นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #7
พลอยพนม
...เดชะบุญเจ้าแพะป่าตัวนั้น​ชีวิตยังไม่ถึงฆาต ​เพราะผมยั้งมือเสียทัน ​พร้อม ๆ​ ​กับ​ที่มันก็ตกใจ เร่งเหวี่ยงตัวกลับจนแทบหายหลัง...

ตอน : เสียท่าเจ้าปิ่น

เดชะบุญเจ้าแพะป่าตัวนั้น​ชีวิตยังไม่ถึงฆาต ​เพราะผมยั้งมือเสียทัน ​พร้อม ๆ​ ​กับ​ที่มันก็ตกใจ เร่งเหวี่ยงตัวกลับจนแทบหายหลัง ​และ​เมื่อทรงตัว​ได้ก็กระโจนเลี่ยงเราสองคน​ไปตามโขดหิน ผ่านขึ้น​สู่เนิน​เขาสูงอย่างแคล่วคล่องว่องไว

วันนี้ไม่ใช่วันออกล่าสัตว์สำหรับเราสองคน ​แม้​แต่ฝูงกระทิง​และฝูงสัตว์อพยพหนีไฟ​จะมีอยู่​มากมาย​ ให้เรา​ได้ซุ่มยิง ​แต่เรามิอาจทำเช่นนั้น​​ได้ ​ที่ทับของเรายังมีเนื้อส้ม​และเนื้อเค็มอยู่​ล้นหลาม แกงคั่วกระจง​ที่ไอ้พริ้ง​ไปดักบ่วง​ได้มาก็ยังเหลืออยู่​ล้นหม้อ เราจึงไม่มี​ความจำ​เป็นใด ๆ​ ​ที่​จะ​ต้องล้มสัตว์ป่าให้ถึงแก่ชีวิตด้วยเหตุผลอันไม่ควร

​เมื่อตอน​เป็นเด็กเรียนหนังสืออยู่​ชั้นประถม วันเสาร์-วันอาทิตย์ หรือช่วงบ่ายโรงเรียนเลิกตรง​กับหัวน้ำขึ้น​ ขณะน้ำทะเลหนุน​เนื่องผลักดันสายน้ำในลำคลองไหลย้อนขึ้น​มาเอื่อย ๆ​ ผมหิ้วถุงอวนใส่ปลาใบเล็ก ๆ​ เดินตามหลังปู่ท่อง​ไปตามชายคลอง ​ทั้งปลากระบอก ปลาข้างเหลือง ​ซึ่ง​เป็นปลา​ที่ชอบแหวกว่ายหาเหยื่ออยู่​ตามผิวน้ำ ว่ายตามกระแสน้ำ​ที่ไหลเอื่อย ๆ​ มาจากฝั่งทะเล​เป็นฝูง ๆ​ ปู่​กับผมยืนจ้องอยู่​บนตลิ่ง หรือบางครั้งก็ยืนรอกันบนขอนไม้​ที่ทอดพาดลง​ไปในคลอง ปู่สาวลูกแหพาดข้อศอก​ที่พับงอ​ทั้งสองข้าง ยืนตั้งท่ารอปลาฝูงใหญ่ ๆ​ ​และตัวโต ๆ​ ผมยืนลุ้นให้มันว่ายน้ำตรงมา​ที่เรา ​และ​เมื่อถึงตอน​ที่พวกมันยกฝูงว่ายเข้ามาจริง ๆ​ ปู่ก็หวี่ยงแห​เป็นวงกว้างออก​ไปสุมครอบฝูงปลาเหล่านั้น​ไว้ ตัว​ที่กระโจนหนีทันก็รอดตัว​ไป พวก​ที่ติดอยู่​ในสุ่มแหของปู่ ก็ค่อย ๆ​ โดนปู่กว้านติดมา​กับแหน ดิ้นผลุง ๆ​ อยู่​ในน้ำเห็นเกล็ดขาว ๆ​ สะท้อนแสงแดดยามบ่ายพลิก​ไปพลิกมาชวนตื่นเต้น​และเร้าใจ

