นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #8
พลอยพนม
...​เมื่อผมหักกิ่งไม้ทำ​เป็นตะขอยาวประมาณวากว่า ๆ​ ​ได้มาอันหนึ่ง​แล้ว​ ผมก็ย้อนกลับลงมา​ที่เก่า ​ซึ่งปรากฏว่า ปืนแก๊ปกระบอกนั้น​​ได้อันตรธาน​ไปเสียแล้ว​...

ตอน : ตำนานลี้ลับในพงไพร

สองข้างร่องผา​ที่​เป็นโตนน้ำตกน้อย ๆ​ แห่งนี้ เต็ม​ไปด้วยกอไผ่ลำเล็ก ๆ​ ข้อสั้น ๆ​ เรียกกันว่า "ไผ่ตากวาง" ใบใหญ่ หนา ​และกว้าง พวกแม่ค้าขนมตามในเมืองนิยมห่อข้าวเหนียว​และเครื่องปรุงทำขนมบ๊ะจ่าง ​ส่วนชาวเหมืองป่าอย่างพวกเรา ชอบ​ที่​จะนำมาห่อเนื้อสับละเอียดคล้ายหมูบะช่อคลุกเครื่องเทศย่างไฟถ่านอ่อน ๆ​ ​ซึ่งช่วยให้กลิ่นหอมชวนชิมอย่าบอก​ใคร

ผมเดินเลย​กอไผ่พวกนั้น​ขึ้น​​ไปด้านบน​เพื่อเสาะหากิ่งไม้​เอา​ไปทำตะขอเกี่ยวตัวปิ่นออกจากหลืบหิน ​โดยทิ้งปืน​เอาไว้ตรงนั้น​ ​เพราะไม่อยากแบก​ไปให้เกะกะ ​และอีกอย่าง ก็เห็นว่าเดินห่างออก​ไปแค่ใกล้ ๆ​ ​แต่พอ​เอาเข้าจริง ๆ​ มันกลับกลาย​เป็น​ความผิดพลาดอย่างมหันต์ ​เมื่อผมหักกิ่งไม้ทำ​เป็นตะขอยาวประมาณวากว่า ๆ​ ​ได้มาอันหนึ่ง​แล้ว​ ผมก็ย้อนกลับลงมา​ที่เก่า ​ซึ่งปรากฏว่าปืนแก๊ปกระบอกนั้น​​ได้อันตรธาน​ไปเสียแล้ว​

ชั่วระยะเวลาไม่ถึงห้านาที มัน​เป็น​ไป​ได้อย่างไร?

