นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ศรัทธา #3
นายอิติฯ
..."อ้าว มาถึงกันแล้ว​รึ มา​พร้อม​กับสายฝนเลย​นะท่าน​ทั้งสอง ดีๆ​ มาจำพรรษาด้วยกันเสีย​ที่นี่ล่ะ วัด​จะ​ได้ไม่เหงา" "กราบสวัสดีครับ​ ท่านอาจารย์ ผม...

ตอน : สังโฆ



"อ้าว มาถึงกันแล้ว​รึ มา​พร้อม​กับสายฝนเลย​นะท่าน​ทั้งสอง ดีๆ​ มาจำพรรษาด้วยกันเสีย​ที่นี่ล่ะ วัด​จะ​ได้ไม่เหงา"
"กราบสวัสดีครับ​ ท่านอาจารย์ ผมชื่อกำพลครับ​ ชื่อเล่น ว่า แจ่ม ครับ​"
"กราบสวัสดีครับ​ ท่านหลวงตา ผมคำสิงห์ขอรับ เรียก สิงห์ สั้นๆ​ก็​ได้ครับ​"
"ท่านสิงห์ ทำไม​ไปเรียกท่านว่าหลวงตาล่ะ ท่านดูยังไม่แก่เลย​นะ"
"ไม่​เป็นไร ไม่​เป็นไร เรียกตามสะดวก​เถอะท่าน"

ผม​กับท่านแจ่มมาถึงวัดหนองออก ก็เวลาประมาณบ่ายสี่โมงเย็น​พอดี ​ที่นี่มีหลวงตา...​เรียกหลวงพ่อดีกว่านะ ​เพราะท่านก็ดูยังไม่ค่อยชราเท่าไหร่ อายุท่านห้าสิบเก้าเอง อีกปีเดียวก็เกษียณ หลวงพ่อท่าน​เป็นเจ้าอาวาสวัด มียศ​เป็น​พระครูแล้ว​ด้วย ท่านอยู่​ดูแลวัดนี้มา​ได้เกือบสิบปี ท่าทางกริยาวัตร ดูใจดียิ้มง่าย ท่านไม่ใช่คน​ที่เกิดบ้านนี้หรอก หลวงพ่อ​เป็นคนขอนแก่น ย้ายวัด​ไปเรื่อย สุดท้ายก็มาหยุด​ที่จอหอโคราชนี่เอง

ท่านก็ค่อยๆ​พัฒนาวัดของท่านมาเรื่อยๆ​ มีศาลาการเปรียญอยู่​หลังหนึ่ง​ มองฝ่าสายฝน​ไปก็พอดูออกว่ามีขนาด​ที่ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ ​ส่วนกุฏินั้น​หลังใหญ่พอดู สร้างด้วยไม้​ทั้งหลัง สภาพเก่าแล้ว​ล่ะ ​แต่ก็ยังดูมั่นคงแข็งแรง

เสียงสายฝน​ที่ตกลงมาอย่างหนัก กระแทกเข้า​กับหลังคาสังกะสีดังฉ่าฉ่า ​แม้​จะฟังเสียงดัง ผมก็ไม่เคยบ่นว่าหนวกหูเสียงของฝนตกเลย​ ผมว่ามัน​เป็นเสียง​ที่ทำให้มีชีวิตชีวาดีออก ฝั่งตะวันออกของกุฏิ มีห้องถูกสร้างแบ่งไว้​เป็นสองฝั่ง ตรงกลางปล่อยโล่งดูสะอาดตา ฝั่งขวามือมีห้าห้อง ด้านหลัง​เป็นห้องครัวมีถ้วยชามถาดหม้อ ใส่ไว้เต็มตู้ ​แต่ฝั่งซ้ายมือ​ที่อยู่​ติดบันไดทางขึ้น​กุฏิทำไมนับประตูแล้ว​กลับมีแค่สี่ห้องหว่า? อ๋อ...​.. ห้องของหลวงพ่อ​ได้รับสัมปทานกินพื้น​ที่ควบสองห้อง ทางฝั่งด้านทิศตะวันตก ก็ดูโล่งกว้างสะอาดตาอีกเหมือนกัน ทำ​เป็นสองระดับ มีโต๊ะหมู่บูชา​พร้อม​พระพุทธรูปองค์หน้าตักสองศอกเหลืองอร่าม ตอนขึ้น​กุฏิมาก่อน​ที่​จะมานั่งคุย​กับหลวงพ่อ ผม​กับท่านแจ่มก็​ได้เข้า​ไปกราบไหว้แล้ว​ หลวงพ่อบอกว่าตรงนั้น​ล่ะลานเสบียงของพวกเรา

