นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #9
พลอยพนม
...สิ้นเสียงปืน ป่า​ทั้งป่าก็พลันเงียบดุจ​ต้องมนต์ กลุ่มควันสีเทาลอยฟุ้งก่อน​จะจางหาย​ไป​กับสายลม​ที่พัดวน เหลือไว้เพียงกลิ่นเผาไหม้ของกำมะถัน​และดินประสิว...

ตอน : ไพรกำสรวล

สิ้นเสียงปืน ป่า​ทั้งป่าก็พลันเงียบดุจ​ต้องมนต์ กลุ่มควันสีเทาลอยฟุ้งก่อน​จะจางหาย​ไป​กับสายลม​ที่พัดวน เหลือไว้เพียงกลิ่นเผาไหม้ของกำมะถัน​และดินประสิว ระคนกลิ่นคาวเลือดอบอวลอยู่​​ที่ปลายจมูก บนลานดิน​ที่​เป็นเนินเฉียงหลังโขนหินสูงเทียมไหล่ ปรากฏภาพอันชวนสังเวชของลิงเสนเพศเมียตัวหนึ่ง​ โดนกระสุนปืนเข้า​ที่ลำคอ​เป็นรูโบ๋สามสี่รู นอนหายหลังจมกองเลือด​ที่ไหลทะลักออกมาจากรูกระสุนจนนองพื้น นัยน์ตาสองข้างของมันเบิกค้างอย่างน่าสงสาร มันคงสิ้นใจตายลงทันที​ที่โดนเม็ดกระสุนพุ่งเข้าตัดเส้นประสาทสำคัญบาง​ส่วน​ที่บริเวณลำคอ ​และ​ที่น่าหดหู่อย่าง​ที่สุด ก็น่า​จะ​เป็นหยาดน้ำนมสีขาวข้นเหมือนน้ำข้าวพลุ่งเดือด​ที่รินจากหม้อหุงข้าว ​ซึ่งหยาดไหลอยู่​​ที่ปลายหัวนมของมัน​ทั้งสองเต้า ทำให้ผมฉุกคิดถึงเจ้าลิงน้อยของไอ้ชนขึ้น​มาทันที

​แม้ผม​จะยังกังวนถึงปืนแก๊ปกระบอกนั้น​ หาก​แต่​ความเวทนาสงสาร ​ได้ผลักให้ตรงเข้า​ไปนั่งยอง ๆ​ ลงใกล้ ๆ​ ​เอามือรีดเปลือกตา​ที่เบิกโพลงของมันให้ปิดสนิท ก่อน​จะลุกขึ้น​มายืนครุ่นคิดถึงสาเหตุการปะทุขึ้น​ของปืนแก๊ป​ที่มันแอบขโมยมา ​ซึ่งบัดนี้ผมก็กวาดสายตา​ไปเห็นแล้ว​ ว่ามันกระเด็นกระดอน​ไปหล่นเค้เก้อยู่​ตรงไหน

อานุภาพของดินปืน​ที่ประจุเข้า​ไปเกือบสี่นิ้ว ส่งแรงสะท้อนถอยหลังอย่างรุนแรง จนทำให้มันกระเด็นออก​ไปไกลจากซากลิงเสนตัวนั้น​ราว ๆ​ สามวา ​ซึ่งผมสันนิษฐานว่าขณะมันฉวยปากกระบอกปืนลากมาพลางอุ้มมาพลาง ​จะด้วยเหตุผลอะไร​ของมันก็แล้ว​​แต่ ​เมื่อผ่านโขดหิน นกปืนก็อาจบังเอิญ​ไปครูดเข้า​กับแง่งหินจนเกิดการงัดง้างขึ้น​ ครั้นหลุดจากแง่งหินนั้น​มันก็สับลง​ไปบนแก๊ปชนวน กระบวนการระเบิดกระสุนของดินปืนก็บังเกิด ผล​ที่ตามมาก็​คือชีวิตอันน่าสงสารของมันก็จบสิ้นลง

ขณะเราสองคน​กำลังนั่งย่างตัวปิ่น​เพื่อ​จะฉีก​เป็นริ้วคลุกเครื่องเทศ​ที่หา​ได้จากในป่า แล้ว​ห่อใบไผ่ตากวางหมกไฟอีกรอบ ผม​กับไอ้ชน​ได้พูดคุยกันถึงเรื่อง​นี้ด้วย​ความสงสัย

