นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ศรัทธา #2
นายอิติฯ
...ขอกล่าวถึงเครื่องแบบของ​พระสักนิดหนึ่ง​​เพราะดู​จะ​เป็นปัญหาสำหรับ​พระบวชใหม่แทบทุกรูปอยู่​เหมือนกัน จากการ​ที่คุ้นเคย​กับการใส่กางเกงถึงสองตัวจ...

ตอน : ธัมโม



ขอกล่าวถึงเครื่องแบบของ​พระสักนิดหนึ่ง​​เพราะดู​จะ​เป็นปัญหาสำหรับ​พระบวชใหม่แทบทุกรูปอยู่​เหมือนกัน จากการ​ที่คุ้นเคย​กับการใส่กางเกงถึงสองตัวจนเคยชิน วันแรกของการหันมานุ่งสบง ห่มจีวร มันไม่ใช่เรื่อง​​ที่​จะทำ​ได้ง่ายๆ​ ​และคล่องตัวนักสำหรับ​พระบวชใหม่อย่างผม

ตอน​ที่ทำพิธีบวช​จะมี​พระพี่เลี้ยง​แต่งองค์ทรงเครื่องให้ มันเลย​ไม่ยุ่งยากสักเท่าไหร่ ​แต่หลังออกมาจากโบสถ์แล้ว​เรา​ต้องพึ่งพาตัวเอง ​จะให้​พระพี่เลี้ยงมานั่งเฝ้าเครื่องนุ่งห่มของเราเพียงอย่างเดียวคงไม่​ได้ ดังนั้น​ การ​แต่งตัวของ​พระสงฆ์มือใหม่ควรระมัดระวัง​และฝึกซ้อมให้ดีๆ​ ​เพราะ​ความใหม่บวก​กับชั่วโมงบิน​ที่ยังต่ำ​เอามากๆ​ ​ต้องระวังการนุ่งสบงให้มั่นใจ​และมั่นคง หากเลินเล่อต่อการนุ่งสบงแล้ว​ล่ะก็ มีโอกาสช่วงล่างหนาวสั่น​เป็นแน่

ต่อให้ผูกรัดสายประคดอย่างแน่นหนาก็เถอะ ​เพราะผมเคยเห็นท่านแจ่มสบงหลุดกอง​กับพื้นมาแล้ว​ตอนออกบิณฑบาต ผ้าสบงนี่นุ่งง่ายก็จริง แค่ผูกประคด​ที่เอวให้แน่นไม่ให้หลุด​เป็น​ใช้​ได้ ​แต่​ถ้าหากเกิดการหลุดล่ะก็ มัน​จะอุจาดตามากทีเดียวเชียวแหละ​ ปกติแล้ว​เครื่องนุ่งสบงเค้า​จะมีสายประคดมาให้​พร้อมสรรพ ​แต่​ถ้าเกิดทำหายหรือลืมหาไม่เจอ ​เมื่อถึงเวลา​ต้อง​ใช้ หากไม่มีอะไร​รัดเอวจริงๆ​แล้ว​ก็ ​เอาเชือกฟางหรือเศษผ้าอะไร​มาทำ​เป็นเชือกสักเส้นก็​ได้ แล้ว​ก็​เอามาผูกรัดมัดคาดเอว​เอาไว้

อย่าทำ​เป็นอวดเก่งทำ​เป็นเท่นุ่งเหน็บเข้าพุงแบบนุ่งผ้าขาวม้า​เป็นอันขาด ​เพราะ ผ้าสบงน่ะน้ำหนักมันเบามาก หากมีลมพัดแรงๆ​ล่ะก็ คง​ได้วิ่งแก้ผ้าตามเก็บสบงให้วุ่นกันทั่ววัด รู้ถึงไหน อายถึงนั่นจริงๆ​ นะ กางเกงในน่ะหรือไม่​ต้องพูดถึงเลย​ ไม่มีให้นุ่ง​เขาไม่ให้สวมใส่อยู่​แล้ว​ ​ความรู้สึกเย็นๆ​โล่งๆ​นี่ล่ะ​ที่ทำให้​ต้องเดินเหินด้วย​ความไม่มั่นใจอยู่​ระยะหนึ่ง​

