นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
เหมืองป่า #5
พลอยพนม
...​เมื่อเราสองคนก้าวย่างขึ้น​บนขอนไม้​ที่ลมพาด​ระหว่างหุบผา​เพื่อ​จะข้าม​ไปฝั่งโน้น...​ เจ้าลิงน้อยก็เริ่มแหกปากร้องขึ้น​มาทันที คล้าย​กับว่ามัน​จะ​ได้กลิ่นสาปสางของพวกญาติ ๆ​ ของมันเข้าแล้ว​...

ตอน : ภูมิหน้าภูมิหลัง

พี่สงัดหัน​ไปมองไอ้ชนแล้ว​หัวเราะแหะ ๆ​ “​ใครกล้าก็เชิญ ​แต่กูไม่​เอาโว้ย ถึงแม่นอย่างไร​ถ้าโดนผีปัดมือ รับรองคนล่อเป้าหัวกระจุย”

ไอ้พริ้งลุก​ไปหยิบปืนแก๊ป​ที่พิงไว้ข้างฝา ใกล้​กับ​ที่นอนของมัน ​พร้อม​กับกลักดินปืน​และกลักกระสุนมายื่นส่งให้ผม

“เขี่ยลูกปรายออกแล้ว​​เอาลูกโดดใส่เข้า​ไป” มันบอก

ลูกปราย​เป็นเม็ดตะกั่วเม็ดเล็ก ๆ​ ขนาดเม็ดพริกไทยดำจนถึงปลายนิ้วชี้ แล้ว​​แต่เรา​จะประจุไว้ยิงสัตว์ประเภทไหน ​ถ้า​เป็นนก กระรอก ไก่ป่า หรือกระจงพวกนี้ ลูกปรายขนาดเม็ดพริกไทยก็​ใช้​ได้แล้ว​ ​แต่​ถ้า​เป็นอีเก้ง หรือหมูป่า อย่างน้อยก็​ต้องขนาดปลายนิ้วก้อยประจุเข้า​ไปสามสี่เม็ด หรือไม่ก็ยัดลูกโดดขนาดพอแล่นคล่องลำกล้องเข้า​ไปเลย​ ​เพราะเข้าขั้นสัตว์ใหญ่​ต้อง​เอาทีเดียวให้อยู่​หมัด ไม่งั้นก็​ต้องตามล่ากันอีก ยิ่ง​เป็นหมูป่าบาดเจ็บ​จะอันตรายในการตามล่า เคยมีคนโดนมันแอบซุ่มแล้ว​กระโจนเข้าขวิดจนไส้ทะลักมาแล้ว​หลายราย

ลูกโดด ก็หมายถึงกระสุนลูกเดียว ​แต่มีขนาดใหญ่ ​และ​ต้องเพิ่มปริมาณดินปืน​ที่​เป็นแรงขับกระสุนให้มากกว่าปกติ

​และ​เป็น​เพราะ​ต้อง​ใช้ดินปืนในปริมาณ​ที่มากกว่าปกตินี่เอง ​ที่ปืนบางกระบอกมันถึง​ได้ถีบจนบ่าสะเทือน ไม่ว่าปืนแก๊ปหรือปืนลูกซอง ​ถ้าลองบรรจุกระสุนลูกโดดเข้า​ไปละก้อ​เป็น​ต้องโดนมันถีบ​เอา​ทั้งนั้น​

ไอ้ชนทำหน้า​ที่เปลี่ยนกระสุน​และเพิ่มดินปืนประจุลงในปืนแก๊ปกระบอกนั้น​ให้ผม มันดึงสากปืน​ที่สอดอยู่​ในรางใต้กระบอกปืน ​ซึ่ง​เป็นเหล็กกลม ๆ​ ขนาดปลายนิ้วก้อย ​และยาวเท่า​กับกระบอกปืนออกมาเขี่ยหมอนใยมะพร้าวในกระบอกปืนออกมาก่อน จากนั้น​จึงตะแคงปากกระบอกให้กระสุนลูกปรายกลิ้งออกมา แล้ว​เขี่ยหมอนขั้นดืนปืนออกมา​เป็นชิ้นสุดท้ายก่อน​จะเติมดินปืนเข้า​ไปใหม่ ​พร้อมยัดหมอนขั้นดินปืนกลับเข้า​ไปอีกครั้ง กระทุ้งด้วยสากจนแน่น แล้ว​ตะแคงฝ่ามือ​เอานิ้วมือทาบด้ามสาก​ที่โผล่พ้นปากกระปืนออกมา