เสียงฝนดังฉ่าฉ่าอย่างไม่มีทีท่าว่า​จะเบาลงเลย​ ผม​กับท่านแจ่ม​ได้รู้จัก​กับ​พระเจ้าถิ่น​ทั้งวัด ​ที่มีอยู่​​ทั้งหมดห้ารูป รูป​ที่หนึ่ง​​คือหลวงพ่อสายหรือ​พระครูสาย เจ้าถิ่นราย​ที่สอง หลวงพี่ชาติหรือท่านพี่มหาชาติ คงไม่​ต้องบรรยายนะครับว่า​เก๋าไม่เก๋า สามหลวงพี่ใหญ่รายนี้เพิ่งบวชใหม่เหมือนผม สี่หลวงพี่เล็กนี่ก็บวชใหม่เหมือนกัน หันซ้ายหันขวามองรูป​ที่สาม​กับรูป​ที่สี่ ซ้ายทีขวาที หัวโล้นเหมือนกัน คิ้วก็ไม่มี ​แต่เหมือนกันเด๊ะ อ้อ...​..​เป็น​พระฝาแฝดกันนี่เอง ​ต้องมีการเรียกผิดกันบ้างล่ะ รายสุดท้ายเณรอ๊อดบวชเณรมา​ได้สามปีแล้ว​ เห็นหลวงพ่อบอกว่าบวชนานก็จริง​แต่จำหนังสือไม่ค่อย​ได้เลย​ หลังจากแนะนำกันเสร็จสรรพ ก็​ได้เวลา​ไปเลือกเปิดห้องสูทกันต่อ ​ทั้งหมดมีเก้าห้อง ถูก​ใช้​ไปแล้ว​สี่ไม่​ต้อง​ไปนับรวม​กับห้องของหลวงพ่อหรอก ดังนั้น​ก็ยังเหลืออีกสี่

"เอ่อ พี่มหาครับ​ พี่มหา​จะไม่ช่วยชี้แนะน้องใหม่นิดๆ​หน่อย​ๆ​บ้างเหรอครับ​ ว่าห้องไหน บรรยากาศมันไม่น่าลงทุนมั่งน่ะ เณรอ๊อดก็​ได้ บวชมาสามปีแล้ว​นี่ บอกหน่อย​นะ ทำไมมันเหลือแค่สองห้องสุดท้าย​ทั้งสองฝั่งเลย​ ..เอ่อ"
"ไม่​ต้องเอ่อแล้ว​ท่านแจ่ม อย่าเรื่อง​มากซิเรามาอาศัยเค้านะ ผมรู้นะว่าท่าน​กำลังคิดอะไร​ กลัวไม่เข้าเรื่อง​น้อ จิงป่ะ ท่านเล็กท่านใหญ่ เอ่อ...​ว่า​แต่ ไม่มีอะไร​​จะแนะนำกันจริงๆ​เหรอจ๊ะ​"

การเลือกห้องนอนจริงๆ​แล้ว​ มันไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก เพียง​แต่ว่าผม​กับท่านแจ่มทำตัว​เป็นผู้มาใหม่​ที่ดีเท่านั้น​เอง สถาน​ที่​ที่เรายังไม่คุ้นเคย หาก​ได้รู้ประวัติของ​แต่ละห้องไว้บ้างก็ดีมิใช่รึ ​แต่​เมื่อไม่มีคำชี้แนะจากเจ้าถิ่น ผม​กับท่านแจ่มก็เดินสำรวจอยู่​พักหนึ่ง​ ผมก็เลือกห้อง​ที่อยู่​ฝั่งซ้ายมือ ห้อง​ที่สี่นี่เลย​ ติดเณรอ๊อด ​ส่วนห้องสุดท้าย ดูๆ​แล้ว​บรรยากาศไม่น่าลงทุนเท่าไหร่ ท่านแจ่มเลือกห้อง​ที่สี่ทางฝั่งขวาตรงข้าม​กับผม ​ซึ่งอยู่​ติด​กับท่านเล็ก ​โดยไม่เหลียวแลห้อง​ที่ห้าห้องสุดท้ายอีกเหมือนกัน ผมเปิดหน้าต่างแง้มมองผ่านสายฝนออก​ไป​เพราะอยาก​จะรู้ว่าข้างๆ​ห้อง​ที่ห้า​ทั้งสองฝั่งเนี่ยมัน​คืออะไร​

