นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ศรัทธา #4
นายอิติฯ
...หลายๆ​วันเข้า พวกผม​ทั้งสองก็เริ่มชิน เริ่มคุ้นเคย ​และสนิทสนม​กับญาติโยมคนเฒ่าคนแก่ จำชื่อ​ได้ก็หลายคน เช่น "ยายโชย" แก่มากแล้ว​ผมสีขาว​ไป​ทั้งหัว ​จะเจอ​เป็นโ...

ตอน : กราบ

หลายๆ​วันเข้า พวกผม​ทั้งสองก็เริ่มชิน เริ่มคุ้นเคย ​และสนิทสนม​กับญาติโยมคนเฒ่าคนแก่ จำชื่อ​ได้ก็หลายคน เช่น "ยายโชย" แก่มากแล้ว​ผมสีขาว​ไป​ทั้งหัว ​จะเจอ​เป็นโยมคนแรก​ที่มารอตักบาตรก่อน​ใครเลย​​เมื่อออกบิณฑบาต "ตามี" อายุเจ็ดสิบเดินหลังตรงเป๊ะ ผอมกะหร่อง ​แต่ดูแข็งแรง "ยายน้อย" ​ใช้ไม้เท้าค้ำยันมาถวายจังหัน ​ที่วัดทุกวันไม่เคยขาด "ลุง​แม้น" มัคฑายกคนขยัน ปู่ย่าตายายลุงป้า​ที่นี่ ไม่เคยห่างวัดเลย​ ​ส่วนหนุ่มสาวก็มีบ้าง ​แต่พูดคุยไม่สนิทเหมือนผู้เฒ่าผู้แก่

อยู่​​ได้ประมาณเกือบๆ​เดือน ยายน้อยก็มีอัน​ต้องจาก​ไปด้วยโรคชรา ก่อนยังไม่บวชผม​จะไม่ค่อยใส่ใจ​กับพิธีการงานศพมากนัก จน​ได้มา​เป็น​พระถึง​ได้สัมผัสพิธีกรรม การไว้อาลัยให้​กับคนตายอย่างจริงจัง หลวงพ่อบอกว่า ​ความตายมัน​เป็นเรื่อง​ธรรมดา ​แต่การจัดพิธีศพ​ต้องตั้งใจทำ การตั้งศพ​ส่วนมากแล้ว​ให้ศีรษะผู้ตายหัน​ไปทางทิศตะวันตก ​เพราะถือ​เป็นทิศของคนตาย หรือหากมีเหตุจำ​เป็น ในการตั้งศพ สำหรับสวดอภิธรรม ก็อนุโลมให้หัน​ไปทางทิศอื่นๆ​​ได้ ​แต่อย่าให้ศพหันเท้า​ไปทาง​ที่นั่งของ​พระ

โลงไม้​จะติดลวดลายก็​ได้ตาม​แต่ญาติคนตาย​จะประสงค์ โยงสายสิญจน์จากศพ​ไปไว้​ที่พาน ​เมื่อเวลา​พระสวดท่าน​จะจับสายสิญจน์นี้ไว้ในมือตลอดเสมือน​เป็นการสวดอภิธรรมให้คนตายฟัง ​แต่​ความจริงแล้ว​คน​ที่​ได้ยินก็​คือญาติโยม​ที่ยังมีชีวิตอยู่​นี่ล่ะ​เป็นคนฟัง การตามไฟหน้าศพ สมัยก่อนชาวบ้าน​จะ ​ใช้น้ำมะพร้าวใส่กะลา หรือ​ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าด จุด​เพื่อให้เกิดแสงสว่าง เหตุ​ที่​ต้องทำเช่นนั้น​ก็​เพื่อให้มีแสงสว่าง ​เพราะ​เมื่อก่อนนี้ไม่มีไฟฟ้า​ใช้ หากปล่อยให้ศพอยู่​มืดๆ​ ​จะยิ่งดูน่ากลัว ​แม้ปัจจุบัน​จะมีไฟฟ้า​ใช้​สามารถเปิด​ได้สว่างไสวแล้ว​ ​แต่ก็ยังมีการตามไฟหน้าศพ​เป็นประเพณีนิยมกันอยู่​