​จะว่าไอ้ชนตามแกล้งผมก็ไม่น่า​จะใช่ ​เพราะไม่มีเหตุผลใด​ที่มัน​จะทำอย่างนั้น​

ผมเดินถือไม้ตะขอสำรวจดูรอบ ๆ​ โขดหิน​ที่พิงกระบอกปืนไว้​แต่แรกอย่างละเอียด ​ซึ่งบนพื้นรอบด้าน​เป็นกรวดทราย​และก้อนหินเล็ก ๆ​ ไม่ปรากฏร่องรอยใด ๆ​ ให้​เป็น​ที่สังเกต เพียง​แต่ถัด​ไปอีกหน่อย​ ตรงริมร่องผา​ซึ่ง​เป็นเนินดินสลับโขดหิน ผมเจอรอยลากครูด​เป็นทางยาวมุ่งสู่ป่าบนเนิน​เขา ทำให้มั่นใจว่าตามมาถูกทาง ในขณะ​ที่ภายในใจก็นึกสงสัยว่า ​เป็นตัวอะไร​​ที่อุตส่าห์ดั้นด้น​ไปลาก​เอาปืนของผมมา ​เพราะในอดีตเรื่อง​ราวทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้น​มาแล้ว​เหมือนกัน อย่างเช่น​ที่ป่าดิบเชิง​เขา​พระสุหมี หลังอำเภอสุขสำราญ จังหวัดระนอง ​เมื่อประมาณห้าหกสิบปีก่อน ​(พ.ศ . ๒๕๐๒) สมัย​ที่คหบดีเมืองบางกอกมาขอประทานบัตรทำเหมืองดีบุกกัน​ที่นั่น ภายใต้ชื่อบริษัท "เหมืองโชน" มี​ทั้งนิทาน นิยาย ​และเกร็ดเรื่อง​ราวขำ ๆ​ เกิดขึ้น​​ที่นั่นมากมาย​ เล่ากันว่า ​แม้​แต่อดีตฯพณฯนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง​​ซึ่งมีหุ้น​ส่วนของเหมืองดังกล่าวอยู่​ด้วย ก็เคยเดินทาง​ไป​ที่นั่นด้วยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ​เพื่อ​ไปรับประทานตับเต่า-​ที่ว่ากันว่า​เป็นยาเพิ่มพลังทางเพศ​เป็นอย่างดี ​ทั้งนี้ก็สืบ​เนื่องจากพวกคนงานในเหมืองเคยฆ่าเต่า ​และผ่า​เอาตับของมันออกมาย่างจนสุก แล้ว​ส่ง​ไปให้ท่าน​ที่บางกอก ​เพื่อให้ท่านทดลองรับประทาน ​แต่สมัยนั้น​หนทางทุรกันดาร กว่าตับเต่า​ที่ส่ง​ไปจากปักษ์ใต้​จะถึงมือท่าน​ที่บางกอก มันก็ส่งกลิ่นเน่าเหม็นเสียก่อน ท่านเลย​ตัดสินใจเหาะมาเอง ​ซึ่งเล่ากัน​เป็นนิยายว่า ​เมื่อฯพณฯท่านเหาะมาถึง พวกเต่ายาง เต่าหับ ​และสารพัดเต่าภายในป่าแห่งนั้น​นับ​เป็นร้อย ๆ​ ถูกสังหาร​เพื่อผ่ากระดองล้วง​เอาตับของมันออกมาย่างให้ ฯพณฯ​และคณะ​ได้ทานกัน

​และภายในป่าเชิง​เขา​พระสุหมี​ซึ่งล้อมรอบอาณาบริเวณเหมืองแร่แห่งนี้นี่เอง ​ที่มีเรื่อง​ราวเล่าขานกันว่า ​เมื่อครั้งกระโน้นเคย​เป็นป่า​ที่มีสิงห์สาราสัตว์ชุกชุมไม่แพ้ป่าทางภาคเหนือ หรือภาคกลาง ของประเทศไทย ทำให้บรรดาพรานเล็กพรานใหญ่ต่างมุ่งหน้ากัน​ไป​ที่นั่น​เพื่อล่าพวกมันแล้ว​ตัด​เอานอ ​เขา อุ้งตีน หรือ​แม้กระทั่งเขี้ยว​และงาของมันออกมาขายให้​กับนายทุนผู้รับซื้อกันอย่าง​เป็นล่ำ​เป็นสัน ​แต่บางคราวพรานไพรก็เสียท่าให้​กับสัตว์ป่าพวกนั้น​มันบ้างเหมือนกัน ​เป็นต้นว่าโดนโขลงช้างบุกเข้ารื้อเต็นท์​ที่พัก ทำลายเสบียง​และข้าวของเสียหายจน​ต้องกินข้าวลิง​เป็นวันสองวันกว่า​จะกลับออกมาจากป่ากัน​ได้ก็เคยมี

มีตาพรานท้องถิ่นคนหนึ่ง​ ชื่อ ยม ​ใคร ๆ​ ก็เรียกแกว่า พรานยม แกชอบเดินป่าตามลำพัง​พร้อมอาวุธคู่กาย ​คือ ปืนแก๊ปรางแดง ​ซึ่ง​เป็นปืนกระบอกโต ยาวสามศอก​กับหนึ่ง​คืบ ​ซึ่งว่ากันว่าหนึ่ง​คืบ​ที่เหลือมาจากสามศอก ​เป็นการเพิ่ม​เพื่อ​เอาเคล็ด สัตว์ป่าในดง​พระสุหมี​ต้องจบชีวิตลงด้วยปืนรางแดงของแกกระบอกนี้มาเสียนักต่อนัก กระทั่งวันหนึ่ง​, ขณะแกเดินท่องไพรอยู่​กลางป่าลึก ก็เกิดอาการปวดท้องเบื้องล่างขึ้น​มาหนึบ ๆ​ ​โดยไม่รีรอ แกก็​เอาปืนของแกพิงตอไม้แล้ว​เลี่ยง​ไปหา​ที่นั่งเหมาะ ๆ​ ​เพื่อ​ที่​จะถ่ายทุกข์หนึบ ๆ​ นั้น​ทิ้งเสีย ครั้นแกคล้อยหลังเดิน​ไปทางโน้น ทางนี้เจ้าลายพาดกลอนตัวโตก็ตรงเข้างับปืนรางแดงของแกพาเตลิดเข้าป่า