"​ถ้าไม่ติดว่า​จะมืดค่ำเสียก่อน กูก็อยาก​จะลง​ไปดูให้เห็น​กับตาว่า​เป็นแม่ของเจ้าตัวนี้จริงหรือเปล่า" ไอ้ชนหัน​ไปมอง​ที่ลูกลิงของมัน ​ซึ่ง​กำลังกัดกินกล้วยป่าสุกงอม​ที่มันพาออก​ไปเสาะหาอย่างเพลิดเพลิน

"​แต่กูมั่นใจว่าน่า​จะใช่ร้อยเปอร์เซ็นต์ สังเกตเต้านม​ทั้งสองข้าง ก็ดูเหมือน​จะคัดเหลือเกิน ​เพราะลูกของมันไม่​ได้ดูดกินมาสองสามวันแล้ว​นี่" ผมให้เหตุผล

"แล้ว​ทำไมมันถึง​ได้สะกดรอยตามมึง​ไป " ​เพื่อนของผมตั้งข้อสงสัยขึ้น​มาอีก "แถมยังดั้นด้นออก​ไปเพียงลำพังเสียด้วย ฝูงของมัน​ไปไหนเสีย"

"นี่แหละ​​ที่กูยังคิดไม่ตก มันตามกู​ไปทำไม ก็ลูกน้อยของมันอยู่​​ที่มึง ทำไมมันถึงไม่มุ่งมาทางนี้"

"​ถ้า​จะให้เดา- -กูก็ว่า มันน่า​จะกลัวอานุภาพของปืนแก๊ปกระบอกนั้น​ เลย​คิดหาทางขโมยปืน​ไปทิ้งหรือ​ไปแอบซ่อนไว้เสียก่อน"

"มันไม่นิยาย​ไปหน่อย​เร้อ" ผมหัวเราะ "ยังกะเพชร​พระอุมาของ พนมเทียน เชียวนะมึง"

"บ้า! " ไอ้ชนหันมาทำตาเขียว " พวกลิงนี่มันฉลาดแกมโกงยิ่งกว่าคนเสียอีกนะเว้ย ขนาดหม้อข้าวหม้อแกงมันยังชวนกันขน​ไปทิ้งเสียเรียบ มึงไม่เห็นเรอะ"

"เออว่ะ"

​เอา​ไป​เอามาผมก็ชัก​จะคล้อยตาม ​ซึ่ง​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​จริง ๆ​ ก็แสดงว่าตลอดเวลาพวกลิงเสนฝูงนี้คอยสะกดรอยติดตามเราสองคนอยู่​ไม่ห่าง รอจังหวะ​ที่เราเผลอ​เมื่อไหร่มันก็คง​จะบุกชาร์จเข้ามาจัดการพวกเราอย่างแน่นอน

คิด​ได้อย่างนั้น​ผมก็รู้สึกพองขนขึ้น​มาวูบวาบ ถามไอ้ชนว่า "ลูกปืนของมึงในลูกโม่มีอยู่​ครบทุกนัดหรือเปล่า"

ไอ้ชนหัวเราะแหะ ๆ​

"เรื่อง​ครบนะครบแหละ​ ​แต่ไอ้เรื่อง​​จะด้านอีกสักนัดสองนัดหรือเปล่า กูไม่อาจรับรอง​ได้ ​เพราะ​เมื่อครู่ตอนออก​ไปหากล้วยป่าให้เจ้าลิงตัวนี้ กระจงวิ่งตัดหน้าใกล้ ๆ​ กูก็ชักออกมาสับไก​ไปสองครั้ง ​แต่มันก็เสือกไม่ระเบิดสักครั้งเดียว ทาง​ที่ดีมึงควรระวังรักษาเครื่องเคราบรรจุกระสุนในกลักไม้ไผ่ของมึงไว้ให้ดีก็แล้ว​กัน อย่าเพิ่งวางใจปืนของกูกระบอกนี้ให้มากนัก"

พูดจบมันก็หัน​ไปเกลี่ยก้อนถ่านแดง ๆ​ ในกองไฟให้แผ่กระจาย​เป็นวงกว้าง ​เพื่อลดอุณหภูมิ​ความร้อนลงจากเดิม ​พร้อม​กับพลิกตัวปิ่น​ที่เสียบอยู่​​กับไม้ตับ​เพื่อกลับด้านให้​ได้รับ​ความร้อนอย่างทั่วถึง ​โดยไม่​ได้แสดงอาการทุกข์ร้อน​กับเรื่อง​ดังกล่าว​แต่อย่างใด สม​กับ​ที่​เป็น​เพื่อน​ซึ่งผมไว้ใจมาตั้งแต่ต้นอย่างไม่มีข้อตำหนิใด ๆ​ เลย​

