นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #12
พลอยพนม
...ภายในป่าโปร่ง บรรยากาศร่มรื่น ​ได้ยินเสียงค่างร้อง "จิ๊กครอก ๆ​" อยู่​ข้างหน้า ไม่ไกล ไอ้พริ้งตั้งท่า​จะย่องเข้า​ไปยิง ​แต่ตาปัญญาว่าอย่าเพิ่ง ​เพราะยังเช้า​...

ตอน : ฝีมือพรานพริ้ง

ตลอดเส้นทาง​ที่ช้างป่าโขลงนั้น​เคลื่อนทัพผ่าน มูลกลม ๆ​ ขนาดลูกมะพร้าวอ่อน ​คือของฝาก​ที่มันถ่ายทิ้งไว้ให้เราดูต่างหน้า มูลช้างบางกองนอก​จะมีกิ่งก้านต้นไผ่กิ่งเล็ก ๆ​ ​ที่ย่อยไม่หมด​จะหลงเหลือไว้ให้เห็น บางกองก็ยังมีเม็ดเหรียงเม็ดดำ ๆ​ ขนาดกระดุมเสื้อเต็มพรืด​ไปหมด ตาปัญญาบอกว่า ​ถ้า​เป็นมูลแห้ง ก็โกยใส่กระสอบ​เอา​ไปล้างน้ำแล้ว​เก็บ​เอาเฉพาะเม็ดเหรียง​ไปเพาะทราย ​เอาหน่อของมันมากิน​กับน้ำพริก หรือ​เอามาแกงคั่ว​ได้เลย​ ​เพราะ​เมื่อช้างกินฝักเหรียง​ซึ่งอ่อนนิ่มเข้า​ไป ​ส่วน​ที่​เป็นฝักก็​จะย่อยสลายหมด เหลือ​แต่เม็ดดำ ๆ​ ​ที่​เป็นของแข็ง เช่นเดียว​กับเมล็ดน้อยหน่า​ที่เราเผลอกลืนเข้า​ไป พอถึงตอนขับถ่าย เมล็ดน้อยหน่าก็​จะถูกขับออกมาในลักษณะเดิม ๆ​ ไม่บุบสลาย ​เพราะระบบย่อยอาหารไม่อาจย่อยสลายพวกสสาร​ที่​เป็นของแข็งเช่นนั้น​​ได้

เรา​ใช้เวลาเดินฝ่าทุ่งอันแห้งผากกันราว ๆ​ ครึ่งชั่วโมง ก็ผ่านเข้าสู่ดงไม้ในป่าโปร่ง เห็นร่องรอยการหักกิ่งไม้บอกทิศทางของตาปัญญา​ที่หักไว้​เมื่อคืน​เป็นแห่ง ๆ​ บริเวณนี้​เป็นพื้น​ที่​ที่ช้างโขลงนั้น​ไม่​ได้เยี่ยมกรายเข้ามา จึงไม่ปรากฏมูลใหม่ ๆ​ ของพวกมัน นอกจากมูลเก่า ๆ​ ​ที่หลงเหลืออยู่​ประปราย ​แต่ละมูลมีพวกเห็ดสีขาว ๆ​ ขึ้น​อยู่​เต็ม​ไปหมด เรียกกันว่า"เห็ดขี้ช้าง" นำมาบี้ให้เละทาแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย​ได้ชะงัด บางคนนำ​ไปตากแห้งเก็บไว้ ​แต่อย่าเผลอ​ไปรับประทานเข้า ​เพราะ​จะทำให้เมายิ่งกว่าเห็ดขี้ควาย ​ที่พวกฝรั่งนิยมเสพกันในงานฟูลมูนปาร์ตี้​ที่เกาะพงัน

ภายในป่าโปร่งบรรยากาศร่มรื่น ​ได้ยินเสียงค่างร้อง "จิ๊กครอก ๆ​ " อยู่​ข้างหน้าไม่ไกล ไอ้พริ้งตั้งท่า​จะย่องเข้า​ไปยิง ​แต่ตาปัญญาว่าอย่าเพิ่ง ​เพราะยังเช้า​ ป่า​ที่​จะ​ไปตีผึ้งก็ยังอีกไกล ขืนแบกค่าง​ไปจากนี่ก็​เป็นภาระเปล่า ๆ​

