นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #10
พลอยพนม
..."มึงอย่าเมาจนลืมหลาน" คำคาดคั้นของพ่อ​ที่ฝากฝังสั่งเสียตัวผมไว้​กับตาปัญญา ก่อน​ที่พวกเรา​จะเดินทางเข้าป่า ยังดังติดหูผมอยู่​...

ตอน : ไพรราตรี

"มึงอย่าเมาจนลืมหลาน"

คำคาดคั้นของพ่อ​ที่ฝากฝังสั่งเสียตัวผมไว้​กับตาปัญญา ก่อน​ที่พวกเรา​จะเดินทางเข้าป่า ยังดังติดหูผมอยู่​

"บ้าแล้ว​มึง!!" ตาปัญญาย้อนกลับ ก่อนหัวเราะ ฮา ฮา ออกมา "ไอ้ไข่นุ้ย มันไม่ใช่เด็กอมมือ หรือเด็กขี้โรคเสีย​ที่ไหน ตอนนี้มันโต​เป็นหนุ่มแล้ว​นา แล้ว​​ที่สำคัญมันก็ไม่​เป็นคนขี้ขลาดตาขาว ปฏิภาณไหวพริบอะไร​ต่าง ๆ​ ของมันก็เยี่ยมกว่ากูเสียอีก มึง​จะ​เป็นห่วงอะไร​มันนักหนา"

"​แต่ถึงอย่างไรพวกมันก็ยังเด็กกันอยู่​ ​ทั้ง ไอ้ชน ไอ้พริ้ง ​จะอุ่นใจหน่อย​ก็ตรง​ที่มีสงัดติด​ไปด้วยคนหนึ่ง​ เจ้านั่นมันค่อยโตกว่าพวกนี้สักหน่อย​"

ก่อนพวกเรา​จะ​ได้เวลาออกเดินทาง ตาปัญญา​กับพ่อนั่งพูดคุยกัน​ที่แคร่ใต้ถุนบ้านของผมอยู่​พักใหญ่ ตาปัญญานั้น​ดูเหมือน​จะ​เป็นฝ่ายพยักหน้ารับปากรับคำ ​กับการสั่งกำชับของพ่อ​ไปเสียทุกเรื่อง​ ​แม้​แต่เรื่อง​ห้ามไม่ให้พวกผมดื่มกินน้ำตาลเมา​ที่แกหมักขึ้น​เอง ตาปัญญาก็รับปากอย่างมั่นเหมาะ ครั้นพอถึงตอนเข้ามาอยู่​ในป่ากันจริง ๆ​ แกกลับชักชวนพวกเราหน้าตาเฉย ​แต่พวกเราก็ไม่มี​ใครกินของแก ​แม้พี่สงัด​ที่ดื่มเหล้า แกก็พกยาดองติดมาเองขวดหนึ่ง​ ปิดฝาแน่น ​เอาไว้กรึ๊บก่อนกินข้าวมื้อเย็นวันละสองข้อมือ แก้ปวด​เมื่อยของแกเท่านั้น​ ​แต่พวกเราสามคน​ที่เพิ่งแรกรุ่นยังไม่มี​ใครริกินของมึนเมา เว้นผู้​ที่ค่อนข้างแก่แดด​ไปหน่อย​ ก็​คือ ไอ้ชน ​ที่ริสูบบุหรี่ตั้งแต่อายุยังน้อย ​ส่วนผม​กับไอ้พริ้งยังไม่ยอมแตะ​ต้องของพวกนั้น​​ทั้งสองอย่าง

วันนั้น​​เมื่อเราชวนกันกลับ​ไปยังกระท่อมทับกันแล้ว​ ​และต่างก็อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเสร็จแล้ว​ ไอ้พริ้งก็ทำหน้า​ที่ติดไฟหุงข้าว​และอุ่น​กับข้าวเช่นเดิม พี่สงัดก็คว้าขวดยาดองของแกมารินใส่จอก​ที่ทำขึ้น​ด้วยปล้องไม่ไผ่พอเหมาะมือ ซดเข้า​ไปกรึ๊บหนึ่ง​ แล้ว​แกก็ว่า

"ท่าทางลุงปัญญา​จะนอนโรงแรมของแกเสียแล้ว​จริง ๆ​ ค่ำ ๆ​ มืด ๆ​ เรา​จะออกตาหา ก็ตาม​ไปไม่ถูกหรอก ปล่อยแก​ไปเถอะ ในป่าแห่งนี้ไม่มีอันตรายอะไร​ รุ่งเช้า​สร่างเมา แกก็กลับมาเองแหละ​ ว่า​แต่คืนนี้มึง​จะนอน​ที่ทับของพวกกู หรือกลับ​ไปนอน​ที่ทับลุงปัญญา"

