นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
เวลาที่หายไป #1
ดอยสะเก็ด
...เวลา​ที่หาย​ไป ตอน​ที่ 1 - ​เมื่อเราพบกัน

รถจิ๊ปเก่าคร่ำมะคร่า​ที่ถูกฝุ่นสีแดง​และโคลนตมจับจนเขรอะ​ไป​ทั้งคัน ​เนื่องจากลุยฝนมาตลอดทาง วิ่งโ...

ตอน : เวลาที่หายไป - ตอนที่ 1 - เมื่อเราพบกัน

รถจิ๊ปเก่าคร่ำมะคร่า​ที่ถูกฝุ่นสีแดง​และโคลนตมจับจนเขรอะ​ไป​ทั้งคัน​เนื่องจากลุยฝนมาตลอดทาง วิ่งโขยกเขยกฝ่าสายหมอกตอนเช้า​ตรู่ลงมาตามลาด​เขาเตี้ยๆ​ ​ที่วกเวียน​เป็นชั้นๆ​มาจนถึงชายตลิ่งริมลำธารช่วง​ที่กระแสน้ำไหลเอื่อยลง ​เพราะถูกสะกัดกั้นด้วยเกาะแก่งโขดหินใหญ่น้อย​ที่ขวางอยู่​กลางลำน้ำ​เป็นระยะๆ​ ​เมื่อรถจอดพรืดลงอย่างกระทันหัน ร่างเล็กๆ​ผอมแกร็นของเด็กผู้ชายวัยประมาณสิบขวบก็กระโดดแผล็วลงมา​พร้อมด้วยไฟฉาย​และถังพลาสติกใบย่อม ตาเรียวยาวของ​เขาเบิ่งมอง​ไปรอบตัวอย่างหวาดๆ​ ขณะนั้น​ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้น​​แม้​จะใกล้หกนาฬิกาแล้ว​ก็ตาม บริเวณ​โดยรอบยังมืดสลัว ฝน​ที่ตกพรำๆ​มาตั้งแต่กลางดึกหยุดสนิทแล้ว​ ​แต่หมอกหนายังโรยตัวปกคลุม​ทั้งต้นไม้ใหญ่​ที่ขึ้น​หนาทึบอยู่​บนฝั่งตรงข้าม​และลำน้ำมืดทมึน ​ที่ทอดตัวยาวคดเคี้ยวราว​กับงูมาจากสัน​เขา​ที่อยู่​ไกลออก​ไป ทอดตัวผ่านเข้า​ไปในป่า วกออกมาริม​ที่ราบแล้ว​ไหลผ่านต่อ​ไป อากาศเย็นเฉียบบาดผ่านเสื้อกันหนาวเข้า​ไปถึงผิวกาย เสียงน้ำค้างตกเปาะแปะสลับ​กับเสียงนกละเมอ

เด็กชายเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่กขณะค่อยๆ​ย่อง​ไป​ที่ตลิ่ง ​เมื่อถึง​ที่หมาย​เขาก้าวลง​ไปตรงริมฝั่งน้ำ​ที่เต็ม​ไปด้วยกรวดก้อนเล็กก้อนน้อย ​ใช้ถัง​ที่ถือมาจ้วงน้ำในลำธารเสียงดังโครมครามราว​กับ​จะ​เอาเสียงช่วยปลอบใจ ขณะ​ที่มืออีกข้างหนึ่ง​ก็ส่ายไฟฉายกวัดแกว่ง​ไปมาอย่างสะเปะสะปะ แล้ว​ทันใดนั้น​หัวใจของ​เขาก็แทบหยุดเต้นด้วย​ความตกใจกลัว เสียงร้อง​ที่แผดสนั่นไม่​เป็นภาษาของ​เขาทำให้คนขับรถจิ๊ป​ที่นั่งสัปหงกคอยอยู่​ในรถกระโดดพรวดลงมา ก่อน​จะวิ่งตามเสียง​ไปด้วย​ความตระหนกไม่แพ้กัน

" ​เป็นอะไร​ เกิดอะไร​ขึ้น​ "
เจ้าของเสียง​ซึ่งอยู่​ในกางเกงขายาวหลวมๆ​ เสื้อคลุมกันหนาวตัวใหญ่หลวมยาวสีมืด สวมหมวกแค็ปรัดกุม ร้องถามเสียงดังอย่างตกใจ เผ่นพรวดเดียวลง​ไป​ที่ชายฝั่ง ขณะนั้น​ท้องฟ้า​ที่ขมุกขมัว เริ่มสว่างรำไรขึ้น​จากแสงอาทิตย์​ที่เริ่มแย้มแสงแรก ผ่านก้อนเมฆ​ที่ยังอุ้มฝน​และหมอก​ที่เริ่มจางลงออกมา ทำให้บริเวณนั้น​พ้นจาก​ความมืดสลัว ​แต่ก็ยังไม่​สามารถมองเห็นอะไร​​ได้ชัดเจน

เด็กชายปล่อยถังน้ำในมือหลุดโครมลง​ไป โผเข้าเกาะเอวผู้มาใหม่แล้ว​รัวคำพูดออกมา​เป็นภาษาท้องถิ่นสลับกัน​ไป​กับภาษาภาคกลางอย่างตื่นตระหนก ​แต่ยังพอจับใจ​ความ​ได้ว่า " โน่น ดูโน่น อันหยังก่อ? คนหรือผี​ที่นอนอยู่​ตรงตีนโขดหินโน่น "

อีกฝ่าย​ซึ่งเขม้นมอง​ไปตามมือ​ที่ชี้​ไปข้างหน้าของเด็กชาย ​แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร​นอกจากโขดหินน้อยใหญ่สีเทา​ที่เรียงรายกัน​เป็นกลุ่มอยู่​กลางลำน้ำ ฉวยไฟฉาย​ที่ยังอยู่​ในมือของเด็กชายมาส่องปราด​ไปยังจุดหมาย แล้ว​สองเสียงก็ร้องประสานออกมา​พร้อมกัน

" โอ๊ะ คนนี่! "
" แม่นก่อ ผีหรือเปล่า ไผ​จะมานอนอยู่​ตรงนั้น​ " เด็กชายร้องโวยวาย ​แต่ตาก็ยังจ้องเขม็ง​ไป​ที่โขดหิน

คน​ที่​เป็นผู้ใหญ่กว่ามองซ้ายมองขวาแล้ว​มองกลับ​ไปกลับมา ​ระหว่างชายฝั่ง​ที่ยืนอยู่​​กับโขดหิน​ที่อยู่​กลางลำน้ำราว​กับ​จะกะระยะทาง เท้า​ที่อยู่​ในบู๊ตยางครึ่งน่องเริ่มก้าวลง​ไปในน้ำตื้น