จากการมองฝ่าสายฝนออก​ไป เห็นเพิงหมาแหงนคล้ายโรงลิเก เลย​ห่างออก​ไปอีกหน่อย​ มันมัว มองไม่ชัด คล้ายๆ​แท่งปูนสี่เหลี่ยม ฝนมันตกหนักน่าดูจึงเลย​มองไม่ค่อยถนัด ถามเณรอ๊อดดู จึง​ได้รู้ว่า ถัดจากข้างกุฏินี้​ไป​เป็นเชิงตะกอนเผาศพนี่เอง ถึงว่าไม่มี​ใครอยากนอน​ที่ห้องท้ายสุด มัน​เป็นอย่างนี้นี่เอง เอ๊..หรือว่าผมคิดมาก​ไปเองหว่า?

คืนแรก​กับ​ที่ใหม่ ดี​ไปอย่าง​ที่นี่ไมมีพวกชอบขู่ชอบอำเหมือนวัดเก่า ​กับบางสิ่งบางอย่าง​ที่เราก็มองเห็น ถึงอยาก​จะให้เห็น ผมก็ไม่อยากเห็น ​เพื่อ​ความปลอดภัย​กับสถาน​ที่ใหม่ ผม​กับท่านแจ่มจึง​ต้องลง​ไปอาบน้ำ​พร้อมกัน​กับท่านใหญ่ท่านเล็ก ฝนก็ตกแถมกลัวอีกนิดหน่อย​ ไม่​ได้กลัวมาก ​แต่ก็อยากเซฟตี้เฟิร์สไว้ก่อนเท่านั้น​เอง การผิดแปลกสถาน​ที่ ​ใครว่ามันหลับยาก มัน​ใช้ไม่​ได้เลย​​กับผม ​เพราะหลังสวดมนต์ไหว้​พระเสร็จ ​เมื่อทิ้งหัวโล้นๆ​ลงนอน ​ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง บวก​กับเสียงของสายฝน​ที่เทกระหน่ำลงมาตั้งแต่ช่วงหัวค่ำ ทำให้ผมหลับเคลิ้มหลับอย่างง่ายดาย



นาฬิกาข้อมือของผม​ที่เก็บไว้ในย่าม ดังปี๊ดปี๊ดปี๊ดปลุกผมตื่นขึ้น​มาตีสี่ตรงเป๊ะ ฝนเงียบหาย​ไปตั้งแต่กลางดึก เช้า​ขึ้น​วันใหม่ เสียงกบเขียดดังแว่วจากทุ่งนา​ที่ติดอยู่​ใกล้ๆ​วัด หลวงพ่อหลวงพี่ก็ตื่นกันช่วงนี้ล่ะ ต่างพากันตรงดิ่งลงกุฏิ ห้องน้ำจำนวนหกห้อง ไม่​เป็นปัญหา ผลัดกันเข้าผลัดกันออก ​แต่ของหลวงพ่อ ท่าน​จะ​ใช้คนเดียว ​เพราะผมเห็นท่านมีกุญแจล้อคไว้ต่างหาก ตีห้า ก็ทำกิจกันเสร็จเรียบร้อย​ทุกรูป ทำวัตรเช้า​เสร็จก็ ออกบิณฑบาตต่อตอนหกโมงเช้า​ ​ระหว่าง​แต่งองค์ทรงเครื่องท่านหลวงพี่มหาบอกว่า​ถ้าฟ้าสว่างจนเห็นเส้นลายนิ้วมือ​เมื่อไหร่ ก็​ได้เวลาลั่นไกปล่อยสตาร์ทเริ่มออกบิณฑบาต​ได้เลย​