​เมื่อปลดปลาออกจากแหส่งให้ผมใส่ถุงอวนจนหมดทุกตัวแล้ว​ ปู่ก็มัก​จะพูดว่า "พอแกงแล้ว​ เรากลับกันเถอะ" ​แม้ผม​จะท้วงออก​ไปอย่างนึกเสียดายว่า "ก็ปลายังว่ายวนอยู่​​เป็นฝูง ทำไมปู่ไม่เหวี่ยงแหลง​ไปอีก ​จะรีบกลับ​ไปไหน"

"พอแกงแล้ว​ เรากลับกันเถอะ"

ปู่​จะยืนคำเดิมอยู่​อย่างนี้เสมอ

นานมากทีเดียว กว่า​ที่ผม​จะเข้าใจ​และเข้าถึงคำพูดคำนั้น​ของปู่​ได้...​

การ​ที่เราถือปืนเข้าป่า ​ถ้าเรา​จะถืออำนาจ​เอาตามอำเภอใจ สัตว์ป่าก็​จะล้มตายด้วยน้ำมือของเราจนนับไม่ถ้วน ​โดยเฉพาะป่าดงดิบภายในดง​เขายาสมัยนั้น​ สัตว์ป่าช่างชุกชุมเหลือเกิน ​และสัตว์บางชนิด "ก็คุ้น​กับมนุษย์จนแทบ​จะพูดคุยกันรู้เรื่อง​" เหมือนอย่างตาปัญญาว่าไว้จริง ๆ​

ผมจึงลดนกปืน​และยืนจ้องมองจนโครำหรือแพะป่าตัวนั้น​กระโจนลับแนวป่าบนเนินสูง จึง​ได้ออกเดินตามหลังไอ้ชนอีกครั้ง

"​ถ้า​เป็นไอ้พริ้ง โครำตัวนั้น​ไม่รอดแน่" ไอ้ชนหันมาพูด​กับผม "มัน​จะ​เอาหัว​ไปต้มเคี่ยวน้ำ มันพา​ไปฝากตา​พร้อม ​เพราะ​ได้ข่าวว่าตอนนี้แก​เมื่อยเข่าลุกเดินไม่ค่อยไหว"

ก็ด้วย​ความเชื่อ​ที่ว่า น้ำมันโครำ​เป็นยาวิเศษ ​ใช้ทาชะโลมแก้อาการปวด​เมื่อย เคล็ด ขัดยอก ตามร่างกาย​ได้ผลชะงัด จึงทำให้เกิดการล่าสัตว์ชนิดนี้​เพื่อ​เอาเนื้อหนัง​ไปต้มเคี่ยว​เอาน้ำมันกัน​เป็นการใหญ่ ทุกวันนี้ในป่าใกล้ ๆ​ ชุมชนจึงหาดูพวกมัน​ได้ยาก ​แม้ในป่าลึกบางแห่งก็ไม่ปรากฏร่องรอยของมันเลย​

แพะภูเขา เลียงผา หรือโครำ จึงรอวัน​ที่​จะสูญพันธุ์​ไปอย่างน่าเสียดาย

​เมื่อเราขึ้น​​ไปถึงบนสันเนิน ทัศนียภาพของป่าเบื้องล่าง​ที่​กำลังลุกไหม้​เป็นทะเลเพลิง โดนบดบังด้วย​ความโค้งเว้าเนิน​เขา​ไปจนหมด คงเหลือ​แต่กลุ่มควัน​ที่พวยพุ่ง​เป็นกลุ่มก้อนขึ้น​มาราว​กับเมฆร้ายเท่านั้น​​ที่ยังปรากฏแก่สายตา ผมนึกกังวนว่า​เมื่อไหร่​จะสงบเสียที ​จะมีสัตว์เล็กสัตว์น้อยสักกี่ชีวิต​ที่โดนมันเผาผลาญ ​โดยเฉพาะพวกหอยต่าง ๆ​ ​ที่ส่งเสียงร้องดังลั่นจนทำให้ผมเข้าผิดคิดว่า​เป็นสัตว์ใหญ่ เช่น หอยกวัก หอยตาเม่น ​จะส่งเสียงร้องระงมไพรในตอนโพล้เพล้ ​เมื่อประสานเสียงเรไร ​ได้ยินแล้ว​ชวนให้วังเวง​และคิดถึงบ้านเหลือเกิน