พูดถึงเรื่อง​ของกางเกงในของ​พระ ​ที่​เป็นปัญหาว่า นุ่ง​ได้หรือนุ่งไม่​ได้ ผมว่าไม่​ต้องขวานขวย​ไปหาคำตอบกันหรอก หาก​พระภิกษุสามเณร​จะเปลี่ยนธรรมเนียมหันมาสวมใส่กางเกงใน มันก็คงดูไม่ค่อยเหมาะ​เอามากๆ​ อีก​ทั้งกางเกงในก็​เป็นกางเกงชนิดหนึ่ง​ ​เมื่อบวช​เป็น​พระแล้ว​ ก็ไม่มี​ความจำ​เป็นอันใด จารีตธรรมเนียมเคยนุ่งห่มกันมาอย่างไร​แต่เดิม ก็ควรยึดธรรมเนียมปฏิบัตินั้น​ให้เคร่งครัด​เป็นพอ

​เอา​เป็นว่าจารีต​ที่ดีงาม ​ที่ทำ​เป็นวัตรปฏิบัติกันมา​แต่ช้านาน​เขาก็ไม่เคยใส่กัน คนรุ่นหลังก็ควรยึดถือปฏิบัติสืบๆ​ต่อๆ​กัน​ไป อย่า​เอามา​เป็นปัญหาถกเถียงกันให้ปวดหัวโล้นเลย​น้อ ควรหลีกเลี่ยงการโต้แย้งเรื่อง​กางเกงในของเพศบรรพชิต​ไปเสียดีกว่า เวลา​จะลุก​จะนั่งก็ให้สำรวมกัน​เอาเอง ระมัดระวังการลุกนั่งนิดหนึ่ง​

​เพราะ​พระเณรหากนั่งแล้ว​สบงมันตกก็คงไม่เท่าไหร่ นึกภาพแล้ว​ก็คงแค่ขำขำ ​และคงอดหัวเราะไม่​ได้ ​แต่​ถ้าวันใดเหตุการณ์สบงตกนี้เกิด​กับหลวงปู่หลวงตาบ้างล่ะ โอย.ย.ย...​ผมไม่อยาก​จะนึกถึงภาพนั้น​เลย​จริงๆ​ ​ส่วนผ้าอังสะสวมง่าย คล้ายเสื้อกั๊ก ​แต่เปิดไหล่ขวา ​ใช้นุ่งข้างในเวลาอยู่​​กับวัดไม่​ได้ออก​ไปไหน ชิ้นนี้ไม่​เป็นปัญหา

ยังมีผ้าอีกผืน​ที่สำคัญมากเช่นกัน ​ซึ่ง​เป็นผ้าสี่เหลี่ยมค่อนข้างผืนใหญ่ ​จะหนา​จะบางก็ตาม​แต่​จะเลือก ​แต่ก็ไม่ควรบางเกิน​ไป ผืนนี้ล่ะ​เป็นปัญหาอีกเช่นกัน เวลา​ใช้ห่มคลุม​แต่ละทีเวลาออกนอกวัด กว่า​จะทำ​ได้ให้ดูเข้าที​ต้อง​ใช้เวลาพอควร การห่มผ้าจีวร แรกๆ​ติดขัดน่าดู ห่มออกมา เหมือนห่อซะมากกว่าด้วย​ความ​ที่​เป็นผ้าผืนใหญ่​ที่สุด อีก​ทั้งยังดูรุ่มร่าม การนุ่งห่มก็​ต้องให้​พอดีตัว

