นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ศรัทธา #1
นายอิติฯ
..."ท่านสิงห์ ท่านสิงห์รู้สึกเหมือนผมบ้างไหม ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย​ ​ที่​ได้เห็นบรรดาเด็กๆ​นักเรียน ​ต้องมาห้อยโหนยืนท้ายรถสองแถวแบบนี้" "...

ตอน : พุทโธ




"ท่านสิงห์ ท่านสิงห์รู้สึกเหมือนผมบ้างไหม ผมรู้สึกไม่ค่อยดีเลย​ ​ที่​ได้เห็นบรรดาเด็กๆ​นักเรียน ​ต้องมาห้อยโหนยืนท้ายรถสองแถวแบบนี้"
"ทำไง​ได้ล่ะท่านแจ่ม นี่มันสองแถวคันเล็กนะ หลังคาก็เตี้ย ยืนโหน​ได้​ที่ไหน เต็ม​ที่นะ คุณ​กับผม ก็ทำ​ได้แค่ภาวนา อย่าให้เกิดเรื่อง​ร้ายๆ​ขึ้น​เลย​ เราก็คงทำ​ได้แค่เท่านี้ล่ะ หรือว่าท่าน​กับผม​จะ​ไปยืนแบบนั้น​บ้าง แล้ว​ให้พวกเค้ามานั่งแทน"
"แหม ท่านสิงห์ก็...​พูดมา​ได้ เรา​เป็น​พระนะ ​จะให้​ไปยืนผ้าเหลืองปลิวว่อนแบบนั้น​​ได้ยังไง"
"ผมก็พูดเล่น​ไปอย่างนั้น​แหละ​ท่าน"

ผม​กับ​พระแจ่ม​ซึ่ง​เป็น​เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ​พร้อมใจกันอุปสมบท ก่อนบวชผมชั่งใจตัวเองนิดหน่อย​ ว่า​จะบวชกี่วันดี ​เอาน่ะ...​บวช​ทั้งทีขอสักหนึ่ง​พรรษาก็แล้ว​กัน

ผม​ต้องมานอนวัด​เป็นเวลาเจ็ดวัน ช่วงนี้ล่ะ​ที่​เขามัก​จะบอกว่าพวกมาร​จะคอยจับจ้องขัดขวางไม่ให้บวช​ได้ง่าย จึงควรงดการเดินทางหรือขับขี่ยวดยานพาหนะ เกรง​จะเกิดอุบัติเหตุ​ได้

ช่วงเจ็ดวันนี้ทำให้ผม​ได้เห็นว่าภายในวัด​ที่มี​พระหลายรูป ​จะมี​พระ​ทั้ง​ที่ปฏิบัติดี​และปฏิบัติไม่ดีปะปนกัน ญาติโยม​ที่มาทำบุญก็​ได้ทำบุญ​กับ​พระ​ทั้งสองแบบ การครองผ้าเหลืองนั้น​ใช่​จะเปลี่ยนคนไม่ดีให้​เป็นคนดี​ได้เสมอ​ไป

ดังนั้น​​ถ้าบวชเสร็จแล้ว​ผมตั้งใจว่า​ต้องออก​ไปจำพรรษา​ที่วัดอื่นแน่ๆ​ อย่างน้อยๆ​การอยู่​ในร่มกาสาวพัตร์ด้วยเวลาสามเดือน​ต้องให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเอง​และ​พระพุทธศาสนาให้มาก​ที่สุด

หลังจากบวชกัน​ได้หนึ่ง​อาทิตย์ ก็อยากออก​ไปศึกษา​พระธรรมยังวัดอื่น สาเหตุก็อย่าง​ที่บอกไว้​เพราะวัด​ที่บ้านเกิด มี​พระเณรนับรวมๆ​กันแล้ว​เกือบยี่สิบรูป พินิจดูแล้ว​จาก​ที่​ได้สัมผัสมา​ทั้งอาทิตย์ ออก​จะ​เป็นวัด​ที่จ้อกแจ้กอึกทึกอยู่​พอควร