“สามนิ้ว พอไหม” ไอ้ชนหันมาถามผม

“ว่า​แต่ปืนเถอะ” ผมว่า แล้ว​หัน​ไปทางเจ้าของปืน “​ถ้ากระบอกไม่ฉีกก็ไม่​เป็นไร ยัดเข้า​ไปสักสี่นิ้วก็​ได้”

“ปืนกูล้มช้างก็ยัง​ได้” ไอ้พริ้งคุยโว “ไอ้ชนมึงยัดให้มันสี่นิ้ว​ไปเลย​ เผื่อวันนี้มัน​จะล้มแรด​ได้สักตัว กู​จะตัดนอแรด​ไปขาย ไม่​ต้องลงทุนผ่ากังขุดแร่ให้เหนื่อย”

ผมรู้ว่าไอ้พริ้งเอ่ยประชดผมหน่อย​ ๆ​ ​แต่ผมแสร้งทำ​เป็นไม่สนใจ ปล่อยให้ไอ้ชนจัดการยัดดินปืนเพิ่มลง​ไปในกระบอกปืนตามสบาย เสร็จแล้ว​ผม​เป็นคนเลือกแก๊ปครอบปากชนวนด้วยตัวเอง ​เพราะแก๊ปก็สำคัญเหมือนกัน เกิดมันชื้นนกสับกระแทกลง​ไปแล้ว​ไม่ยอมปะทุขึ้น​มาละก้อยุ่งทีเดียว เคยมีคนโดนหมีแย่งปืน​ไปเคี้ยวเล่นเสียนักต่อนัก​กับไอ้เรื่อง​สับไกแล้ว​แก๊ปมันด้านนี่แหละ​

​และ​เพื่อไม่ให้เกิดการงุนงงสงสัยว่า ทำไมพวกวัยรุ่นอายุเพิ่ง ๑๕–๑๖ มันถึง​ได้กล้าหาญชาญชัย กล้าย่ำเท้าท่อง​ไปในป่าดง​ที่ชุกชุม​ไปด้วยสารพัดสัตว์ ผม​ซึ่ง​เป็นผู้บันทึกเรื่อง​ราวเหล่านี้ ก็ขอท้าว​ความ​เพื่อทำ​ความเข้าใจต่อมิตรรักนักอ่านอีกสักเล็กน้อยนะครับ​

จริง ๆ​ แล้ว​ ผมเองนั้น​ถือกำเหนิดในครอบครัวชาวนา​ที่ตำบลทุ่งหลวง อำเภอเวียงสระ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ​แต่ครั้นพอเริ่มสอนพูด​เป็นนกแก้วนกขุนทองพ่อก็หอบหิ้วผม​พร้อม​กับแม่กลับภูมิลำเนาเดิมของท่าน​ที่จังหวัดพังงา ​ซึ่งสมัยนั้น​การเดินทางไกลช่างแสนเหนื่อยยาก ​และแสนลำบาก ​แต่​เพื่อพาครอบครัวออก​ไปเสาะหา​ที่ทำกิน หรือออก​ไปสู่ดินแดน​ที่คิดว่าน่า​จะดีเก่า พ่อก็จำ​ต้องพาพวกเราออกเดินทาง

แรกทีเดียวพ่อพาเรานั่งรถไฟจากสถานีบ้านส้อง ผ่านสถานีทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช​ไปลง​ที่สถานีกันตัง จังหวัดตรัง แล้ว​ต่อเรือเมล์​ไปขึ้น​ฝั่ง​ที่จังหวัดภูเก็ต จากนั้น​ก็ข้ามแพขนานยนต์​ไปขึ้น​ฝั่งท่านุ่น​ที่อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา

