นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๒๗ กันยายน ๒๕๕๒
ภาพซ้อนในความซ้ำ #1
กัณฑ์เก้า
...บางครั้งคำตอบอาจอยู่​ใน​ความฝัน...​...

ตอน : ความสว่างยามราตรี

บทนำ

เสียงฝีเท้า​ที่ถี่กระชั้นใกล้เข้ามาบอกให้โทนรู้ว่าถึงเวลา​ที่​เขา​จะ​ต้องวิ่งหนีอีกครั้งแล้ว​ ​เขาหันมอง​ความมืด​ที่ปกคลุมอยู่​รอบตัว มันมืดดั่งเงาปิศาจ เย็นยะเยือก​และหลอกหลอน ​ความหวาดกลัวแทรกผ่านเข้า​ไปในเส้นเลือดตรงดิ่งสู่ขั้วหัวใจ โทนรวบรวม​กำลังครั้งสุดท้ายผวาลุกขึ้น​ยืน​และวิ่งสะเปะสะปะ​ไปข้างหน้า เสียงนั้น​ใกล้เข้ามาอีก มันใกล้มากจนชายหนุ่มรู้สึกว่า​อีกไม่นาน​เขาคง​จะ​ได้เห็นตัวตนของสิ่ง​ที่​กำลังไล่ล่า​เขาอยู่​ โทน​ได้ยินเสียงจังหวะการวิ่งของตัวเองสะท้อนก้อง​ไปทั่วบริเวณ ​ซึ่งอัน​ที่จริงแล้ว​การเคลื่อนไหวทุกอย่างในตึกร้างแห่งนี้ล้วนก่อให้เกิดเสียงสะท้อนแทบ​ทั้งสิ้น ​แม้กระทั่งเสียงหัวใจของ​เขา​ที่​กำลังเต้นรัวเร่งเร้าราว​กับเสียงกลอง ​แต่น่าแปลก​ที่​เขาไม่รู้สึกเหนื่อยเลย​​แม้สักนิดถึง​แม้ว่า​จะทุ่มพลัง​ทั้งหมด​เพื่อให้การเคลื่อนไหวของตนรวดเร็ว​ที่สุด ​ถ้า​เป็นเช่นนี้โทนคิดว่า​เขาอาจ​จะมีโอกาสรอดพ้นจากเงื้อมมือของสิ่ง​ที่มองไม่เห็นนี้​ได้

ทางข้างหน้าเริ่มปรากฏแสงสีจางๆ​ พอให้​เขา​ได้สังเกตเห็นบันไดสีดำ​ที่ตั้งตรงอยู่​กลางทาง เหมือน​กับว่ามี​ใครสักคนนำมาตั้ง​เอาไว้​เพื่อให้​เขา​ได้​ใช้​เป็นทางหนี โทนวิ่งตรง​ไป​ที่บันไดทันที มัน​เป็นบันไดเหล็กเก่าๆ​ ขึ้น​สนิมเกรอะกรัง​แต่ให้​ความรู้สึกแข็งแรง ​เขาแหงนหน้าขึ้น​มอง​ไปตามทาง​ที่ทอดยาวสู่เบื้องบน บันไดทะลุผ่านทุกชั้นของตัวตึกสูงลิบตาจนไม่อาจมองเห็นปลายทาง โทนตัดสินใจปีนขึ้น​​ไป ​เขารู้ว่า​เขา​ต้องปีนขึ้น​​ไป มันถูกกำหนดไว้แล้ว​จากอะไร​บางอย่างให้​เขา​ต้องขึ้น​​ไปข้างบนนั้น​...​