เห็น​พระบางรูปเกียจคร้าน วันๆ​ไม่​ได้ทำอะไร​เลย​ กิจกรรมภายในวัดหลายอย่าง​ที่น่า​จะคิดเอง​ได้ว่าควรทำอะไร​ก็ไม่ทำ ​แต่ปากก็บอกว่าถือศีลของ​พระภิกษุ​ได้ครบ เพียง​แต่ไม่​ได้ปฏิบัติธรรม​จะ​เป็นไร​ไป

ผมมี​ความรู้สึกว่า​ช่างบวชมาเปลืองข้าวสุกของญาติโยมซะจริงๆ​ ​เพราะผมคิดว่าบวชแล้ว​​ต้องทำหน้า​ที่ ศึกษาธรรม ปฏิบัติธรรม แสดงธรรม เท่านี้แหละ​การบวชจึง​จะไม่เสียเปล่า

ครั้น​ได้เห็นการผิดวินัยของ​พระภิกษุเก่าหลายๆ​รูปแล้ว​ ดู​จะไม่ขลัง​และไม่เหมาะเท่าไหร่​ที่​จะพำนักอยู่​​ที่นี่จนครบหนึ่ง​พรรษาตาม​ที่​ได้ตั้งใจ​เอาไว้ เลย​ชักชวน​กับท่านแจ่มพากัน​ไปจำพรรษาตามคำแนะนำของญาติโยม

วัดหนองออก​คือจุดหมายของพวกผม ​ซึ่งวัดนี้อยู่​ในเขตตำบลจอหอ ไกลจากบ้านเกิดก็ประมาณร้อยกว่ากิโล ญาติโยมบอกว่า..​ที่นี่ดูเหมาะสม​ที่สุดสำหรับผม​และหลวงพี่กำพล (แจ่ม จุลวโร)​ ​ที่มีไฟของการอยากศึกษา​พระธรรมวินัย ​ที่แรง​เอาการ โยมแม่ดีใจอย่างสุดซึ้ง ด้วยใบหน้า​ที่แสดงออกถึงการอนุโมทนา ​กับหนึ่ง​พรรษา​ที่​ได้แจ้งท่าน​ไป

ผมเคยนั่งพูดคุยแลกเปลี่ยน​กับท่านแจ่มอยู่​บ่อยครั้งเหมือนกัน ว่าการบวชกันแค่หกเจ็ดวันมันทดแทนบุญคุณค่าน้ำนม​ได้แล้ว​หรือ ซ้ำร้าย​ไปกว่านั้น​ แล้ว​​ที่บวชสามสี่วันล่ะ ​จะ​ได้อะไร​ เถียงกัน​ไปโต้กันมาอยู่​บ่อยครั้งจนเลิกถาม​และเลิกคิดกัน​ไป

​เพราะ​ความจริงบางครั้ง​ถ้าตอกย้ำเกิน​ไป มันก็​จะเกิดรอยขุ่นอยู่​ในใจของเราไม่รู้จบ ​แต่เท่า​ที่เคยทราบมาบ้างนิดหน่อย​ก่อนบวช ​ถ้า​จะให้​ได้กุศล​และอานิสงส์ของการบวชอย่างน้อยๆ​ก็​ต้องเก้าเดือน ​ซึ่งมันก็​ได้เพียงแค่เสี้ยวหนึ่ง​ของ​พระคุณผู้​เป็นมารดาบิดา กว่า​จะเติบใหญ่​ได้บวชมันก็นานน่าดู ​ความรัก ​ความอาทร ​ความห่วงใย ​และ​ความเสียสละ​ที่แม่มีให้แก่ลูกนั้น​ ​จะคิดทดแทนบุญคุณยังไงก็ไม่มีหมด