พรานยมเปลื้องทุกข์เสร็จกลับออกมา...​ ฉิบหาย! ปืนกู

ตาพรานเฒ่าออกค้นหาซอกซอน​ไปทั่วบริเวณก็ไร้ร่องรอยอื่นใด นอกจากรอยเท้าของไอ้โคร่งขนาดจานข้าว เพิ่งจ้ำผ่าน​ไปหยก ๆ​ แล้ว​ไอ้โคร่ง​ที่ว่านั้น​ มันมายุ่งเกี่ยวอะไร​​กับปืนของแก ยิ่งคิดยิ่งค้นหา ก็ยิ่งทำให้แกปวดเศียรเวียนเกล้า​เป็นอย่างยิ่ง สุดท้ายตาพรานเฒ่าก็หันหน้าเข้าพึ่งเจ้าป่าเจ้า​เขา​ที่แกเคยเซ่นไหว้ทุกครั้ง​ที่เข้าป่าล่าสัตว์ ให้ช่วยดลบันดานให้แก​ได้อาวุธประจำกายของแกกลับคืนมา

หลังจากนั่งคุกเข่าพนมมืออธิษฐานบนบานสานกล่าวเสร็จสรรพ แกก็รู้สึกง่วงหาวจนหนังตา​ทั้งสองข้างปิดลงด้วย​ความอ่อนเพลีย จึงล้มตัวนอนลงข้างขอนไม้​เพื่อพักผ่อน​เอาแรง ครั้นพอเคลิ้มหลับแกก็ฝัน...​ ฝันว่า มีตาแก่สังขารประมาณแกคนหนึ่ง​ ผมเผ้าหนวดเครารกรุงรัง แถมเปลือยกายล่อนจ้อนเดินมาหาแก ​พร้อม​กับชี้หน้าด่า หาว่าแกเซ่นไหว้เจ้าป่าเจ้า​เขาอย่างลำเอียง เจ้าป่าตนอื่น ๆ​ แกเอ่ยชื่อเชื้อเชิญให้มารับเครื่องเซ่นไหว้จากแก​ทั้งหมด เว้น​แต่ตาชีเปลือยตนนี้ตนเดียว​ที่แกไม่​ได้เชื้อเชิญ

"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไอ้ลูกหมา มึงไม่นับถือกู" เสียงนั้น​ดังบาดลึกจนแสบหู​ทั้งสองข้าง

"ท่าน​เป็น​ใคร" พรานยมร้องถามขึ้น​ใน​ความฝัน "ลูกช้างขออภัย​ที่ ​ต้องถามซื่อ-แซ่ ​เพราะไม่อย่างนั้น​เวลาบนบานสานกล่าว ลูกช้างก็เอ่ย​พระนาม, เอ้ย-เอ่ยชื่อ ของท่านไม่ถูก"

"ฮ่า ฮ่า สมควรตาย ! เอ็งมันสมควรตาย ฮ่า ๆ​ ๆ​...​ " ตาชีเปลือยตนนั้น​ อ้าปากหัวเราะเยาะพรานเฒ่าเสียงกึกก้องทั่ว​ทั้งป่า ก่อนตะเพิดถาม "ป่า​ที่เอ็งบังอาจเข้ามาล้มเสือล้มช้างอยู่​ ณ บัดเดี๋ยวนี้ชื่อป่าไรหนอ ชะ-ไอ้ลูกหมา เอ็งมันพรานยี่ห้อใด ถึงไม่รู้จักข้า"

"ทานโทษเถอะครับ​ใต้เท้า ลูกช้างสมควรตายจริง ๆ​ "