"​ไปนอน​ที่โน่นแหละ​" ผมตอบพี่สงัด

"นอนคนเดียวไม่กลัวหรือ" ไอ้พริ้งร้องถามมาจากหน้าเตาไฟ

"เดี๋ยว​จะ​เอาปืนสั้นของไอ้ชน​ไปไว้​เป็น​เพื่อน" ผมบอกไอ้พริ้ง

"ปืนขี้โหล้ยแบบนั้น​ ไว้ใจ​ได้​ที่ไหน ​เอาปืนแก๊ปของกู​ไปดีกว่า"

ไอ้ชนหัวเราะ ฮา ฮา

"ปืนมันไม่ขี้โหล้ยหรอก" มันว่า "​แต่ลูกปืนนะสิ หมดอายุ​ไปเสียแล้ว​หรือเปล่าก็ไม่รู้ บางลูกก็ด้าน บางลูกก็ยังดี กลับ​ไปบ้านเ​ที่ยวนี้เห็นที​จะ​ต้องโล๊ะทิ้งให้หมด"

ใน​ที่สุด​ความมืดก็มาเยือนป่าดง​เขายาอีกวาระ หริ่งเรไร​ที่กรีดปีกส่งสำเนียงกล่อมไพรอยู่​ทั่วสารทิศ​เมื่อตอนชิงพลบก็หมดวาระหน้า​ที่ ป่าเริ่มสงัดเงียบขึ้น​เรื่อย ๆ​ คงมี​แต่พวกกง พวกปาด ​และกบเขียดตามริมลำธารเท่านั้น​ ​ที่ส่งเสียงสอดแทรก​ความเงียบวังเวงในไพรพฤกษ์ขึ้น​มา​เป็นคราว ๆ​

หลังจากกินข้าวกินน้ำกันเสร็จ ​และนั่งพูดคุยถึงเรื่อง​ของตาปัญญากันสักพัก ผมก็ขอตัว ​พร้อม​กับแบกปืนแก๊ปของไอ้พริ้งกระบอกนั้น​ รวม​ทั้งเครื่องเครากระสุนดินดำ​พร้อมสรรพ ตรง​ไป​ที่ทับตาปัญญา ​ซึ่ง​เป็น​ที่นอนพักผ่อนของผมมาทุกคืน ​และ​ที่นั่น ผมก็มีหนังสืออ่านเล่มอยู่​เล่มสองเล่ม​ที่พกติดมาจากบ้าน ​เพื่อ​จะ​เอาไว้อ่านก่อนหลับนอน ​โดยอาศัยตะเกียงน้ำมันก๊าดจุดไฟตามให้แสงสว่างอยู่​ใกล้ ๆ​ ผมนอนคว่ำหน้าอ่าน ​เอาหมอนนุ่นสอดคั่นไว้​ที่หน้าอกพอหลวม ๆ​ อ่าน​ไปจนกว่า​จะง่วงจึง​จะดับไฟนอน

คืนนี้, ​แม้ผม​จะยังคงนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสืออยู่​ตามปรกติ หาก​แต่ภายในใจก็มิ​ได้ปรกติตาม​ไปด้วย ​เพราะเลย​​ไปทางซีกฝั่งซ้าย​ซึ่ง​เป็นด้านริมฝาทับอีกด้าน ปรกติทุกค่ำคืน​จะมีตาปัญญานอน​เป็น​เพื่อ ​ถ้าผมไม่อ่านหนังสือ หรือแกไม่เมาน้ำหวานชกจนหลับพับ​ไปเสียก่อน แกก็​จะชวนผมพูดคุย หรือไม่ก็เล่าประสบการณ์ชีวิตเรื่อง​ต่าง ๆ​ ของแกให้ฟังก่อน​จะม่อยหลับกัน​ไป​ทั้งสองคน บางครั้งแกก็คอยบอกให้รู้ถึงสรรพเนียงต่าง ๆ​ ​ที่แว่วดังมาจากป่าลึกอย่างน่ากลัว​เป็นคราว ๆ​ ให้ผมฟังอยู่​​เป็นประจำ