เด็กชายยึดมืออีกฝ่าย​เอาไว้ ร้องถามอย่างตระหนกว่า "​จะ​ไปไหน ​ถ้า​เป็นคน​เขาอาจ​จะตายแล้ว​ก็​ได้เน้อ ​ถ้าตายแล้ว​ก็​ต้อง​เป็นผีสิ อย่าลง​ไปเลย​นะ "
" เด็กบ้า ผีมี​ที่ไหนกันล่ะ เรา​ต้องลง​ไปดูก่อนซิว่า​เขาตายหรือยัง อาจ​จะแค่สลบ​ไปเท่านั้น​ก็​ได้ "
" ไม่​เอา เฮาบ่​ไปดอก คุณหนูก็อย่า​ไป "
" ตรงนี้น้ำลึกไหม แกคงรู้สินะ แอบมาเ​ที่ยวแถวนี้บ่อยๆ​นี่ "

เด็กชายไม่ตอบ ​เขาหันรีหันขวาง ก้าวเท้าออกเดิน​ไปตามน้ำสองสามก้าว แล้ว​เปลี่ยนใจก้าวกลับขึ้น​มาบนฝั่ง " คุณหนูรอก่อนนะ ผม​จะ​ไปหาไม้ " ​เขาร้องสั่งแล้ว​วิ่งปราดลัดเลาะ​ไปบนพื้นดินเฉอะแฉะ​ที่มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้น​ระเกะระกะ ขณะนั้น​ท้องฟ้าสว่างขึ้น​กว่าเดิม ​แต่ก็ยังมีเมฆหมอกอยู่​มากพอ​ที่​จะเดา​ได้ไม่ยากว่าฝนอาจ​จะเทลงมาอีก​เมื่อไรก็​ได้ ​เขากลับมาภายในสามนาที​พร้อมไม้ไผ่ท่อนยาว ​ใช้มีดเดินป่า​ที่ชอบพกติดตัวเสมอออกมาตัดแบ่งไม้ออก​เป็นสองท่อนขนาดใกล้เคียงกัน แล้ว​ส่งท่อนหนึ่ง​ให้ ‘คุณหนู’

" ​ใช้ไม้นี่หยั่งดูว่าตรงไหนน้ำลึกหรือตื้นแค่ไหน แล้ว​ค่อยๆ​ก้าว " ​เขาสอนราว​กับ​เป็นผู้ปกครองของอีกฝ่าย " เดินตามผมมาดีกว่า น้ำแถวนี้ไม่ลึกหรอกฮะ ​แต่คุณหนูก็​ต้องระวัง "

เด็กชายก้าวลง​ไปในน้ำ ​ใช้ไม้ในมือแหย่ลง​ไปจนถึงพื้นทราย​เพื่อหาระดับ​ความลึกของน้ำ แล้ว​โหย่งตัวก้าว​ไปทีละก้าวทีละก้าว​โดยมีคุณหนูก้าวตาม​ไปติดๆ​ ในไม่ช้าคน​ทั้งสองก็มาถึงโขดหินกลางน้ำ ตรงนั้น​มีร่างของมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่ง​นอนคว่ำหน้าอยู่​ ร่างกายท่อนล่างตั้งแต่เอวลง​ไปทอดอยู่​ในน้ำ เสื้อผ้าขาดวิ่นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน​ไปด้วยคราบเลือด ​ซึ่ง​แม้​จะเจือจางลง​ไปบ้างแล้ว​จากการชะล้างของสายน้ำ ​แต่ก็ยังมองออกว่า​เป็นคราบเลือด แขน​ทั้งสองข้างของ​เขา​ซึ่งอยู่​ในเสื้อยืดแขนสั้นวางพาดเลย​ศีรษะ​ไปพักอยู่​​กับแง่หิน คน​ทั้งสองมองร่างของมนุษย์ผู้ชายคนนั้น​แล้ว​หันมาจ้องตากันอย่างประหวั่นพรั่นพรึง

" กลับเถอะฮะ คุณหนู " เสียงของเด็กชายกระเส่าอย่างหวาดกลัว " เปิ้นคงตายแล้ว​แหงๆ​ ผมกลัว"
คุณหนู​ซึ่งก็มีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึงพอๆ​กันเงียบ​ไปชั่วขณะ​แต่แล้ว​ก็ตัดสินใจ " ช่วยกันพลิกตัว​เขาหน่อย​ ​จะ​ได้รู้ว่า​เขามีบาดแผลตรงไหนบ้าง สงสัย​จะกระแทกโขดหินมาตามทาง ไม่รู้ว่ายังหายใจอยู่​หรือเปล่า "

เด็กชายทำท่าอิดเอื้อน ​แต่แล้ว​ก็ยอมทำตามอย่างไม่เต็มใจนัก หลังจากทุลักทุเลกันอยู่​พักใหญ่ คน​ทั้งสองก็​สามารถพลิกร่างกำยำล่ำสันของคนผู้นั้น​ให้นอนหงาย​ได้สำเร็จ ​เขา​เป็นชายหนุ่มผิวขาวอายุประมาณยี่สิบห้าถึงยี่สิบแปดปี หน้า​ซึ่งรก​ไปด้วยหนวดเคราราว​กับไม่​ได้เจอมีดโกนมานานหลายวันขาวซีดราว​กับปราศจากโลหิต ดวงตาปิดสนิทเห็น​แต่ขนตาดกหนา​เป็นแพ​แต่สั้น​ที่ทาบลงบนแก้ม คิ้วหนา​และยาวสีน้ำตาลเข้มเกือบดำขมวดมุ่นราว​กับอยู่​ใน​ความรู้สึกเจ็บปวด

คุณหนู​ใช้มืออัง​ที่จมูกของ​เขา สัมผัส​ได้ถึงลมหายใจ​ที่บางเบาราว​กับ​จะขาดลง​ไป ในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง​ เท่านั้น​ยังไม่พอ เธอก้มตัว​ใช้หูแนบลง​ไปบนแผ่นอก​ที่ซ่อนอยู่​ในเสื้อยืดสีขาว​ซึ่งขณะนี้ขาดวิ่น​และเปลี่ยนสี​ไปแล้ว​ ​ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจ​ที่ช้า​และแผ่วเบา ตลอดเวลาดังกล่าวเด็กชาย​ซึ่งถอยลง​ไปยืนแช่อยู่​ในน้ำ ​พร้อม​ที่​จะเผ่นออกจากตรงนั้น​​ได้ทุก​เมื่อ เบิ่งตาเล็กเรียวมองชายหนุ่มผู้นั้น​​และคุณหนูของ​เขาสลับกัน​ไป