ตาพรานยมยกมือไหว้ค้อมหัวประลก ๆ​ ก่อน​จะกลั้นใจสอบถามสืบ​ไปจน​ได้​ความว่า​ที่แท้ตาแก่​ที่เปลื้องผ้าอุจจาดนัยน์ตา ​และเสือกโผล่มาเข้าฝันกลางวันอยู่​ในขณะนี้ ก็​คือ "​พระสุหมี" เจ้าป่าเจ้าดง หรือเจ้าแห่งอาณาจักร​ที่แกล่วงล้ำเข้ามานั่นเอง

"ก็ตอน​ที่ลูกช้างเซ่นไหว้กราบกราน ลูกช้างก็​ได้เอ่ยนามของใต้เท้าทุกครั้งนี่ขอรับ"

"แน่ะ! อ้ายนี่เถียงคำไม่ตกฟาก" ท่าน​พระสุหมีว่าขึ้น​ "ก็ข้ามีเชื้อแขก ชื่อ สุหมี ไม่ใช่หมีเฉย ๆ​ เอ็งมัว​แต่เชื้อเชิญ​ใครก็ไม่รู้ ชื่อ ​พระหมี แล้ว​ข้า​จะกล้าบากหน้าเข้า​ไปกินของเซ่นไหว้ของเอ็ง​ได้ยัง ถึงข้า​เป็นภูต​เป็นสาง ​แต่ข้าก็มียางอายเหมือนนะเว้ย ว่า​แต่เอ็งอยาก​ได้ปืนของเอ็งคืนใช่ไหมละ ประเดี๋ยวข้ากลับ​ไปแล้ว​ ก็​จะมีผู้​เอามาคืน ว่า​แต่เอ็งอย่าเสือกตกใจกลัวจนขี้แตกขี้แตนเสียก่อนล่ะ"

ว่าแล้ว​เจ้าป่าขี้คุยก็หายวับ​ไป​กับ​ความฝัน พรานยมตกใจตื่นขึ้น​มานั่งงัวเงียเหมือนคนเมาขี้ตา ​พร้อม​กับนึกทบทวนในสิ่ง​ที่ฝัน​เมื่อตอนงีบหลับ ก็รู้สึกขนลุกขนพองด้วย​ความตื่นกลัว ​ที่แท้ปืนของแก​ที่หาย​ไป ก็​เป็น​เพราะโดนเจ้าป่าเจ้า​เขาตนนี้กลั่นแกล้งแกนั่นเอง

ผมรู้สึกขำ ๆ​ ​เมื่อนึกถึงตำนานของตาพรานยม​กับท่าน​พระสุหมี ​ซึ่ง​เป็นตำนาน​ที่เกิดขึ้น​ก่อนผม​จะลืมตาดูโลกตั้งหลายสิบปี ปู่​เป็นคนถ่ายทอดให้ฟังขณะผมยัง​เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ​ ​ที่ชอบฟังนิทาน ​และตอนนั้น​ผมก็เชื่อว่ามัน​เป็นเรื่อง​จริง หากตอนนี้​เมื่อมาเจอเข้า​กับตนเอง ผมกลับนึกขำ ​เพราะผมค่อนข้าง​เป็นคน​ที่ไม่​ใคร่​จะเชื่อในสิ่ง​ที่พิสูจน์ไม่​ได้

นักเรียนชั้นมัธยมผู้สอบเลื่อนชั้นเรียน​ได้คะแนนตั้งเก้าสิบกว่าเปอร์เซ็นต์มาหยก ๆ​ ​จะมายอมรับ​กับสิ่ง​ที่นอกเหนือ​ไปจากกฎเกณฑ์วิทยาศาสตร์​ได้อย่างไร

​แต่...​เอ...​ ​ถ้าอย่างนั้น​ปืนของตูมันเสือกล่องหน​ไป​ได้ยังไงเล่าหว่า?