​ความมืดแผ่ขยายเข้ามาอีกครั้ง กลืนกินทุกอย่างจนกลาย​เป็นสีดำสนิทจน​เขารู้สึกประหนึ่ง​ว่าตัวเอง​กำลังดิ้นรนออกจากทะเลน้ำหมึกกว้างใหญ่ โทนปีนสูงขึ้น​ๆ​ ด้วยหวังว่าบันไดแคบๆ​นี้​จะพา​เขาออก​ไปจาก​ที่นี่​โดยเร็ว​ที่สุด ​แต่ทันใดนั้น​ร่างกายของ​เขาก็เกิดขยับไม่​ได้ กล้ามเนื้อแข็งเกร็งปราศจาก​ความรู้สึกใดๆ​ สัญชาตญาณของ​เขาบอกให้รู้ว่าลึกลง​ไปทางด้านล่างอันดำมืด​กำลังมีบางอย่างค่อยๆ​คืบคลานตรงเข้ามา​ที่​เขา บางอย่าง​ที่ตาม​เขามา​เพื่อ​เอาชีวิต ​ความกลัวทะลุขึ้น​ถึงขีดสุด โทนพยายาม​จะเปล่งเสียงร้องออกมา​แต่ก็ไม่อาจทำ​ได้ ​เขาโดนควบคุมไว้ด้วยพลังอำนาจ​ที่มหาศาลเกินกว่า​จะต้านทานต่อสู้

โทนนึกไม่ออกว่าตัวเอง​ไปทำ​ความผิดร้ายแรงอะไร​ไว้​กับ​ใคร​ที่ไหน จึง​ได้ถูกตามล่าล้างผลาญเช่นนี้...​

*********

1

​ความสว่างยามราตรี

แสงไฟระยิบหลากสีสัน​ที่ประดับค่ำคืนในเมืองใหญ่ค่อยๆ​ทยอยดับลงทีละดวง ดั่ง​เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการสิ้นสุดของห้วงเวลาแห่ง​ความฝัน เหล่าผู้คน​ซึ่งหลงใหลในมนต์เสน่ห์มายาของรัตติกาลต่างแยกย้ายคืนสู่​ที่พำนัก​เพื่อเตรียมตัวสำหรับชีวิตในโลกแห่ง​ความจริง​ที่พวก​เขา​จะ​ต้องเผชิญในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า บรรยากาศ​ความคึกคักร่าเริง​ที่วนเวียนอยู่​ทั่วบริเวณถูกแทน​ที่ด้วย​ความเงียบเหงาซึมเซาอันล่องลอยปะปน​กับควันบุหรี่จืดจาง...​

​ที่ร้านเล็กริมถนนแห่งนั้น​ยังคงปรากฏแสงสีส้มจากโคมไฟหน้าร้าน บานประตูไม้หนาหนักถูกเปิดค้างไว้เผยให้เห็นแสงสว่างระเรื่อของโคมไฟติดผนังสองสามดวง ​ที่ด้านในสุดหญิงสาวผู้นั่งอยู่​ลำพังหลังเคาน์เตอร์​กำลังปลดปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยอยู่​ในพื้น​ที่​ส่วนตัวของเธอ ดวงตาสวยซึ้งแฝงประกายโศกมองเหม่อไร้จุดหมาย ถึง​แม้​จะคุ้นชิน​กับ​ความจำเจเช่นนี้มานานปีหากวิภาดากลับรู้สึกอ้างว้างอยู่​ข้างในลึกๆ​ ทุกครั้ง​เมื่ออยู่​ในห้วงแห่งการเลิกรา มันหมายถึงว่าช่วงเวลาหลังจากนี้เธอ​ต้องอยู่​ลำพังคนเดียวจวบจนกระทั่งเข็มนาฬิกาเคลื่อนคล้อยบรรจบ ณ จุดเดิมอีกครั้ง...​

นานมาแล้ว​​ที่หญิงสาวแทบไม่เคยออกจากสถาน​ที่แห่งนี้ เธอเลือก​ที่​จะ​ใช้ชีวิตอยู่​ท่ามกลางปฏิสัมพันธ์ของคนอื่นในร้านขนาดหนึ่ง​ห้อง ​ที่ตกแต่งจัดวางด้วเฟอร์นิเจอร์แปลกตา พ้นสมัย หน้าต่างบานสูง ยาว ฝาผนังประดับด้วยภาพเขียนสีน้ำ​และภาพถ่ายขาวดำซีดจาง โคมไฟรูปทรงโบราณให้แสงนวลอุ่นสาดกระทบเก้าอี้​และโซฟาเก่าแก่ โอบอุ้มด้วยเสียงเพลงจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงไขลานอันแปลกปลอมในยุคสมัยแห่งการดาวน์โหลด บทเพลงอ่อนหวานปนเศร้า​กำลังบรรเลงแผ่วเบา ท่วงทำนองเนิบช้าพาฝันดึงวิภาดาหลุดหล่นลงสู่อดีตลึกล้ำ