​เมื่อสองคืนก่อน ผม​ได้ยินเสียงครวญครางคล้ายคน​กำลัง​จะสิ้นใจตายด้วย​ความเจ็บปวด ดังอยู่​ใกล้ ๆ​ ​กับทับนอนของเรา หาก​แต่มันดังอยู่​บน​ที่สูง ​ซึ่งน่า​จะ​เป็นยอดไม้ หรือกิ่งไม้​ที่ไหนสักแห่ง เสียงมันดังหนักขึ้น​ ๆ​ จนผมอด​ที่หวาดหวั่นเสียมี​ได้ ผมรีบปิดหน้าหนังสือ​ที่​กำลังอ่านนั้น​เสีย แล้ว​ร้องปลุกแกเบา ๆ​

"ตา! ตา ! ​ได้ยินไหม เสียงอะไร​ น่ากลัวจัง"

"ผีตายโหง"

ตาปัญญาตื่นงัวเงียขึ้น​มาบอกผมเพียงแค่นั้น​ แล้ว​แกก็ผล็อยหลับ​ไปอีก เสียงบ้าเสียงบอ​ที่​กำลังดังอยู่​ ก็ยิ่งดังแรงขึ้น​ ​และคราวนี้มันก็เปลี่ยนทิศทาง กลาย​เป็นสองเสียงประสานกัน บางครั้งก็ร้องครางขึ้น​มา​พร้อม ๆ​ กันอย่างโหยหวน แล้ว​สักประเดี๋ยวอีกเสียงหนึ่ง​ก็ผุดขึ้น​มาใหม่กลาย​เป็นสาม ​เป็นสี่ ​เป็นห้า ​เป็นหก เพิ่มขึ้น​เรื่อย ๆ​ ตามลำดับ ​ถ้า​เป็นผีเปรตหรือผีตายโหงจริง ๆ​ เหมือนอย่างตาปัญญาว่า พวกมันก็คงยกโขยงแห่กันมาหลอกหลอนผมอยู่​​ที่นั่นกัน​ทั้งป่าช้า ​ซึ่งสำหรับผมแล้ว​ เรื่อง​เหลือเชื่อแบบนั้น​ ผมไม่กลัวสักนิดเดียว หาก​แต่คราวแรก​ที่นึกกลัว ก็​เพราะคิดว่า​เป็นสัตว์ร้าย ผมจึงลุกจาก​ที่นอน แล้ว​ย่อง​ไป​ที่ตาปัญญา ค่อย ๆ​ ก้มลงเอื้อมมือคว้าคอนตราควายของแก ​ที่แกวางไว้ตรงหัวนอน ​เอามาเหน็บสะเอว ​พร้อมกระสุนสำรอง​ซึ่ง​เป็นกระสุนเบอร์สิบสองอีกสองนัดใส่กระเป๋ากางเกงขาสั้นคล้ายกางเกงกีฬา ​ซึ่ง​เป็นกางเกง​ที่ผมชอบนุ่งนอนอยู่​ประจำ จากนั้น​ก็คว้ากระบอกไฟฉายขนาดสามท่อนตรง​ที่นอนตนเอง ตรงมาเปิดประตูทับ แล้ว​ก้าวออกมายืนด้านนอก รอปรับสายตาให้ชิน​กับ​ความมืดขมุกขมัวในคืนเดือนแรม ​ซึ่ง​พระจันทร์เว้าแหว่ง​กำลัง​จะโผล่ขึ้น​เหนือทิวป่าเบื้องทิศตะวันออกอยู่​รำไร

​เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในขณะนั้น​แล้ว​ ก็เหมือนดั่งตาปัญญาเคยพูดไว้​กับพ่อของผมตอนก่อน​จะเข้าป่าไม่มีผิด ผมไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาวจริง ๆ​ เพียงแค่ตาปัญญาบอกว่า ผี!! แล้ว​แกผล็อยหลับ​ไป ผมก็รู้​ได้ทันทีว่า นั่นไม่ใช่สิ่งอันตราย ​และอาจ​จะ​เป็นสัตว์ป่าชนิดหนึ่ง​ชนิดใดก็​ได้ ​ซึ่งมัน​จะไม่​เป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างผมอย่างแน่นอน เพียงแค่มันออกหากิน หรือออกมากู่ร้องหาคู่ ​เพื่อจับคู่ผสมพันธุ์กันเท่านั้น​ ​เพราะ​ถ้า​เป็นสิ่งอันตรายมีหรือตาปัญญา​จะผล็อยหลับลง​ไปอีก อีก​ทั้งคืน​ที่แล้ว​มา ไฟฟืนหน้าทับเราก็ไม่​ได้ก่อกันไว้เหมือน​แต่ก่อน ​เพราะตาปัญญาแกรู้ว่าเสือคู่นั้น​ผละ​ไป​ที่อื่นแล้ว​ ไม่มีการไล่ล่ากันมาทางนี้อีกแล้ว​ เสียงครวญครางอันน่ากลัวของพวกมัน ก็หาย​ไปตั้งแต่คืนนั้น​ ​พร้อม​กับเสียงแปลกปลอม​ที่สอดแทรกเข้ามาให้​ได้ยินอย่างน่ากลัวเหมือนคืนนี้ก็ไม่เคยมี