เนื้อปิ่นย่างฉีกริ้วคลุกเครื่องเทศจำพวกเปลือกจันทร์หอม เม็ดพริกไทยป่า​และใบเพหลาดของมันนำมาหั่นฝอยด้วยมีดพร้าของไอ้ชน ​กำลังส่งกลิ่นหอมฉุยอยู่​ในด้ามไม้ตับเหนือกองถ่าน ใบไผ่ตากวาง​ที่ห่อหุ้มก้อนเนื้อ บาง​ส่วนเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลือง​เป็นสีน้ำตาลเข้ม ​พร้อม​กับหยดน้ำใส ๆ​ ถูกขับออกมาจากภายในห่อ หยดใส่ก้อนถ่านส่งเสียงฉี่ ๆ​ อยู่​​เป็นระยะ ๆ​ ​ซึ่งหยดน้ำ​ที่ว่านี้หมดสิ้นลง​เมื่อใด ก็​เป็นอันจบสิ้นกระบวนปรุง ​และนำออกจากไม้ตับ แล้ว​แก้ห่อใบไผ่แผ่ออกวาง รอให้คลายร้อนสักพักก็จัดการเปิบเข้าปากแก้หิว​ได้ทันที

"หรือว่าเรากลับหน้าเหมืองกันทางร่องโตนแห่งนั้น​?"

ไอ้ชนขอ​ความเห็น หลังจากช่วยกันจัดการเนื้อปิ่นคลุกเครื่องเทศย่างไฟจนหมดเกลี้ยง​ไปแล้ว​

"ดีเหมือนกัน" ผมว่า "อย่างน้อยก็​จะ​ได้หาน้ำล้างคอกันด้วย ​แต่​ถ้าเกิด​ไปเจอเข้า​กับฝูงลิงพวกนั้น​เข้า ท่าทาง​จะยุ่งกันใหญ่ ​เพราะมันคงโกรธแค้น​ที่เห็นสมาชิกในฝูง​ต้องจบชีวิตด้วยปืนแก๊ปของเรา"

"เกิด​เป็นคน​จะกลัวอะไร​​กับลิง"

ไอ้ชนพูดทีเล่นทีจริง หาก​แต่ผมรู้ว่ามันไม่​ได้คิดสบประมาทพวกสัตว์วานรฝูงนั้น​​แต่อย่างใด ตรงข้าม มันกลับสั่งให้ผมตรวจตราอาวุธคู่กายไว้ให้​พร้อมก่อน​จะออกเดินทาง ​ซึ่งเริ่มขึ้น​ขณะดวงตะวันแผดแสง​และทอดเฉียง​ไปทางทิศตะวันตกในตำแหน่งสิบห้านาฬิกา ​และคราวนี้มันบอกให้ผมแบกปืนเดินอยู่​ข้างหน้า ​ส่วนมันอุ้มลูกลิง​และถือมีดพร้าเดินตามหลัง ย้อนกลับทางเดิมของผมตอนออกหาอาหารประทัง​ความหิว แล้ว​เกิด​ไปเจอเหตุการณ์อันน่าสลดนั้น​เข้า ​ซึ่งเราเดินกันแบบทำเวลาตามปกติ ผ่านดงเหรียงก็ไม่พบพานสัตว์ใดอีก ​เพราะเสียงปืน​ที่ดังขึ้น​ก้องหุบ​เขาในตอนนั้น​​ได้ไล่พวกมันให้หลบหนี​ไป​ที่อื่นหมดแล้ว​

​เมื่อล่วงล้ำเข้าสู่ร่องโตนน้ำตก ผมก็ส่งสัญญาณมือบอกไอ้ชนให้รับรู้​โดยไม่​ได้หันหน้ามาทางมัน​เพราะดูเหมือนผม​จะพบเจอสิ่งผิดสังเกตบางอย่าง​ที่อยู่​ลึกลง​ไปในร่องโตนข้างหน้าเข้าอย่างหนึ่ง​แล้ว​