การสวดศพตามธรรมเนียมนิยม นิมนต์​พระมาสวดเพียงสี่รูปเท่านั้น​ ​โดยการสวด​พระอภิธรรมสี่จบ ด้วยเหตุนี้จึงมีคติ​ความเชื่อ เกี่ยว​กับ​พระสี่รูป ​คือ ​ถ้าเห็น​พระสี่รูปเดินเข้าบ้านไหน ถือว่าบ้านนั้น​ มีคนตาย ​พระท่านมาสวดศพ ​แม้ไม่ใช่มาด้วยเหตุนั้น​ เช่นอาจ​ไปเยี่ยมญาติโยม ​แต่​ถ้า​พระ​ไป​พร้อมกันสี่รูป ถือกันว่า​เป็นลางร้าย ในบ้านนั้น​​จะ​ต้องมีคนตาย ​ซึ่งบางครั้งก็​เป็นการถือเคล็ดลางมากจนเกิน​ไป

​ส่วนการ​จะสวดศพกี่คืน แล้ว​​แต่​ความ​ต้องการของเจ้าภาพ บางทีเห็นว่าลูกหลานหรือญาติสนิทมิตรสหาย ​ที่เคยชอบพอ​กับคนตายอยู่​ไกล กว่า​จะเดินทางมาถึง​ต้อง​ใช้เวลา อาจมีการสวดศพหลายคืน ​เพื่อรอให้ญาติมิตรมา​พร้อมหน้ากัน ในขณะ​ที่ตั้งศพสวดบำเพ็ญกุศลนั้น​ ลูกหลานก็​จะจัดหาข้าวปลาอาหารใส่ถาด มาวางไว้ข้างโลง ​เพื่อ​เป็น การเซ่นสังเวยผู้ตาย ​เมื่อเวลายกมาวางให้เคาะโลงศพเบาๆ​สามครั้ง บอกให้ผู้ตายกินอาหาร ​เป็นปริศนาธรรม ให้เห็นว่า คนตายแล้ว​ไม่อาจฟื้น ​และไม่​สามารถ​จะ​เอาอะไร​ติดตัว​ไป​ได้ ​แม้​แต่ข้าวปลาอาหาร​ที่วางอยู่​ตรงหน้า ก็ไม่มีปัญญาลุกขึ้น​มากิน​ได้เลย​

การมางานศพ​เพื่อแสดง​ความเสียใจต่อเจ้าภาพ บางครั้ง​ต้องดูตามสถานการณ์ ​เพราะการพูดกระตุ้น ให้เจ้าภาพเกิด​ความเศร้าโศกขึ้น​มาอีกคงไม่เหมาะสมนัก บางทีเจ้าภาพยุ่งอยู่​​กับการต้อนรับแขก จนเกือบ​จะลืมเหตุการณ์​ที่สูญเสียคนรัก​ไป​ได้ชั่วคราวแล้ว​ ผู้​ไปเคารพศพ อาจ​จะแสดงด้วยอากัปกิริยา แทนคำพูดก็​ได้ การเคารพศพให้จุดธูปไหว้ศพเพียงดอกเดียวเท่านั้น​ บางแห่งลูกหลานของผู้ตาย​จะคอยจุดธูปส่งให้​กับแขก หาก​ต้องจุดธูปเอง ควร​ใช้ไม้ขีดหรือจุด​กับตะเกียง​ที่ตั้งไว้ต่างหาก อย่ายื่นธูป​ไปจุด​กับเทียน​ที่ตั้งไว้หน้าศพ ​เป็นการไม่เหมาะสม

ผมเห็นพิธีกรรมจากงานศพของยายน้อยแล้ว​ ก็ปลื้มใจ​กับยายน้อย​ที่ลูกหลานจัดงานออกมาอย่างดีถูก​ต้องครบตามประเพณี ​จะมีไม่สบายตานิดหน่อย​ก็ตอนเผานี่ล่ะ ​เพราะเชิงตะกอน​ที่​ใช้เผา กว่า​ที่​จะไหม้​เป็นเ​ถ้าถ่านมัน​ใช้เวลานานพอควร มันเปิดโล่ง ​จะเห็นทุกขั้นตอนของการเผาของศพ ​ต้องคอยควบคุมไม่ให้ศพ​ที่เผาหล่นกระเด็นออกนอกเชิงตะกอน ​แต่ทุกอย่างก็ผ่าน​ไป​ได้ด้วยดี สมัยก่อน​ที่เผากันกลางป่าช้า ดูทุลักทุเลมากกว่านี้เยอะ ​แต่​ถ้ามีเมรุก็น่า​จะดีไม่น้อย ​ซึ่งหลวงพ่อเองท่านก็​กำลังคิด​ที่​จะสร้างเมรุอยู่​เหมือนกัน