​เมื่อสายตาปรับเข้า​กับ​ความมืดดีแล้ว​ ผมก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอีกครั้ง จนกระทั่งแน่ใจว่า บัดนี้พวก​ที่ทำให้เกิดเสียงอันน่าหวาดกลัวชวนขนลุกขนพองเหล่านั้น​ ​ได้​ไปรวมกันอยู่​​ที่ไหนสักแห่งหนึ่ง​แล้ว​ในรัศมี​ที่แคบ ๆ​ ใกล้ ๆ​ แค่นี้เอง

"ฮือ! ฮือ! ว๊าว!!!"

เสียงนั้น​ดังราวภูตผีปีศาจในภาพยนตร์เสียจริง ๆ​ ​แต่ผมก็เพียรพยายามจับทิศทาง​ที่มาของมันให้​ได้แค่นั้น​เอง จนใน​ที่สุด​เมื่อมันร้องครวญครางขึ้น​มาอีกครั้ง ผมจึงกะทิศทาง​ได้อย่างชัดเจน

‘แน่ะ มันอยู่​​ที่ต้นมะหาดตรงนี้เอง’

ผมคาดคะ​เนจนมั่นใจ จากนั้น​ก็เร่งออกเดินมุ่งตรง​ไป​ที่นั่น ลัดเลาะ​ไปตามโคนไม้​ที่แลเห็นราง ๆ​ จากแสงรำไรของ​พระจันทร์​ที่​กำลัง​จะโผล่แย้มส่องแสงสว่างให้แก่ผืนป่า

​เมื่อผ่านหมู่ต้นเต่าร้างสามสี่ต้น ​ซึ่งอยู่​ห่างมาจากต้นมะหาดต้นนั้น​ไม่เกินยี่สิบวา สุ้มเสียงอันโหยหวนชวนขนลุกของพวกมันก็แผดคร่ำครวญครางขึ้น​มาอีก

ผมหยุดอยู่​​กับ​ที่​เพื่อจับตำแหน่งทิศทางของมันอีกครั้ง พอมั่นใจว่ามัน​ต้องรวมกลุ่มกันอยู่​บนต้นมะหาดต้นนั้น​แน่ คราวนี้ผมก็พุ่งปราดตรง​ไปอย่างไม่รอช้า มือขวากำคอนตราควายของตาปัญญา มือซ้ายกำกระบอกไฟฉาย

‘เดี๋ยวก็รู้หมู่หรือจ่า’

พอ​ไปถึงโคนอินทนิลใหญ่​ที่ผมกะการณ์ไว้ในใจจนเสร็จสรรพแล้ว​ ผมก็หยุดยืนอยู่​​กับ​ที่ รอกระทั่งเสียงโหยหวนนั้น​ผุดขึ้น​ แสงไฟฉายขนาดสามท่อนในมือผมก็สว่างวาบ​เป็นลำยาว แข่ง​กับแสงจันทร์​ที่โผล่แย้มเหนือทิวป่าเบื้องทิศตะวันออกขึ้น​ทันที

สูงขึ้น​​ไปตามลำแสงไฟฉาย บนต้นมะหาดริมทางเดิน​ไปยังแนวดักแร้วสัตว์ป่าของไอ้พริ้งสักประมาณแปดวา มีสัตว์รูปร่างประหลาดนับสิบ ๆ​ ตัว จับเกาะกันอยู่​ตามกิ่งก้านใหญ่ ๆ​ ตลอดจนช่องคาคบ นัยน์ตาของพวกมันสู้แสงไฟเขียวดั่งแสงมรกตโชติช่วง​ไปหมด มัน​คือตัวบ่าง ​ซึ่งมีรูปร่างเหมือนกระจง ​แต่หน้าตาเหมือนกระรอก มีปีก​เป็นพังผืดคล้าย ๆ​ ปีกค้างคาว​แต่มีขนปกคลุม ยึดติด​กับขาหน้า​และขาหลังของมัน​ทั้งสองด้าน สัตว์พวกนี้บินไม่​ได้ อาศัยกางปีกพังผืดของมันร่อนแฉลบ​ไปตามต้นไม้ต้นสูง ๆ​ จากต้นนี้​ไปต้นโน้น ร่อนแฉลบ​ไปเรื่อย กระทั่งถึงจุดหมาย​ที่มัน​ต้องการ