ซากของเจ้าลิงเสนเพศเมียตัวนั้น​สูญหาย​ไป ผมจำโขดหิน​ที่อยู่​ติด​กับ​ที่เกิดเหตุก่อนหน้านี้​ได้​เป็นอย่างดี จำ​ได้​แม้กระทั่งว่าปืนแก๊ป​ที่แบกอยู่​บนบ่าขณะนี้ มันกระเด็นกระดอน​ไปตกอยู่​บริเวณไหน ​และ​ที่สำคัญป่าข้างเคียงแถบนี้ก็เงียบเชียบจนผิดสังเกต ไม่มี​แม้กระทั่งเสียงร้องของนกกินน้ำหวานดอกกาฝากตัวเล็ก ๆ​ ​ที่มัก​จะส่งเสียง จิ๊บ ๆ​ จิ๊ด ๆ​ ดังระงมอยู่​​ไปทั่ว​แม้สักตัวเดียว หรืออาจ​เป็น​เพราะเปลวเพลิง​ที่ไหม้ลามอยู่​ทางตีน​เขาฝั่งโน้น​จะส่งสัญญาณให้พวกมันระมัดระวังอันตรายจนไม่มีอารมณ์​ที่​จะส่งเสียงกล่อมพฤกษ์ไพรเหมือนเช่นเคย

​ทว่าในขณะ​ที่ผม​กำลังคิดระแวง​และค้นหา สิ่ง​ที่ผมไม่คาดคิดว่า​จะ​ได้พบเจอก็ปรากฏขึ้น​ มัน​คืองูจงอางขนาดน้อง ๆ​ ต้นขาของผม ลำตัวยาวประมาณสี่วา อยู่​ต่ำใต้บริเวณ​ที่เกิดเหตุตรงนั้น​ลง​ไปเบื้องล่างเพียงเล็กน้อย ​กำลังอ้าปากปลดขากรรไกรเขมือบซากลิงเสนเคราะห์ร้ายตัวนั้น​เข้า​ไปเกือบครึ่งตัว ครั้นมันเห็นมีผู้บุกรุกเข้า​ไปใกล้ ​ซึ่งอาจ​เป็นด้วย​ความโกรธแค้น​ที่เห็นเราเข้า​ไปขัดจังหวะหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ มันจึงเร่งสำรอกคายซากลิง​ที่​กำลังเขมือบออกมาอย่างรวดเร็ว ​พร้อม​กับเลื้อยพุ่งเข้าหาเราสองคนด้วย​ความประสงค์ร้ายในทันที

เปรี้ยง ! ตูม !

เสียงระเบิดอันกึกก้องจากปืนของเราสองกระบอกดังขึ้น​เกือบ​พร้อมกัน ส่งผลให้อสรพิษร้ายพลิกท้องหายวาบ บิดลำตัวเร่า ๆ​ ด้วย​ความเจ็บปวด กวัดแกว่งหาง​ไปมาสักชั่วประเดี๋ยวก็แน่นิ่งขาดใจตาย ผมเร่งประจุกระสุนปืนแก๊ปนัดใหม่ในเวลาอันรวดเร็ว แล้ว​เราสองคนก็ตรง​ไป​ที่ซากลิงเสนตัวนั้น​ด้วยกัน

เจี๊ยก ๆ​ เจี๊ยก ๆ​ ๆ​

เจ้าลิงน้อยในอ้อมแขนของไอ้ชน ​ทั้งร้อง ​ทั้งดิ้น ​เมื่อ​ได้เห็นซากลิงเพศแม่ของมันนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งอยู่​ตรงหน้า ​และ​โดยไม่​ต้องสงสัย เราสองคนก็​ต้องเดากันว่า นั่น​คือแม่ลิงของมันนั่นเอง ​แต่​จะทำอย่างไร​ได้ ใน​เมื่อบัดนี้สัตว์ป่าเคราะห์ร้าย​ที่เราปักใจคิดว่า​เป็นแม่ของมัน ​ได้จบสิ้นชีวิต​ไปจากมันเสียแล้ว​ ​แม้​จะปล่อยให้มัน​เขา​ไปจับเนื้อ​ต้องตัวแม่ลิง​ที่กลาย​เป็นซาก เราก็ไม่กล้า ​เพราะไม่รู้ว่าพิษจากเขี้ยวของพญาจงอางตัวนั้น​​จะหกหล่นอยู่​ตรงไหนบ้าง

ผมรู้สึกหดหู่​กับภาพของเจ้าลิงน้อย​ที่พยายามดิ้นรนออกจากอ้อมแขนของไอ้ชน ​เพื่อ​ที่​จะโผเข้าหาซากลิงเพสเมียตัวนั้น​เสียให้​ได้