" เปิ้นตายหรือยังฮะ คุณหนู " ใน​ที่สุด​เขาก็ส่งเสียงถามออกมา
" ยังหรอก ​แต่ก็คงจวนเต็มทีแล้ว​ " เธอตอบ ​ใช้สายตาสำรวจ​ไปตามร่างกาย​ส่วน​ที่อยู่​เหนือน้ำชายผู้นั้น​ ​ซึ่งมีบาดแผลเล็กๆ​น้อยๆ​ รอยฟกช้ำดำเขียว​และรอยขูดข่วนเต็ม​ไปหมด

เด็กชายเริ่มขมีขมันเข้ามาช่วยหลังจากแน่ใจแล้ว​ว่า​เขายังไม่ตาย ไม่​ได้​เป็นศพหรือผีอย่าง​ที่​เขากลัว มือเล็กๆ​แหย่ลง​ไปในบริเวณด้านข้างของเสื้อ ​ซึ่งมีรอยฉีกขาดเหมือนโดนของมีคม แล้ว​สะดุ้งโหยงชักมือออกแทบไม่ทัน

" โอ๊ยโหย่ ! อะไร​กันเนี่ย " ว่าแล้ว​​เขาก็เลิกชายเสื้อของชายผู้นั้น​ขึ้น​ เปิดให้เห็นบาดแผลเหวอะหวะใต้ชายโครง ​ที่มีคราบเลือดเกรอะกรังจับตัวกัน​เป็นก้อนปิดปากแผลอยู่​ คุณหนูมองตามมือ​เขา หน้าของเธอซีดเผือด
" สงสัยเปิ้น​จะถูก​ใครแทงมา " เด็กชายตั้งข้อสังเกต
" ทำไงดีล่ะ กร "

เห็นคุณหนูทำหน้าเหมือนคิดอะไร​ไม่ออกเด็กชายก็เริ่มทำท่า​เป็นผู้ใหญ่ขึ้น​มาทันที ​เขาชอบนักละเวลา​ที่คุณหนูทำอะไร​ไม่ถูก ​ต้องขอ​ความช่วยเหลือจาก​เขาน่ะ ​เขากระโดดขึ้น​​ไปบนโขดหินก้อน​ที่อยู่​สูงขึ้น​​ไปแล้ว​ออกคำสั่ง​กับเธอว่า

"เรา​ต้องช่วยพา​เขาออก​ไปจากโขดหินนี่ก่อน คุณหนูยกหัว​เขาขึ้น​ จับตัว​เขาให้นั่งแล้ว​เราก็ช่วยกันพยุง​เขาคนละข้าง​ไป​ที่ชายฝั่ง " ​เขามองกลับ​ไป​ที่ชายฝั่ง​ซึ่งอยู่​ห่างออก​ไปไม่ไกลนัก
คุณหนูทำท่าถอดใจ " ไหวเหรอ ตัว​เขาใหญ่ขนาดนี้ ​ใคร​จะแบกไหวล่ะ "
" ไม่​ได้แบกนี่ เรา​จะพยุง​เขา​ไป ​ถ้าจำ​เป็นก็​ต้องลาก​เขา​ไป "
" มีหวังตายเสียก่อนถึงฝั่งละมัง " คุณหนูว่า "ดีไม่ดีแผลเกิดฉีกเลือดไหลหมดตัวล่ะ "

เด็กชายกรทำหน้าเบื่อหน่าย เฮอะ..ผู้หญิง กลัว​ไปเสียหมด ไม่ยักทำเก่งเหมือนเก่าเลย​ ​เขาย่อตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นหิน สอดแขนเข้า​ไปใต้ต้นคอของชายแปลกหน้า พยายามยกศีรษะของ​เขาขึ้น​ ในขณะ​ที่คุณหนูเข้าช่วยประคองร่างกาย​ส่วนบนของ​เขาให้ยืดตรง ​แต่ตัวของ​เขาก็อ่อนปวกเปียก ​เมื่อเด็กชายปล่อยมือศีรษะของ​เขาก็ซวนซบลงอิงอยู่​​กับบ่าของคุณหนู

" ลองยกขา​เขาดูซิ กร เผื่อ​เขา​จะพอยืน​ได้บ้าง เรา​จะ​ได้พยุง​เขาข้ามน้ำ​ไป​ได้ง่ายขึ้น​ "

คุณหนูสั่งขณะ​ที่โอบแขนของเธอ​ไปรอบเอวของชายผู้นั้น​​เพื่อรั้ง​เขาไว้ไม่ให้นอนลง​ไป ​เมื่อเด็กชายยกขาในกางเกงขายาวสีดำขาดกระรุ่งกระริ่งขึ้น​สูงให้พ้นจากน้ำ ก็พบว่าขาข้างขวาของ​เขาบวมเป่งเขียวช้ำ คน​ทั้งสองช่วยกันพยุง​เขาคนละข้าง ค่อยๆ​กระเถิบตัวจากโขดหินลง​ไปในน้ำอย่างทุลักทุเล น้ำหนักตัวของชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ ทำให้ร่างแบบบาง​ทั้งสอง​ที่พยุง​เขาไว้คนละข้างซวนเซ​ไปมา​ระหว่างการท่องน้ำ บางช่วงร่าง​ที่ช่วยตัวเองไม่​ได้ของ​เขาลื่นไถลหลุดลง​ไปกองอยู่​ในน้ำ ทำให้ผู้ช่วย​ทั้งสอง​ต้องตะลีตะลานช่วยกันดึงตัว​เขาให้ยืนขึ้น​มาอีก โชคดี​ที่แถวนั้น​มีโขดหินเล็กๆ​​ที่ช่วยปะทะกระแสน้ำ​เอาไว้​ได้บ้าง ทำให้ร่างของคน​ทั้งสามไม่ถูกกระแสน้ำพัดพา​ไป

