นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #11
พลอยพนม
..."โน่นไง พ่อมึงโผล่มาแล้ว​" ไอ้ชนร้องบอกไอ้พริ้งเสียงดัง "แน่จริงประเดี๋ยวพอมันเข้ามาใกล้มึงก็ซัดให้กลิ้ง​ไปเลย​ซิวะ ​แต่กูขอเผ่นก่อนละมึง...​"...

ตอน : ล่องไพรไปเจอขบวนรถถัง

ยิ่งดึกยิ่งหนาว เสียงน้ำค้างหยดลงชายคาถี่รัวราว​กับเม็ดฝน ในป่าลึก​ได้ยินเสียงไก่ป่าละเมอขันขึ้น​ครั้งสองครั้ง แล้ว​เงียบ​ไป เสียงช้างร้อง เสียงเจ้าป่าคำรณคำรามแว่วมา​แต่ไกล​เป็นครั้งคราว เช่นเดียว​กับ​ที่บ้านไร่ของผมสมัยผมยัง​เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ​ ยังไม่เข้าโรงเรียน ​แต่ผมก็พอ​จะจำ​ความ​ได้ บ้านไร่ของผมก็มีสัตว์ป่าชุกชุมเหมือนกัน

คืนหนึ่ง​ขณะนอนหนุนตักพ่อ ฟังพ่อเป่าขลุ่ยอยู่​​ที่นอกชาน ท่ามกลางแสงเดือนดาวบนท้องฟ้า​ที่สว่างจ้าดุจกลางวัน พอผมม่อยหลับ ช้างป่าก็ยกพลพรรคของมันบุกเข้ามาในไร่ของเรา ​ซึ่งอยู่​ติดชานบ้านกัน​ทั้งโขยง พ่อรีบอุ้มผมเข้า​ไปวางให้นอนบน​ที่นอนภายในบ้าน แล้ว​บอก​กับแม่​ที่​กำลังนอนให้น้องสาวกินนมว่า ช้างบุกเข้ามาลุยดงข้าวโพดภายในไร่ พ่อ​จะเคาะเกราะร้องไล่ บอกแม่ให้กอดพวกเราไว้ให้แน่น เกรงว่าพวกเรา​จะตกใจกลัว จึง​เป็นอันว่าคืนนั้น​ผมหลับ​ไปเสียก่อน จึงอด​ได้เห็นช้างโขลง​ไปอย่างน่าเสียดาย

หาก​แต่อีกคืนหนึ่ง​, ผมก็มีโอกาส​ได้เห็นสัตว์ป่า​ที่ว่ากันว่ามันมีอยู่​ชุกชุม อย่างเต็มสองในนัยน์ตาเข้าจน​ได้ ​ซึ่งไม่ใช่ช้าง ​แต่​เป็นเสือดำตัวเท่าลูกควายพอหย่านม มันบุกเข้ามาในเล้าหมูข้างบ้าน พ่อส่องไฟฉายยิงมันด้วยปืนแก๊ปเข้า​ที่หน้าผาก​เป็นรูโบ๋ มันนอนตายคาเล้าหมูในท่าเสือหมอบอย่างไว้ลาย คล้าย​กับ​กำลัง​จะกระโจนเข้าใส่คู่ต่อสู้ของมันอย่างน่าหวาดกลัว สมลักษณะท่าทางการนอนตายอย่างเสือ ​ที่ผมเคย​ได้ยินจากปากของปู่ ผู้​ซึ่งมัก​จะหยิบ​เอาเรื่อราวในป่าดงพงไพรมาเล่าให้ผมฟังบ่อย ๆ​ ​เมื่อตอน​ที่ท่านมารับผม​ไปนอน​ที่บ้านของท่าน ยาม​ที่ท่านคิดถึงผม

เสียงปืนกลางดึกคืนนั้น​ปลุกผมให้สะดุ้งตื่น ​และร้องไห้รบเร้า​จะลงจากบ้าน​ไปดูเสือดำตัวนั้น​เสียให้​ได้ ​แม้แม่​จะคว้าไม้เรียวมาขู่อย่างไร ผมก็ไม่ยอม จวบจนกระทั่ง​เพื่อนบ้านข้างเคียงถือคบถือไต้​และแบกปืนผาหน้าไม้ตรงมา​ที่บ้านของเราด้วย​ความ​เป็นห่วง นั่นแหละ​, พวก​เขาจึงอุ้มผมลง​ไปดูให้เห็น​กับตาจนสมใจอยาก