มัน​เป็นหอยตัวเล็ก ๆ​ คล้าย ๆ​ หอยขมตามทุ่งนา ​แต่เปลือกหนา ทับหนา มองเท่าไหร่ ๆ​ ก็ยังนึกไม่ออกว่ามันส่งเสียงร้องออกมา​ได้อย่างไร

"กะวัก กะวัก กะวัก ๆ​ ๆ​ ๆ​ ๆ​" ประสานเสียงกันเซ็งแซ่เหมือแม่ไก่กุกลูกเข้ารังนอน

ขณะนี้ดวงอาทิตย์​ได้ลอยขึ้น​มาตรงหัวเรา​พอดี บนสัน​เขา​เป็นป่าโปร่งมองเห็นทิวทัศน์​โดยรอบ​ได้ไกล ๆ​ ทางทิศตะวันออกมีสายน้ำคดเคี้ยวอ้อมผ่านดงไม้ทิว​เขาห่าง​ไปจนสุดลูกหูลูกตา บริเวณต้นน้ำถัดจากตีนเนินแห่งนี้​ที่พอ​จะมองเห็น​ได้บาง​ส่วน ​เป็นสายธาร​ที่พวกเราเดินท่องเสาะหาแร่กันอยู่​ทุกวัน

​แต่ไม่ใช่เรื่อง​ง่าย​ที่เรา​จะดั้นด้นลง​ไปถึงธารน้ำสายนั้น​​ได้​โดยเร็ว ​เพราะนอกจาก​ความสูงชันของเนิน​เขาเบื้องล่าง ก็ยังมีหุบเหวโตรกผาอีกหลายแห่ง ​ที่สำคัญ​เมื่อเราไต่ลงจากสันเนิน​ไปสู่เบื้องล่าง ทัศนียภาพอันแผ่กว้างอย่างนี้ก็​จะถูกกลืนหาย​ไป​กับแนวป่า ​และยิ่งไต่ลงต่ำ​ไปสู่พื้นราบมากขึ้น​เท่าไหร่ การกำหนดทิศทางอันแม่นยำเท่านั้น​​ที่​จะช่วยให้เราไม่หลงป่า

ไอ้ชนบ่นพึมพัมว่า เข้าป่าเ​ที่ยวนี้ไม่หมูเลย​ ​เพราะไม่อาจท่อง​ไปตามเส้นทาง​ที่เคยท่องอยู่​ประจำ​เมื่อครั้งก่อน​ได้

"​เอาปืนมาเขี่ยลูกโดดออกแล้ว​ใส่ลูกปรายเข้า​ไปแทนเถอะ หานก หาไก่ มาย่างไฟกินกันก่อนสักตัวครึ่งตัว"

"พูดยังกะจับล่ามไว้แล้ว​" ผมสัพยอก ​พร้อม​กับลดปืนลงจากบ่า เดินตรง​ไปนั่งบนขอนไม้นอนไพร ปลดแก๊ปชนวนเก็บใส่ในกลัก​ที่อยู่​ในกระเป๋าเสื้อ ถอดสากปืนออกมาไขหมอนใยมะพร้าวออกจากลำกล้อง แล้ว​เท​เอาลูกปืนเม็ดใหญ่ออกมาเก็บ เปลี่ยน​เอาลูกปรายขนาดเม็ดพริกไทยจากกลักไม้ไผ่เจ็ดแปดลูกบรรจุลง​ไปแทน

"มึงรออยู่​นี่แหละ​" ผมบอกไอ้ชน ​เพราะมันมีลูกลิงอยู่​ด้วย ขืนพา​ไปก็​ไปร้องเจี๊ยก ๆ​ ไล่นกไล่กาแตกตื่นบินหนี​ไปเสียเปล่า ๆ​ "หากิ่งไม้แห้งมาติดไฟรอไว้​ได้เลย​"

"แน่ะ! พูดยังกะล่ามขาไว้แล้ว​" ไอ้ชน​เอาคืน ​พร้อม​กับเตือนผมว่า "อย่าไถล​ไปไกล ๆ​ นักนะเว้ย ป่าไม่คุ้นเคย ​จะวกกลับไม่ถูก ​ถ้าให้ดีก็หมั่นหักกิ่งไม้บอกทิศทางไว้เสียด้วย"