แล้ว​ใน​ที่สุด หลังการลากจูงกัน​ไปในน้ำ​ที่เนิ่นนานใน​ความรู้สึกของเด็กชาย​และคุณหนู คน​ทั้งสามก็มาถึงชายฝั่ง กร​ซึ่งเหนื่อยจนหอบแฮ่กๆ​ปล่อยมือจากชายหนุ่ม ทำให้น้ำหนักตัวของ​เขาเท​ไป​ที่คุณหนูเต็ม​ที่ แล้ว​เลย​ล้มลง​ไปด้วยกันบนพื้นดินปนทราย คุณหนูผลักร่างของชายแปลกหน้า​ที่ทับอยู่​บนตัวเธอออก​ไป ผวาลุกขึ้น​นั่งส่งสายตาเขียวปัด​ไป​ที่เด็กชายแล้ว​แผดเสียงลั่นอย่างโกรธจัด

"เด็กบ้า! ปล่อย​เขา​ได้ยังไง ไม่มี​ความคิด ! "

เด็กชายกร ​ซึ่งขณะนั้น​กระโดดห่างออก​ไปจากระยะ​ที่เธอ​จะเอื้อมถึงแล้ว​ ค้อนขวับ​แต่ไม่กล้าเถียง ​เพราะรู้ฤทธิ์เดชของเธอดีว่ามือเรียวๆ​ขาวๆ​ของเธอนั้น​ คว้าหมับเข้า​ที่ตรงไหนตรงนั้น​ก็​จะเขียวปัดขึ้น​มาทันที หลังจากนั่งพักเหนื่อยกันชั่วครู่คน​ทั้งสองก็ทุลักทุเลช่วยกันกึ่งลากกึ่งพยุงพาร่างของชายหนุ่มขึ้น​​ไปบนรถจิ๊ป​ได้สำเร็จ ร่างของ​เขาถูกส่งเข้า​ไปนอนราบอยู่​บนเบาะรถด้านหลัง เด็กชายค้น​ได้ผ้าห่มเก่าๆ​ ​ที่ซุกอยู่​มุมหนึ่ง​ของรถแล้ว​โปะมันลง​ไปบนร่าง​ซึ่งเย็นเฉียบ​และซีดขาวยิ่งกว่าเก่า

​เขายังคงนอนนิ่งไม่ไหวติงเหมือนเดิมราว​กับว่าวิญญาณ​ได้หลุดลอยออกจากร่าง​ไปแล้ว​ คุณหนูเข้าประจำ​ที่คนขับ ในขณะ​ที่กรกระโดดลงจากด้านหลัง ​เพื่อเข้า​ไปนั่งคู่​กับเธอ​ที่ด้านหน้ารถเหมือนขามา ​แต่เธอสั่งว่า

"​ไปนั่ง​กับ​เขาข้างหลังโน่น ​เอาหัว​เขาหนุนตักแกไว้"

เด็กชายทำท่าว่า​จะปีนกลับขึ้น​​ไปบนรถตามคำสั่ง ​แต่แล้ว​ก็ชะงักกึกวิ่งกลับ​ไป​ที่ลำธาร คว้าถังพลาสติก​ที่หล่นอยู่​แถวนั้น​ จ้วงน้ำมา​ได้ครึ่งถังแล้ว​ห้อแน่บกลับมา​ที่รถ ปีนขึ้น​​ไปด้านหลัง ยกศรีษะของชายแปลกหน้าขึ้น​วางบนตักเล็กๆ​ของ​เขา ​ใช้สองมือประคองให้อยู่​​กับ​ที่ ​และก็​เป็นตอนนั้น​นั่นเอง​ที่​เขาสังเกตเห็นแผลเหวอะหวะอีกแผลหนึ่ง​ ใต้แนวผมใกล้กกหูของชายผู้นั้น​

" โอ๊ย ตรงหัวนี่ก็มีแผลด้วย ! " ​เขาโวยวายออกมา
" มีเลือดออกหรือเปล่า" คนขับหันมาถามอย่างละล้าละลัง
กรก้มลงมองบริเวณบาดแผล ​ซึ่งปากแผลมีเลือดแห้งๆ​เกรอะกรัง " มี​แต่เลือดแห้งๆ​ "
" ​เอาละ รีบกลับบ้านกันเถอะ เราคงทำ​ได้แค่นี้แหละ​ " คุณหนูเริ่มปลง
" คุณหนูฮะ นี่​ถ้าเราไม่มาตักน้ำ​ที่นี่ก็คงไม่มี​ใครเห็น​เขา ​เพราะ​ที่ตรงนี้ไม่ค่อยมี​ใครมา แล้ว​​เขาก็คง​ต้องตายแหงแก๋​เป็นผีเฝ้าลำธาร เรา​เป็นฮีโร่ของ​เขาใช่ไหมฮะ "

คุณหนูสะบัดหน้าพรืด​กับคำพูดเพ้อเจ้อของ​เขา เธอเริ่มโมโหตัวเอง​ที่หลงเชื่อคำกล่อมของกร จนถึง​กับยอมขับรถพา​เขามาถึงลำธารแห่งนี้ ​เพื่อหาน้ำบ้าบออะไร​ก็ไม่รู้​ไปเลี้ยงไก่ชนสองตัวของ​เขา ​โดย​เขาอ้างว่ามีผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านใกล้ๆ​บอกว่า​ถ้านำน้ำจากลำธารแห่งนี้​ไปอาบ​และให้ไก่กิน มัน​จะแข็งแรง​และต่อสู้​ได้เก่งขึ้น​ เธอเดือดดาล​ที่หลงเชื่อคำพูดของ​เขาจนพากันมาถึงนี่ จน​ต้องมาพบ​และช่วยเหลือชายแปลกหน้าผู้นี้อย่างลำบากยากเย็น

แล้ว​คุณหนูก็ออกรถอย่างกระแทกกระทั้นจนร่างสองร่าง​ที่อยู่​ด้านหลังเซกรูดๆ​ หน้าผากของกรกระแทกเข้า​กับเก้าอี้ข้างคนขับ ในขณะ​ที่ศรีษะของชายแปลกหน้าลื่นหลุดจากตักลง​ไป​ที่พื้นรถ เด็กชายรีบกุลีกุจอยกศรีษะของ​เขาให้ขึ้น​มาซบอยู่​บนตักอีกครั้งหนึ่ง​ เลือด​ที่แผลบนศรีษะเริ่มซึมออกมาอีก คง​เป็น​เพราะแรงกระแทก​เมื่อตะกี้ รถจิ๊ปเริ่มไต่เนินกลับขึ้น​​ไป​พร้อมๆ​​กับฝน​ที่หยุด​ไปนานแล้ว​เริ่มตกโปรยปรายลงมาอีกครั้งหนึ่ง​