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ร่วมสามเดือนในร่มผ้าเหลือง ผม​สามารถปรับตัว ปรับวิถีชีวิตแบบ​พระ ​ได้ ดีขึ้น​​เป็นลำดับ โยมแม่เดินทางมาเยี่ยม ถามว่า "เบื่อไหม?" คำตอบก็​คือ "ไม่นะโยมแม่...​.​เพราะมีเรื่อง​ดีๆ​ใหม่ๆ​เกิดขึ้น​ ​เพื่อให้เรียนรู้ทุกวัน ถือว่า​เป็นประสบการณ์​ที่ดีทีมากทีเดียว" "โยมแม่ล่ะ สบายดีใช่ไหม?" "สบายดี" เห็นโยมแม่มี​ความสุขแล้ว​ ผมก็สุดแสน​ที่​จะปลื้มใจ ​ได้พูดคุย​กับท่าน บอกท่านว่า​ได้ทำอะไร​บ้างใน​แต่ละวัน ผมก็แจ้งท่าน​ไปตามจริง ทุกวันตื่นตีสี่ ทำวัตรเช้า​มืด หกโมงเช้า​ออก​ไปบิณฑบาตกลับถึงวัด ก็ก่อนแปดโมงเช้า​ แปดโมงครึ่งฉันอาหารเช้า​ ทำ​ความสะอาดเครื่องนุ่งห่ม ​และเครื่องอัฐบริขาร เสร็จก็กวาดลานวัดต่อ ห้าโมงเช้า​เตรียมฉันอาหารเพล ช่วงบ่าย​จะมีเวลาว่างก็ท่องหนังสือหรือไม่ก็พักผ่อน ตกเย็นก็ลงโบสถ์ทำวัตรเย็น ก่อนนอนก็เรียนนั่งสมาธิ กรรมฐาน เรียนนักธรรม​กับท่านหลวงพี่มหา​ไปด้วย ​เพราะ​จะมีสอบ​พระนวกะ ก่อนออกพรรษา ตลอดระยะเวลาสองเดือน

ผมก็บอกท่าน​ไปว่า​ได้ออกบิณฑบาต ทำวัตรเช้า​ - เย็น กวาดวิหาร ลานวัด ปริวาสกรรม ​เป็นการนั่งสมาธิ วิปัสสนากรรมฐาน โกนหัว โกนหนวด โกนเครา ทุกๆ​หนึ่ง​เดือน ศึกษา​พระธรรม ศึกษาสิกขาบท เชื่อฟังครูบาอาจารย์ พิจารณาปัจจัยสี่ อาทิ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ​ที่อยู่​อาศัย ยารักษาโรค ปลงอาบัติ ทุกวัน​พระใหญ่​ได้สวดปาติโมกข์ รับกิจนิมนต์บ่อยอยู่​เหมือนกัน แล้ว​​แต่ท่านหลวงพ่อ​จะพา​ไป ปัจจัย​ที่ญาติโยมให้มาก็ไม่เคยแกะดูเลย​ รู้​แต่ว่า​เป็นแบงก์สีแดงๆ​ กะว่า​จะแกะดูวันใกล้​จะสึกโน่นแหละ​ ตอนนี้จิตใจสงบดีมากๆ​ ยิ่งท่านแจ่มนะ รายโน้นนิ่งมาก ผีเผอไม่กลัวแล้ว​