ผมยืนดูท่านหลวงตาหลวงพี่​ที่ชั่วโมงบินสูงห่มจีวรกัน " ฮึ้ย!! สบ๊าย แค่นี้เด็กๆ​" วิธีการก็ไม่มีอะไร​ซับซ้อนมาก แค่​เอามาห่มๆ​พันๆ​รอบตัวไว้ ม้วนทบปลายเข้าหากันชูขึ้น​ให้สุดแขน แล้ว​ก็หมุนๆ​ให้​เป็นเกลียวสามเหลี่ยม แล้ว​​เอาปมผ้า​ที่ม้วน​ได้ จับสวิงเหวี่ยงขึ้น​ไพล่พาดไหล่ซ้าย อย่า​เอา​ไปพลาดไหล่ขวาเชียวนะ มันผิด ยืนมองดูขาเก๋าๆ​อย่างหลวงตาหลวงพี่ทำแล้ว​ มันช่าง​เป็นอะไร​​ที่ดูหมูๆ​ ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก

​แต่...​..พอถึงเวลา​ต้องทำเองมันกลับไม่ง่ายอย่าง​ที่เห็น
"เฮ้ย...​.. ทำไมผ้ามันม้วนยากจริงโว้ย!! ปลายผ้าก็สูงสุดแขนแล้ว​นี่หว่า?"
หมุนๆ​จน​จะเหมือนเต้นบัลเล่ย์อยู่​แล้ว​ กว่า​จะเสร็จ​ได้ก็กินเวลา​ไปหลายนาที เสร็จก็หนีบปมเข้ารักแร้ซ้าย ก้มมองตัวเอง
" หวาย.ย.ย.ย."
ชายจีวรกองลากพื้นยัง​กับชุด​แต่งงานของเจ้าสาว สุดท้ายก็​ต้องพึ่ง​พระรุ่นพี่สอนสั่งอยู่​หลายครั้งหลายครา กว่า​จะออกมา​ได้ดูเข้าที จีวร​คือผ้า​ที่​ต้อง​แต่ง​ต้องห่มทุกๆ​วัน วันละหลายครั้ง เช่น เวลาทำวัตรเช้า​ ตอนออกเดินบิณฑบาต ตอนฉันอาหารเช้า​ อาหารเพล ​และตอนทำวัตรเย็น การ​แต่งก็มีอยู่​ด้วยกันสองแบบ​คือ ​ถ้าพิธีการอยู่​ในเขตวัด ​จะ​เป็นการห่มจีวรแบบเฉียง ​คือเปิดไหล่ขวา ​แต่​ถ้าออกนอกวัด อย่างบิณฑบาตตอนเช้า​ ​จะ​เป็นการห่มแบบปิดไหล่​ทั้งสองข้าง ใหม่ๆ​นี่ยาก​เอาการ ​แต่พอสักพักก็​จะเริ่มคล่อง​ไปเอง


​ที่กล่าวๆ​มารวม​ทั้งหมด ตาม​พระวินัยแล้ว​ ไม่ว่า​จะ​เป็นเครื่องนุ่งห่ม ย่าม กลด ​และเครื่องอัฐบริขารอื่นๆ​ ​พระสงฆ์ไม่ควรทิ้งสิ่งของ​ที่​เป็นของ​ใช้​ส่วนตัวเหล่านี้ ให้อยู่​พ้นสายตา ไม่​ได้หมาย​ความว่าให้ระมัดระวังไม่ให้​ใครมาขโมย​เอา​ไปขาย ​แต่ให้ดูแลรักษาให้สะอาดอยู่​ตลอดเวลานั่นเอง อีกอย่าง ​ถ้าหากปล่อยให้อยู่​ห่างจากตัวเกินหนึ่ง​วันหนึ่ง​คืน ก็​จะถือว่า​พระภิกษุรูปนั้น​​ต้องติดอาบัติ ​เพราะ​พระธรรมวินัยอนุญาตให้สงฆ์อยู่​​โดยปราศจากผ้าไตร ​ได้หนึ่ง​วัน​กับหนึ่ง​คืน