บนฝั่งท่านุ่น พ่อพาพวกเรา​ไปขออาศัยรถโกดังของกรมทางหลวงเดินทางต่อ​ไปยังอำเภอตะกั่วป่า แล้ว​เราก็ลงเรือแจวล่องน้ำกันอีกครั้ง ​คือล่องออกจากแม่น้ำตะกั่วป่าสู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน ผ่านกิ่งอำเภอเกาะคอ​เขา ​ซึ่ง​เป็นกิ่งอำเภอ​ที่ตั้งอยู่​บนเกาะเล็ก ๆ​ ตรงข้ามปากแม่น้ำตะกั่วป่า การเดินทาง​โดยอาศัยเรือแจวลำเล็ก ๆ​ ลำนี้ เริ่มจากตอนเช้า​ตะวันแย้มภูเขาฝั่งทิศตะวันออก จนกระทั่งดวงตะวันจมน้ำทะเลลับหาย​ไปทางฝั่งทิศตะวันตก ญาติของพ่อ​ที่ตะกั่วป่า​ซึ่ง​เป็นเจ้าของเรือแจวลำนั้น​จึง​ได้พาเรา​ทั้งสามเบี่ยงหัวเรือเข้าสู่ปากคลองนางย่อน ​เพื่อเดินทางต่อ​ไปยังจุดหมายปลายทาง ​คือ ครอบครัวของชาวนาอีกครอบครัวหนึ่ง​ ​ที่พ่อเล่าให้ผมฟังในภายหลังว่า “พอเจอหน้ากันแทน​ที่​จะยิ้มให้กันหรือหัวเราะเริงร่ากันอย่างดีอกดีใจ กลับ​เอา​แต่ร้องไห้จนแทบสลบไสล​ไป​ทั้งบ้าน”

​และพ่อก็เล่าต่อ​ไปว่า ผมถูกญาติพี่น้องคนโน้นคนนี้แย่งกันอุ้มจนก้นไม่ติดพื้น ​ซึ่งแทน​ที่ผม​จะกลัวคนแปลกหน้า ​ทั้งปู่​และย่า ตลอดจนพวกอา ๆ​ ​ที่​เป็นน้องของพ่อ ​ซึ่งแย่งกันอุ้มหลาน ​ทั้ง​ที่น้ำตาแห่ง​ความปีติยินดี​ที่​ได้พบหน้ากันยังอาบแก้มกันอยู่​ทุกคน ผมกลับหัวร่อเอิ๊กอ๊าก​พร้อม​กับออกเสียงเรียก “ปู่ – ย่า “ ​และชื่อของอาทุกคนตาม​ที่พวก​เขาสอนให้เรียกอยู่​ไม่ขาดปาก

จึงนับตั้งแต่บัดนั้น​ ผม​คือสมาชิกตัวน้อยผู้​เป็น​ที่โปรดปรานของครอบครัวใหม่​ไปใน​ที่สุด ​แม้กระทั่งบัดนี้ก็ยังถือ​ได้ว่า ญาติ ๆ​ ทางฝั่งพ่อของผมทุกคนก็ยังรัก​ใคร่ในตัวผมเช่นเดิม ​เพราะจริง ๆ​ แล้ว​ ผมไม่ใช่เด็กเกเรไม่​เอาถ่าน ตรงกันข้าม ถึงผม​จะดื้อ​ไปบ้าง ซุกซน​ไปบ้าง ​แต่ผมก็ไม่เคยทำอะไร​ให้พวกญาติ ๆ​ ​ต้องเดือดร้อน หรือทำให้​เขา​ต้องเจ็บช้ำน้ำใจ ไม่ว่า​จะ​เป็นเรื่อง​เล็ก ๆ​ น้อย ๆ​ กระทั่งเรื่อง​ใหญ่โตคอขาดบาดตาย ผมก็ไม่เคยประพฤติ​ที่ส่อ​ไปในทางไม่ดี ​เพราะก่อน​จะตัดสินทำอะไร​ลง​ไป ผมก็​จะ​ใคร่ครวญถึงคำสั่งสอนของพวกผู้ใหญ่เสียก่อนเสมอ

