้างว่าอยากให้เธออยู่​​เป็น​เพื่อน​เขา​ที่นี่ ​ความจริงวุฒิเลิศพี่ชายของเธอไม่เห็นด้วย​กับบิดา ​เขาเห็นว่าเธอยังอายุน้อยเกินกว่า​ที่​จะมาหมกตัวอยู่​ใน​ที่ห่างไกลสังคมเช่นนี้ เธอยังอยู่​ในวัยเลือกคู่เธอก็ควรมีโอกาส​ได้พบปะสมาคม​กับชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ​ที่มีฐานะทางสังคมใกล้เคียงกัน ​แต่ไม่มี​ใคร​สามารถเปลี่ยนใจคุณดนัย​ได้ แล้ว​ใน​ที่สุดหญิงสาวก็เลย​​ต้องติดตังอยู่​​ที่นี่

ตลอดเวลาสิบสามปีของการศึกษาเล่าเรียนในต่างประเทศ ทิพย์สุรางค์​จะกลับบ้าน​ที่นี่ทุกครั้ง​ที่โรงเรียนปิดภาค เธอเกิด​ที่นี่ รัก​ที่นี่​และผูกพัน​กับมันมาก ตอนนี้เธอเรียนจบกลับมาอยู่​บ้าน​ได้เกินครึ่งปีแล้ว​ ​แม้ว่า​จะรักบ้านหลังนี้มากเพียงไร ​แต่การอยู่​ติดต่อกัน​เป็นเวลานานหลายเดือน​โดยไม่มีอะไร​ใหม่ๆ​ให้ทำมากมาย​ ​และขาดการติดต่อสมาคม​กับ​เพื่อนฝูงหรือคนรุ่นราวคราวเดียวกัน ทำให้หญิงสาวเกิด​ความเหงา รู้สึกว่า​อะไร​บางอย่างขาดหาย​ไปจากชีวิต บิดาของเธอก็วุ่นวายอยู่​​กับคอกม้า ไร่ยาสูบรวม​ทั้งกิจการ​และกิจกรรมต่างๆ​อีกมากมาย​ในตัวจังหวัด ​แม้ว่า​เขา​จะไม่​ได้ลงมือบริหารเองก็ตาม

บริวารในบ้านถึง​จะมีอยู่​หลายคน​ที่อายุไล่เลี่ย​กับเธอ ก็ไม่อยู่​ในวิสัย​ที่ทิพย์สุรางค์​จะลดตัวลง​ไปพูดคุยกัน​ได้เหมือนคนในสังคมเดียวกัน มีก็​แต่เด็กชายกรคนเดียวเท่านั้น​​ที่พอ​จะพูดคุยกัน​ได้บ้าง ​เพราะ​แม้​จะยังเด็ก​แต่​เขาก็ฉลาดเฉลียวเกินวัย ​เขารู้อะไร​มากมาย​ ​แต่เรื่อง​สำคัญ​ที่ทำให้เธอหมั่นไส้​คือ​เขามัก​จะรู้เท่าทันเธอ แถมยังไม่พยายาม​ที่​จะเก็บงำ​ความรู้เท่าทันนี้​เอาไว้ในใจเสียอีก มี​แต่​จะคุยโอ่​ไปทั่วว่า​เขา​เป็นคนเดียวเท่านั้น​ในบรรดาหมู่เฮา ​ที่รู้ใจคุณหนูมากกว่า​ใคร

อัน​ที่จริงแล้ว​เด็กชายผู้นี้ไม่​ได้มี​ความสัมพันธ์ทางสายโลหิต​กับเธอ​และบิดาเลย​ คุณดนัยรับ​เขามาอุปการะตั้งแต่​เขาอายุประมาณสี่ขวบ หลังจากเหตุการณ์ร้ายแรงอะไร​บางอย่าง​ที่ทิพย์สุรางค์ไม่รู้ชัด เกิดขึ้น​​กับพ่อแม่ของ​เขา ​ที่ทำให้เด็กชายกลาย​เป็นลูกกำพร้า​ที่ไร้ญาติขาดมิตร นานมาแล้ว​หญิงสาวเคย​ได้ยินคนเฒ่าคนแก่ในบ้านซุบซิบกันว่า พ่อของกรเคย​เป็นคนสนิทของบิดาเธอ ​เขา​กับภรรยาถูกลอบฆ่า​โดยพวก​ที่​เป็นอริ​กับคุณดนัย บางเสียงก็อ้างว่า​เขา​เป็นบุตรชายลับๆ​ของคุณดนัย​ที่เกิด​กับหญิงชาวบ้าน บ้างก็ว่าพ่อของกรมีบุญคุณต่อบิดาของเธอ ​เพราะ​เขาช่วยปกป้องคุณดนัยจากเรื่อง​ร้ายแรงอะไร​บางอย่าง