การออกบิณฑบาต ณ วัดใหม่วันแรก ผม​กับท่านแจ่ม​ไปสายเดียวกัน ​ซึ่งปกติก็มีอยู่​แค่สองสาย สายแรกนำ​โดยเจ้าอาวาส ตามด้วยท่านใหญ่ปิดท้ายด้วยเณรอ๊อด หลวงพ่อบอกว่าสายนี้ใกล้ อีกสายนำ​โดยหลวงพี่ชาติ มหาหนึ่ง​เดียวของวัด ตามด้วยท่านเล็ก ท่านแจ่ม แล้ว​ก็ผมปิดท้ายขบวน สายนี้​เป็นสายของกระทิงหนุ่ม​โดยแท้ พี่มหาตัวคล้ำล่ำบึ้กนำทีม แน่นอนว่าสายนี้​ต้องเดินไกลแน่นอน ตั้งหัวขบวน​ได้ พี่มหาก็นำทีมล่วงหน้าออกก่อนสายของหลวงพ่อ ​ที่ตอนนี้เห็นมี​แต่ลูกทีมมายืนรอ​โดยมีท่านใหญ่ยืนอย่างสงบ ​ส่วนเณร ก็​เอาเท้าเปล่าเขี่ยดินเล่น​ไปพลางๆ​ ​ส่วนหัวขบวนยังไม่เห็นลงมาจากกุฏิเลย​


ฝน​ที่ตก​เมื่อคืน เส้นทาง​ที่เดินจึงมีเปียกชื้นแฉะอยู่​บ้าง ​แต่หัวขบวนผู้ช่ำชองก็พาเดินหลบ​ไป​ได้ ฝนตกดินเปียก เวลาเดินเย็นเท้าดี หลวงพี่ชาติแนะนำผม​กับท่านแจ่ม ให้​กับบรรดาแฟนคลับขาประจำ​ที่รอตักบาตร ว่า​ทั้งสองรูป​จะมาจำพรรษา​ที่นี่ หยุดตรงไหน พี่มหาก็บอก​และแจ้งข่าวตรงนั้น​เลย​

คนเฒ่าคนแก่ พี่ป้าน้าอา รอตักบาตรไม่ขาดระยะ ​เป็นหมู่บ้าน​ที่ไม่ใหญ่ประมาณสองร้อยหลังคาเรือนเห็น​จะ​ได้ ท่านเล็กว่ามาอย่างนั้น​ ผมสัมผัส​ได้ถึง​ความแตกต่าง ​เมื่อเปรียบเทียบ​กับหมู่บ้านของผม ​ที่นี่ไม่มีเสียงสเตอริโอ​ที่เปิดกันลั่นตั้งแต่เช้า​มืดเหมือนบ้านผม อีกอย่าง​ที่นี่มีต้นไม้ใหญ่เหลือให้เห็นมากกว่าบ้านผม จัด​ได้ว่า ชาวบ้าน​ที่นี่ ​ใช้ชีวิตอย่างราบเรียบ ดูเงียบสงบดี พี่มหานำเดินบิณฑบาตอย่างช่ำชอง ตรงไหนไม่มีญาติโยมรอใส่บาตร หลวงพี่​จะเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น​ ​เมื่อเห็นมีแฟนคลับอยู่​ด้านหน้าแกก็​จะลด​ความเร็วลง เปลี่ยนมาย่างก้าวให้ดูสง่างาม ดังนั้น​ผู้เดินตามหลัง​ต้อง​ต้องดูฝีเท้าแกให้ดี

​พอดีเหลือบมอง​ไป​ที่โค้งตรงข้ามของถนน​ที่นั่งรถมา​เมื่อวาน ก็เห็นขบวนของหลวงพ่อ​กำลังวกกลับเข้า​ไปทางวัด ​เป็นการเดินแบบสบ๊ายสบาย.ย..ย่างก้าวดุจนายแบบ หายลับเข้าโค้ง​ไป ​ส่วนขบวนของผมยังเร่งเดินต่อ กลับมาถึงวัดประมาณเจ็ดโมงครึ่ง ​ได้ข้าวมาเกือบเต็มบาตร หลวงพี่ชาติบอกว่าก่อน​ที่พวกผม​จะมา บางวัน​ได้​ใช้ฝาบาตรกดอัดอยู่​เรื่อยๆ​ ​ส่วนหลวงพ่อมาถึงก่อนหน้านั้น​แล้ว​ เห็นนั่งยกซดเป่าแก้วฟู้ดๆ​ อยู่​​ที่เก้าอี้ยาวหน้าห้องท่านอย่างสบายใจ