"เออน่า กูรู้เหมือนกันแหละ​"

ผมทำตาเขียวใส่มัน ​แม้ลึก ๆ​ ​จะนึกขอบใจ​ที่มันอุตส่าห์เตือน ​เพราะการเดินป่า​ที่ไม่คุ้นเคย ​เมื่อ​ต้องวก​ไปทางขวา หรือทางซ้าย ​ถ้า​จะให้ดีก็ควรทำเครื่องหมายบอกทิศทาง​ที่จากมา​เอาไว้เสมอ อย่างแรก ก็ป้องกันการจดจำ​ที่ควั่นเฟือนของตนเอง​เมื่อเกิดการลังเล อัน​เป็นสาเหตุของการหลงป่า อย่าง​ที่สอง ​ซึ่งสำคัญมาก การหักกิ่งไม้หรือสับเปลือกไม้ทำเครื่องหมายสังเกต นอกจาก​จะบอกทิศทางแล้ว​ ก็ยัง​เป็นการบอกร่องรอยใหม่เก่าให้แก่ผู้​ที่ออกตามหา ในกรณี​ที่เราหลงป่า หรือ​ได้รับอันตรายจากสัตว์ป่า หรือผลไม้มีพิษ​ที่เผลอกินเข้า​ไปจนไม่อาจเดินเหิน​ไปไหน​ได้ ​เมื่อผู้ออกตามหาเห็นร่องรอยเครื่องหมาย ก็​จะรู้​ได้ทันทีว่าเราหลงป่าอยู่​บริเวณไหน ยางไม้​ที่เราสับไว้​จะบอกระยะเวลาใหม่เก่า เช่นเดียว​กับกิ่งไม้​ซึ่ง​ความเหี่ยวเฉาของใบก็บ่งบอกระยะเวลาใหม่เก่า​ได้​เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

ผมแบกปืนแก๊ปเดินท่อง​ไปตามสันเนิน​ได้สักพัก ก็​ไปพบดงไม้เหรียงเข้าแห่งหนึ่ง​ ​แต่ก่อน​ที่​จะเดินเข้า​ไปถึง ผมเผอิญ​ได้กลิ่นสาปสัตว์เข้าเสียก่อน จึงชะลอฝีเท้า ​ซึ่งปกติก็เดิน​ไปอย่างช้า ๆ​ อยู่​แล้ว​ ​แต่ก็ชะลอลงมาอีก ​เป็นค่อย ๆ​ ย่อง...​ ค่อย ๆ​ ย่อง...​ ​และ​เอาตัวเข้าบังไพรไว้ ไม่เดินออก​ไปใน​ที่โล่งแจ้ง ​เพราะผมรู้ว่าฝักเหรียงสุกหล่นใต้โคนในหน้าแล้งอย่างนี้ ย่อม​เป็น​ที่โปรดปรานของพวกสัตว์กินพืช​เป็นอย่างยิ่ง ดีไม่ดีอาจมีสัตว์กินเนื้อมาซุ่มรออยู่​ก่อนแล้ว​ก็​ได้

​แม้ใจหนึ่ง​นึกอยาก​จะเปลี่ยนลูกปืนเสียใหม่ ​แต่อีกใจหนึ่ง​ก็รั้งไว้ ​เพราะไม่ใช่ภาระหน้า​ที่ในเวลานี้ จึงใน​ที่สุด, ภายในใจก็เหลือเพียงการอยากเห็นเป้าหมาย กวาง อีเก้ง วัวแดง หรือสัตว์ใดก็ตาม​ที่​กำลังหลงเพลินอยู่​​กับธรรมชาติ ย่อม​เป็น​ที่​ต้องตา​ต้องใจของผม​ทั้งนั้น​ ไม่เว้น​แม้กระทั่งเจ้าลายพาดกลอน ​ถ้ามันมีอยู่​ในบริเวณนี้ ​และเผอิญผม​ได้มีโอกาสเห็นตัวมันก่อน ถือว่าผมประสบชัยชนะ ​เพราะ​ถ้าผมเปลี่ยนกระสุนปืน​และยกขึ้น​ส่อง​ไป​ที่มัน ชีพของมันก็คง​ต้องดับดิ้นอย่างไม่​ต้องสงสัย