"​ไปหา​เอาข้างหน้าดีกว่า "

"พูดยังกะล่ามไว้แล้ว​" ไอ้พริ้งย้อนแก "​ถ้า​ไปแถวโน้นไม่มีสัตว์ให้ยิง แล้ว​สักประเดี๋ยวมื้อเ​ที่ยง เรา​จะกินข้าว​กับอะไร​"

"ผักหญ้าก็กิน ๆ​ เข้า​ไปเถอะ" ตาปัญญาพูดแล้ว​หัวเราะ " ผักเขลียง ผักกูด ผักหวาน เยอะแยะ​ไปหมด กินยอดผักยอดไม้​เป็นลิง​เป็นค่างสักวัน​จะ​เป็นอะไร​​ไป"

"เชิญตัวกิน​ไปคนเดียวเถอะ" ไอ้พริ้งว่า แล้ว​มันก็เหลียวซ้ายแลขวา สอดส่ายสายตามองหาเหยื่อกระสุนของมันต่อ​ไป

ปรกตินักตีผึ้งมืออาชีพ​เขา​จะออก​ไปตีผึ้งในป่ากันตอนกลางคืน ​เพราะปลอดภัยจากการโดนผึ้งต่อยดีกว่ากลางวัน ​แม้ผึ้ง​จะมีสายตาพิเศษในหารเสาะหาน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ ผึ้ง​สามารถมองเห็นสีอุลตราไวโอเลตในช่วงแสง 400 ถึง 300 มิลลิไมครอน ​ซึ่งตาของคนเราไม่​สามารถมอง​ได้ หาก​แต่ผึ้งก็ไม่​สามารถจำแนกสีส้ม สีเหลือง ​และสีเขียวในช่วงแสง 650 ถึง 540 มิลลิไมครอน​ได้ หาก​แต่ดู​เป็นสีเหลืองสีเดียวกัน​ไปหมด ​และมองสีฟ้าสีม่วง ​เป็นสีเดียวกันด้วย

ด้วย​ความบกพร่องบางประการเหล่านี้ ทำให้การมองภาพของผึ้งใน​ที่​ที่แสงสว่างมีน้อยไม่ค่อยชัดเจนคล้ายสายตามนุษย์ ​เพราะฉะนั้น​เวลากลางคืนจึงเหมาะ​ที่​จะออกตีผึ้งอย่าง​ที่สุด ​ทว่านักเลงตีผึ้งมือสมัครเล่นอย่างพวกเรา ไม่มีเวลามากมาย​ขนาดนั้น​ ​เพราะไหน​จะ​ต้องจัดเตรียมลูกทอย ​ซึ่ง​จะ​ต้องเสาะไม้ไผ่ลำ​ที่แก่ ๆ​ แล้ว​นำมาผ่า ตัด​เป็นซี่เล็ก ๆ​ สับ​เป็นท่อน ๆ​ แล้ว​เหลา ​เอาปลาย​ที่เหลาจนแหลมรมไฟให้แกร่ง คล้ายการชุบเหล็กให้เกิด​ความคมกล้าของพวกช่างตีเหล็ก ​ซึ่งกว่า​จะ​ได้มันมาสักร้อยสองร้อยอัน ก็​ใช้เวลาไม่ใช่น้อย การจับผึ้ง หรือออกตีผึ้งกลางวันของพวกเราทำกันง่าย ๆ​ ​ใช้กระบวน​ที่ไม่ยุ่งยากมากนัก ​เพราะเราไม่​ต้องการจับผึ้งรังใหญ่ หรือผึ้ง​ที่ทำรังอยู่​บนต้นไม้สูง ๆ​ ๒๐ หรือ ๓๐ เมตร หาก​แต่เรา​จะเลือก​เอารังเล็ก ๆ​ ทำรังอยู่​ตามต้นไม้​ที่ไม่สูงจนเกิน​ไป จับ​แต่ละรัง​ได้น้ำผึ้งสักขวดสองขวดเราก็พอใจแล้ว​ ​เพราะ​ใช้เวลาไม่นาน ​และไม่เสี่ยงอันตราย ​ถ้าโชคดีหาเจอผึ้งรังเล็ก ๆ​ อย่าง​ที่ว่า สักสามสี่รังเราก็​จะ​ได้น้ำผึ้งมากพอดูเหมือนกัน