อีกกว่าหนึ่ง​ชั่วโมง​ต่อมา หลังจากไต่ขึ้น​ๆ​ลงๆ​​ไปมาตามลาด​เขาเตี้ยๆ​วกวนจนมาถึงไหล่​เขาสุดท้าย​ที่ลาดชันยกสูงขึ้น​​ไปในอากาศ จิ๊ปสับปะรังเคคันนั้น​ก็เริ่มเลี้ยวเข้าทางแยกเล็กๆ​​ที่​เป็นดินสีแดงปนทราย บุกสวบสาบ​ไปตามทางแคบๆ​เลียบกำแพงคอนกรีตเก่าๆ​สูงทมึน​ที่คดเคี้ยว​ไปมาจนถึงประตูบานใหญ่​ทั้งกว้าง​และสูง ​ที่ทำจากท่อนซุงเรียงรายในแนวนอน ประตูบานนี้​ใช้​เป็นทางเข้าออกสำหรับผู้​ที่พักอาศัยอยู่​ในตึกใหญ่เท่านั้น​ ​ส่วนพวกคนงาน​และผู้​ที่มาติดต่อทำธุระ​กับโรงบ่มใบยา ไร่ยาสูบหรือเรื่อง​อื่นๆ​ มีทางเข้าออกต่างหาก​ซึ่งอยู่​ห่างออก​ไปอีกด้านหนึ่ง​ไม่เกี่ยวข้องกัน

คนขับบีบแตรรถสองสามที แล้ว​เพียงครู่เดียวประตูบานหนาหนักนั้น​ก็เปิดออก คุณหนูพารถแล่นเข้า​ไปตามถนนปูน​ที่นำ​ไปสู่ลานกว้างปูลาดด้วยหินก้อนแบนๆ​สีส้ม ​ที่สีสันของมันเริ่มจางลงจากสีส้มแสดเจิดจ้ามา​เป็นส้มอ่อนๆ​ปนเขียว จากตะไคร่​ที่เกาะติดอยู่​ห่างๆ​ตามรอยต่อของหิน ต่อจากลานหินกว้างใหญ่นี้มีบันไดหินกว้างยาวห้าขั้น​ที่นำ​ไปสู่ทางเดินปูด้วยหินชนิดเดียวกัน สองข้างทางเต็ม​ไปด้วยต้นไม้ใหญ่หนาทึบสูงเยี่ยมเทียมเมฆ มี​ทั้ง สัก เต็ง รัง ไทร ต้นตะแบก​ซึ่ง​กำลังออกดอกสีม่วงหวานพราวเต็มต้น ต้นคูณ​ที่ดอกสีเหลืองสดสว่างไสวของมัน ชูช่ออรชรห้อยย้อย​เป็นพวงลงมาเกือบระดิน ต้นกาสะลอง​ซึ่งมีเถาเล็บมือนางอาศัยเลื้อยพัน ออกดอกสีชมพูปนขาว​และแดงงดงามส่งกลิ่นหอมตระหลบ ต้นแคแสดดอกสีสดใสเจิดจ้าตัด​กับท้องฟ้า​ที่ยังมัวสลัว​เพราะเมฆฝน ต้นก้ามปูหรือจามจุรี​ที่เต็ม​ไปด้วยดอกสีชมพูอ่อนหวาน ตามคาคบของต้นไม้เหล่านี้มีกล้วยไม้ป่าสีต่างๆ​โผล่หน้าชูช่ออรชรออกมา บนพื้นดินริมทางเดินเต็ม​ไปด้วยดอกไม้ป่าหลากสี​และดอกหญ้า​ซึ่งขึ้น​แทรกอยู่​​เป็นกลุ่มๆ​

ทันที​ที่รถจอดสนิท​และคุณหนูกระโดดลงมา บริวารสี่ห้าคน​ที่ยืนเตร่อยู่​แถวนั้น​ก็วิ่งปราดเข้ามา " คุณหนู​ไปไหน​แต่เช้า​ครับ​ ท่านถามหาอยู่​ "

หนานคำ คนสนิทของบิดาเธอเข้ามายืนค้อมกายไต่ถาม ​เมื่อเห็นกรอยู่​ในรถด้วย​เขาก็ส่ายหน้าอย่างเอือมๆ​ " คุณกรพาคุณหนู​ไปไหน​แต่เช้า​ คนทางบ้านไม่มี​ใครรู้เรื่อง​เลย​ "
กร​ซึ่งยังประคองศรีษะของชายแปลกหน้าอยู่​ ทำปากยื่น "​ใครบอก คุณหนูให้เรา​ไป​เป็น​เพื่อนตังหาก "

คุณหนูไม่สนใจว่าเด็กชาย​จะแก้ตัว​กับหนานคำว่าอย่างไร ตอนนี้เธอร้อนใจ​ใคร่ปลดภาระ​ความรับผิดชอบต่อคนแปลกหน้า ​ที่เธอเสนอตัว​ไปช่วย​เขาออก​ไปเสียที เธอร้องสั่งหนานคำว่า "ช่วยพาคนเจ็บในรถขึ้น​​ไปบนบ้านก่อน คุณพ่อยังไม่​ได้ออก​ไปไหนใช่ไหม ฉัน​จะ​ไปเล่าให้ท่านฟังเอง "

คุณหนูก้าวผ่านบันไดหินห้าขั้น เดิน​ไปตามทางเดิน ​ซึ่งค่อยๆ​ยกระดับสูงขึ้น​​ไปเรื่อยๆ​เหมือนขั้นบันได สุดทางเดิน​เป็นตึกหลังใหญ่ ​ที่ครึ่งล่าง​เมื่อมองจากภายนอกก่อด้วยอิฐดินเผา​เป็นก้อนๆ​สีน้ำตาลอมเหลือง ​ส่วนครึ่งบน​เป็นไม้สักทองตีประกบ​เป็นแผ่นๆ​สูงขึ้น​​ไปจนถึงหน้าจั่ว หลังคาตึก​ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องโมเนียแผ่นหนาหนักสีน้ำตาลเข้ม หักมุมยักเยื้อง​ไปมาตามรูปทรงของตึกดูสลับซับซ้อน​แต่สวยงาม ตึกหลังนั้น​มีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่​บนเนินสูง รอบตัวบ้านเต็ม​ไปด้วยต้นไม้ดอกไม้นานาพันธ์ ก่อนถึงประตูเข้าบ้านมีระเบียงกว้างปูด้วยหินแกรนิตแผ่นใหญ่สีน้ำตาลอ่อน​เป็นมันวับ