เหลือระยะทางไม่เกินยี่สิบวา ผมก็​จะเข้าถึงโคนต้นเหรียง, พืชพันธุ์ตระกูลเดียว​กับสะตอต้นนี้ผลัดใบร่วงโกร๋น ทั่วกิ่งก้านสาขาเหลือฝักสุกจัดจนกลาย​เป็นสีดำเหมือนสีนิลของมันห้อยย้อย​เป็นพวงอยู่​เต็มต้น ฝักของมันมีเปลือกแข็ง ภายในมีรังแป้งสีครีมห่อหุ้มเมล็ดแข็ง ๆ​ ​เอาไว้ รังแป้งนี้มีกลิ่นหอมเหมือนรำข้าว มีรสหวานปะแล่ม ๆ​ คล้ายช็อกโกแลต จึงไม่​ต้องสงสัยเลย​ว่า พวกสัตว์ป่า​ที่ผมเอ่ยถึงมาแล้ว​ ทำไมถึง​ได้หลงไหลในรสชาติของมันนัก ยอม​แม้กระทั่งตก​เป็นเหยื่อของสัตว์นักล่าอย่างพวกเสือโคร่ง เสือดาว หรือหมาไน​โดยไม่ทันระวังตัว​ไปเลย​ก็มี

หาก​แต่วันนี้คงปราศจากพวกสัตว์นักล่ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้ ใต้โคนเหรียงต้นแรก​ที่ผมเข้าใกล้จึง​ได้ปรากฎอยู่​แค่สัตว์กินพืชสองสามตัว ​กำลัง​และเล็มฝักเหรียงกันอย่างเพลิดเพลิน ผมยืนแอบอยู่​หลังพุ่มเข็มป่า​ที่ออกดอกสีแดงดกดื่น​ไป​ทั้งต้น มองดูพวกมันด้วย​ความตื่นเต้นเร้าใจ จนลืมหิว​ไปชั่วขณะ

ตัว​ที่นับว่าอยู่​ใกล้ผม​ที่สุด​เป็นกวางผู้สีน้ำตาลอมดำ บนหัวของมันมี​เขาสองข้างแตกกิ่งสาขาแลสวยงาม ถัด​ไป​เป็นวัวแดงสองตัวแม่ลูก ​กำลังก้มหน้าก้มตากัดกินเหยื่อ​ที่สวรรค์ประทานให้มาอย่างเพลิดเพลิน ​และดูเหมือนพวกมัน​ทั้งสาม​จะไม่นึกระแวงสิ่งใดเลย​

ผมยืนดูจนอิ่มตาอิ่มใจก็ค่อย ๆ​ ถอยฉากออกมา ​พร้อมกวาดสายตาจ้องมองอย่างระแวดระวัง​ไปทั่วสารทิศ จนใน​ที่สุดก็เลาะเลียบแนวป่าห่างจากดงไม้เหรียงพวกนั้น​ออกมาจนถึงร่องผาขนาดเล็กแห่งหนึ่ง​ ​ซึ่งทอดลาด​เป็นเชิงชั้นลงสู่เบื้องล่าง มีเกลียวน้ำขนาดนิ้วโป้งไหลปรี่ลง​ไป​เป็นสาย ผมวางปืนพิงไว้​กับโขดหินใกล้ ๆ​ ​เอามือรองรับสายน้ำ​ที่ไหลปรี่ลงจากหินผา ล้างมือ ล้างหน้า ก่อน​จะป้อง​เป็นกรวยแล้ว​ก้มดื่มกินแก้กระหายจนหนักท้อง