​คือเผื่อซักเผื่อตากนั่นเอง ​แต่​โดย​ส่วนใหญ่ทางวัดมักจัดผ้าไว้ให้อย่างละผืน ​จะมีก็​แต่​จะมีสบง ​ที่​ต้องมีไว้ให้สองผืนสองแบบ ​คือแบบเย็บ​เป็นตาช่อง ​ซึ่งผ้า​จะหนากว่า ​เอาไว้นุ่งเวลาออก​ไปนอกวัด ​ส่วนอีกแบบ​จะ​เป็นผ้าเรียบๆ​ ชั้นเดียว ผืนนี้ไว้นุ่งอาบน้ำหรือ​ใช้นุ่งอยู่​ภายในวัด ผ้าจีวร​ส่วนใหญ่ ​จะทำด้วยผ้าฝ้าย หรือผ้าโทเร เห็นผืนเบ้อเร่อแบบนั้น​​จะแห้งง่ายมากๆ​ ถึงไม่มีแดด ขอแค่มีลมโกรกตลอด ตากไว้ซักครู่ใหญ่ๆ​ก็แห้งสนิทแล้ว​ล่ะ ดังนั้น​จึงไม่สมควร​ที่​จะมีข้ออ้างว่า
"ซักตากอยู่​ ยังไม่แห้งขอรับอาจารย์"
เหตุผลนี้ของจำเลย​ จึงฟังไม่ขึ้น​ ยกเว้นเสียว่าจำเลย​ดันบ้า​ไปซัก​เอาตอนฝนตก​ทั้งวัน ​ซึ่ง​ถ้าทำแบบนั้น​จริงๆ​ คงไม่ใช่แค่บ้าหรอก โคตรบ้าเลย​ล่ะ ​เพื่อไม่ให้ผิด​พระธรรมวินัย ก็ควรนำ​เอาสังฆาฏิเครื่องอัฐบริขาร ​กับจีวร ​เอาเข้ามาเก็บรวมกันไว้ในห้องนอน​ไปเลย​ ​จะ​ได้ใกล้ตัวใกล้มือหยิบจับ​ใช้สอย​ได้ง่าย


๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐


"ท่านสิงห์ ผู้​โดยสารลงกัน​ไปหมดแล้ว​นะ หลับจริงหรือเล่นล่ะ เห็นนั่งหลับตาซะนานเชียว ง่วงล่ะซิท่า"
"เปล่าหรอก ผมแค่นั่งพักสายตาเฉยๆ​ แล้ว​ก็นึกอะไร​​ไปเรื่อยเปื่อย"
" ฝนตั้งเค้า มืดครึ้มมาเชียว"
"​ไปกลัวอะไร​กัน​กับอีแค่ฝนตกล่ะ เราน่ะลูกชาวนาเต็มขั้นนะท่าน อีกอย่างร่มเราก็มี"
"ก็แค่ไม่อยากเปียกน่ะท่าน จีวรก็มีอยู่​แค่ชุดเดียวเอง ​จะทันถึงวัดไหมเนี่ยเรา"
"ถึงก็รู้เองแหละ​ ก็โยมโชเฟอร์บอกว่ารถ​จะวิ่งผ่านถึงหน้าประตูวัดเลย​นี่ โน่นท่านแจ่มดูโน่นดีกว่า ดูชาวบ้าน​ที่​กำลังปักดำข้าวกล้าอยู่​กลางทุ่งโน่น ในขณะ​ที่เรามัวมานั่งกังวลกลัวเปียกฝน ​แต่ชาวบ้านน่ะคงเร่งให้ตกเร็วๆ​ ​และ​ต้องดีใจสุดๆ​​ที่ฝนตกไม่ขาดระยะ กลัวรึ...​...​ผมว่าพวก​เขาก็คงกลัวเหมือนกัน ​แต่​เป็นการกลัวว่า เมฆ​ที่ตั้งเค้ามา​แต่ไกล ​จะหอบฝนลอยผ่าน​ไป"
"อืม.ม.ม...​มันก็จริงของท่าน มะ งั้นก็ตกมาเลย​ ตกมาเยอะๆ​ ถือว่าตก​เอาฤกษ์​เอาชัยต้อนรับ​พระน้องใหม่อย่างพวกเราก็แล้ว​กันน้อท่านสิงห์ ตกเลย​ ตกเลย​ สาธุ สาธุ"