ดังนั้น​การบวชมันบอกระยะเวลาไม่​ได้หรอกว่า ​ต้องเท่านั้น​เท่านี้วัน จึง​จะทดแทนบุญคุณพ่อแม่​ได้ มันขึ้น​อยู่​​กับ​การปฏิบัติตนของผู้บวชเสียมากกว่า บางทีบวชนาน​แต่ปฏิบัติตัวย่อหย่อนต่อ​พระธรรมวินัยก็ใช่ว่า​จะพาพ่อแม่ขึ้น​สวรรค์​ได้ อาจ​จะพาท่านตกนรกเสียด้วยซ้ำ​ไป

ทุกๆ​คนไม่ว่าชายหญิงหรือ​แม้​แต่เด็ก "บวช​พระ" ​เป็นคำ​ที่คนไทยทุกคนรู้จัก​และคุ้นเคย​เป็นอย่างดี ​เพราะสังคมไทยตั้งแต่อดีต​จะมี​ความเกี่ยวข้อง​กับ​พระพุทธศาสนา หรือมีรากฐานมาจาก​พระพุทธศาสนา​โดยตรงนั่นเอง

การบวช จึงถือ​เป็นวิถีชีวิต​และวัฒนธรรมของคนไทยตั้งแต่อดีตเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน อย่าง​ที่เราเห็นๆ​กัน สังคมไทยของเราสมัยนี้ ​ใช้การบวช​พระ​เป็นทางออกให้​กับชีวิต​ไปซะแล้ว​

บางคนบวช​เพื่อหนีหนี้ บางคนบวชหนีรัก ​และหนีปัญหาต่างๆ​อีกมากมาย​ ​ความไม่สบายใจ​กับเรื่อง​บางเรื่อง​ หรือ​กับคนบางคน ​กับทุกๆ​ ปัญหา​ที่เข้ามาในชีวิต สุดท้ายก็นำพาพวก​เขาให้ตัดสินใจ​ไปบวช

อีกอย่างการ​เป็น​พระ กลับมีราย​ได้มากกว่าการ​เป็นคนธรรมดาเสียอีก สังคมของ​พระจาก​ที่ผมเห็นมามัน​เป็นเช่นนั้น​จริงๆ​ มารวยตอน​ที่​เป็น​พระก็มีแทบ​จะทุกวัด ​เมื่อสังคมเปลี่ยนฉันใด วัดก็​ต้องถูกปรับเปลี่ยนตาม​ไปฉันนั้น​

การบวช​พระของคนไทยในปัจจุบัน ​โดย​ส่วนใหญ่แล้ว​ผมมองว่า​จะ​เป็นการบวชกันตามประเพณี มากกว่าการบวช​เพื่อการสืบทอดทางศาสนา หรือมุ่งมั่น​เพื่อการศึกษาเรียนรู้​พระธรรมอย่างจริงจัง ​แต่ถึง​จะอย่างไรก็ตาม สังคมก็ยัง​เป็นตัวแปรให้คิดเปลี่ยน​ไปในทิศทาง​ที่ดีอยู่​ ​เพราะสังคมไทย​ได้ออกแบบ​ความคิดให้ชายไทย​ได้บวชเรียน ​เพื่อ​เป็น การทดแทนบุญคุณพ่อแม่​ไปในตัว นับ​เป็นกลวิธีอีกประการหนึ่ง​ในการสร้างสายใยทางสังคม ให้เกิด​ความเหนี่ยวแน่น​โดยมีศาสนา​เป็นแกนนำ