หญิงสาวก้าวผ่านประตูหน้าบ้าน​ซึ่ง​เป็นบานไม้สักทองสิบสองบานแบบโบราณ ​ที่ขณะนี้เปิดกว้างอยู่​ ​โดย​ที่บานประตูข้างละหกบานถูกผลัก​ไปพับซ้อนกันไว้คนละข้าง เดินเข้า​ไปในห้องแรก​ซึ่ง​เป็นโถงกลางกว้างใหญ่ กรุทุกด้านด้วยแผ่นกระจกใส ม่านเนื้อหนักหนามันระยับสีครีมอ่อนเกือบขาว​ที่กรุอยู่​​โดยรอบขณะนี้รูดเปิดหมดทุกด้าน เครื่องตกแต่งทุกชิ้นในห้อง​เป็นแบบล้านนา​ทั้งหมด ​ทั้งชุดเก้าอี้ไม้สักทองสลักเสลาลวดลายวิจิตรพิศดาร​ที่ตั้งอยู่​กลางห้อง โต๊ะ ตู้ ตั่ง ขนาดใหญ่​ที่รายล้อมอยู่​รอบห้องก็ล้วนแล้ว​​แต่สวยขรึมอลังการ ฉากสามตอนขนาดใหญ่​ที่ตัวกรอบทำจากไม้สัก ตัวฉาก​แต่ละตอน​เป็นรูปวาดแบบศิลปะล้านนา ​ที่ลงรักปิดทองอย่างประณีตงดงาม มุมหนึ่ง​ของห้องมีแจกันรูปขวดใบสูงเท่าเอว มีดอกเอื้องช่อยาวๆ​หลากสีปักประดับอยู่​ นาฬิกาโบราณทรงสูงตั้งอยู่​อีกมุมหนึ่ง​ ส่งเสียงตึก ตึก ตึก ​เมื่อเข็มนาฬิกาค่อยๆ​เคลื่อน​ที่​ไป

คุณหนูเดินผ่านห้องโถงกลาง​ไปตามทางเดินแคบๆ​ ​ซึ่งสองข้างมีห้องหลายห้องเรียงรายอยู่​ เดิน​ไปจนสุดทางแล้ว​ลงบันไดเตี้ยๆ​​ไปยังทางเดิน​ที่ปูด้วยหินแผ่นใหญ่​ที่นำ​ไปสู่สนามหญ้า​ที่มีหญ้าสีเขียวขจี รอบสนามเต็ม​ไปด้วยไม้ดอกสีสดใสหลากสีหลายพันธ์ ​ที่มีมาก​ที่สุด​คือกุหลาบเลื้อยต้นอวบสูงออกดอกสะพรั่งเต็มต้น กุหลาบพันธ์พื้นเมือง​ที่ปลูก​เป็นกอสลับสี ออกดอกใหญ่ขนาดจานข้าวใบย่อมๆ​ ​เพราะอากาศ​ที่เย็นจัด​และการดูแลอย่างดี บิดาของเธอเคยเล่าให้ฟังว่ากุหลาบพันธ์ดีพวกนี้​เป็นกุหลาบเก่าแก่​ที่มารดาของเธอปลูกไว้ ​และ​เป็น​ที่​ที่บิดาของเธอ​จะมาชื่นชม​กับ​ความงามของมันทุกวัน​ถ้าอยู่​บ้าน กุหลาบทุกดอก​จะถูกตัดออกจากต้นต่อ​เมื่อมันเริ่มโรยราแล้ว​เท่านั้น​ คุณหนูพบบิดาของเธอ​กำลังยืน​เอามือไขว้หลัง พิจารณากุหลาบดอกหนึ่ง​บนเถากุหลาบเลื้อย

เจ้าของอาณาจักรเวียงพุกาม​ซึ่ง​เป็นบิดาของเธอ อยู่​ในชุดเสื้อม่อฮ่อมสีน้ำเงิน​และกางเกง​ที่มีลักษณะคล้ายกางเกงชาวเลสีเดียวกัน มีผ้าขาวม้าพาดอยู่​บนไหล่ ​เขาหันมามอง​เมื่อเธอเดินเข้า​ไปใกล้ ​เขา​เป็นชายร่างสูงใหญ่ในวัยหกสิบกลางๆ​ ผิวสองสีออก​ไปทางเหลือง กรามใหญ่ คิ้วดก​และตาคมเฉียบ​ที่มีลักษณะดุ​และทรงอำนาจ

"คุณท่านคะ​ คุณหนูมาแล้ว​ค่ะ​ " เธอรายงานตัว รู้ว่าตอนนี้​ต้องอ้อน​เขาบ้าง​เพราะมีเรื่อง​กวนใจมาให้แก้ ​และการอ้อน​ที่​จะทำให้​เขาอารมณ์ดี​ได้ ก็​คือการ​ใช้สรรพนามแบบนี้แหละ​

คุณดนัยเงยหน้าขึ้น​มองธิดา ​แม้​กำลังอยู่​ในอารมณ์ขุ่นมัว ​ที่เธอหายออก​ไปจากบ้านในยามเช้า​ตรู่​โดยไม่บอกไม่กล่าว​ใคร ​แต่​ความรักอย่างลึกซึ้งต่อเลือดเนื้อเชื้อไข​ที่เปรียบเสมือนแก้วตาดวงใจ ก็ยังแสดงออกมาจากสายตา​ที่เพ่งมองเธอ

" แล้ว​เช้า​นี้​ไปไหนมาล่ะ พ่อตื่นมาก็ไม่เจอลูกแล้ว​ ไอ้เจ้ากรมันคงมาชักชวนล่ะสิท่า ไม่ไหวแล้ว​ สงสัย​ต้องส่งมัน​ไปเข้าโรงเรียนประจำ ​ที่กรุงเทพฯเสียแล้ว​ละ "
" คุณหนู " หรือ ทิพย์สุรางค์เดินเข้า​ไปกอดแขนบิดา รั้ง​เขาให้เดิน​ไปนั่ง​ที่เก้าอี้สนามตัว​ที่อยู่​ใกล้​ที่สุด ​เมื่อนั่งลงด้วยกันเรียบร้อย​แล้ว​เธอก็บอก​เขาว่า " คุณหนูมีอะไร​​จะบอกค่ะ​ "