ทันที​ที่คำสาธุของหลวงพี่แจ่มจบลง ลมฝนเย็นๆ​ ก็พัดโชยเข้ามาในรถกระทบ​กับหนังศีรษะโล้นๆ​ของผม มันทำให้รู้สึกเย็นวาบ​ไป​ทั้งหัวเลย​ทีเดียว โสตประสาทเส้นสมองเริ่มตื่นตัวอีกครั้ง ไม่กี่นาทีข้างหน้าสายฝนคง​ได้เทกระหน่ำลงมา​เป็นแน่ อีกสามวัน ก็​จะถึงวันเข้าพรรษา ผม​และท่านแจ่มจึงหวังมาจำพรรษา​ที่วัดแห่งนี้ ตามคำแนะนำของโยมแม่ ว่าวัดหนองออก มี​พระไม่กี่รูป แถมยัง​เป็นวัด​ที่เงียบสงบอยู่​พอควรจึงเดินทางมาตามคำชี้แนะ เพียง​เพื่อหวัง​ที่​จะหาสถาน​ที่ ​ที่สงบๆ​เงียบๆ​ศึกษา​พระธรรมอย่างจริงจัง ลำพังผมแล้ว​มี​ความตั้งใจก็ประมาณเจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ ​แต่ท่านแจ่ม เท่า​ที่สังเกตดูตั้งแต่เริ่มบวชมาสี่ห้าวัน ดูท่าน​จะมี​ความมุ่งมั่น​เอามากๆ​​กับการบวชครั้งนี้ เกินร้อยเปอร์เซ็นต์ชัวร์ๆ​

ท่านแจ่ม​กับผมบวชกัน​ที่วัดในหมู่บ้านเกิด ​ซึ่งค่อนข้าง​จะ​เป็นบ้านนอก​ที่ทันสมัยอยู่​สักหน่อย​ ​แต่ยังไงๆ​ก็​คือบ้านนอกคอกนาอยู่​ดี งานนี้ไม่มีการฟุ่มเฟือย​เอาแค่พอหอมปากหอมคอ ​ใช้เงินงบประมาณลงทุนในการบวช​ไป ก็แค่สองหมื่นกว่าๆ​นิดหน่อย​ สองบ้านจัด​พร้อมกัน มีพ่อแม่​และก็ญาติ ๆ​ เท่านั้น​เอง ​พระสงฆ์สิบรูป ​พระอุปัชฌาย์หนึ่ง​รูป

โกนหัวตอนเช้า​มืดเลย​ ญาติพี่น้องต่างคนต่างรอหนีบรอตัดผมลงใบบัว เรื่อง​เหล้ายาปลาปิ้งก็มีบ้าง ไม่มีต่อว่ากันอยู่​แล้ว​ คนแรก​ที่​จะหนีบ​จะ​เป็น​ใคร​ไปไม่​ได้นอกจากพ่อแม่ จากนั้น​ก็​เป็นคนเฒ่าคนแก่ญาติพี่น้อง ​ส่วน​เพื่อนๆ​ขี้เมาให้พวกมันปิดท้ายขบวน เสร็จสรรพก็​ได้เรียก ขวัญนาคประมาณสิบโมงเช้า​ บ่ายโมงแห่นาคเข้าโบสถ์

​ส่วนบทสวดคำขอบวชนั้น​ หาก​ใครเคยบวชแล้ว​ก็​จะทราบว่าไม่สั้นนัก ​ต้องตั้งใจ​และจดจำให้แม่น ​และ​ถ้าหาก​ใครจำบทสวดไม่​ได้ หาก​ไปเจอ​พระอุปัชฌาย์​ที่ค่อนข้างเคร่งครัดหน่อย​ รับรองว่าไม่​ได้บวชแน่แท้ ​แต่ผม​กับท่านแจ่มเจออุปัชฌาย์​ที่ใจดี นิกายธรรมยุติ​จะเคร่งกว่ามหานิกายมาก แค่ท่องคำขอบวชผิดก็​ต้องท่องใหม่ ตอน​ที่ซ้อมน่ะ..ชิวชิว ​แต่พอถึงเวลา​เอาจริง ​กับเหตุการณ์จริง