"​ความรักของฉันเปรียบดั่งสายลมหนาวยามค่ำคืน
งดงามหอมหวนจนมิอาจห้ามใจไหว
​แต่แล้ว​พอรุ่งเช้า​ก็พัดหายจาก​ไปไกล
ทิ้งฉันไว้ให้เจ็บปวดหลงทาง ใน​ความทรงจำ...​"

*********


ท้องฟ้าในวันนั้น​​เป็นสีฟ้าสดดั่งภาพวาด ฉาบไล้ด้วยแสงแดดอ่อนจางละมุนละไม กรุ่นกลิ่น​ความฝันกระจายกว้างแทรกซึมในอณูอากาศ เชื่อมโยงรอยต่อ​ระหว่างจุดสิ้นสุด​และจุดเริ่มต้นให้​เป็นหนึ่ง​เดียว

"มาทางนี้เร็วเข้า วิ" เสียงตะโกนเจื้อยแจ้วของ​เพื่อนสาวร้องเรียกให้วิภาดาเข้ามาถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน หญิงสาวกึ่งเดินกึ่งวิ่ง​ไปตามเสียงเรียก ใบหน้าอ่อนเยาว์แย้มยิ้มสดใส วันนี้​เป็นวัน​ที่วิภาดามี​ความสุขมากวันหนึ่ง​ในชีวิตของเธอ ​เพื่อนฝูง​พร้อมหน้ากอดเกี่ยวกันอบอุ่นสรวลเฮฮา ด้วยต่างยินดี​กับ​ความสำเร็จ​ที่เพิ่งพ้นผ่านกรอบการศึกษาอันหนักอึ้ง วิภาดาดีใจ​ที่เรียนจบ เธอรู้สึกเหมือน​ได้ก้าวผ่านถนนแห่งครรลอง​ไปอีกหนึ่ง​สาย ถึง​แม้ว่าสิ่ง​ที่​ต้องเผชิญในตอนนี้​จะ​เป็นชุมทางของถนนมากมาย​ให้เลือกเดิน ​แต่หญิงสาวก็คิดว่าเธอคงมีเวลา​ได้หยุดพักบ้าง​เพื่อทบทวน​และตัดสินใจสำหรับการเดินทางครั้งต่อ​ไป

"วิ เดี๋ยวเย็นนี้​เพื่อนๆ​ ​เขา​จะ​ไปคาราโอเกะกัน ​ไปด้วยกันนะ"

นุ้ย ​เพื่อน​ที่เรียนด้วยกันมาตลอดระยะเวลาในมหาวิทยาลัยเอ่ยชวน กาลเวลา​ที่ผ่าน​ไปไม่เคยเปลี่ยนตัวตนของ​เพื่อนสาวคนนี้ นุ้ยยังคง​เป็นเด็กสาวผู้ร่าเริงแจ่มใส ดวงตามีประกายขี้เล่นซุกซน ปรากฏอยู่​ตลอดเวลา

"​ไปสิ" วิภาดาตอบ​พร้อมรอยยิ้มเรียบๆ​

"โอ้โห! ไม่น่าเชื่อคุณหนูวิภาดารับคำชวนอย่างง่ายดาย วันนี้สงสัยฝน​จะตกรับลมหนาวล่ะม๊าง" นุ้ยทำเสียงล้อ

ปกติแล้ว​วิภาดามัก​จะปฏิเสธคำชวนของ​เพื่อนๆ​ เธอชอบ​ที่​จะอยู่​ในโลก​ส่วนตัวของเธอเสมอ ​แต่ในครั้งนี้หญิงสาวรู้ว่าหลังจากวันนี้แล้ว​ทุกคน​จะ​ต้องแยกย้ายกัน​ไปตามหนทางของตน โอกาส​ที่​จะ​ได้เจอกันอีกคง​จะมีไม่มาก ​โดยเฉพาะ​กับนุ้ย สาวน้อยน่ารักผู้​เป็น​เพื่อนสนิทเพียงคนเดียวของเธอ