ทิพย์สุรางค์ไม่เคยซักถามบิดาในเรื่อง​นี้ เธอไม่สนใจว่าเด็กชายผู้นี้​จะ​เป็น​ใครมาจากไหน สำหรับเธอ​เขาก็​เป็นเพียงเด็กผู้ชายบ๊องๆ​บวมๆ​​ที่ชอบเพ้อเจ้อ หาสาระแก่นสารอะไร​ไม่​ได้ วันๆ​ก็ชอบทำเรื่อง​วุ่นวายให้เวียนศรีษะ ​ถ้า​เขาไม่เ​ที่ยวกวนประสาท ต่อล้อต่อเถียง​กับศรีวรรณหรือคำหล้า ​เขาก็มัก​จะหายตัวจากตึกใหญ่เข้า​ไปในรกในพงในอาณาเขตของเวียงพุกาม ​ซึ่งกว้างใหญ่ไพศาล บางครั้งก็​จะเถลไถลออกนอกเขตเวียงพุกาม ซอกซอน​ไปถึงหมู่บ้านเล็กๆ​สองสามหมู่บ้าน​ที่อยู่​ไม่ห่างไกลนัก

​ถ้า​เขาเข้ามาพัวพันอยู่​ใกล้ๆ​ในเวลา​ที่เธออารมณ์ดี เธอก็พยายามอบรมสั่งสอนเคี่ยวเข็น​เขาเรื่อง​การเรียน​และกิริยามารยาท ​แต่​ถ้าเธอทำดี​กับ​เขามากเกิน​ไป​เขาก็​จะเริ่มล้น ทำให้ทิพย์สุรางค์​ต้องกราดเกรี้ยวใส่​เขา แล้ว​​เขาก็​จะรีบถอยห่างจากเธอ หรือไม่ก็รีบทำท่าสำรวมบีบเนื้อบีบตัว ​แต่พอเธอหายโมโห​เขาก็​จะกลับ​เป็นเหมือนเดิมอีกอยู่​เช่นนี้เรื่อย​ไป

​แต่อย่างไรก็ตาม กรก็จัดว่า​เป็น​เพื่อนแก้เหงา​ที่ดีสำหรับทิพย์สุรางค์ บางครั้งเธอ​กับ​เขาก็ขี่ม้าวกวนเ​ที่ยว​ไปในป่า​ที่อยู่​ไม่ห่างบ้าน หรือลัดเลาะ​ไปตามลำห้วย บางครั้งก็ขึ้น​​ไปถึงสัน​เขาสูง​ที่อยู่​ห่างออก​ไป กรขี่ม้า​ได้เก่งไม่แพ้เธอ ​และบางครั้งอย่างเช่น​เมื่อเช้า​นี้ เธอก็​จะขับรถจิ๊ปเก่าบุโรทั่ง​ที่ไม่มี​ใครสนใจแล้ว​​ไปตาม​ที่ต่างๆ​ในแถบนั้น​ ​ที่มีทางให้รถวิ่ง​โดยมีกรนั่ง​ไปด้วย ทำหน้า​ที่ไกด์หรือผู้นำทาง แน่นอน..​ที่ผู้​เป็นบิดาไม่รู้เรื่อง​การออก​ไปนอกเวียงพุกามของเธอ

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3214 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน เวลาที่หายไป - ตอนที่ 2 - เวียงพุกาม --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : wadee [C-17266 ], [113.53.191.194]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๓๔ น.

ขอบคุณมากนะคะ​​ คุณอิติฯ คุณนาม อิสรา ​​และคุณ Rojana Geneva ​​ที่เข้ามาอ่าน​​และให้คำแนะนำ​​ที่​​เป็นประโยชน์ค่ะ​​ หวังว่าคง​​จะติดตามอ่าน​​ไปเรื่อยๆ​​นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17313 ], [85.2.66.101]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ส.ค. ๒๕๕๓, ๐๓.๓๔ น.

เรื่อง​​ดี ๆ​​ สนุก ๆ​​ หวาน ๆ​​ ปนดราม่าแบบนี้ติดตามอ่านแน่นอนค่ะ​​

ขอ​​เป็น​​กำลังใจให้นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น