​ทั้งท่านเจ้าอาวาส ​ทั้งหลวงพี่นับสิบรูป นั่งขนาบสองข้างอยู่​ต่อหน้าเรา ใจก็เริ่มสั่น ​ที่ว่าซ้อมไว้แบบชัวร์ หมดกันเลย​ ท่องผิดจนทำ​เอา​พระคู่สวดถึง​กับชะงักอึกอัก ​แต่​พระอุปัชฌาย์บอกว่าตั้งสติให้ดีๆ​ ใจเย็นๆ​ หัน​ไปมองหน้าโยมแม่ ​ที่นั่งมอง​และยิ้ม สีหน้ามี​ความสุขมาก ๆ​ ยิ่งตอน​ที่ท่านถือพานเครื่องไตรเดินนำหน้าผมก่อนเข้าโบสถ์ท่านก็ถือแทบ​จะไม่ไหว ​แต่ก็พยายามถืออย่างมั่นคงไม่มีเอียงไม่มีเซ ท่องบทขอสวดใหม่อีกที


คราวนี้ช้าก็จริง​แต่ชัวร์ครับ​ บ่ายสามกว่าๆ​ก็สำเร็จ ห่มเหลือง​เป็น​พระ​โดยสมบูรณ์ มีคนแนะนำมาว่า ​ถ้าอยาก​ได้อะไร​กลับ​ไปบ้างหลังลาสิกขา​ไปแล้ว​ ให้บวชสายธรรมยุติ ​เอา​ที่เน้นๆ​​การปฏิบัติ สายนี้​จะดีมากๆ​ ​แต่​ทั้งนี้​ทั้งนั้น​ก็ขึ้น​อยู่​​กับเป้าหมายของผู้​ที่เรา​ต้องการจากการบวช​เป็น​ที่ตั้ง ​ถ้า​จะบวชตามประเพณีบวช​ที่ไหนยังไงก็​ได้ หาก​ถ้าอยากให้เข้าใจถึงแก่น​พระพุทธศาสนาจริงๆ​ก็ให้เน้นสายธรรมยุติ​ที่มีครูบาอาจารย์ดีๆ​​เป็นผู้สอนสั่ง ยิ่ง​ถ้า​เป็น​พระอริยะ​ได้​จะยิ่งดี ข้อวัตรปฏิบัติก็คล้ายทั่วๆ​​ไป ตื่นตีสี่ทำวัตรเช้า​ เสร็จก็ออกเดินรับบิณฑบาต ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ ท่องบทสวดมนต์ไหว้​พระต่างๆ​ ทำ​ความสะอาดวัด รดน้ำต้นไม้ ให้อาหารหมาแมว ​ถ้ามีกิจนิมนต์ก็ออก​ไปบริการศรัทธาตาม​ที่​เขานิมนต์มา ตกเย็นก็ทำวัตรเย็น อ่านหนังสือธรรมะ เข้านอนก็ประมาณสี่ห้าทุ่ม วันๆ​หนึ่ง​ก็มีอยู่​เท่านี้ล่ะ

​แต่ผมว่าผู้​ที่​จะบวช​ได้ตลอดลอดฝั่งนั้น​ หนึ่ง​อย่างล่ะ​ที่​ต้องมี นั่น​คือ ​ความเต็มใจ ​ความ​พร้อมของจิตใจ ​ซึ่งจำ​ต้องมี​และสั่งสมอัธยาศัยในการ​ที่​จะบวช​เป็นทุนเดิมให้มากๆ​ ​เพราะไม่ใช่ว่าทุกคน​ที่มีแค่ศรัทธา​จะบวชแล้ว​​จะสมควรบวชทุกคน​ไป บางคนบวช​ได้เพียงชั่วคราว ก็สึกออก​ไป​โดยไม่​ได้อะไร​เลย​ ให้เราลองสังเกตตัวเราเองว่ามีตั้งใจแค่ไหน ในการถือศีลห้าหรือศีลแปด ​และเราทำ​ได้ด้วย​ความยากลำบากนักหนาหรือว่าปฏิบัติ​เป็นปกติ เพียงแค่นี้ก็พอ​จะทราบ​ได้แล้ว​ว่าเรามี​พร้อมในการบวชแค่ไหน