ไอ้ชนเองก็ถึง​กับน้ำตาซึม

"เรา​ไปกันเถอะ" มันเร่งชวนผมออกเดินมาเสียจาก​ที่นั่น ในขณะ​ที่ลูกลิงก็ยังส่งเสียงร้องลั่นมาแทบตลอดทาง

พี่สงัด​กับเจ้าพริ้งยิ้มออกมาอย่างดีใจ​ที่เห็นผม​กับไอ้ชนกลับคืนสู่หน้าเหมืองกันอย่างปลอดภัย ​เพราะแกคิดว่าเราสองคนคงเตลิดหนีไฟป่าอ้อม​ไปทางซีก​เขาฝั่งโน้นอย่างแน่นอน ​ซึ่ง​ถ้า​เป็นอย่างนั้น​ก็เสี่ยง​ที่​จะหลงป่า​เป็นอย่างยิ่ง หรือไม่ก็คง​จะกลับมาถึงกันมืดค่ำ

"พี่รู้​ได้ยังไงว่าเกิดไฟป่า" ผมถามพี่สงัด

"ก็ทุ่งส้านมันอยู่​ทางนี้" พี่สงัดชี้​ไปทางทิศตะวันออก "พอเปลวไฟเริ่มลุกฮือขึ้น​มา สายลมก็พัดหวนหอบ​เอาควันของมันมาโปรยปรายทางนี้ตั้งพักใหญ่"

"แล้ว​พวกเอ็งเจอ​กับตาปัญญาหรือเปล่า" ไอ้พริ้งหันมาถามผม "​เพราะพอเห็นควันไฟลุกไหม้ขึ้น​ทางนั้น​ แกก็เร่งออกตามพวกเอ็ง​ไป...​ ไล่หลังกัน​ไปไม่นาน กูว่าน่า​จะตาม​ไปทัน​ที่ตรงไหนสักแห่ง หรือว่าแก​ไปหลงป่าเสียเอง"

พี่สงัดส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

"เฮ่ย นักเลงป่าระดับปรมาจารย์มีหรือ​จะหลง ​ถ้าแก​ไปไม่กลับจริง ๆ​ ก็คง​เป็น​เพราะนางตะเคียนมาหักคอ​เอา​ไปทำผัวเสียนั่นแหละ​- - ว่าไม่​ได้"

พูดจบพี่สงัดก็หัวเราะชอบใจ ​เพราะแกไม่มีกังวลเรื่อง​ตาปัญญา​จะหลงป่า ​ทว่า,หลังจากเวลาผ่าน​ไปจวบจนกระทั่ง​จะ​ได้เวลาเลิกงานของพวกเรา ผม​ซึ่งนั่งพักเหนื่อยอยู่​บนขอนไม้ข้างลำธารสองคน​กับไอ้ชน ทอดตามองพี่สงัด​กับไอ้พริ้งช่วยกันขุดกะสะ​เอามาใส่เรียงร่อนหาเม็ดแร่กันจนเพลิน ก็รู้สึกเอะใจ ​เพราะถึงอย่างไร การ​ที่ตาปัญญา​จะกลับ​ไปพักผ่อนหลับนอน​ที่ทับของแก แกก็​จะ​ต้องเดินผ่านทางนี้ทุกวัน ​แม้วันนี้แก​จะออก​ไปตาหาพวกเรา ​แต่แกก็​จะ​ต้องกลับออกมาทางนี้เสียก่อน จึง​จะกลับ​ไปยังทับ​ที่พักของแก​ได้สะดวก​

"เรไรร้องบอกยามแล้ว​นา- -พี่สงัด ตาปัญญาท่าทาง​จะไม่ปกติเสียแล้ว​" ผมพูดออกมาด้วย​ความ​เป็นห่วง

"หรือว่าแอบ​ไปเมาน้ำหวานชกจนหลับสบายอยู่​กลางป่าอีกแล้ว​ก็ไม่รู้"

ไอ้พริ้งพูดติดตลก ​เพราะเรื่อง​ดื่มน้ำเมา​ที่ปรุงขึ้น​จากน้ำหวานของต้นชก แล้ว​หลับไหลอยู่​ในป่าจนข้ามวันข้ามคืน ตาปัญญาแกก็เคยมาแล้ว​จริง ๆ​ ​แต่ถึงกระนั้น​ผมก็ยังอดห่วงแกไม่​ได้

"เราเก็บเครื่องไม้เครื่องมือ ​เอาแร่ในกระป๋อง​ไปเก็บไว้​ที่ทับเสียก่อนเถอะ" ผมว่า "​ถ้าพลบค่ำแกยังไม่กลับ เห็นทีเรา​จะ​ต้อง​เป็นฝ่ายออกตามหาแกบ้างแล้ว​ล่ะ"


********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3200 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ไพรกำสรวล --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๕๗ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17203 ], [125.24.25.180]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๓๒ น.