เคยถามหลวงพ่อเหมือนกันว่า กลัวผีมั๊ยท่านก็บอกว่า "​เป็น​พระ​ถ้ากลัวผีแล้ว​โยม​จะพึ่ง​ใคร" ท่านก็ว่า "ผี มันก็คนมาก่อนนี่ละ นึกดูว่าเรา​เป็นผี เรา​จะมาหลอกคนไหมล่ะ ​ถ้ากลัวกันนัก ภาวนาเสร็จก็แผ่เมตตาให้​เขา​ไป" ตั้งแต่บวชมาร่วมสามเดือน มีญาติโยมคนเฒ่าคนแก่เสียชีวิต​ไปแล้ว​ถึงสามคน ​ได้เห็นพิธีกรรมหน้าเชิงตะกอนแบบเต็มๆ​ตา ถึงสามครั้งสามครา ก็เลย​เริ่มปลง เลิกกลัว​ได้บ้าง

วันนั้น​ผม​กับท่านแจ่ม นั่งคุย​กับโยมแม่ของ​แต่ละคนอย่างเต็มอิ่ม​และสุขใจ ก่อนแยกย้ายจากกัน ​จะเห็น​ได้ว่า​ความห่วงหาอาทรของผู้​เป็นแม่นั้น​ มีให้แก่ผู้​ที่​เป็นลูกอยู่​เสมอทุกเวลา วัด​ที่มาจำพรรษาอยู่​ก็นับว่าไกล​เป็นร้อยกิโลเมตร ​แต่ท่านก็ยัง​สามารถหอบสังขารเดินทางมาเยี่ยมเยือน​พระลูกชายถึง​ที่ อย่างไม่อาการ​ที่​จะแสดงออกว่าเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางเลย​ "ขอบุญกุศล​ที่ลูก​ได้บวชนี้ขอให้โยมแม่มีร่างกาย​ที่แข็งแรง สดชื่นทุกๆ​วัน สาธุ.."

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

สามวันหลังออกพรรษา ผมจำ​ต้องหาฤกษ์สึก​เพื่อ​ไปทำงาน ​เพราะ ​ส่วนท่านแจ่ม​แม้​จะติดใจในรส​พระธรรมอยู่​มาก ​แต่ก็​ต้องสึก ด้วยไม่มี​ใครรับหน้า​ที่อาชีพทำนาของพ่อแม่ต่อ ​เพราะท่านแจ่ม​เป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัว ​เมื่อขอฤกษ์จากหลวงพ่อท่าน​ได้แล้ว​ ผม​กับท่านแจ่ม​ได้ปลงอาบัติ​กับท่านพี่มหาท่านใหญ่ท่านเล็ก ​และก็ถือดอกไม้ธูปเทียน เดินเข่าเข้า​ไปหาหลวงพ่อ

​โดยมีหลวงพี่อีกสามรูปนั่งล้อมวงอยู่​ข้างๆ​ ผม​กับท่านแจ่มพาดผ้าสังฆาฏิเข้า​ไปนั่งหันหน้าตรง​พระพุทธรูปบน​ที่บูชา แล้ว​กราบเบญจางคประดิษฐ์ สามครั้ง นั่งประณมมือท่องนะโมสามจบ แล้ว​ว่าอดีตปัจเวกขณ์​ทั้งสี่บท ว่าจบแล้ว​กราบลงอีกสามหน ​และหันหน้ามาทางหลวงพ่อ ​เมื่อ​ได้เวลาฤกษ์พึงตั้งจิตอธิฐานกล่าวคำปฏิญาณ​ที่​จะลาสิกขา ผมรู้สึกตื้นตันใจ น้ำตาพาล​จะไหลออกมาอีกแล้ว​ บวชตั้งสามเดือน รับรู้รส​พระธรรมมาก็มาก ​แต่ทำไมตอนนี้ น้ำตายัง​ต้องมาเอ่อคลอเบ้าอีก

"สิกขัง ปัจจักขามิ คิหีติ มัง ธาเรถะ ข้าพเจ้าลาสิกขา ท่าน​ทั้งหลายจงจำข้าพเจ้าไว้ว่า​เป็นคฤหัสถ์" หลวงพ่อกระตุกดึงผ้าสังฆาฏิ ออกจากไหล่ ​พร้อม​กับกล่าวคำให้ศีล ผม​กับท่านแจ่มก็ว่าตามด้วยเสียงสั่นเครือ ​ซึ่งตอนนี้ก็ถือว่าผม​กับทิดแจ่ม​ได้​เป็นคฤหัสถ์​ไปแล้ว​​โดยสมบูรณ์ รับศีลรับพรเสร็จ เราก็กราบท่านอีกสามครั้ง เสร็จแล้ว​ท่านมักทายกก็ผลัดผ้าขาวให้ แล้ว​ก็นุ่งผ้า​เป็นคฤหัสถ์​โดยเต็มตัว