ดงไม้ตะเคียน​ที่ตาปัญญาวิ่งเตลิดหนีโขลงช้างดุ​ไปเจอรังผึงเข้า อยู่​เลย​ทุ่งหญ้าลึกเข้า​ไปในดงไม้สักประมาณสามชั่วโมงเดินเท้า รอบ ๆ​ บริเวณ​เป็นป่าโปร่ง มีไม้ตะเคียนเปลือกสีน้ำตาลไหม้ขึ้น​อยู่​เต็ม​ไปหมด ต้นสูง ๆ​ มีผึ้งทำรังอยู่​แทบทุกกิ่ง-ทุกต้น นับจำนวน​เป็นสิบ​เป็นร้อย นอกจากไม้ตะเคียนก็ยังมีไม้ยางต้นขาว ๆ​ แซมอยู่​ด้วย ​และมีจำนวนมากพอ ๆ​ กัน บางต้นก็มีผึ้งทำรังอยู่​เหมือนกัน ​แต่​เป็นรังเล็ก ๆ​ ไม่เหมือน​ที่จับอยู่​บนต้นตะเคียน

​เมื่อคณะของเราบุกเข้า​ไปถึงใจของดงไม้บริเวณนั้น​แล้ว​ ตาปัญญาก็นำ​ไป​ที่ริมลำธารอัน​เป็นต้นน้ำ​ที่ไหลผ่าน​ไปสู่หน้าทับนอนของเรา บริเวณนั้น​ร่มรื่นเย็นสบาย ​เพราะมีไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านบดบังแสงแดดอยู่​แน่นหนา ​ทั้งชมพู่น้ำ อินทนิล ตะแบก​ซึ่งออกดอกสีม่วงเจือชมพูอ่อน ๆ​ บานสะพรั่ง​ไปทั่ว น้ำในลำธารหน้าแล้งไม่ลึก ​แต่ใสแจ๋ว มองเห็นก้อนหินก้อนเล็กก้อนน้อย กระทั่งกรวดทรายเม็ดเล็ก ๆ​ ตรงใต้ท้องธารอย่างชัดเจน ตรงไหนตื้นเขินกระแสน้ำก็​จะไหลเชี่ยว จน​ได้ยินเสียงกระทบโขดหินดังซ่านซ่า​ไป​แต่ไกล ​และ​ที่สำคัญตรงไหน​เป็นวังน้ำนิ่ง​จะเห็นฝูงปลาแหวกว่ายเหมือน​จะเอื้อมมือลง​ไปจับ​เอามา​ได้​โดยไม่​ต้อง​ใช้เบ็ดตก ​เพราะดูท่าทางมันคุ้นเหลือเกิน ​โดยเฉพาะ ปลาช่อน ปลาชะโด ตัวโต ๆ​ ชอบลอยตัวขึ้น​​ที่มาให้ไพรอยู่​ใต้ริมผิวน้ำอยู่​บ่อยครั้ง แลดูมันเชื่องราว​กับ​จะอ้าปากพูดคุย​กับเรา​ที่ยืนมองมันอยู่​

พวกเราวางสัมภาระลงบนพื้น​ที่เตียนโล่งเหมือนมี​ใครมาคอยปัดกวาด​ที่ริมลำธารแห่งหนึ่ง​ ตาปัญญาล้วงใบกระท่อมในถุงพลาสติกออกจากกระเป๋ากางเกง แล้ว​ดึงออกมารูดก้านทิ้งก่อนส่งเข้าปากเคี้ยวตุ่ย ๆ​ ​พร้อมกันสามสี่ใบอย่างหน้าตาเฉย ​ซึ่ง​ถ้า​เป็นคนไม่เคย แค่ครึ่งใบก็เมาตาเหลือกแล้ว​ ไอ้ชน​กับพี่สงัดล้วงถุงยาใบจากในกระเป๋าหน้าอกออกมามวนสูบกันบ้าง ​ทั้งสองคนจุดยาสูบพ่นควันโขมง