" อะไร​หรือ " ​เขาถามพลางมองธิดาอย่างพินิจพิจารณา แล้ว​ก็ขมวดคิ้ว "เดี๋ยวก่อน ทำไมเลอะเทอะยังงี้ล่ะ แล้ว​ไอ้เสื้อกางเกงชุดนี้น่ะ พ่อบอกให้ทิ้ง​ไปตั้งนานแล้ว​ไม่ใช่หรือ ทำไมยังใส่อยู่​​ได้ เดี๋ยวคง​ต้องเรียกนังบัวศรีมาชำระ​ความเสียแล้ว​ "

นังบัวศรีของคุณพ่อหรือแม่บัวศรีของเธอ เคย​เป็นต้นห้องคนสนิทของมารดาเธอ ​ได้รับมอบหมายจากคุณดนัยให้ดูแลเธอ มาตั้งแต่อายุสามขวบ หลังจาก​ที่มารดาเสียชีวิต แม่บัวศรีคนนี้แหละ​ ​ที่ทำให้คุณหนูเรียกบิดาว่า "คุณท่าน" ​และเรียกตัวเองว่า "คุณหนู" ​เพราะ​ได้ยินแม่บัวศรีเรียกบิดาของเธออย่างนั้น​​และเรียกเธอว่า "คุณหนู" เธอจึงเรียกตามมาตลอด​และกลาย​เป็นคุณหนูของคน​ทั้งในบ้าน​และคนงานทุกคน ในไร่​และโรงงาน ไม่เว้น​แม้​แต่เด็กชายกร ไม่ว่าเธอ​จะอายุสามขวบหรือยี่สิบสามขวบ เธอก็ยัง​เป็น "คุณหนู" อยู่​เหมือนเดิม

คุณหนูยิ้มหวานให้บิดา ยิ้มของเธอ​เป็นยิ้ม​ที่ทรงเสน่ห์ มันทำให้ดวงหน้า​ที่​กำลังมอมแมมอยู่​นั้น​สว่างกระจ่างใสขึ้น​มาทันที คุณดนัยเห็นแล้ว​ก็​ต้องกล้ำกลืน​ความกำสรด รอยยิ้มของทิพย์สุรางค์ถอดแบบมาจากมารดาของเธอไม่ผิดเพี้ยน ​เขารักเธอนักหนา ​แม้เธอ​จะจาก​ไปยี่สิบปีแล้ว​​เขาก็ไม่เคยคิด​ที่​จะหา​ใครมาแทน​ที่ ​ระหว่าง​เขา​กับเธอ มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน​ระหว่างกัน

"พ่อขา ฟังเรื่อง​​ที่ลูก​จะเล่าก่อนนะคะ​ เรื่อง​อื่น​เอาไว้ทีหลัง เช้า​นี้คุณหนู​กับนายกร​ไป​ที่ลำธารใกล้ๆ​​กับเวียงพุกามของเรานี่แหละ​ แล้ว​ก็​ไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง​ นอนหมดสติใกล้ตายอยู่​บนโขดหินกลางน้ำ ​เขาคงถูก​ใครทำร้ายมา เราก็เลย​ช่วยกันพา​เขามา​ที่นี่ ให้พ่อ​ได้มีโอกาสช่วยเหลือ​เขาไงคะ​ "

เรื่อง​อะไร​เธอ​จะบอก​ความจริงว่าไอ้ลำธาร​ที่ว่านั่นน่ะ อยู่​ห่างจากบ้านมากกว่าหนึ่ง​ชั่วโมง​โดยทางรถ ดวงตาดำใหญ่คมปลาบจ้องมอง​เขาอย่างพยายามคาดคะ​เนอารมณ์

" ก็พ่อเคยสอนลูกไม่ใช่หรือคะ​ ว่า​ต้องช่วยเหลือคน​ที่ประสบเหตุเพทภัย หรือช่วยตัวเองไม่​ได้ให้พ้นอันตรายเสียก่อน แล้ว​ค่อยมาวิเคราะห์หาเหตุผลทีหลัง ​เพราะชีวิตคนสำคัญ​ที่สุด "

บิดาของเธอพูดไม่ออก ​เพราะ​เป็น​ความจริง​ที่​เขาคอยพร่ำสอนเธอให้​เป็นคนดี มีจิตเมตตาต่อ​เพื่อนร่วมโลก
"แล้ว​ลูก​ไป​ที่ลำธารนั่นทำไมล่ะ" แล้ว​​เขาก็ลุกขึ้น​ยืน "​เอาละ เดี๋ยวพ่อ​จะ​ไปดูหน่อย​ ​ใครคงพา​เขาขึ้น​มาบนบ้านแล้ว​ละ ไม่​ต้องวุ่นวายเรื่อง​นี้แล้ว​ ปล่อยให้หนานคำ​เป็นคนจัดการ "

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3213 Article's Rate 44 votes
ชื่อเรื่อง เวลาที่หายไป --Series
ชื่อตอน เวลาที่หายไป - ตอนที่ 1 - เมื่อเราพบกัน --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ดอยสะเก็ด
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๕๒๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๘ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๑๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17261 ], [125.24.37.188]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๐๑ น.

อ่านผ่าน​​ไปแล้ว​​หนึ่ง​​รอบ ครบทุกประโยค​​และตัวอักษร ครับ​​ คุณดอยฯ
นี่คง​​เป็นนิยายรัก ของชายหนุ่มผู้พลัดหลง​​กับคุณหนู แน่ๆ​​เลย​​..ใช่ป่ะ?

ไม่ค่อยถนัดนิยายสักเท่าไหร่ ​​แต่ก็ชอบอ่าน
แค่เริ่มต้นยก..จึงยังไม่มีคำติ ขอดูชั้นเชิง​​ไปก่อนครับ​​

อ้อ!!! ขอ (อนุญาติ) เสริมนิดนึงนะครับ​​
เข้าใจว่า​​ที่เกิดเหตุพบชายหนุ่ม คง​​เป็นลำธาร คำว่า "ชายฝั่ง" เปลี่ยน​​เป็น "ริมฝั่ง" ท่า​​จะเข้าที

อีกคำหนึ่ง​​ นั่นก็​​คือ "โลหิืต" หาก​​จะ​​ใช้คำว่า "เลือด" อยู่​​แล้ว​​ ก็ไม่ควร​​ใช้คำว่า "โลหิต"

ตรงนี้...​​​​เป็นแค่​​ความรู้สึก​​ส่วนตัวนะครับ​​...​​คุณดอยไม่​​ต้องคิดมากนะ

​​จะตามอ่าน ให้ถึง​​ที่สุดครับ​​

อิติฯ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17262 ], [110.49.193.189]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๓๒ น.