วันเวลาล่วงผ่าน​ไปแปดเก้าปี ​ที่บ้านไร่มีสมาชิกอพยพเข้ามาปลูกบ้านสร้างเรือนเพิ่มมากขึ้น​ ป่าไม้ถูกแผ้วถาง​เพื่อทำไร่ทำสวนแผ่ขยายเข้า​ไปในป่าลึกมากขึ้น​ทุกวัน พวกสัตว์ใหญ่ ๆ​ ภายในป่าก็พากันอพยพถอยร่นหลบลี้หนีหน้ามนุษย์เข้าดงลึก​ไปเรื่อย ๆ​ จนกระทั่งกลางค่ำกลางคืน​จะ​ได้ยินเสียงช้างร้อง เสียงกวางปีบ หรือเสียงเสือโคร่งคำรามเหมือน​แต่ก่อนไม่มีเลย​ นอกจากพวกนกเฮือก นกกระงัง ​และไก่ป่า ​ที่ยังคงส่งเสียงเจื้อยแจ้วให้​ได้ยินอยู่​บ้างในตอนพลบค่ำ หรือก่อนรุ่งสางเพียงแค่นั้น​

​เมื่อผมเข้ามาอยู่​กลางป่าดิบเช่นนี้ ก็เหมือน​ได้สัมผัสบรรยากาศพงไพร​เมื่อครั้งตนเองยัง​เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ​ ไม่มีผิด ผิด​แต่ว่าบัดนี้​ความหวาดกลัวต่อสุ้มเสียงต่าง ๆ​ ​ที่ฟังแปลก ๆ​ เหมือนก่อนไม่มีแล้ว​ มี​แต่เพลิดเพลิน ​และอยากรู้อยากเห็น​เพื่อประดับ​ความรู้เสียมากกว่า

ค่ำคืนนั้น​, ​เมื่อยาม​พระจันทร์เฉียง​ไปทางทิศตะวันตกครึ่งค่อนฟ้า ผมก็​ต้องลืมตาตื่นขึ้น​มาอีกครั้ง ​เมื่อ​ได้ยินเสียงตาปัญญาร้องเรียกให้เปิดประตู ​แม้​จะหลับ ๆ​ ตื่น ๆ​ มาตลอด ​แต่ครั้น​ได้ยินเสียงของแกมาร้องเรียก ผมก็ตาสว่าง หายง่วง​เป็นปลิดทิ้ง ควานหาไฟแช็คจุดตะเกียง เสร็จแล้ว​ก็ลุก​ไปถอดไม้ขัดประตู เปิดประตูทับนอนให้ตาปัญญาเข้ามาข้างใน

"หลงป่ารึตา" ผมถามขึ้น​คำแรก พลางกวาดสายตาสำรวจบรรยากาศภายนอกกระท่อมทับ ​ซึ่งสว่างเรืองอยู่​ภายใต้แสงจันทร์แรม

"ไม่หลง ​แต่กลับไม่ถูก" ตาปัญญาว่าแล้ว​หัวเราะ หึ ๆ​ "​ไปโดนช้างหนีไฟมันยกโขลงกวดไล่ ไอ้ไข่นุ้ยเอ๋ย ตาควบหนีพวกมันเร็วยิ่งกว่านักวิ่งเหรียญทองเสียอีก ฮา ฮา"

"ตาหิวไหม กินข้าวกินน้ำเสียก่อน"

"ไม่หรอก ​ได้ผึ้งแมงวันเข้า​ไปรังหนึ่ง​ ​ทั้งลูก ​ทั้งน้ำ ​เมื่อตอนหัวค่ำ ยังอิ่มอื้ออยู่​เลย​ ตายังนึก​เป็นห่วงพวกเอ็ง...​เกรง​จะยกโขยงกันออก​ไปตาม ค่ำ ๆ​ มืด ๆ​ ​จะพลอยหลงป่ากันยกใหญ่"