​ต่อมาในวันรุ่งขึ้น​หลังจาก​ที่ผม​กับทิดแจ่ม​ได้ลาสิกขา หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านก็เสียดาย อยากให้พวกผมบวชนานๆ​ ​แต่ท่านก็เข้าใจในภารกิจ​ต้องกลับ​ไปทำกัน พวกผมออกเดินตามบิณฑบาต ​เพื่อลาชาวบ้าน​ที่ให้ข้าวแดงแกงร้อนตักบาตรครั้งยัง​เป็น​พระ โยมผู้เฒ่าผู้แก่​ได้​แต่มองด้วยดวงตาเศร้าซึม ​เมื่อ​ได้เห็นพวกผมใส่ชุดขาวมาเดินร่ำลา

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตลอดหนึ่ง​พรรษาในการบวชของผม จึง​เป็นประสบการณ์​ที่เยี่ยมสุดยอดเลย​ทีเดียว ผม​ได้ฝึกตนเอง รู้จักอดกลั้น ช่วยลด ละ กิเลส ​และทำให้เข้าใจถึงสาเหตุของการผิดศีลผิดธรรมของ​พระ คน​ส่วนใหญ่มักคิดว่า​เมื่อ​เป็น​พระแล้ว​ ก็ถือว่า​เป็นผู้วิเศษควรค่าแก่การกราบไหว้ ​แต่จริงๆ​มันไม่ใช่

การเปลี่ยนคนในชั่วข้ามคืนนั้น​มัน​เป็น​ไป​ได้ยากยิ่ง ​ถ้าใจไม่​เอาด้วยแล้ว​ยิ่ง​ไปใหญ่ แค่บวชถูๆ​ไถๆ​ ให้ผ่านๆ​พ้น​ไป จบ หากคิดอย่างนี้แล้ว​ ผมว่า...​ก่อนบวช​ต้องปรับปรุง​ความคิดให้มากๆ​เลย​ทีเดียว ดังนั้น​มันจึงไม่แปลกเลย​​ที่ทุกวันนี้​จะเห็น​พระนอกกรอบเยอะแยะเกลื่อนประเทศ อบายมุข​และสิ่งยั่วยวนใจมีมากมาย​ ​ถ้าไม่มีศรัทธาจริงๆ​ มัก​จะหลงมัวเมากัน​ไปนักต่อนักแล้ว​ คงไม่​ต้องบอกนะว่าอบายมุขมีอะไร​บ้าง ​เพราะก็เห็นๆ​ กันอยู่​ว่าทุกวันนี้มีสิ่งจูงใจมากมาย​ ​แม้​พระเองก็เถอะ ก็อยากมีอยาก​ได้​กับ​เขาเหมือนกันนะ จึง​เป็นเรื่อง​​ที่ยาก​เอาการ หากบวชแล้ว​​จะยึดมั่นในศีลในธรรม​ได้ ยิ่ง​โดยเฉพาะ​กับคน​ที่ไม่​ได้มีใจอยากบวช​เป็นทุนเดิมอยู่​แล้ว​ อาจ​จะทำให้ศาสนามัวหมอง​ได้