"เรา​จะหลามข้าวมื้อเ​ที่ยงกินกันก่อน" ตาปัญญาพูด​กับพวกเรา "ลูกไอ้​พร้อม มึงออก​ไปหา​กับข้าว อยู่​ทางนี้กู​จะ​เป็นคนหลามข้าวเอง ไข่นุ้ย​กับสงัด ​ไปตัดทางหวายน้ำมัดเท่าปลีน่องมาสักสองมัด ​เอาไว้สุมโคนไม้ตอนตีผึ้ง ไอ้ชนมึงข้ามลำธาร​ไปตรงยอดไม้แดง ๆ​ ​ที่เห็นอยู่​นั่น ​ไปดูรึว่าผึ้งสามสี่รังตรงนั้น​ ​ที่กูเห็นไว้​เมื่อวาน​จะมีน้ำผึ้งเต็มยวงดีหรือยัง หรือมึง​จะสำรวจเพิ่มดูบ้างก็​ได้"

สั่งพวกเราเสร็จ ตาปัญญาก็แบกมีดพร้าเดินเลียบริมธารขึ้น​​ไปทางเหนือ ​ซึ่ง​เป็นดงไผ่ป่า ​เพื่อ​ที่​จะตัดมันมาทำกระบอกข้าวหลาม หลามข้าวเจ้ากินกันมื้อเ​ที่ยง ​ส่วนไอ้พริ้งก็แบกปืนเดินหายเข้า​ไปในป่าลึก ​ซึ่งมีเสียงกระรอกดงร้อง จ๊อก ๆ​ มาให้​ได้ยินอยู่​แว่ว ๆ​ ​และครู่​ต่อมา,ขณะ​ที่ผม​กับพี่สงัด​กำลังช่วยกันตัดทางหวายน้ำสำหรับสุมไฟ​เอาควันไล่ผึ้งแตกรังกันอยู่​นั้น​ เสียงปืนแก๊ปของไอ้พริ้งก็ลั่นตูมขึ้น​นัดหนึ่ง​

"เหลว!!" พี่สงัดพูดขึ้น​

"รู้​ได้ยังไง" ผมสงสัย

"เสียงไม่แน่น"

"เผื่อมันยิงกระรอก" ผมว่า "ถึงกระสุน​จะเข้าเป้า ก็คง​จะเบา ๆ​ ​เพราะตัวมันนิดเดียว ​จะให้เสียงแน่นเหมือนยิงสัตว์ใหญ่​ได้อย่างไร"

"มันยิ่งต่ำ ไม่​ได้ยิงสูงเหมือนส่องขึ้น​​ไปบนปลายไม้"

คราวนี้ผมพยักหน้ายอมรับ ​เพราะผมลืมสังเกตข้อนั้น​​ไปเสีย กระทั่งเรา​ได้ทางหวายน้ำสด ๆ​ กลับ​ไป​ที่เดิมกันคนละมัดแล้ว​ เราก็พบว่าตาปัญญา​กำลังจัดการ​กับเรื่อง​เสบียงอาหารตามหน้า​ที่ของแกอยู่​พัลวัล

"ฮา ฮา ลูกไอ้​พร้อมหา​กับข้าว​ได้แล้ว​"

ตาปัญญาหัวเราะ ฮา ฮา ​เมื่อเห็นเราสองคนหอบทางหวายน้ำเดิน​ไปถึง​ที่วางสัมภาระตรงนั้น​

ผมกวาดตามองรอบบริเวณก็ไม่ปรากฏมีซากสัตว์อะไร​วางอยู่​สักตัว จึงอดแปลกไม่​ได้ หัน​ไปสบตา​กับพี่สงัด ก็เห็นแกทำหน้างง ๆ​ อยู่​เหมือนกัน

"โน่นไง กบตัวเท่าฝาบาตร"

ตาปัญญาชี้​ไป​ที่หาดทรายริมลำธาร กบตัวสีเขียวเหมือนใบบัว ขนาดเท่าฝ่ามือกางนอนหงายท้องคลุกขี้ทรายอยู่​ตัวหนึ่ง​ ​ส่วนตัวของพรานพริ้ง แกบอกว่า ตอนนี้​ได้แบกปืนกลับเข้าป่าอีกครั้ง

"ลูกไอ้​พร้อมกลัวอด​กับข้าว เห็นกบทูดกระโดดอยู่​ริมน้ำมันก็ซัดทันที มันไม่รู้จักอดเปรี้ยวกินหวาน ป่านนี้ค่างเคิ่ง กระรอกกระจงคงเผ่นหนี​ไปหมดแล้ว​ เวรกรรมจริง ๆ​ "