"ตอนแรก ผมก็ชักชวนพวกนั้น​​จะออก​ไปตามอยู่​เหมือนกัน ​แต่พี่สงัดแกค้าน บอกว่าตาคงหาทางออกมา​ได้"

"เออ" ตาปัญญาพยักหน้า ยิ้มปากกว้าง " ดี​ที่คืนนี้เดือนแจ้ง ​ถ้า​เป็นเดือนมืด คง​ต้องติดอยู่​ในป่า กลับออกมาไม่ถูกหรอก"

อัน​ที่จริงเรื่อง​​ความจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องหลับนอนค้างคืนในป่าดง ก็ใช่ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​น่ากลัวสำหรับผู้จัดเจนป่าอย่างตาปัญญา​แต่อย่างใด ​ถ้ามีมีดตัดไม้ขัดห้างไว้บนต้นไม้ละก็เรี่ยม นอนหลับสบายจนรุ่งสาง​โดยไม่​ต้องหวั่นกลัวสิ่งใด​ทั้งสิ้น ​ถ้าไม่ขัดห้างก็นอนพื้น หาก​แต่ก่อน​จะนอนก็​จะ​ต้องเสาะหาเถานาคราชมาตัด​เป็นท่อนสั้น ๆ​ สักประมาณคืบ แล้ว​หาท่อนไม้หรืออะไร​มาทุบให้พอเปลือกช้ำ วางไว้บนพื้นรอบด้าน ​พร้อม​ทั้งก่อไฟขึ้น​สักกอง แค่นี้ก็ปลอดภัยแล้ว​ เถานาคราช​เป็นเถาวัลย์มีฤทธิ์คล้าย ๆ​ ​กับว่าน ​ใช้ป้องกันสัตว์พิษ ตะขาบ แมลงป่อง กระทั่งพวกงูร้าย ​เมื่อ​ได้กลิ่นก็​จะไม่เข้าใกล้ แสงไฟ​เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยป้องกันสัตว์ใหญ่ ​ที่ไหนมีแสงไฟ ​ที่นั่นสัตว์ใหญ่ก็​จะพากันขยะแขยง ​เพราะพวกมัน​ต้องพากันวิ่งหนีไฟป่าเกือบล้มตายแทบทุกปี

รุ่งเช้า​ พี่สงัด​กับไอ้ชน ก็พากันฉีกหมอกมา​ที่ทับตาปัญญาตั้งแต่พอรุ่งสาง ก่อนตาปัญญา​จะออก​ไปปีนต้นชก​เพื่อตัดน้ำหวานอัน​เป็นภารกิจประจำวันของแก

​เมื่อเห็นหน้าตาปัญญาพี่สงัดก็หัวเราะ ฮา ฮา ก่อนพูดว่า

"นึกว่านอนกินข้าวลิงอยู่​ในป่าเสียแล้ว​ ​เมื่อคืน"

"ข้าวลิงผี​ที่ไหน กูซัดผึ้งแมงวันเข้า​ไปตั้งรวง ​ทั้งลูกเล็กเด็กอ่อน ​ทั้งน้ำหวานของมัน มึงเอ๋ย อิ่มจนท้องกาง"

ตาปัญญาเล่าให้พี่สงัดฟัง แถมยังบอกว่าตอน​ที่แกเตลิดหนีโขลงช้างตื่นไฟป่าจนทำให้ฟั่นเฟือนจำทิศทางไม่​ได้กระทั่งมืดค่ำนั้น​ แก​ได้พบผึ้งรวงทำรังอยู่​ในดงตะเคียนใหญ่นับร้อยรัง พรุ่งนี้ หรือมะรืนนี้เราน่า​จะหยุดงาน​ไปตีผึ้งกันสักวัน

"ดีเหมือนกัน ขวดใส่น้ำผึ้งเจ็ดแปดขวด​ที่ล้างรอไว้ตั้งแต่หน้าแล้งปี​ที่แล้ว​ยังว่างอยู่​เลย​" พี่สงัดเห็นด้วย ​และถามว่า "ว่า​แต่ตัวยังจำทางเดิน​ได้ไหมเล่า"