ขึ้น​​เขาลงห้วย เข้าป่าเข้าดง หรือติดเรือออกทะเล​ไปหาปลา​กับ​ใคร ๆ​ ผม​จะไม่ทำให้ผู้​ที่พาผม​ไป​ต้องหนักใจเลย​ สิ่ง​ที่ไม่รู้ก็พยายามเรียนรู้จาก​เขา ​เมื่อสงสัยอะไร​ก็​จะสอบถาม… ทำไมหมีป่าจึงชอบหายหลังลงจากกิ่งไม้​เมื่อมันเห็นสัตว์มนุษย์เดินเข้าใกล้ ก็​จะ​ได้คำตอบว่า ​เป็น​เพราะมัน​ต้องการหลบหนี… ใน​เมื่ออยู่​ ๆ​ มีสิ่งหนึ่ง​หล่นตูมลงมาจากต้นไม้​โดยไม่คาดคิด ​เป็น​ใครก็​ต้องโกยอ้าวกัน​ทั้งนั้น​ เผลอ ๆ​ ก็อาจ​จะตกใจจนเยี่ยวรดขากางเกงเสียด้วยซ้ำ ​เพราะฉะนั้น​​เมื่อเข้าป่าแล้ว​เจอหมีหายหลังลงจากต้นไม้ก็อย่า​ได้ตกใจกลัว ​เพราะหลังจากนั้น​มันก็​จะวิ่งอ้าวหนี​ไปเช่นกัน

​แต่​ถ้าคราวใดเห็นมันค่อย ๆ​ ไต่ลงมานั่นแหละ​ ระวังให้ดี มัน​เอาแน่! มีมีด มีขวาน หรือมีปืนก็ควรเตรียมไว้ให้​พร้อม หากมี​แต่มือสิบนิ้วก็อย่ารอช้า อุ้มหลวงพ่อโกยพรวด​ไปเลย​

​เพราะขืนชักช้ามันงาบ​เอาแน่ครับ​!

​เพื่อนของผมหลายคน​ที่จบชั้นประถม ๔ แล้ว​ไม่​ได้เรียนต่อ ก็​จะมี​ความคุ้นเคย​กับป่าดงพงพี​และทะเลกันแทบ​ทั้งนั้น​ ​เพราะสมัยก่อนหนทางสัญจร​ไปมาหากันยังไม่สะดวก​ บ้านเมืองยังไม่เจริญ งานนอกบ้านไม่ค่อย​จะมีให้ทำ ​และ​ที่สำคัญผู้ปกครองก็มัก​จะหวงลูก ไม่ยอมให้ออกจากบ้าน​ไปไหนเหมือนเดี๋ยวนี้ ​แม้​แต่ผม​ซึ่ง​ได้เรียนต่อถึงชั้นมัธยมก็นับ​เป็นคน​ที่ ๒ ของหมู่บ้าน คนแรก​เป็นนักเรียนรุ่นพี่ ​เป็นบุตรชายของคุณครู​ที่สอนผมในชั้นประถมต้น ตั้งแต่ชั้น ป.๑ – ป.๔ เพียงท่านเดียวนั่นเอง นอกนั้น​ก็ไม่มี​ใครคิด​จะส่งเสียให้ลูก ๆ​ ​ได้เล่าเรียนจนเกิน​ไปจากชั้นประถมปี​ที่ ๗ ​ซึ่ง​เป็นชั้นสูงสุดของชั้นประถมในสมัยนั้น​สักคนเดียว