หลังจากวางมัดทางหวายกอง​กับพื้นเสร็จแล้ว​ พี่สงัดก็ตรง​ไปหยิบกบตัวนั้น​ล้างน้ำทำ​ความสะอาดขี้ทรายขี้โคลน จัดการถลกหนังด้วยมีดเหน็บด้ามเล็ก ๆ​ ของแกจนตัวขาวเหมือนสำลี จากนั้น​ก็ผ่าท้องควักเครื่องในทิ้ง แล้ว​เดิน​ไปตัดใบเร็ดลักษณะกลมเรียวคล้ายใบข่า ขนาดจานเปลตามภัตตาคาร ​ที่ขึ้น​อยู่​​เป็นกอ ๆ​ ตามแถวนั้น​ ด้วยมีดเหน็บของแก ห่อตัวกบ​ที่ล้างน้ำจนสะอาดมายื่นส่งให้ตาปัญญา

"ต้มขมิ้นซดน้ำล้างคอก็ยังดี " พี่สงัดว่า "เผื่อมันยิงสัตว์อื่น​ได้มาอีก ​จะ​ได้แกงเผ็ด"

"​แต่กูว่ายาก" ตาปัญญาสั่นหัว "เสียงปืนดังเหมือนฟ้าผ่า มี​แต่สัตว์หูหนวกตาบอดเท่านั้น​​ที่อยู่​รอให้มันเดินเข้า​ไปยิง สัตว์อื่น ๆ​ ป่านนี้หนี​ไปสุดหล้าฟ้าเขียวกันหมดแล้ว​"

ว่าแล้ว​ตาปัญญาก็ล้วงสัมภาระจำพวก ตะไคร้ ข่า ขมิ้น กะปิ เกลือ พริกสด มะนาว แล้ว​ก็ผงชูรสซองเล็ก ๆ​ ออกจากห่อใบตองแห้ง​ที่แกห่อ​กับผ้าขาวม้าคาดสะเอวมา จากนั้น​ก็จัดแจงยัดพวกเครื่องปรุงเหล่านั้น​ใส่ลงในกระบอกไม้ไผ่​ที่แกเตรียมไว้ โน่นนิดนี่หน่อย​ตามสูตรของแก ​พร้อม​กับกบยักษ์ตัวนั้น​ เสร็จแล้ว​ก็รินน้ำในกระบอกไม้ไผ่อีกกระบอกตามลง​ไป​เป็นขั้นตอนสุดท้าย ก่อน​จะนำ​ไปพิง​กับราวไม้ข้างกองไฟ​ที่มีกระบอกข้าวเจ้าหลามไฟส่งเสียงเดือดปึด ๆ​ อยู่​ก่อนแล้ว​

​และก่อน​ที่กบต้มขมิ้นของตาปัญญา​จะส่งเสียงเดือดเหมือนกระบอกข้าวหลาม เสียงปืนแก๊ปของไอ้พริ้งก็ลั่นตูมขึ้น​อีกนัด

"ท่าทาง​จะกบอีก หรือไม่ก็ตะพาบน้ำ"

พี่สงัดพูดแล้ว​หันมายิ้ม​กับผม ​ซึ่งผมก็อด​ที่​จะเห็นด้วยไม่​ได้ ​เพราะคราวนี้ผมสังเกตเสียงปืนดังอยู่​ในระนาบ​ที่แบบราบ​กับพื้น คล้ายยิงจากด้านบนลงด้านล่าง ​และเสียงเบาหวิว ​แม้​แต่โคนไม้ก็คงไม่ระคายเม็ดกระสุนสักเม็ด มันพุ่งหาย​ไปเหมือนเสียงฟ้าร้องดังออก​ไปไกล ๆ​ ​และสักพักไอ้พริ้งก็แบกปืนกลับมา ​พร้อม​กับปลาชะโดตัวเท่าปลีน่องร้อยพวงเชือกหวายหิ้วหางลากดินมาตัวหนึ่ง​ กางกาก๊วยสีดำของมันเปียกน้ำขึ้น​​ไปเหนือเข่า แสดงว่ามันยิงปลาชะโด​ที่ชอบลอยหัวขึ้น​เรี่ยผิวน้ำ​เป็นเวลานาน ๆ​ เช่นเดียว​กับปลาช่อน ​ซึ่งเหมาะ​ที่​จะ​ใช้ปืนลมหรือปืนลูกกรดยิง​เอา ​ถ้า​เป็นปืนแก๊ป ก็​ต้อง​ใช้ลูกตะกั่วเม็ดเล็ก ๆ​ เม็ดเดียว ไม่อย่างนั้น​เละหมด