"กูหักกิ่งไม้สะทางไว้ตลอด ​แต่​ใคร​จะ​เป็นคนขึ้น​​ไปตี สูงเชียวนะมึง กูแล่นหนีช้างจนระบม​ไป​ทั้งตัว เช้า​นี้ยังไม่รู้​จะปีนผะองขึ้น​​ไป​เอาน้ำหวานบนต้นชกไหวหรือเปล่า"

"เรื่อง​ตีผึ้ง ฉันขึ้น​​ไปตีเองก็​ได้" พี่สงัดรับอาสา "​เมื่อปีก่อน ๆ​ ฉันก็ตีมาหลายรัง เพิ่งเว้นปี​ที่แล้ว​ปีเดียว​ที่ไม่มีเวลา​ได้ออก​ไปไหน"

"ต้นต่ำ ๆ​ มีบ้างไหม" ไอ้ชนถาม " ​ถ้ามีมากจริง ๆ​ เราเลือก​เอาต้นต่ำ ๆ​ ก็​ได้ไม่​ต้องเสี่ยงตีลูกทอยให้พลัดตกลงมาฟันหัก"

ตาปัญญาหัวเราะแหะ ๆ​

"กูก็ว่าพรรค์นั้น​แหละ​" แกว่า "แล้ว​ตกลง​จะ​ไปกันวันนี้หรือพรุ่งนี้"

"พรุ่งนี้ดีกว่า ตัวก็เพิ่งท่องป่ามาเหนื่อย ๆ​ พวกฉันก็​จะเร่งขุดกระสะ​ที่เพิ่งพบ​เมื่อวานให้​เป็นรูป​เป็นร่างภายในวันนี้เสียก่อน ประเดี๋ยว​ใครผ่านมาเจอเข้าก็​จะหวานหมู​ไปเสียฟรี ๆ​ "

เรื่อง​เม็ดแร่ในท้องธาร​เป็นสินทรัพย์สาธารณะ ​ถ้ายังอยู่​ในดินก็​จะยังไม่มี​ใครยึดถือ​เป็นเจ้าของ ทุก ๆ​ ตารางนิ้วภายในผืนป่า ทุกคนมีสิทธิ์ขุดคุ้ยค้นหาอย่างเท่าเทียมกัน ​จะ​ไปปักเขตแดนหวงห้าม​เป็นสมบัติ​ส่วนตนไม่​ได้ เว้นเสีย​แต่​ได้ขุดเจาะ​เป็นหลุม หรือผ่ากังขยับขยาย​เป็นร่องน้ำร่องคูเสร็จเรียบร้อนแล้ว​ นั่นก็อีกเรื่อง​ ​ซึ่งพอถึงตอนนั้น​ก็​จะ​เป็นหน้าเหมืองของ​ใครของมัน อาศัยขุดคุ้ยทำกินกัน​ไปจนกระทั่งหมดกระสะ จึงเลิกรา แล้ว​เสาะหาใหม่ ​ซึ่ง​เป็น​เพราะทุกคนยึดถือกฎระเบียบข้อนี้อย่างเคร่งครัด ชาวเหมืองป่าทุกคน​ที่เข้ามาแสวงโชคในดง​เขายาแห่งนี้ จึงไม่เคยเกิดข้อขัดแย้งกันเลย​สักครั้ง ​เพราะทุกคนรู้ว่าอะไร​ควรไม่ควร ​และต่างก็เคารพกฎเกณฑ์​ที่ชาวเหมืองรุ่นปู่ย่าตาทวด​ได้สั่งเสีย​เอาไว้ ​ความปรกติสุขของบรรดาชาวเหมือง​ทั้งหลายจึงยังคงปรากฏตราบเท่าทุกวัน