​เมื่อ​ได้เห็นเต็มสองตาจนหายข้องใจ ผมก็ดับไฟฉาย อาศัยแสงจันทร์​ที่​กำลังสาดส่องลงมาเดินกลับทับนอนอย่างไม่รีบร้อน ครั้นกลับมาถึงก็พบว่าตาปัญญา​กำลังนั่งเคี้ยวใบยี่สิบ หรือใบกระท่อม อัน​เป็นยาขยันของแกรอการกลับของผมอยู่​ก่อนแล้ว​

"ผีกี่ตัว"

ตาปัญญาถามผมเสร็จแล้ว​ แกก็ก้มหน้าหัวเราะหึ ๆ​

"​ถ้าตาบอกผมเสีย​แต่แรก ผมก็ไม่ออก​ไปเดินตากน้ำค้างอย่างนี้หรอก สมัยก่อน​ที่บ้านไร่ของผมก็มีเยอะ เพียงแค่ไม่เคย​ได้ยินเสียงมันร้องแค่นั้น​"

"ทำไม​จะไม่​ได้ยิน" ตาปัญญาว่า "เพียง​แต่เอ็งยังเด็ก ไม่รู้ว่าเสียงอะไร​ต่างหาก แล้ว​อีกอย่าง,เอ็งก็​ไปอยู่​เรียนหนังสือ​ที่บ้านย่าของเอ็งในทุ่งนาเสีย​ส่วนใหญ่ ไอ้สัตว์พวกนี้อาศัยอยู่​ในป่าในสวน ชอบออกหากินในตอนกลางคืน มีเหยื่อลูกไม้อยู่​​ที่ไหน พวกมันก็​จะกู่ร้องส่งสัญญาณบอกกันต่อ ๆ​ พวกมัน​เป็นสัตว์ใจบุญ ไม่ขี้หวงเหมือนอย่างมนุษย์ขี้เหม็นอย่างพวกเรา ​ที่ตาไม่บอกเสีย​แต่แรก ก็​เป็น​เพราะอยากให้เอ็ง​ได้ออก​ไปเห็น​กับตา ​เพื่อ​จะ​ได้สัมผัส​กับของจริง มีตัวตนอยู่​ตามธรรมชาติจริง ๆ​ ในบรรยากาศ​ที่​เป็นจริง ​เพื่อ​จะ​ได้เก็บ​เอาไว้เล่าให้พวกลูกหลานของเอ็งในอนาคต​ได้รู้​ได้ฟังจากปากของเอ็ง ​ซึ่ง​เป็นผู้​ที่​ได้พบเห็นมา​กับตา มัน​จะเกิดคุณประโยชน์แก่ผู้ฟัง​ได้ดีกว่า ​เพราะ​ได้ฟังเรื่อง​จริง ไม่ใช่เรื่อง​ยกเมฆ หรือเรื่อง​ราว​ที่​ไปแอบอ่านมาจากตำรับตำรา แล้ว​นำมาโม้ผิด ๆ​ ถูก ๆ​ ทำให้ผู้ฟังหลงเข้าใจผิด ​และเสียเวล่ำเวลาฟัง​ไปเปล่า ๆ​ ไม่เข้าเรื่อง​เข้าราว"

นั่น​คือตัวตนของตาปัญญา อดีต​พระมหาเปรียญผู้หน่ายผ้าเหลือง!!