ไอ้ชน​เป็น​เพื่อสนิทในวัยเยาว์อีกคนหนึ่ง​​ที่ไม่​ได้เรียนต่อ​แม้​แต่ชั้นประถมปลาย ​แต่มันก็​เป็นลูกไร่ลูกนาขนานแท้… แถมยังล้ำเลย​​ไปจนถึงลูกทะเลอีกด้วย พ่อของมันมีเรือแจวลำหนึ่ง​ ชอบแจวออกทะเล​ไปหากุ้งหาปลา​เอามาขายในหมู่บ้านบ่อย ๆ​ ท่านอ่อนวัยกว่าปู่ของผม ๓-๔ ปี ชื่อ ชื่น ผมเรียก “ปู่ชื่น” ไอ้ชน​เป็นลูกคนสุดท้องของท่าน เข้าตำรา “ลูกสุดท้อง​ถ้าไม่บ๊องก็บ้า” อายุ ๑๒ – ๑๓ มันแอบสวมด้ามแจวถอนสมอแจวเรือใบเดี่ยวพาผม​และ​เพื่อน ๆ​ อีกสองสามคน​ไปหาหอยนางรมกัน​ที่ปากอ่าว ตอนขากลับ พอมาถึงบ้านก็ถูกฟาดน่องเสียเรียบกันทุกคน ​แต่ก็ยังไม่เข็ด พอเผลอผู้ใหญ่ไอ้ชนก็แอบขโมยปืนลูกซองยาวของปู่ชื่น​ไปยิงค่าง​ที่ป่าเชิง​เขาริมชายนาของมันอีก ​แต่คราวหลังไม่ถูกเฆี่ยน​เพราะมัน​ไปของมันคนเดียว ​และชายป่าแถวนั้น​ก็ไม่มีอันตรายให้น่า​เป็นห่วงเหมือนแจวเรือลงทะเล…

ขณะผมกลับ​ไปเรียนหนังสือชั้นมัธยม​ที่บ้านเกิด อยู่​ทางนี้ ไอ้ชนก็​ได้ย่ำป่าดง​เขายามาแล้ว​หลายรอบ วันนั้น​ขณะอุ้มลูกลิงพาผมขึ้น​เนินลงเนิน​เพื่อตามหาฝูงของแม่มัน ไอ้ชนบอกชื่อสถาน​ที่​ที่เราย่ำผ่าน​ไป​ได้ทุกแห่ง

​เมื่อเราเดินเลียบผ่านบริเวณ​ที่​เป็นต้นลำธาร​ซึ่งมีหน้าผาสูงชัน มีน้ำตกสายเล็ก ๆ​ ไหลตกลงมาเสียงซู่ซ่า ไอ้ชนบอกว่า นั่น​คือ “โตนนกอาบ” อีกไม่กี่วันสายน้ำตก​ที่ไหลทะลักลงมาจากผาสูงก็​จะเหือดแห้ง เหลือเกลียวน้ำเพียงนิดเดียว หรือไม่ก็เหือดหาย​ไปหมดเลย​ ​เพราะสภาพดินฟ้าอากาศ​ที่แล้งจัดชึ้นเรื่อย ๆ​

​เมื่อถึงตอนนั้น​บริเวณรอบ ๆ​ พื้นล่างใต้หน้าผาสูงชันนั้น​ก็​จะเต็ม​ไปด้วยสิงห์สาราสัตว์มาร่วมชุมนุม บ้างก็มาหาแหล่งน้ำ​ที่ขังอยู่​​เป็นแอ่ง ๆ​ ดื่มกินดับกระหาย ​แต่บ้างก็ฉวยโอกาสมาล่าเหยื่อ เช่น นกเหยี่ยว ​และอินทรีภูเขา ฉายาพญานกแห่งพงไพร ก็​จะบินมาซุ่มอยู่​บนยอดไม้ หรือไม่ก็กางปีกบินร่อนวนอยู่​บนฟ้าสูง จ้องหาโอกาสดิ่งตัวลงมาขย้ำกรงเล็บอันแหลมคมเข้าใส่เหยื่อแล้ว​โผนทะยานกลับสู่รวงรัง

งูเงี้ยวสารพัดชนิด ก็เลื้อยออกหาเหยื่อตามแถวนี้เช่นกัน ​แต่​ส่วนมาก​จะเลื้อยออกมาในตอนกลางคืน ด้วยสายตาอันพิเศษ​ที่ธรรมชาติมอบให้ งูแทบทุกชนิดมองเห็นเหยื่อตอนกลางคืน​ได้ชัดเจนยิ่งกว่ากลางวัน ​และไม่​ต้องพูดถึงสัตว์กินเนื้ออย่างพวก หมาไน แมวป่า ​และนักล่ารุ่นใหญ่อย่างพวกเสือ​ทั้งหลาย ​ทั้งเสือดาว เสือดำ เสือลายพาดกลอน ​ซึ่งมีสายตาอันคมกริมในการออกล่าเหยื่อตอนกลางคืน​จะไม่มาป้วนเปี้ยนอยู่​ตามแถวนี้​ได้อย่างไร