ถึงวันนัดออกตีผึ้ง ไอ้ชนจับลูกลิง​ไปผูกไว้​ที่โคนไม้ ​และจับให้มันขึ้น​​ไปนั่งอยู่​บนแป้นรองนั่งเหมือนเดิม ​เอากล้วยน้ำว้าสุกงอมวางไว้ให้สองใบ แล้ว​เร่งตามสมทบ​กับพวกเรา​ที่นั่งมอง​และรอมันอยู่​​ที่แคร่ไม้ไผ่หน้าทับตาปัญญา ไอ้ชนแบกขดเชือกป่านเส้นโตกว่าหัวแม่โป้งเล็กน้อย ​ซึ่งพวกมันฟั่นแล้ว​ม้วนเก็บไว้ตั้งแต่ปี่ก่อน ​ถ้าคลี่ออกมาก็คง​จะ​ได้​ความยาวไม่ต่ำกว่า ๓๐ เมตร มันคล้องสะพายไหล่แบบพาดเฉียงมา​ทั้งม้วนโต ๆ​

​เมื่อไอ้ชนเดินมาสมทบเสร็จแล้ว​ ขบวนตีผึ้งของเราก็ออกเดินทาง ตาปัญญาพกคอนตราควายของแก​พร้อม​กับแบกมีดพร้าด้ามโตเดินนำหน้า ถัดมา​เป็นไอ้พริ้ง ​ซึ่งวันนี้ผมให้มันแบกปืนแก๊ปของมัน​ไปเอง ​ส่วนตัวผมเดิน​เป็นลำดับต่อจากมันก็ถือมีดพร้าด้ามเล็ก ๆ​ ​ที่​ใช้ถือออก​ไปหน้าเหมืองด้ามหนึ่ง​ บนบ่าคอนปี๊บน้ำมันก๊าด​ที่ล้างสะอาดไว้ในสาแหรกสำหรับ​เอา​ไปใส่น้ำผึ้งใบหนึ่ง​ พี่สงัดเดินถัดจากผม แบกคบไฟ​ที่ทำด้วยทางชกแห้งมัดรวม​เป็นฟ่อนเท่าปลีน่องสองมัด ​ส่วนไอ้ชนเดินแบกเชือกป่ารั้งอยู่​ท้ายสุด

เรายกขบวนเดินตามกัน​ไป​เป็นแถว ​ไปตามทางด่านเก่าแก่​แต่โบร่ำโบราณ ​ที่เตียนโล่ง​แม้​แต่หญ้าสักต้นก็หาไม่​ได้ นอกจากใบไม้เหี่ยวแห้งในบางแห่ง​ที่หล่นลงมาทับถมจนเหยียบไม่ถึงพื้น หาก​แต่เลย​ดงไม้ออกทุ่งโล่ง​ที่สองข้างทาง​เป็นป่าหญ้าคากรอบเหลืองปะบน​กับกอเตยหนาม​และดงไผ่​เป็นแห่ง ๆ​ ตรงเส้นทางเดินก็โล่งเตียนมองเห็นพื้นดิน​เป็นสีขาวลดเลี้ยว​ไปตามสุมทุมพุ่มไม้ต้นเตี้ย ๆ​ เสมอหน้าอก จำพวกมังเคร​และธูปป่า ​ที่ออกดอกลูกดกดื่น ​เป็นอาหารโปรดอีกอย่างของพวกเก้ง กว้าง กระทั่งพวกอีเห็น ​ไปจนสุดสายตา

เวลานั้น​ยังเช้า​อยู่​มาก บนยอดไม้​ที่ไกลออก​ไปรอบด้านมีหมอกเคลียคลออ้อยอิ่ง ชะนีร้องโหย ๆ​ ทั่วทุกสารทิศ บนทางเดินเราพบรอยอีเห็นถ่ายมูลฝากให้ดูต่างหน้าอยู่​หลายกอง ​โดยเฉพาะไอ้พริ้งมันเผลอเหยียบอย่างจังเข้ากองหนึ่ง​ แล้ว​มันก็โมโหตนเองหัวฟัดหัวเหวี่ยง แถมพาลด่าตาปัญญา​ที่เดินลิ่วอยู่​ข้างหน้า ว่าไม่บอกกล่าวกันบ้าง

"มึงก็มีตาทำไมไม่หัดมองเอง" ไอ้ชนร้องด่ามาจากข้างหลัง

"ก็กูมัว​แต่​จะหาอะไร​ยิง​ไปย่างกินมื้อเ​ที่ยงสักตัวสองตัวนี่หว่า แถวนี้ หมู เม่น ชุกชุม​ทั้งนั้น​ ไม่นึกว่า​จะเจอ​แต่ขี้มุดสัง"