​และคืนนี้ก็ขาดแก​ไปเสีย ไม่รู้ป่านนี้​ไปหลับไหลอยู่​​ที่ไหน หรือเซ่อซ่า​ไปโดนงูเงี้ยวเขี้ยวเข็บกัด​เอาแล้ว​ก็ไม่รู้ หรืออาจ​จะโดนสัตว์ป่า​ที่เตลิดหนีไฟทำร้ายเข้าก็​ได้ ผมนอนคว่ำหน้าอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง​เลย​ จิตใจวอกแวกขาดสมาธิ จึงปิดหนังสือ​และดับตะเกียงนอน ​ความเงียบยามค่ำคืนในไพรกว้างขย่มใจผมให้ว้าเหว่วังเวงพอสมควร ​เมื่อพลิกตัวตะแคงมองลอดร่องฝาไม้ไผ่ออก​ไปด้านนอก ก็พบว่าบัดนี้แสงจันทร์แรม​ได้ส่องสว่าง​ไปทั่วแล้ว​ ​ถ้าตาปัญญาไม่โดนสัตว์ป่าทำร้าย หรือไม่​ไปกินพืชผลอะไร​​ที่มีพิษเข้า​ไป ก็เชื่อว่าอีกไม่นานแกก็คง​จะเสาะหาเส้นทางกลับมายังทับนอนแห่งนี้​ได้เอง

กระทั่งเวลาล่วง​ไปสักพัก ผมก็​ได้ยินเสียงน้ำค้างหยดเปาะแปะลงจากหลังคา อากาศหนาวสอดแทรกเข้ามาทางรูช่องฝา ผมคลี่ผ้าห่มห่มคลุมจนมิดชิด ​พร้อม​กับรู้สึกง่วงนอนขึ้น​มาอย่างจริงจัง ในขณะ​ที่ไกลออก​ไปในป่าลึกรอบด้าน ผมก็แว่วยินเสียงสัตว์ป่าปีบร้องดังมาแผ่ว ๆ​ ​ความ​เป็นห่วงตาปัญญาจึงค่อย ๆ​ ผ่อนคลายลง ​เพราะปู่เคยเล่าให้ฟังว่า คืนไหนป่าเงียบ​เป็นคืน​ที่น่าหวาดกลัว สัตว์ล่าเนื้อ​กำลังออกหากิน สัตว์​ที่​เป็นเหยื่อจึง​ต้องระแวดระวังภัย จนมิกล้า​แม้​จะส่งเสียงเริงร้องหาคู่ผสมพันธุ์ หากคืนไหนสัตว์ป่าเริงร้องก้องไพร คืนนั้น​ย่อม​เป็นคืน​ที่สุขสงบ​และปลอดภัยของสัตว์ป่า​ทั้งหลาย ก่อน​จะผล็อยหลับ ผมก็ภาวนาขึ้น​ในใจขอให้ตาปัญญาแกปลอดภัยจากภยันตราย​ทั้งปวงด้วยเถิด



หาก​แต่ดึกดื่นคืนนั้น​ ​ซึ่ง​จะ​เป็นเวลากี่ทุ่มกี่ยามไม่แน่ชัด ​ที่ทับนอนของพี่สงัด ก็บังเกิดเสียงปืน .๓๘ ของไอ้ชนดัง เปรี้ยง! เปรี้ยง! ติดต่อกันขึ้น​สองนัด ปลุกผมให้ตื่นลุกขึ้น​มานั่งด้วย​ความตกอกตกใจในทันที จน​เมื่อ​ได้ยินเสียงพี่สงัดกู่ร้องมาว่า

"ไอ้ไข่นุ้ย มึงส่องปืนแก๊ปขึ้น​ฟ้าเร็ว ๆ​ ลุงปัญญายิงปืนส่งสัญญาณหาทิศทาง"

ผมจึงหัน​ไปคว้าปืนแก๊ปของไอ้พริ้ง​ที่นำมา​เป็น​เพื่อนนอน พุ่งตรง​ไป​ที่ประตูทับ แล้ว​เปิดออก​ไปยืนประทับปืนกระบอกนั้น​ส่องขึ้น​ฟ้า ตรงลานดินด้านหน้า ​ซึ่งรอบบริเวณสว่างแจ้ง​ไปด้วยแสงจันทร์เสี้ยว​ที่ลอยเด่นอยู่​ตรงหัว

...​แล้ว​ผมก็เหนี่ยวไก

"ตูม!"

ปืนแก๊ปกระบอกนั้น​ส่งเสียงคำรามแผดก้อง​ไปทั่วราวไพร ​และชั่วประเดี๋ยวเดียว ก็​ได้ยินเสียงคอนตราควาย-ลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ของตาปัญญาดังแว่วขึ้น​ในป่าลึกทางด้านทิศใต้อีกครั้งหนึ่ง​ ​เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า แกจับทิศทาง​ที่​จะเดินกลับมายังหมู่กระท่อมทับของพวกเรา​ได้แล้ว​

******************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3202 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ไพรราตรี --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๑๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น