ต่ำใต้สายน้ำตกน้อย ๆ​ แห่งนั้น​ลง​ไปสักประมาสองวา ​เป็นแอ่งน้ำแอ่งเล็ก ๆ​ ใสแจ๋ว ถูกห้อมล้อมด้วยแท่งศิลาสีดำคล้ำ​โดยรอบ ก้นบึ้ง​เป็นเม็ดทรายสีขาวนวล ระดับน้ำไม่น่า​จะเกินกึ่งกลางหน้าแข้ง มีซิวใบไผ่ ซิวลายเสือ ขนาดปลายนิ้วชี้ว่ายวนสวนกัน​ไปมาพอนับจำนวน​ได้ ผมยืนมองลง​ไป​ที่ท้องทรายตามริมขอบ เห็นตุ่มตาเล็ก ๆ​ กลม ๆ​ สีออกน้ำตาลหน่อย​ ๆ​ ขนาดเม็ดพริกไทย เรียง​เป็นคู่ โผล่เรี่ยผืนทรายพอสังเกต​ได้ ผมก็รู้ทันทีว่านั่น​คือตาของปิ่น สัตว์ประเภทเดียว​กับตะพาบน้ำ ​แต่ตัวมันเล็กขนาดจานข้าว ​ซึ่งดูเหมือน​จะมีอยู่​สักสามสี่คู่

ผมค่อย ๆ​ ถอยหลังออกมา​ที่ปืนแก๊ป​ซึ่งวางพิงอยู่​ใกล้ ๆ​ หยิบมาถอดสากของมัน​เป็นอาวุธ แล้ว​ค่อย ๆ​ ย่องกลับ​ไป​ที่เดิม ​และสังเกตดวงตา​แต่ละคู่บนพื้นทรายแห่งนั้น​อีกครั้ง สังเกตว่าเปลือกตาของมันอยู่​ด้านไหน ใหญ่หรือเล็กอย่างไร ​เพราะตัวของมันฝังทรายอยู่​ มองไม่เห็น ​ต้องอาศัยประสบการณ์เก่า ๆ​ สมัยติดตามพวกญาติ ๆ​ เข้า​ไปเสาะหา กุ้ง ปลา กันในดง​เมื่อสมัยก่อน​เป็นตัวกำหนด กระทั่งแน่ใจ ผมจึงพุ่งปลายสากปืน​ที่ถืออยู่​ในมือลง​ไปสู่เป้าหมาย

แน่นอน ! ​กับระยะ​ที่ถนัดมืออย่างนั้น​ สากปืนของผม​จะ​ต้องโดนเป้าหมายอย่างไม่​ต้องสงสัย หาก​แต่ผมก็เกือบ​จะสูญเสียสากปืนอันนั้น​​ไป​กับมันเหมือนกัน ​เพราะผมเลือก​เอาตัว​ที่ใหญ่เกิน​ไป หัวมันโตเกือบเท่าหัวแม่เท้า ​และตัวมันใหญ่เกือบเท่าจานวัด ​เมื่อโดนสากเหล็กปลายแหลมมีเงี่ยงสำหรับเขี่ยหมอนปืนเสียบเข้ากลางลำตัว มันก็แฉลบขึ้น​จากทรายแล้ว​พุ่งตะกุยตะกายหนีผม​ไป ​ทั้ง​ที่สากปืนของผมยังเสียคากระดองหลังของมันอยู่​

เจ้าปิ่นสีดำเมี่ยงตัวนั้น​ทนทายาด หลังจากตะกุยตะกายขึ้น​จากแอ่งน้ำฝั่งตรงข้าม​กับผม​ได้แล้ว​ มันก็พุ้ยขา​ทั้งสี่ของมันซอกซอนเข้าในหลืบหิน เล่น​เอาผมปวดหัว ​เพราะสุดมือเอื้อมก็ไม่อาจดึง​เอาสากปืน​ที่เสียบคามันอยู่​คืนกลับมา​ได้ หันมองกิ่งไม้เล็ก ๆ​ ​ที่​จะหัก​เอามาทำตะขอเกี่ยว ตรงบริเวณใกล้ ๆ​ ตรงนี้ก็ไม่มี ​จะปล่อยทิ้ง​ไปก็ไม่​ได้ ​เพราะสากปืน​เป็น​ส่วนประกอบสำคัญของปืนแก๊ป ขาดมันเสียแล้ว​​จะประจุลูกกระสุน​ได้อย่างไร ​จะ​เอาอะไร​มากระทุ้งหมอนให้อัดแน่น

เฮ้อ-ไม่น่าเลย​

*********************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3195 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน เสียท่าเจ้าปิ่น --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๐๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๕ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : unclepiak [C-17178 ], [115.67.132.234]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๐.๕๖ น.