๐๐๐๐๐


"ผู้คนบ้านช่องแถวนี้ช่างดูเงียบสงบดีนะ ท่านสิงห์"
"แค่เห็นผ่านๆ​นะท่านอย่าเพิ่งเออออว่า​เป็นอย่าง​ที่เห็นเลย​ ไว้ให้​ไปถึงวัดก่อนเถอะ อย่าตัดสินใจสิ่งใดด้วยการเห็นแค่สายตานะท่าน ไม่แน่นะ ผม​กับท่านอาจ​จะอยู่​​ได้ไม่ถึงสามวัน จากนั้น​ก็​ต้องเผ่นกลับวัดเก่าก็​เป็น​ได้"
"คงไม่หรอกท่าน ผมสะพายย่ามอุ้มบาตรแบกกลดมาไกลซะขนาดนี้แล้ว​ คงไม่ถอยแล้ว​ล่ะ คิดไว้ในใจแล้ว​ว่า หากโยมพ่อโยมแม่ยังทำนาไหว​และไม่ว่ากระไร ผมก็กะ​จะบวชให้นาน​ที่สุดเลย​ อีกอย่างผมก็อยากบวชเรียน​ไปในตัวด้วยน่ะ หยุดอยู่​แค่มอสามมานานแล้ว​"
"อนุโมทนาสาธุ ด้วยท่านแจ่ม ​แต่ผมขอแค่หนึ่ง​พรรษาก็คงพอ จากนั้น​ก็คง​ต้องออก​ไปเผชิญโลกของฆราวาสต่อ​ไป ​แต่​ถ้าขอ​ความเห็นบรรดาญาติโยมบุพการีแล้ว​ล่ะก็ ผมว่า ท่านก็คงอยากให้พวกเราบวชไม่​ต้องสึกเลย​​ได้ยิ่งดี"


ก่อนหน้านั้น​ .. หลังจากผมบวชมา​ได้เกือบหนึ่ง​อาทิตย์​ที่บ้านเกิดก่อนเดินทางออกมายังวัดแห่งใหม่นี้ ผม​ได้พบ​ได้เห็นสิ่งต่าง ๆ​ มากมาย​ เกิดขึ้น​รอบๆ​ตัวเอง อันมี ผลมาจากคุณค่าของการบวชนั่นเอง เช่น ​ความชื่นชม​ที่คนรอบข้างมีต่อ​พระบวชใหม่อย่างผม​และท่านแจ่ม ​ได้มีโอกาสรับการกราบไหว้อย่างสนิทใจของญาติโยมบุพการี ด้วยรอยยิ้ม​ที่บ่งบอกว่าปลื้มปีติ ​กับชายผ้าเหลือง​ที่เห็น

วันนั้น​หยดน้ำตาบริสุทธิ์ของผมถูกกลั่นออกมาอย่างห้ามเสียมิ​ได้ ก้าวแรกผ่านพ้นประตูโบสถ์ออกมา​ได้ ก็เห็นโยมแม่ พี่น้อง ลุงป้า น้าอายืนรอรับบุญจากการ​ได้มาบวช​พระใหม่ น้ำตาจาก​ที่แค่เอ่อคลอเบ้าตอนก้าวออกมาจากโบสถ์ มันพรวดไหลย้อยผ่านแก้มหยดแหมะลงบนจีวรของผมทันที​ที่​ได้เห็นโยมแม่ ย่อตัวนั่งพับเพียบก้มลงกราบตัวผม คนเฒ่าคนแก่ต่างก็​พร้อมใจนั่งยองๆ​ยกมือสาธุ ​กับ​พระภิกษุเต็มตัวยืนเด่นอยู่​เบื้องหน้า ​ที่ร้องให้แบบไม่มีเสียงอย่างไม่อาย​ใคร