การ​จะบวชเข้าพรรษานั้น​ ​ต้องคิดให้ดีเสียก่อนว่าเรา​จะอยู่​​ได้ครบ​ทั้งสามเดือน ​ทั้งกาย​และใจหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ากายอยู่​ครบ ​แต่ใจนั้น​..มัน​ไปเสียตั้งแต่เดือนแรกของการเข้าพรรษาแล้ว​ เฝ้าคอยนั่งนับนอนนับปฏิทินว่ายังเหลืออีกกี่วันวะ!! จึง​จะออกพรรษา ​จะ​ได้ผ่านพ้น​ความทุกข์ทรมานนี้​ไปเสียที เราไม่น่าตัดสินใจบวชเข้าพรรษาเลย​ ผู้ใหญ่ไม่น่ามาบีบบังคับเราให้บวชเข้าพรรษาเลย​ มันทรมานเสียจริง ๆ​ ​ถ้า​เป็นเสียอย่างนี้แล้ว​แทน​ที่​จะ​ได้บุญกุศล ผมว่ามันกลับ​จะ​เป็นการสร้างบาปในใจมากกว่า

คนไทย​ที่นับถือพุทธศาสนา ​ส่วนมากถือว่า สถาบันทาง​พระพุทธศาสนานั้น​ ​เป็นสถาบัน​ที่สูงยิ่ง ในสมัยพุทธกาลนั้น​ ลูกผู้ชายทุกคน ​ที่มีศรัทธา​จะเข้ามาบวช มิใช่​จะบวชกัน​ได้ง่ายๆ​นะ กว่า​จะบวช​ได้​แต่ละครั้ง ​แต่ละคน​ต้อง ผจญต่อเครื่องกีดขวางมากมาย​หลายชั้น ​เพราะคนในสมัยนั้น​ ยังไม่นิยมให้ลูกบวช คนในสมัยนั้น​ถือว่า ​ถ้ามีลูกชายแล้ว​ ผู้​เป็นพ่อแม่​จะ​ต้องให้อยู่​ครองเรือน​เพื่อสืบวงศ์ตระกูลต่อ​ไป ยิ่งบางคน​เป็นเศรษฐีมีลูกชายเพียงคนเดียว ก็ยิ่ง​จะหวงแหนกีดกันมากยิ่งขึ้น​ คน​ที่ออกบวชในสมัยโน้น​ได้ ​แต่ละครั้ง จึง​ต้องฝ่าฟันต่ออุปสรรค ​และการตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยวจริง ๆ​ จึง​จะออกบวช​ได้

​เพราะการออกบวชของลูกชาย​แต่ละคนนั้น​ ผู้​ที่​เป็นมารดาบิดาญาติพี่น้องภรรยา ​ต้องร้องไห้กันน้ำตาอาบแก้มด้วย​ความเสียดายในการจาก​ไป ​เมื่อ​เป็นเช่นนั้น​แล้ว​ มันทำให้เราเห็น​ได้ชัดว่า การออกบวชในสมัยโน้นไม่ใช่บวชกัน​ได้ง่าย ๆ​ ​ต้องมีศรัทธาอย่างมั่นคงจริงๆ​จึง​จะมีโอกาส​ได้บวช ​ซึ่งต่างจากในสมัยปัจจุบันนี้มากนัก นึกอยากบวชข้าก็​จะบวช นึกอยาก​จะสึกข้าก็สึก เบื่อโลกข้าก็กลับเข้ามาบวชใหม่อีกที บวชๆ​สึกๆ​เดินเข้าเดินออกยัง​กับวัด​เป็นเซ็นเตอร์พ้อยท์