ผมเดินฟังไอ้ชนเล่าแล้ว​นึกพองขน มือขวา​ที่วางบนพานท้ายปืนแก๊ป​ซึ่งพาดรางรับกระบอกของมันอยู่​บนบ่าแนบกระชับอย่างแม่นมั่น ส่งสายตาสำรวจสองข้างทาง​ไปจนสุดอาณาเขตของน้ำตกแห่งนั้น​ จึงค่อยหายใจ​ได้ทั่วท้องขึ้น​สักหน่อย​

เจี๊ยก ๆ​ ๆ​ ๆ​

​เมื่อเราสองคนก้าวย่างขึ้น​บนขอนไม้​ที่ลมพาด​ระหว่างหุบผา​เพื่อ​จะข้าม​ไปฝั่งโน้น ตาม​ที่ไอ้ชนบอกว่า มีลูกไม้ ​และยอดไม้หลายชนิด​ที่พวกลิง ค่าง ชะนี ออกหากินกันอยู่​ประจำ เจ้าลิงน้อยก็เริ่มแหกปากร้องขึ้น​มาทันที คล้าย​กับว่ามัน​จะ​ได้กลิ่นสาปสางของพวกญาติ ๆ​ ของมันเข้าแล้ว​

“มึงระวังตัวหน่อย​”

ไอ้ชน​ซึ่งเดินอยู่​ข้างหน้าหันมาพูด​กับผม หลังจากเรา​ทั้งสองก้าวลงจากขอนไม้​ที่เปรียบดังสะพานข้ามหุบเหวแห่งนั้น​กันแล้ว​

ผมลดปืนลงจากบ่า สำรวจแก๊ปชนวน​ที่ครอบอยู่​ใต้นกปืนอีกครั้ง​เพื่อ​ความมั่นใจ

เบื้องทิศตะวันออก ดวงอาทิตย์โผล่ขึ้น​เหนือทิวป่าทำมุมเฉียง​กับเราในระดับสี่สิบห้าองศา แสงแดดส่องทะลุแนวไม้เบื้องบนลงมา​เป็นลำ ขับ​ความร่มครึ้มให้หาย​ไป ลมสงบ อากาศเย็นชื่น นาน ๆ​ จึง​จะ​ได้ยินเสียงนกหว้าร้องดังมาจากเนิน​เขา​ที่ไกลออก​ไปสักครั้งหนึ่ง​ นอกนั้น​ก็​เป็นสรรพสำเนียงของพวกนกตัวเล็ก ๆ​ สีสวย ๆ​ ​ที่โปรยเสียงหวีดแหวดขณะบินผ่าน

“เหม็นสาบค่าง” ผมพูดหลังจากหันซ้ายหันขวาสูดกลิ่นสาปสาง​ที่โชยเข้ามาในทิศทาง​ที่ยังไม่อาจกำหนด​ได้

“ลิงฝูงนั้น​ก็น่า​จะอยู่​แถวนี้” ไอ้ชนว่า “​แต่​ถ้ายังไม่เจอฝูงของมันก็ปล่อยเจ้าตัวเล็ก​ไปไม่​ได้ มัน​จะโดนแม่ลิงฝูงอื่นกัดตาย หรือไม่ก็อาจถูกหมาไน แมวป่า ลาก​ไปกินเสีย”

“แล้ว​เรา​จะหาฝูงของมันให้เจอ​ได้อย่างไร”

ไอ้ชนไม่ตอบ ​แต่มันเดินตรง​ไป​ที่ต้นไม้เตี้ย ๆ​ แล้ว​นำ​เอาลูกลิงเสน​ที่อุ้มอยู่​ ขึ้น​​ไปวางไว้บนกิ่ง​ที่เอื้อมถึง จากนั้น​ก็เดินถอยหลังห่างออกมาก สองมือของลูกลิงกอดต้นไม้ไว้แน่น ในขณะ​ที่สองตาของมันก็เบิ่งมองมา​ที่ไอ้ชนแน่วนิ่ง ราว​กับ​จะงุนงงสงสัยว่า ​เอามันมาปล่อยไว้ตรงนี้ทำไม?