สำหรับชะโดตัวนี้ ไอ้พริ้งยิงมันเข้า​ที่หัวด้วยกระสุนลูกปรายเม็ดเล็กขนาดเม็ดพริกไทย ​ซึ่งไม่​ต้องสงสัยว่าทำไมมันถึง​ได้ยิงแม่นยำขนาดนั้น​ ก็​เพราะปลาช่อน ปลาชะโด ในป่านี้มันคุ้น​กับมนุษย์เหมือน​ที่ผม​ได้กล่าวไว้ก่อนแล้ว​นั่นเอง ​คือ​เอาปากกระบอกปืนเข้า​ไปจ่อให้ถึง มันก็คง​จะไม่ว่ายน้ำหนี​ไปไหน

พอเดินเข้ามาถึงไอ้พริ้งก็ยิ้มแต้

"วันนี้ปืนกูชอบกินของคาว" ว่าแล้ว​ มันก็โยนพวงปลาชะโดตัวนั้น​ลงตรงหน้าผม ​ซึ่งนั่งรอมันอยู่​บนโขนหินเตี้ย ๆ​ ริมธารน้ำ

"หมกโคลนเผาไฟ วิเศษเลย​" พี่สงัดออก​ความเห็น "ไอ้ไข่นุ้ย มึง​ไปควักขี้โคลนในห้วยมาสักกอบ อย่าให้ติดรากบอนมาด้วยก็แล้ว​กัน ประเดี๋ยวคันปากตายห่า"

​ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนสิงห์สาราสัตว์​และผลไม้นานาพรรณ ภายในป่าแถบนี้​เป็น​ที่ขึ้น​ชื่อลือชามา​แต่ไหน​แต่ไร ​และนับว่าโชคดี ​ที่ไม่มีกอง​กำลังทหารปลดแอกเข้าสร้างค่ายคูตั้งฐานทัพ เหมือนป่าต้นน้ำแถว ๆ​ บ้านญาติข้างฝ่ายแม่ผม​ที่อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ​เพราะไม่อย่างนั้น​พวกเราก็คงอด​ที่​จะเข้ามาอาศัยทำมาหากิน ทางเจ้าหน้า​ที่บ้านเมืองคง​จะ​ต้องเข้มงวด​กับการเข้า-ออกจากป่าแห่งนี้ หรือไม่ก็ประกาศห้าม​ไปเลย​ ​ซึ่ง​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​จริงก็คง​จะ​เป็น​ที่น่าเสียดาย ​เพราะในเวลา​ต่อมา...​​ใครเลย​​จะรู้ว่า ภายในป่าแห่งนี้นั้น​ อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่ง​ ​ที่เคยมีพวกเด็กหนุ่มสองสามคน​ได้บุกป่าฝ่าดงซอกซอน​ไปตาม​ที่ต่าง ๆ​ อย่างสมบุกสมบันเยี่ยงชายชาตรีผู้รักการผจญภัยมาแล้ว​อย่างโชกโชน ​แม้พวก​เขาไม่ใช่พรานไพรใจทมิฬ​ที่ล้มสัตว์ใหญ่น้อย​เป็นว่าเล่น ​แต่พวก​เขาก็มีอาวุธ อย่างน้อยก็มีด​และปืน สำหรับล่าสัตว์​เพื่อการดำรงชีพสมลักษณะการผจญภัยในป่าดงพงพีอย่างไม่มีข้อสงสัย ​เพราะ​ถ้า​เมื่อไหร่พวก​เขาพลั้งพลาด ชีวิตน้อย ๆ​ ของพวก​เขาก็อาจจบสิ้นลง​ที่นั่น​ได้เหมือนกัน

"ไหนว่าเข้าป่ารอบนี้​จะล้มวัวล้มกระทิง"

ไอ้ชนซดน้ำต้มกบสีเหลือง ๆ​ เข้า​ไปโฮกหนึ่ง​ แล้ว​พูดล้อไอ้พริ้ง

"กำขี้ดีกว่ากำตดโว้ย" ไอ้พริ้งว่า "เผื่อไม่มีอะไร​ให้ยิงแล้ว​ไม่​ต้องอดอยากปากแห้งกันหรือ"