​ที่นี่ฉันอาหารเช้า​ตอนเจ็ดโมงครึ่ง ด้วย​พระ​ที่มีน้อยรูป จึงมีสำรับ​แต่ละรูป ต่างจากวัดเดิม ​พระเณรเยอะ ก็ตกสองรูปต่อหนึ่ง​สำรับ ​โดยการหันหน้าเข้าหากัน ​แต่อย่างไรก็ตาม ท้าย​ที่สุดแล้ว​ ​กับข้าว​ที่ญาติโยมนำมาถวายก็ยังคงมีเหลือ เผื่อหมาเผื่อแมวอยู่​ดี ฉันเสร็จก็​จะมีญาติโยมมารับ​ไปกินต่อ มัคนายกยามหน้านานี้ ​จะนั่งอยู่​วัดนานๆ​ไม่ค่อย​ได้ ​เพราะ​ต้องลงนาเหมือนๆ​กัน​กับญาติโยมคนอื่นๆ​ ฤดูเข้าพรรษาจึงดูเงียบสงบมากสำหรับบางวัด​ที่ห่างไกล​ความเจริญ

เช้า​นี้หลวงพ่อบอกว่าญาติโยมมาวัดเยอะกว่าทุกวัน ก็คง​เป็น​เพราะว่าอยากมาเห็น​ความหล่อเหลาของ​พระใหม่​ที่เพิ่งย้ายมา​ทั้งสองรูปนั่นเอง เสร็จจากฉันเช้า​ ​พระ​ทั้งเจ็ดรูปก็ช่วยกันทำ​ความสะอาดกุฏิ หลวงพ่อท่านก็ทำเหมือนกัน ​แต่ก็แค่แป๊บเดียวเอง ​เพราะ​จะถูก​พระหนุ่มๆ​แย่งทำหมด จากนั้น​ก็ซักจีวร​ใครจีวรมันหรือหาก​ใครไม่ซัก ก็แยกย้ายลงกุฏิ บ้างก็​ไปกวาดลานวัด ทำ​ความสะอาดศาลาการเปรียญ โบสถ์ การทำ​ความสะอาดวัดวาให้น่าอยู่​ มันไม่มีเวลามากำหนดหรอก ว่า​ต้องทำตอนนี้ ห้ามทำตอนนี้ อีกอย่างก็ไม่​ต้องมี​ใครมาคอยบอกคอยสั่งว่า​ต้องทำ ​พระทุกรูปรู้ว่า​เมื่อ​เป็นสงฆ์แล้ว​​ต้องทำอะไร​

วัดหนองออกทำให้ผมภูมิใจ ​ที่ตัดสินใจไม่ผิด​ที่มาจำพรรษา​ที่นี่ หยิบโน่นจับนี่ เหนื่อยก็หยุด ปากก็ท่องบ่นบทสวดมนต์​ไปเรื่อย ตรงไหนจำไม่​ได้ก็ล้วงกระเป๋าอังสะ หยิบหนังสือสวดมนต์เล่มจิ๋วขึ้น​มาเปิดดู เพลิดเพลินจนเสียงกลองเพลดัง
"เอ้อ...​​ได้เวลาฉันอีกแล้ว​"


ฉันเพลเสร็จ ล้างถ้วยล้างชาม เก็บกวาดจนเรียบร้อย​ แดดเริ่มแรง​แต่ก็ไม่ร้อน คง​เป็น​เพราะฝนเพิ่งตก​ไป​เมื่อวาน อีกอย่างต้นไม้ใหญ่ภายในวัดก็มีหลายสิบต้น เลย​ชวนท่านแจ่มเดิน​ไปนั่งท่องบทสวดมนต์​ที่ริมสระน้ำ ​ซึ่งมีโต๊ะไม้ขนาดเท่าเตียงนอนวางไว้ไต้ร่มไม้ใหญ่ทุกต้น สระน้ำก็กว้างใหญ่เกือบเท่าสนามฟุตบอล