สวัสดีครับ​​พี่
งูจงอาง ผมว่า​​ถ้าไม่แม่นพอ มีหวังเราเสร็จมันแง๋มๆ​​
พี่นามฯ..ดูคำผิดนิดนึง ​​เพื่ออรรถรสในการอ่านครับ​​

***********************************************

ระคนกลิ่นคาวเลือดอบอวลอยู่​​​​ที่ปลายจมูก บนลานดิน​​ที่​​เป็นเนินเฉียงหลังโขน (โขด)หินสูงเทียมไหล่ ปรากฏภาพอันชวนสังเวชของลิงเสนเพศเมียตัวหนึ่ง​​ โดนกระสุนปืน​​เขา (เข้า)​​ที่ลำคอ​​เป็นรูกลมโบ๋สามสี่รู นอนหายหลังจมกองเลือด​​ที่ไหลทะลักออกมาจากรูกระสุนจนนองพื้น

พูดจบมันก็หัน​​ไปเกลี่ยถ่านในกองไฟให้แผ่กระจาย​​เป็นวงกว้าง ​​เพื่อลดอุณหภูมิ​​ความร้อนลงจากเดิม ​​พร้อม​​กับพลิกตัวปิ่น​​ที่เสีย (เสียบ) อยู่​​​​กับไม้ตับ​​เพื่อกลับด้านให้​​ได้รับ​​ความร้อนอย่างทั่วถึง ​​โดยไม่​​ได้แสดงอาการทุกข์ร้อน​​กับเรื่อง​​ดังกล่าว​​แต่อย่างใด สม​​กับ​​ที่​​เป็น​​เพื่อน​​ซึ่งผมไว้ใจมาตั้งแต่ต้นอย่างไม่มีข้อตำหนิใด ๆ​​ เลย​​


ผมรู้สึกหดหู่​​กับภาพของเจ้าลิงน้อย​​ที่พยายามดิ้นรนออกจากอ้ม (อ้อม) แขนของไอ้ชน ​​เพื่อ​​ที่​​จะโผเข้าหาซากลิงเพสเมียตัวนั้น​​เสียให้​​ได้

*****************************
คำผิด​​เป็นปรกติของนักเขียนครับ​​พี่
ผมอาสาปรู๊พให้ฮับ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17205 ], [110.49.205.141]
เมื่อวันที่ : ๑๑ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๕.๓๗ น.

ขอบคุณจริง ๆ​​ ครับ​​

ปกติผม​​จะทบทวนก่อนกดปุ่มตีพิมพ์เสมอ ​​แต่บางคราวมันหลอนสายตา ​​เพราะ​​เป็นคนเขียน รู้​​ไปเสียก่อนทุก ๆ​​ คำ​​ที่เขียน ผลก็เลย​​มัก​​จะ​​เป็นยังงี้

ดีนะครับ​​​​ที่​​เป็นบอร์ดนกน้อย ​​คือเรา​​สามารถกลับมาแก้ไข​​ได้ ​​แต่​​ถ้า​​เป็น กอง บก.สำนักพิมพ์ คงจบแห่​​และเรียบร้อย​​ก้นตะกร้าอย่างแน่นอน

ขอบคุณคุณอิติฯอีกครั้งครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : อิติฯ [C-17206 ], [125.24.11.225]
เมื่อวันที่ : ๑๒ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๒๓ น.

จริงๆ​​แล้ว​​ การเขียนของผมเองเรื่อง​​คำผิด
​​และอีกจิปาถะข้อบกพร่อง มีอยู่​​ประจำ(ขาดไม่​​ได้ )​

​​แต่สำหรับงานเขียน​​ที่เนี๊ยบๆ​​
​​เมื่อผมมีโอกาส​​ได้อ่านแล้ว​​ล่ะก็ ​​ต้องไม่มีสะดุดครับ​​

ขอ​​เอาใจช่วยเชียร์งานเขียน​​ที่พี่ส่ง​​ไป
โชคดี​​เป็นของพี่แน่นอน

อิติฯ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น