ตาปัญญาหัวเราะ หึ ๆ​

"ขึ้น​ชื่อว่าลูกไอ้​พร้อม ก็หลบ​ไปน้ำขุ่น ๆ​ ​ได้ทุกเรื่อง​" แล้ว​แกก็เทศน์โปรดสัตว์ขึ้น​ว่า "ต่อ​ไปโต​เป็นหนุ่ม มึง​ต้องหัดใจเย็นให้มากกว่านี้ ​ต้องฝึกฝน ​ต้องเพียรพยายาม อย่างแรกก็ฝึกสติให้รู้เท่าทัน​ความรู้สึกของเรา แล้ว​แยกแยะดีชั่ว ผิดถูก ควรไม่ควร จากนั้น​ก็หักห้ามใจ สิ่งไม่ดี ไม่ถูกไม่ควรก็อย่า​ไปเผลอกระทำเข้า อย่าปล่อย​ไปตาม​ที่ใจ​ต้องการ​ไปเสียทุกเรื่อง​ มิฉะนั้น​​จะติด​เป็นนิสัย จนเกาะลึกกลาย​เป็นสันดาน ​จะแก้ไขยาก"

********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3205 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ฝีมือพรานพริ้ง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๗๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17219 ], [125.24.21.219]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๒๕ น.

ตอนนี้...​​​​ได้อ่าน​​เป็นคน​​ที่สี่ครับ​​พี่

นับว่า​​เป็นป่า​​ที่อุดมสมบูรณ์มาก
เรื่อง​​อดอาหารในป่านี้ รับรองไม่มีอย่างแน่นอน

เกรง​​แต่ว่าถึงเวลา​​ต้องกลับกันออกมา
ผมว่าคงอ้วนหมีพีมันกัน​​ทั้งทีม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17220 ], [110.49.193.113]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๐๕ น.

พอถึงตอนจบคุณ​​จะรู้ว่าทายผิดครับ​​ ​​เพราะป่าก็​​คือป่า บางครั้งถึงคราวซวย ป่าก็กลาย​​เป็นเหรียญสองด้านสำหรับเราขึ้น​​มา​​ได้เหมือนกัน ด้านหนึ่ง​​ให้คุณ ​​แต่อีกด้านให้โทษ

การเข้าป่ามาขุดแร่​​และออกดั้นด้นผจญภัยเล็ก ๆ​​ น้อย ๆ​​ ในหนนี้ ท้าย​​ที่สุดกะทาชายนายไข่นุ้ยก็​​ได้รอยจดจำจากป่า ฝังลึกในจิตใจจนยาก​​ที่​​เขา​​จะลืมเลือนมัน​​ได้เลย​​ครับ​​

โปรดติดตามต่อ​​ไปเรื่อย ๆ​​ นะครับ​​-คุณอิติ มีตรงไหนไม่ชอบมาพากล กระซิบบอกกันมั่งก็​​ได้ ไม่​​ต้องเกรงใจนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงปิง [C-17221 ], [115.87.13.125]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๑๗ น.

ไม่ใช่เฉพาะการฝึกสมาธิ​​เพื่อให้เข้าถึงธรรมะเท่านั้น​​ดอกครับ​​ ​​แต่การเข้าป่าก็​​ต้องการสมาธิไม่แพ้กัน อาจ​​จะมากยิ่งกว่าเสียด้วยซ้ำ ​​เพราะมันอาจหมายถึงชีวิตเลย​​ทีเดียว ​​ได้บทเรียนจากการเรื่อง​​ป่าของคุณเยอะเลย​​เชียวครับ​​คุณนาม อย่าง​​ที่ตาปัญญาว่านั่นแหละ​​ครับ​​ "มิฉะนั้น​​ก็​​จะติด​​เป็นนิสัย จนเกาะลึกกลาย​​เป็นสันดาน ​​จะแก้ไข​​ได้ยาก"

สนุกเหมือนเดิมครับ​​!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ลป. (นกกระจาบ) [C-17236 ], [1.46.142.131]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ก.ค. ๒๕๕๓, ๒๑.๓๒ น.

สนุกเหมือนเดิมหยั่งลุงปิงว่าไว้ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น