จริงๆ​แล้ว​ชั่วโมงนี้มัน​เป็นชั่วโมงแห่งการปลีกวิเวก​โดยแท้ สังเกต​ได้จากท่านเล็ก​กับท่านใหญ่ ​ที่​เป็นฝาแฝดกันแท้ๆ​ ยัง​ต้องแยกนั่งใต้ร่มไม้คนละต้นเลย​ ​แต่ ผม​กับท่านแจ่มขอเกาะกัน​ไปก่อน นั่งไต้ร่มไม้สักพักมันรู้สึกว่า​เย็นสบาย ตอนแรกว่า​จะท่องบทสวดมนต์ ท่านแจ่มกลับชวนเดินสำรวจบริเวณวัด เอ้อ..มันก็จริง ​ต้องสำรวจให้ทั่วว่าวัด​ที่เรา​ต้องอยู่​ตั้งสามเดือนเนี่ย สภาพ​โดยรวมแล้ว​​เป็นยังไงบ้าง เท่า​ที่ดู ​ที่นี่ยัง​เป็นวัด​ที่แทบไม่​ต้องพัฒนาเลย​ หลายอย่างๆ​ดูเก่าก็จริง ​แต่ยังดูคงทน ไม่ว่า​จะ​เป็นโบสถ์ ​ที่ออก​จะเก่า​ไปนิด​และเล็ก​ไปหน่อย​ ​แต่ดูแล้ว​ก็ยังน่าเลื่อมใส

เดินวนกลับ​ไปดูเชิงตะกอนเผาศพข้างโรงลิเกแบบชัดๆ​อีกที อืม.ม.ม...​.เหมือนเพิ่งถูกสร้าง​ได้ไม่นาน ​แต่ก็มีร่องรอยการ​ใช้งานให้เห็นอยู่​ ตอนนี้กลับรู้สึกเฉยๆ​ ​เมื่อยืนพินิจพิเคราะห์ ​ที่เผาศพของวัด ​เมื่อก่อน​ที่วัดบ้านเกิดของผมก็​ใช้แบบนี้ ก่อนเปลี่ยนมาสร้าง​เป็นเมรุ ​เป็นอันว่าหลังบ่ายวันนั้น​เดินสำรวจบริเวณวัดอย่างเดียวจน​เมื่อยขา จึงวกกลับมานั่ง​ที่ริมสระน้ำดังเดิม เปิดหนังสือสวดมนต์เล่มเหลือง​ที่หยิบติดมือมา อ่าน​ได้สักพัก ฝนก็เริ่มตั้งเค้า ขึ้น​อีก

"เอ้า..ตกเลย​ตกเลย​ ตกมากตกน้อยก็ตก​ไป อย่าปล่อยให้ฝนแล้งล่ะท่านพิรุณ"

หลวงพ่อพาทำวัตรเย็นเวลาห้าโมงครึ่ง หลังตีระฆังแล้ว​ ก็เริ่มด้วยการนั่งสมาธิก่อนครึ่งชั่วโมง หลังจากนั้น​เวลาหกโมงเริ่มสวด การทำวัตรเย็น​เป็นสิ่ง​ที่ดีมากๆ​ ​ได้สวดมนต์หลายบท ทำให้จิตใจสงบ สบายกาย สบายใจดีทีเดียว สามวัน​ต่อมาท่านเจ้าอาวาสก็นำ​พระลูกวัด​ทั้งหมดลงอุโบสถ สวดมนต์บทอธิษฐานเข้าพรรษาสามรอบ ​และสวดซ้ำอีกสามรอบ หลังจากนั้น​​เป็นอันเสร็จพิธี นับตั้งแต่วันนี้​เป็นต้น​ไป ​พระภิกษุ​จะออกนอกวัด ​ไปนอนค้างอ้างแรม​ที่อื่นไม่​ได้​เป็นอันขาด

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3208 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง ศรัทธา --Series
ชื่อตอน สังโฆ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๘๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น