ช้า ๆ​​ ไม่​​ต้องรีบร้อนนะครับ​​ ขัดเกลาให้เรี่ยมเสียก่อน

​​ที่นี่อบอุ่นแท้ เต็ม​​ไปด้วย​​กำลังใจ รับรองหายห่วง

คุณอิติ ลุงเปี๊ยก ลุงปิง คุณรจนา คุณพิลกริม ฯลฯ ประเดี๋ยวก็คงทยอยกันมาคับคั่ง

ขอท่านผู้เขียนใจเย็น ๆ​​ หน่อนละกัน ฮา ฮา

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17263 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๙.๔๗ น.

ขอต้อนรับดอยสะเก็ดด้วยคนค่ะ​​ ขออ่าน​​ไปหลาย ๆ​​ ตอนก่อนแล้ว​​ค่อยให้​​ความคิดเห็นนะคะ​​ ​​แต่ดูแล้ว​​ท่าทางคง​​จะสนุก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : wadee [C-17265 ], [113.53.191.194]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๒๖ น.

ขอบคุณมากๆ​​นะคะ​​สำหรับการต้อนรับ​​ที่อบอุ่น นิยายเรื่อง​​นี้​​เป็นเรื่อง​​แรก​​ที่ลองเขียนหลังจาก​​ที่​​ใช้เวลาให้หมด​​ไป​​กับอะไร​​ต่ออะไร​​เสียนาน เขียน​​ไปแล้ว​​ก็ไม่ค่อย​​จะมั่นใจสักเท่าไหร่ ​​ความคิดเห็นจากท่านผู้อ่านไม่ว่า​​จะติหรือชมถือว่า​​เป็น​​กำลังใจอย่างมากค่ะ​​ ​​เพราะอย่างน้อยก็แสดงว่ามีคนสนใจอ่านเรื่อง​​ของเรา ขอบคุณทุกท่านนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : wadee [C-17267 ], [113.53.191.194]
เมื่อวันที่ : ๒๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๐๒ น.

ลืมเกริ่น​​ไปค่ะว่า​​นิยายเรื่อง​​นี้​​เป็นนิยายแนวโรแมนติคดราม่า ​​เป็นเรื่อง​​รักสามเส้าของผู้ชายคนหนึ่ง​​​​ที่​​ต้องตัดสินใจ​​ระหว่างผู้หญิงสองคน​​ที่มีคุณสมบัติต่างๆ​​ทัดเทียมกัน ผู้หญิงคนหนึ่ง​​​​เป็นคนรัก​​ที่รักกันมานาน ​​ส่วนอีกคนหนึ่ง​​​​เป็นผู้​​ที่ช่วยชีวิต​​เขา​​เอาไว้ให้พ้นจาก​​ความตาย ​​เขา​​จะเลือก​​ใครในสองคนนี้ ​​ความถูก​​ต้องหรือ​​ความถุกใจ????????????

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : Rotjana Geneva [C-17312 ], [85.2.66.101]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ส.ค. ๒๕๕๓, ๐๓.๓๓ น.

อ้าว เพิ่งเห็นว่าคุณดอยสะเก็ด​​กับคุณวดี​​เป็นคนเดียวกัน ​​ต้องขอโทษด้วย​​ที่เขียนแซวเรื่อง​​ปล้ำนางเอก ​​เพราะคุณนกหัวขวานเธอ​​ไปเขียนแซวไว้ แล้ว​​รจนาก็​​ไปพลอยผสมว่า นกหัวขวาน​​เป็นคนเดียว​​กับดอยสะเก็ดคนเขียน (เริ่มแก่แล้ว​​ ขอโทษทีค่ะ​​)

ตอนนี้รจนาอ่าน​​ไปจนถึงตอนล่าสุดแล้ว​​ คิดว่าเขียนดีขึ้น​​เรื่อย ๆ​​ ว่า ตอนแรกยังเคอะ ๆ​​ เชิน ๆ​​ ในสำนวนอยู่​​ ​​แต่เห็นลักษณะการผูกเรื่อง​​แล้ว​​คิดว่ากระชับดีค่ะ​​ วางลำดับขั้นตอน​​ได้เหมาะสม อาจ​​ต้องเพิ่ม​​ความนวลเนียนในบุคลิกของตัวละครอีกสักหน่อย​​

คนเขียนคงมี​​ความรู้เรื่อง​​ไร่ยาสูบ​​และไร่ชาไม่น้อยทีเดียว รจนาชอบดื่มชา งั้นอ่าน​​ได้สนุก ​​ส่วนบุหรี่ไม่สูบ ​​แต่อ่าน​​เอา​​ความรู้ไว้ก็​​ได้ค่ะ​​

ให้​​กำลังใจนะคะ​​ เขียนดีแล้ว​​ค่ะ​​ เขียนต่อ​​ไปเถอด ไม่ช้าเรื่อง​​แบบนี้​​จะ​​ได้นำ​​ไปตีพิมพ์ค่ะ​​ ​​เพราะ​​เป็นแนวเรื่อง​​​​ที่คน​​ส่วนใหญ่​​จะชอบอ่าน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : pilgrim [C-17419 ], [202.29.89.1]
เมื่อวันที่ : ๒๗ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๕.๒๐ น.

คุณ wadee บรรยายเก่ง ค่ะ​​ เห็นภาพตาม​​ไปด้วย เพิ่ง​​จะมีเวลาว่างเข้ามาอ่านค่ะ​​ ว่า​​แต่​​พระเอกโดนแทงไม่สาหัสใช่ไหมคะ​​ ถึงยังไม่ตาย ​​เพราะดูแล้ว​​ การช่วยทุกลักทุเลมาก อีกอย่าง เคย​​ได้ยินมาว่า ​​ส่วนใหญ่คนโดนแทง มักเลือดไหลไม่หยุด จนเสียชีวิตค่ะ​​ อย่างไรก็ตาม นิยายนี้ท่าทางน่าสนุค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๘ : wadee [C-17422 ], [113.53.190.182]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ส.ค. ๒๕๕๓, ๑๔.๓๗ น.

ขอบคุณๆ​​ Pilgrim มากนะคะ​​สำหรับ​​ความคิดเห็น ​​เอา​​เป็นว่า​​พระเอกอยู่​​ในข่ายคน​​ส่วนน้อย​​ที่ไม่ตายก็แล้ว​​กันนะคะ​​ ฮิฮิ ไม่งั้นก็แย่สิคะ​​ ​​เพราะ​​พระเอกตายซะตั้งแต่เริ่มต้นเลย​​ หวังว่า​​จะติดตามอ่าน​​ไปเรื่อยๆ​​นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น