“ไอ้เปรต ​ที่อย่างนี้แล้ว​ไม่เสือกร้อง” ไอ้ชนบ่นพึมพัมอย่างไม่สู้พอใจ

“สงสัย​จะติดรสน้ำข้าวโรยเม็ดเกลือของมึงจนไม่อยากกินนมแม่ของมันแล้ว​ล่ะ” ผมพูดหยอก

“ไม่ว่า​จะยังไง มึงก็​ต้องระวังตัวไว้ให้ดี” ไอ้ชนกำชับ “เผื่อแม่ของมันเห็นเราแล้ว​แอบซ่อนรอจังหวะอยู่​… เขี้ยวมันแหลมนะโว้ย อย่าประมาท”

ไอ้ชนพูดไม่ทันขาดคำผมก็​ได้ยินเสียงกิ่งไม้แห้งบนพื้นหักโผงผาง คล้ายพวกสัตว์ฝูงใหญ่​กำลังบุกตะลุยฝ่าเข้ามา ในขณะ​ที่เจ้าลิงน้อยบนกิ่งไม้ก็แหกปากร้องเจี๊ยก ๆ​ ด้วย​ความตกใจ แล้ว​มันก็กระโดดลงพื้น วิ่งล้มลุกคลุกคลานตรงมาหาไอ้ชนอย่างรวดเร็ว

“หลบเร็ว ๆ​ “

ไอ้ชนก้มลงจับตัวลิงน้อยขึ้น​มาอุ้มแล้ว​ร้องบอกให้ผมหลบเข้าหา​ที่กำบัง ​เพราะทางฝั่งเนินผา​ที่เราผ่านกันมาสักครู่ ไอ้ตัว​เขาโง้งสูงใหญ่ดำทมิฬ สามสี่ตัว​กำลังห้อกันมาเต็มเหยียด มองไกล ๆ​ เหมือนจอมปลวกมหึมาสามสี่ลูก​ที่​กำลังกลิ้งเข้าหาเราฝุ่นตลบ



*************************************************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-3188 Article's Rate 78 votes
ชื่อเรื่อง เหมืองป่า --Series
ชื่อตอน ภูมิหน้าภูมิหลัง --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง พลอยพนม
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๓๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๓ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๓๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-17131 ], [85.1.116.174]
เมื่อวันที่ : ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๐๒.๕๒ น.

ตื่นเต้นค่ะ​​ รจนาขอกระโดดหลบดูเหตุการณ์อยู่​​ห่าง ๆ​​ ด้วยคน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : นาม อิสรา [C-17132 ], [110.49.205.129]
เมื่อวันที่ : ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๐๖.๑๑ น.

ขอบคุณครับ​​ ระยะเวลาในท้องเรื่อง​​ ​​คือ ๓๐ วัน ​​และผมก็วางแผนกะ​​จะเขียนให้​​ได้ ๗๐ ตอน​​เป็นอย่างต่ำ อย่าเพิ่งเบื่ออ่านนะครับ​​

ตอนหน้าเชิญพบ​​กับการผจญไฟป่าครับ​​

สวัสดีครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Rotjana Geneva [C-17134 ], [193.134.193.5]
เมื่อวันที่ : ๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๓, ๒๒.๔๙ น.

โห 70 ตอนเลย​​หรือคะ​​?

เยี่ยมเลย​​ หากคุณนามฯขยันเขียน รจนาก็​​จะขยันอ่านค่ะ​​ ขอบคุณ​​ที่​​เอาผลงานดี ๆ​​ มาให้พวกเราอ่าน ไม่ช้าคง​​ได้ตีพิมพ์

มา​​เอาใจช่วยให้เขียนลื่น เขียนคล่อง ไม่ติดขัดค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น