"รูปงามเหลือเกิน.."
​ความรู้สึกตอนนั้น​บอก​ได้เลย​ว่า นี่ล่ะ​เป็น​ความสุข​ที่สุด​ที่ผม​ต้องจดจำภาพอันงดงามเหล่านี้​ไปจนวันตายเลย​ทีเดียว ​และผมก็เชื่อว่าหลายๆ​คน​ที่​ได้ผ่านการบวชมาแล้ว​ คงตราตรึงใจ​กับเหตุการณ์ของวันนั้น​​ได้​เป็นอย่างดี ​เมื่อ​เป็น​พระ​โดยสมบูรณ์แล้ว​ผมก็คง​ได้​แต่ปล่อยให้น้ำตามันไหลออก​ไป ​เพราะยังไงเสียมันก็​เป็นน้ำตาแห่ง​ความสุข​ที่บริสุทธิ์​และยิ่งใหญ่ ไม่​ต้อง​ไปอาย​ใครๆ​แล้ว​ล่ะ ญาติโยม​ที่มาก็​เป็นญาติพี่น้องลุงป้าน้าอา​เพื่อนพ้องน้องพี่ของเรา​ทั้งนั้น​

ในใจก็​ได้​แต่คิดว่า "แม่จ๋า...​.ผมรักแม่นะครับ​" เหลือบหันหลังกลับ​ไปก่อนเดินขึ้น​กุฏิ ก็ยังเห็นโยมแม่ยังนั่งพับเพียบมองตาม ด้วยรอยยิ้ม​ที่เปี่ยมสุขยิ่งนัก

อีกอย่าง...​ผม​ได้เข้าใจถึงวิถีบุญ วิถีศรัทธา ​และการให้ ​ที่​พระบวชใหม่อย่างผมรับมาด้วยใจอิ่มเอมแห่งบุญ ​ที่​ได้บิณฑบาตเดินเท้าเปล่า ตลอดเส้นทางก็​จะ​ได้พบ​กับคนเฒ่า คนแก่ ยืนหลังงุ้มหลังงอ รอตักบาตร ด้วยมือ อันเหี่ยวย่น แถมสั่นนิดๆ​ ก่อนย่อกายลงไหว้รับศีลรับพร ริมฝีปาก​ที่ไร้ฟันก็ขมุบขมิบพึมพำอธิษฐาน​ไปเรื่อย

บางคนยังอุตส่าห์ตักน้ำฝนจากตุ่มมาเต็มขัน เพียง​เพื่อ​เอามาล้างเท้า​พระ​ที่ออกมาบิณฑบาต การ​ได้เห็นรอยยิ้มพิมพ์ใจของคนเฒ่า คนแก่ ปู่ย่าตายาย ​ที่มีใจศรัทธาในพุทธศาสนาลุกขึ้น​มาตักบาตรยามเช้า​นั้น​มันช่างดูสุขใจอิ่มบุญ​ไป​กับพวกท่านด้วย ​แม้​จะ​เป็นฤดูทำนาแล้ว​ก็ตาม ​แต่ผู้เฒ่าผู้แก่ก็ยังคงเฝ้านั่งคอยตักบาตรกันทุกเช้า​ไม่เคยขาด ​โดยหวัง​แต่เพียงว่า ​พระนี่ล่ะ​จะ​เป็นสะพานเชื่อมโยงผลแห่งกุศลบุญ บุญ​ที่​จะนำพาชีวิตของตัวเอง​ไปพบพาสู่​ความสุข​ทั้งชาตินี้​และชาติภพหน้า

สำหรับวัดบ้านเกิด​ที่ผมบวชนั้น​ ด้วย​ความ​ที่ว่า..มี​พระเณรเยอะ การออกบิณฑบาตจึงแบ่ง​เป็นสายๆ​ เดินเข้า​ไปในหมู่บ้าน ​ทั้งหมดก็สี่สาย ​พระเณรแบ่งแยกกัน​ไป สายละห้ารูปบ้าง สี่รูปบ้าง ​โดยการนำของเจ้าอาวาส​และ​พระ​ที่บวชก่อน ​ซึ่ง​จะเจนสนาม​เป็น​ที่สุด​เป็นผู้นำประจำสาย