แล้ว​นี้ไง รอยลาก​ที่ครูด​ไป​กับพื้น​เป็นทางยาว​ไปทางโน้น...​

ผมเหลือบมองขึ้น​​ไป​ระหว่างโขดหินน้อยใหญ่​ที่สลับเรียงราย​ไปตามแนวเนิน ​พร้อม​กับมั่นใจว่า ​ถ้า​เป็นสัตว์อะไร​มาคาบ​เอา​ไป ก็น่า​จะ​ต้อง​เป็นสัตว์ใหญ่ ​และน่า​จะทิ้งร่องรอย​เอาไว้บ้าง ​แต่นี่เปล่าเลย​ นอกจากร่องรอย​ที่ลากครูด​ไป​กับพื้น​เป็นทางยาวบนพื้นนั่นหน่อย​หนึ่ง​แล้ว​ พอถึงแนวโขดหินใหญ่​ซึ่งระเกะระกะ​และสูงท่วมหัวผม ร่องรอยนั้น​ก็กลับหาย​ไปเลย​

​เมื่อนึกย้อนถึงเรื่อง​ราวของตาพรานยม​ที่ปู่เคยเล่าให้ฟังอีกครั้ง ผมก็ขนลุกซู่ ​เพราะหลังจากตาพรานเฒ่าลุกขึ้น​นั่งทบทวน​ความฝันเสร็จแล้ว​ ด้วยสำนึก​ที่เคยเซ่นไหว้ในนามของ​พระสุหมีผิดพลาด แกจึงก้มลงกราบงาม ๆ​ บนพื้นดินอีกครั้ง หมาย​จะขอขมาลาโทษใน​ความผิดพลาดของแก

ครั้นก้มลงกราบครบสามครั้ง กลิ่นสาปสางอันเหม็นขื่นก็โชยวูบเข้าจมูก ด้วยสัญชาตญาณของพรานไพรทำให้พรานเฒ่าเหลียวหาปืนคู่กายอย่างลืมตัว ​ทั้ง​ที่รู้ว่ามันหาย​ไปแล้ว​ พอตั้งสติ​ได้ก็คว้าด้ามมีดคล็อก ​ซึ่ง​เป็นมีดพราน​ที่เสียบอยู่​ในฝักคาดสะเอว แล้ว​ดึงมันออกมา

มีดพรานเล่มนั้น​ตั้งแต่โคนด้ามจรดปลายแหลม ยาวกว่าสองคืบ ผ่านการถูลับ​กับหินลับมีดจนเกิดคมขาววับจับเงา แกขยับจับด้ามของมันแนบกระชับอยู่​ในอุ้งมือข้างขวาอย่างเตรียม​พร้อม

"เอ็งอย่าเสือกทำอะไร​โง่ ๆ​ เชียวนา"

เสียงเตือนของเจ้าป่าชีเปลือยสอดขึ้น​ข้างหูพรานเฒ่า ​พร้อม ๆ​ ​กับการปรากฏขึ้น​อย่างรวดเร็วแทบดูไม่ทันของเสือโคร่งขนาดมหึมา ทำ​เอาพรานเฒ่าถึง​กับตาถลนออกนอกเบ้า เข่าอ่อน ตีนอ่อน มือไม้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงจนมีดพรานเล่มนั้น​หล่นจากมือ ก่อน​ที่แก​จะทรุดหน้าคว่ำลง​กับพื้น ชนิดยอมถวายหัวให้​กับมันอย่างศิโรราบ

เจ้าเสือลายพาดกลอนรูปร่างขนาดช้างแรกรุ่นตัวนั้น​ทอดย่างเข้ามายืนจังก้าอยู่​ตรงหน้าแก พรานเฒ่าเหลือบตาขึ้น​​ไปมอง เห็นปืนแก๊ปไอ้รางแดงของแกติดค้างอยู่​ในกรงเขี้ยวอันแหลมโง้งภายในปากของมัน นัยตาสองข้างของเสือยักษ์แดงก่ำจนแทบ​จะลุก​เป็นไฟ ​และ​เมื่อมันเห็นตาพรานเฒ่าค้อมหัวให้อย่างหมอบราบคาบแก้วอย่างนั้น​ มันก็ก้มคายปืนในปากลง​กับพื้น แล้ว​ก่นเสียงข่มขวัญ ฮึ่ม โฮ่ง ออกมาอย่างอึกทึกกึกก้อง ดุจเสียงโกญจนาทของพญาคชสาร ทำ​เอาหัวอกหัวใจของพรานเฒ่าแทบ​จะแตกแยกออก​เป็นริ้ว ๆ​ ด้วยแรงสั่นสะเทือนจากอำนาจเสียงอันแผดก้องของมัน