มีผู้​เป็นพ่อแม่บางคน​ที่มีลูกชายแล้ว​ ​เมื่ออายุถึงคราว​ต้อง​ได้บวช ​แต่ลูกชายก็ยังไม่​ได้บวช สังเกตดู​จะพบว่า ท่านพ่อแม่เหล่านั้น​ ​จะไม่ค่อยสบายใจ บางคนต่อให้มีลูกชายประพฤติตนดี ไม่ทอดทิ้งพ่อแม่ หาเงินหาทอง​ได้แล้ว​ก็ส่งเสียเลี้ยงดู มิให้อดอยาก สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่​สามารถทำให้ ผู้​เป็นแม่เกิด​ความปีติจนกระทั่งน้ำตาไหล​ได้ ครั้นพอพ่อแม่​ได้บวชลูกชาย เท่านั้น​ล่ะ ท่านก็​จะดีใจเกิดปลาบปลื้มดีใจสุขใจจนกระทั่งน้ำตาไหล ​เมื่อ​ได้เห็นลูกชาย​ได้ครองจีวรห่มผ้าเหลือง อัน​เป็นธงชัยของ​พระอรหันต์ พ่อแม่ทุกคน​จะเกิด​ความสุขใจอย่างสุดซึ้งทีเดียว

"ถึงแล้ว​ครับ​หลวงพี่ นี่ล่ะวัดหนองออก"
"​ไปท่านสิงห์ รีบขนสัมภาระลงเลย​ ฝนลงเม็ดแล้ว​"
"นี่ค่ารถจ้ะ​โยม"
"ไม่​เป็นไรครับ​หลวงพี่"
"รับ​ไปเถอะโยม มัน​เป็นอาชีพเรานะ"
"ไม่​เป็นไรครับ​ ผมอยาก​จะขอทำบุญด้วยน่ะครับ​"
"งั้นก็ โอเค เจริญพรนะโยม"

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3207 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง ศรัทธา --Series
ชื่อตอน ธัมโม --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : นาม อิสรา [C-17224 ], [110.49.193.226]
เมื่อวันที่ : ๒๐ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๐๘ น.

ปี ๒๕๒๐ ผมบวชเรียนจำพรรษาในวัดหนึ่ง​​พรรษา สบง จีวร อังสะ ​​เมื่อตอนใหม่ ๆ​​ ดูมัน​​จะวุ่นวาย​​ไปเสียจริง ๆ​​ ครับ​​ เนื้อผ้ายังไม่เคยผ่านการซัก ดูมันแข็ง ๆ​​ ​​เพราะคราบน้ำแป้ง(ผ้าธรรมดา) เวลาเดิน​​ต้อง​​เอามือคอยขยุ้มไว้ กลัวลมเปิด ​​แต่พอนาน ๆ​​ ​​ไป เราซักบ่อยเข้ามันก็อ่อนนุ่ม นุ่งห่มสบาย ​​และอุ่นดีด้วย ผ้าจีวรบาง ๆ​​ เวลาห่มนอนกลางคืนมันให้​​ความอบอุ่นอย่างไม่น่าเชื่อ

คุณเล่า​​ได้ดีครับ​​คุณอิติ ​​แต่พักนี้ผมเพลิน​​กับเรื่อง​​สั้นในช่อการะเกด ๕๓ ​​ที่เพิ่งซื้อมา เลย​​ไม่​​ได้เข้ามาอ่าน​​เป็นรายแรก ๆ​​ ​​แต่ถึงอย่างไรก็ติดตามอ่านครับ​​ มีอะไร​​สะดุดก็บอกกล่าวกัน

​​แต่วันนี้ยังไม่​​ได้ลงลึกถึงขั้นนั้น​​ ก็อย่าง​​ที่บอก​​กำลังเพลิน​​กับหนังสือเล่มใหม่ ​​และงานประจำก็ไม่อนุญาตให้ผมเพลิน​​ไป​​กับตัวหนังสือ​​ได้มากนัก

ขอให้มี​​ความสุข​​กับการอ่านการเขียนนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น