ว่าแล้ว​ไอ้พริ้งก็หัวเราะออกมาอย่างนึกขำ ​แต่พอมันหุบปากอีเก้งขนาดหมูขุนก็เผ่นแผล็วตัดหน้ามัน​ไปทันที ตาปัญญาหันกลับมา​โดยเร็วด้วย​ความตกใจ ​เพราะแก​กำลังเดินอยู่​เพลิน ๆ​ ​และคงไม่คิดว่าอีเก้งเจ้ากรรมตัวนั้น​มัน​จะกล้ากระโจนฝ่าขบวนท่องไพรของพวกเรา

"ถือปืนเซ่ออยู่​ทำไม ทำไมไม่ยิงมันเล่า- -ลูกไอ้​พร้อม"

ตาปัญญาร้องขึ้น​เสียงดัง แข่ง​กับเสียงอีเก้งตัวนั้น​​ที่ปีบร้อง เอิ๊บ เอิ๊บ ด้วย​ความตกใจ​ไปตลอดทาง ก่อน​จะลับหาย​ไปในแนวป่าชายทุ่งด้านขวามือ ตามลักษณะนิสัย​ที่ชอบแหกปากร้อง​เมื่อยามตกอกตกใจของมัน

"ก็มัว​แต่ยุ่งอยู่​​กับขี้มุดสังนะซี้" ไอ้ชนตะโกนมาจากข้างหลังด้วยน้ำเสียง​ที่เยาะเย้ยอยู่​ในที "ไอ้พริ้ง !! กูว่ามึงคอนปี๊บใบนั้น​แทนไอ้นุ้ย แล้ว​เปลี่ยน​เอาปืนของมึงให้ไอ้นุ้ย​เป็นคนถือยัง​จะเข้าท่ากว่า เผื่อสัตว์อะไร​วิ่งตัดหน้า​จะ​ได้ไม่ฟาล์วอีก"

"เถอะน่า" ไอ้พริ้งว่า "แน่จริงก็ลองโผล่มาอีกซิ พ่อ​จะซัดให้กลิ้ง​ไปเลย​"

​ทว่าไอ้พริ้งพูดไม่ทันขาดคำ ตาปัญญา​ที่เดินอยู่​ข้างหน้าก็หยุดย่างก้าว แล้ว​หันมาส่งสัญญาณมือให้พวกเรามอง​ไปยังชายทุ่งเบื้องหน้า ​ที่​กำลัง​จะมุ่งกัน​ไป

"โน่นไง พ่อมึงโผล่มาแล้ว​" ไอ้ชนร้องบอกไอ้พริ้งเสียงดัง "แน่จริงประเดี๋ยวพอมันเข้ามาใกล้มึงก็ซัดให้กลิ้ง​ไปเลย​ซิวะ ​แต่กูขอเผ่นก่อนละมึง ​ไปเว้ยไข่นุ้ย​ไปแอบหลบหลังกอไผ่ หลีกทางให้พวกมันเสียก่อน"

ว่าแล้ว​ไอ้ชนก็กึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้า​ไปในดงไผ่หนามริมทางด้านซ้ายมือก่อน​ใคร ​ที่เหลือ ผม พี่สงัด ตาปัญญา รวม​ทั้งไอ้พริ้งก็เร่งสาวเท้าตามมัน​ไปติด ๆ​ พอเรา​ทั้งหมดตรง​ไปแอบหลบอยู่​ข้างกอไผ่กันหมดแล้ว​ ขบวนโขลงช้าง​ที่เห็นอยู่​ไกล ๆ​ ​เมื่อครู่ก็เคลื่อนขบวนพยุหยาตราคืบเข้ามา ทำให้นับจำนวนพวกมันภายในโขลง​ได้หมดสิ้น ​ซึ่งมีอยู่​​ทั้งหมด ๙ เชือก รวม​ทั้งเจ้าตัวเล็ก​ที่เดินเคลียคลอไม่ห่างจากแม่ของมันเชือกหนึ่ง​ด้วย ตัว​ที่​เป็นจ่าโขลงนั้น​ดูเหมือน​จะรูปร่างโตใหญ่กว่าตัวไหน ๆ​ นอกจากจ่าโขลง​ที่​เป็นพลายงางอนแล้ว​ ก็มีเพียงพลายงางอนอีกเชือกเดียวเท่านั้น​​ที่ร่วมโขลงมาด้วย ​ที่เหลือตัวโต ๆ​ ขนาดรถบรรทุกหกล้อย่อม ๆ​ อีก ๖ เชือก ไม่นับเจ้าช้างน้อยตัวนั้น​ ก็เห็น​จะ​เป็นแม่พังแทบ​ทั้งสิ้น ไม่น่า​จะมีช้างสีดอร่วมด้วยเลย​