นอกจากอ่านสนุกแล้ว​​ ทุกตอนยังมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย​​ที่น่าสนใจมากด้วย อย่างตอนนี้พูดถึงหอย​​ที่ส่งเสียง​​ได้ น่าประหลาดใจมากเลย​​ครับ​​ การบรรยายเรื่อง​​ปืนก็ช่วยให้ผมนึกเห็นภาพ​​ได้ว่า​​ใช้งานอย่างไร เพิ่งรู้จากการอ่านเรื่อง​​เหมืองป่านี่เอง ​​ทั้ง​​ที่เคยอ่านเรื่อง​​​​ที่พูดถึงปืนแก็ปมาตั้งหลายเรื่อง​​แล้ว​​

ผมชอบการบรรยายตอนหว่านแหคลุมปลาด้วยครับ​​ ภาพฝูงปลา​​ที่กระโดดพลิกตัว แสงแดดสะท้อนเกร็ดเข้าตา ​​เป็นภาพจริง​​ที่เคยเห็นมาแบบนั้น​​จริง ๆ​​

ผมเชื่อว่าคุณนามฯ ยึดอาชีพ​​เป็นนักเขียน​​ได้สบายมากเลย​​ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-17180 ], [58.10.234.123]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๑.๕๖ น.

ยิ่งอ่านยิ่งมันครับ​​..มี​​ความรู้สึกว่า​​ เหมือน​​กำลังรออ่านเรื่อง​​ในนิตยสาร "ฟ้าเมืองไทย" สมัยก่อน มีประสบการณ์ป่า​​ที่น่าสนใจ ให้​​ได้อ่านเพียบ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : อิติฯ [C-17181 ], [125.24.95.121]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ก.ค. ๒๕๕๓, ๑๔.๒๓ น.

ดีใจครับ​​..​​ที่​​ได้อ่านก่อนสำนักพิมพ์
ของพี่นามฯ น่า​​จะมีรวมเล่ม​​ได้แล้ว​​นะครับ​​
รับรองขายดีแน่นอน
ขอคาราวะครับ​​ผม

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : Rotjana Geneva [C-17186 ], [81.62.48.247]
เมื่อวันที่ : ๐๗ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๒.๐๖ น.

เห็นด้วย​​กับทุก​​ความคิดเห็นค่ะ​​ ดีใจ​​ที่​​ได้อ่านงานดี ๆ​​ ก่อน​​ไปตีพิมพ์

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : นาม อิสรา [C-17192 ], [110.49.205.129]
เมื่อวันที่ : ๐๘ ก.ค. ๒๕๕๓, ๐๓.๐๕ น.

​​ความบกพร่อง​​ที่พบเจอภายหลัง ​​ส่วนมาก​​จะ​​เป็นการพิมพ์ผิดพลาดตกหล่น แล้ว​​ปรู๊ฟหนแรกไม่เจอ ​​เพราะมันหลอกสายตา จึง​​ต้องขอขอบใจบอร์ดนกน้อยอย่างจริงใจ ​​ที่ให้สิทธิ์ในการแก้ไข ​​พร้อม​​ทั้งขอบคุณ​​เพื่อนสมาชิกทุกท่าน​​ที่ยืนหยัดให้​​กำลังเสมอมา

ผมเองยิ่งเขียนก็เพลิดเพลินเช่นกัน ​​เพราะการรำลึก​​ความหลังบางครั้งก็ทำให้เกิด​​ความสุขอย่างเหลือเชื่อ ​​แม้​​จะ​​เป็น​​ความหลัง​​ที่​​จะ​​ต้องผสมผสาน​​กับจินตนาการ ​​เพื่อ​​ที่​​จะเรียบเรียงขึ้น​​​​เป็นนิยาย​​ที่ให้​​ทั้งสาระ​​และบันเทิงก็ตาม ​​แต่ขณะลงมือเขียนผมเองก็มี​​ความสุข​​กับมัน​​เป็นอย่างยิ่งครับ​​

ขอบคุณทุก ๆ​​ ท่านอีกครั้งนะครับ​​ พบเห็น​​ส่วนบกพร่องอย่างไร ก็อย่าลืมสะกิดเตือนกันนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น