อีกอย่างผู้นำสาย​ต้องมีสายตา​ที่ยาวไกลนิดหนึ่ง​ ​ซึ่งอันนี้คงไม่ผิดวินัย​ที่ห้ามสงฆ์เบิ่งตามองไกลควร ​แต่ตรงนี้ผมว่าจำ​เป็นอยู่​เหมือนกัน ​จะให้​พระผู้นำทางมองแค่สั้นๆ​คงไม่​ได้ หากวันใดขาประจำ​ที่มีบ้านเลย​ออก​ไปไกลหลายร้อยเมตรไม่มา ​พระก็เดิน​ไปเสียเวลาเปล่า ​เมื่อ​พระผู้นำมีสายตา​ที่ยาวไกล ​เมื่อยิงสายตา​ไป​ที่หน้าบ้านขาประจำ​ที่ตั้งอยู่​หลังเดียวไกลออก​ไปลิบ โฟกัสแล้ว​ไม่เห็นญาติโยมมายืนรอ หัวขบวนก็​จะ​ได้หักพวงมาลัยวกกลับ​ได้ทันการณ์ ช่วยลดระยะทางการเดินลง​ได้อีกมากโขทีเดียว

เวลาออกออกจากวัด ปล่อยตัว​พร้อมกันก็จริง ​แต่ขากลับ​จะกลับเข้าวัดไม่​พร้อมกัน มันขึ้น​อยู่​​กับระยะทาง​และฝีมือบวก​กับไหวพริบของผู้นำ​แต่ละสายด้วย ​เพราะบางสาย​ที่มีญาติโยมขาประจำเต็มเอี๊ยดอยู่​แล้ว​ บางวันก็อาจมีขาดหาย​ไป ตรงไหนลดระยะทาง​ได้ก็​ต้องทำ

ระยะทางการเดิน​ไปกลับของ​แต่ละสายจึงไม่เท่ากันใน​แต่ละวัน การออก​ไปบิณฑบาตนั้น​​เป็นกิจอย่างหนึ่ง​ของสงฆ์​ที่​จะ​ต้องทำ​เป็นกิจวัตร ​เป็นกิจหนึ่ง​​ที่​ต้องมีการเตรียม​พร้อม​และการวางแผนให้ดี เริ่มตั้งแต่การถือบาตร การอุ้มบาตร การคล้องบาตรไว้​กับตัวให้มั่นคงไม่ให้หล่น​เมื่อเวลาเดิน หรือเร่งฝีเท้า​เพื่อหลบสุนัขดุๆ​ของญาติโยม​ที่กัดไม่เลือก​แม้กระทั่ง​พระเณร

หากอุ้มบาตรไม่ดี เจอกรณีนี้มีหวังบาตร​ได้หล่นหลุดมือแน่ อีกอย่างข้าว​ที่บรรดาญาติโยมแฟนๆ​ขาประจำ​ที่มีจำนวนมาก ใน​แต่ละคุ้มบ้านนั้น​ ข้าว​ที่​ได้รับมาแทบล้นบาตรทุกที เรื่อง​น้ำหนักของบาตรจึงหลีกเลี่ยงไม่​ได้ ดังนั้น​การอุ้มบาตรจึง​ต้องระมัดระวังให้ดี​เป็นกรณีพิเศษ

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3204 Article's Rate 6 votes
ชื่อเรื่อง ศรัทธา --Series
ชื่อตอน พุทโธ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง นายอิติฯ
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๑ กรกฏาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๒๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๔
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-17222 ], [115.87.13.125]
เมื่อวันที่ : ๑๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๘.๑๘ น.

อนุโมทนาด้วยครับ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17231 ], [62.202.92.131]
เมื่อวันที่ : ๒๓ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๑.๔๗ น.

ดีจังเลย​​ ผลงานน่าอ่านอีกแล้ว​​

ภาพประกอบก็ยอดเยี่ยม สม​​กับเนื้อเรื่อง​​ค่ะ​​

มอบ ให้นะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น