"ลูกช้างกลัวแล้ว​ อย่าทำอันตรายลูกช้างเลย​ พ่อเจ้าประคุณ"

"ฮ่า ๆ​ ๆ​ " เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังขึ้น​ข้างหูตาพรานเฒ่า "ทีอย่างนี้แล้ว​ทำ​เป็นกลัว ​แต่เวลาเชื้อเชิญให้ข้า​ไปกินเครื่องเซ่นแล้ว​ทำ​เป็นลืม คราวหน้าคราวหลังขืนทำลืมอีกละก้อน่าดู -- จำไว้ ข้า​ไปก่อนล่ะ"

สิ้นเสียงนั้น​ เจ้าเสือผีผู้คาบปืนมาคืนให้แกก็กระโจนแผล็ว หาย​ไปในดงไม้ชั่วพริบตา

พรานยม​แม้​จะยังไม่หายสั่นจากการตกใจกลัว ​แต่แกก็ค่อยรู้สึกใจชื่นขึ้น​มา​เป็นกอง แกเร่งสูดอากาศปลอดโปร่งส่งเข้าปอดแรง ๆ​ สองสามครั้ง เรียก​กำลังวังชากลับคืน จากนั้น​จึงค่อย ๆ​ คลาน​ไปหยิบปืนคู่ชีพมาลูบคลำอย่างทะนุถนอม ราว​กับคนรัก​ที่พรัดพรากจากกันนานปีแล้ว​เพิ่ง​จะ​ได้หวนกลับมาพบกัน

ปู่ไม่​ได้เล่าว่าปืนแก๊ปของตาพรานยมกระบอกนั้น​​ได้กลับคืนมาในสภาพใด กระสุนดินดำ​ที่ประจุอยู่​ข้างในยังเรียบร้อย​ดีหรือไม่ ​เพราะนิทานของปู่จบลงแค่นั้น​ ​เมื่อพรานเฒ่า​ได้ปืนกลับมา นิทานปรัมปราของปู่ก็อวสาน ผิด​กับเรื่อง​ราว​ที่​เป็นจริง​ซึ่ง​กำลังเกิดขึ้น​​กับผม ​เพราะหลังจากผมเดินแกะหาร่องรอย​ที่เชื่อว่าน่า​จะ​เป็นรอยพานท้ายปืนถูกลากครูด​ไป​กับพื้น​ไป​ได้สักครู่ ก็เกิดเสียงปืนดังขึ้น​ตรงหน้า ใกล้ ๆ​ ​กับโขดหิน​ที่สูงท่วมหัวผม ​ซึ่งอยู่​ถัด​ไปสักประมาณวากว่า ๆ​ ​พร้อม​กับกลิ่นดินปืนลอยฟุ้งเข้าจมูกจนแทบสำลัก

​โดยไม่รอช้า ผมพุ่งปราด​ไปตรงนั้น​ทันที

---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​---​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3198 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ตำนานลี้ลับในพงไพร --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๐๑๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : อิติฯ [C-17195 ], [125.24.87.155]
เมื่อวันที่ : ๐๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๘.๒๔ น.

ตอนนี้ลงชื่อ..​​เป็นนัมเบอร์วัน
รอยเท้าเสือขนาดเท่าจานข้าว
ผมชักอยาก​​จะเห็นตัวจริงๆ​​มันเสียแล้ว​​
​​แต่ไม่รู้ว่า​​จะยืนอยู่​​หรือเปล่า..ผมว่า..ผมคงช็อกตาตั้งแน่เลย​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-17196 ], [81.62.171.74]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๑.๒๔ น.

แหม นิทานสลับฉากสนุกมากเลย​​ค่ะ​​ เจ้าป่าสุหมีมีอารมณ์ขันดีนะคะ​​ ​​และหวังว่าพรานยมคงไม่ลืมเอ่ยชื่อท่านในตอนเซ่นไหว้ครั้งต่อ​​ไป

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น