ผมเองหากไม่ย้ายวัดก็คงไม่ต่างอะไร​​กับคนหนุ่มคึกคะนองทั่วๆ​​ไป ​ที่​ต้องบวชให้ผ่านๆ​​ไป ​โดยไม่​ได้อะไร​กลับออกมาซักนิดเลย​ สำหรับตัวผมนั้น​ ผมเข้าบวชด้วย "ศรัทธา" ​ที่ค่อนข้างมาก ​แต่ใหม่ๆ​ก็ยังรู้สึก​เป็นทุกข์อยู่​เหมือนกัน ​เพราะจากคน​ที่​เป็นฆราวาสทำการทำงานเ​ที่ยวกินเ​ที่ยวเล่นอยู่​ดีๆ​ เพียงชั่ววันเดียว ก็กลาย​เป็น​พระ​ไปซะแล้ว​ ​ต้องอยู่​ในศีลจำนวนสองร้อยยี่สิบเจ็ดข้อ มัน​เป็นเรื่อง​​ที่ยากมากๆ​เลย​ ไอ้นั่นก็ทำไม่​ได้ ไอ้นี่ก็ห้ามทำ กิริยา​ต้องสำรวม กินผลไม้ก็ห้ามกัด ห้ามกินของ​ที่ไม่​ได้ถวาย ห้ามจับเงิน ซองปัจจัย​ที่​ได้มา

ผมมานั่งแกะก็ก่อนสึกสามวัน ไม่แกะไม่แตะไม่​ได้ครับ​ ​เพราะ​ต้องให้มักฑายก​ไปหาซื้อเสื้อผ้ามาใส่ตอนสึก ​และยังมีข้อห้ามอื่นๆ​อีกมากมาย​ สิ่งเหล่านี้​เป็นแค่ศีลเล็กๆ​ อาบัติเล็กๆ​ ​แต่ก็ไม่ควรทำ ​เอาแค่ศีลห้าให้ผ่านก็ยากแล้ว​ล่ะ จึงอยาก​จะบอกว่า การบวชนั้น​ ​จะด้วยเหตุผลอะไร​ก็แล้ว​​แต่​ที่นำพาตัวเราให้เข้ามาครองไตรจีวร ​เมื่อเข้ามาแล้ว​ อยากให้ทุกคนมี "ศรัทธา" ​กับการบวชให้มากๆ​ แล้ว​การอยู่​ในร่มกาสาวพัตร์ของเรา ​จะเกิดคุณค่าต่อ​พระพุทธศาสนาอย่างนับอนันต์

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ผม​กับพี่ทิดแจ่มกราบลาหลวงพ่อหลวงพี่วัดหนองออก ก่อนค่อยๆ​เดินมองรอบๆ​วัดจนพ้นเลย​ประตูวัดออกมา แหงนมอง​เป็นครั้งสุดท้าย

"กลับมาคราวหน้า วัดคง​จะเปลี่ยนแปลง​ไปเยอะเลย​ ไม่รู้เหมือนกันว่า จาก​ไปแล้ว​​จะมีโอกาสกลับมาอีก​เมื่อไหร่"
"ไว้ว่างๆ​ค่อยกลับมาใหม่ ​ไปทิดสิงห์ รถมาแล้ว​ "
"สวัสดีครับ​พี่ทิด​ทั้งสอง สึกแล้ว​ซิน้อ"
"จ้าโยม"
"พี่ทิด เราสึกแล้ว​เด้อ"
"อือโทษทีนะ มันเคยตัวน่ะท่านสิงห์ เอ๊ย!! ทิดสิงห์"
"คราวนี้ขอยืนห้อยท้ายบ้างล่ะ ​ไป..ผม​กับพี่ทิดคนละข้าง"



"ศรัทธา" ของผม​และทิดแจ่ม​ที่มีต่อ​พระพุทธศาสนายังไม่หมด​และยังไม่จบลงง่ายๆ​ มี​แต่​จะเพิ่ม​และทวีคูณขึ้น​เรื่อยๆ​ ผมหวังว่า.. วันหนึ่ง​ ​เมื่อผมสร้างครอบครัวของตัวเองขึ้น​มา​ได้แล้ว​ ขอมีลูกชายสักคน​เอาไว้บวชก็คง​จะปลื้ม​และอิ่มบุญ​ได้ไม่น้อย

******************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3209 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง ศรัทธา --Series
ชื่อตอน กราบ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๐๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17232 ], [62.202.92.131]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๑.๔๙ น.

สาธุค่ะ​​

ดูเหมือน​​จะสี่ตอนจบหรือเปล่าคะ​​

เดี๋ยวขออ่านให้ละเอียดอีกที ​​ถ้ามีอะไร​​ ก็​​จะมาแสดง​​ความคิดเห็นเพิ่มเติมค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น