"โขลงนี้หรือเปล่า" ผมกระซิบถามตาปัญญา ​ที่ยืนแอบอยู่​หลังกอไผ่มองดูพวกมันเคลื่อนขบวนผ่านทุ่งหญ้ากรอบแห้งฝุ่นฟุ้งกระจายราวขบวนรถถังประจันบานในภาพยนตร์อยู่​ใกล้ ๆ​ ผม

ตาปัญญาส่ายหน้า ​พร้อมกระซิบตอบ

"ไม่ใช่ โขลงโน้นเกือบสามสิบตัว"

ผม​ได้ยินแล้ว​นึกสะดุ้งอยู่​ในใจ นี่ขนาดแปดเก้าตัว พวกมันยังพากันเคลื่อนทัพผ่าน​ไปจนพื้นดินสั่นสะเทือนจนแทบยืนไม่ติดถึงเพียงนี้ แล้ว​​ถ้า​ไปเจอโขลงมหึมาอย่างนั้น​เข้า เรา​จะทำอย่างไร จึง​ได้​แต่นึกภาวนาอยู่​ในใจ ว่าถึงอย่างไรวันนี้ก็ขอให้ลูกช้าง​ได้แคล้วคลาดจากพวกมันสักวันหนึ่ง​เถิด- -เจ้าประคุณ

********************************************************

หมายเหตุ : ลักษณะนามของช้าง ​คือ เชือก ​แต่บทเจราพูดคุยถึงช้างนิยม​ใช้​เป็น ‘ตัว’

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3203 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ล่องไพรไปเจอขบวนรถถัง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๑๗๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17215 ], [118.172.82.89]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๒๒ น.

ผมเข้ามาอ่าน​​เป็นคน​​ที่ 2 ครับ​​ พี่นามฯ
ไม่รู้คนแรก​​เป็น​​ใคร?

มารู้​​เอาตอนท้าย..ว่าไอ้เจ้ารถถัง มันก็​​คือพญาช้างสารนี่เอง
นึกว่า​​จะเจอสุสานของทหารญี่ปุ่นเสียอีก

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17216 ], [110.49.193.133]
เมื่อวันที่ : ๑๖ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๙.๑๗ น.

คนแรกน่า​​จะ​​เป็นผม ​​ที่วิ่งตามอ่านด้วย​​ความ​​เป็นห่วงการพิมพ์ตกหล่นอีกรอบ

​​แต่ยังไม่เจอครับ​​ อาจ​​เป็น​​เพราะเรื่อง​​ราวมันยังร้อนระอุอยู่​​ในทรวง เดี๋ยวคง​​ต้องรอให้เย็นแล้ว​​​​จะกลับมาอีกที

ขอบคุณคุณอิติมากครับ​​ ​​ที่ติดสอยห้อยตามขบวนการเหมืองป่าของผมอย่างเหนียวแน่น รวม​​ทั้งท่านผู้อ่านท่านอื่น ๆ​​ ด้วยนะครับ​​ ​​ที่กรุณาติดตามอ่าน ​​แต่ไม่​​ได้คอมเมนท์

ขอให้มี​​ความสุข​​กับการอ่านกันทุก ๆ​​ ท่าน- -นะคร้าบ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17217 ], [82.112.222.40]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๔.๒๘ น.

รจนาคง​​เป็นคนอ่านคน​​ที่ 19 ​​แต่เข้ามาเขียน​​เป็นคน​​ที่สามค่ะ​​

ขอลงชื่ออย่างเดียว ยังไม่คุยนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น