นุ้ย​จะบิน​ไปเรียนต่อในสัปดาห์หน้านี้แล้ว​ วิภาดาใจหาย​เมื่อคิดถึงเรื่อง​นี้ เธอ​กับนุ้ยมัก​จะมีเส้นทางร่วมกัน​และเดินเคียงข้างกันเสมอ ​แต่แล้ว​ก็มาถึงทางแยกของ​ทั้งสองใน​ที่สุด วิภาดารู้สึกถึง​ความเหงาแทรกซึมเข้ามาข้างในตัวเธออย่างแผ่วเบา เธออยากรู้ว่าคนอื่นๆ​ ​เขา​จะรู้สึกอย่างเธอบ้างหรือไม่ หรืออาจ​เป็น​เพราะว่า​ที่ผ่านมาเธอ​ใช้เวลาอยู่​​กับ​เพื่อนค่อนข้างน้อยจึงไม่​ได้ซึมซับ​ความอบอุ่น​เอาไว้มากพอ​ที่​จะ​เป็นเกราะกำบัง​ความเหงา​ที่รุกล้ำเข้ามา​ได้ วิภาดาคิดแล้ว​ก็ละอายใจตัวเอง​ที่หลายๆ​ ครั้งเธอปรามาสกิจกรรมของ​เพื่อนๆ​ ว่า​เป็นสิ่งซ้ำซาก น่าเบื่อหน่าย​และไม่สร้างสรรค์ ​ทั้งๆ​​ที่จริงๆ​แล้ว​ตัวเธอเองก็ไม่เคย​จะลงมือทำอะไร​ให้สังคมนี้ดีขึ้น​มาเลย​

"อ้าว​จะ​ไปไหนล่ะ วิ" นุ้ยตะโกนถาม​เมื่อเห็นวิภาดาเดินออก​ไปจากกลุ่ม​เพื่อน

"​ไปห้องน้ำน่ะ เดี๋ยวมา" เธอตอบก่อนเดินเข้า​ไปในตัวตึก ต่อ​ไปนี้ก็คง​จะไม่​ได้มาเหยียบ​ที่อาคารเก่าแก่แห่งนี้อีกแล้ว​ วิภาดาคิดแล้ว​ก็มอง​ไปรอบๆ​ เหมือนตั้งใจ​จะเก็บภาพบรรยากาศเหล่านี้ไว้ใน​ความทรงจำ ​และ​ที่เบื้องหน้าของเธอนั้น​ ชายหนุ่มคนหนึ่ง​​กำลังเดินตรงเข้ามาด้วยท่าทาง สบายๆ​ ร่างสูงโปร่ง เส้นผมหยักศกระดวงตาเคลิ้มฝัน ในมือถือช่อดอกไม้

"ยินดีด้วยนะ วิ" ​เขาพูด​พร้อม​กับยื่นช่อดอกไม้ให้

วิภาดามีท่าทางลังเลเล็กน้อยก่อนยื่นมือออก​ไปรับดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่มาถือไว้ ​เขารู้ว่านี่​คือดอกไม้​ที่เธอชอบมาก​ที่สุด

"ขอบคุณมากนะ ไม่น่าลำบาก​ไปซื้อมาเลย​" วิภาดายิ้มให้หนุ่มเจ้าของดวงตาฝัน

"วิ เราอยากคุย​กับเธอ เดี๋ยวเย็นนี้​ไปกินข้าวด้วยกันหน่อย​นะ"

"คงไม่​ได้หรอก เรา​ต้อง​ไป​กับ​เพื่อนน่ะ ​เขา​จะ​ไปคาราโอเกะกัน"
เธอพยายาม​ใช้น้ำเสียง​ที่นุ่มนวล​ที่สุดในการปฏิเสธ

"เธอเนี่ยนะ ​ไปคาราโอเกะ" ชายหนุ่มมีท่าทางฉงนฉงาย ​เขาไม่เคยเห็นวิภาดา​ไปสถานบันเทิงเช่นนี้มาก่อน "เรานึกภาพวิร้องเพลงไม่ออกเลย​จริงๆ​"

"เราแค่อยากอยู่​​กับ​เพื่อน หลังจากนี้ก็ไม่รู้ว่า​จะกระจัดกระจาย​ไป​ที่ไหนกันบ้าง"

"วิ เธอคิดไว้หรือยังว่า​จะทำอะไร​ต่อ" ​เขาโพล่งออกมา

วิภาดามองดูกุหลาบสีขาวในมือ อีกไม่กี่ชั่วโมงสีของมันก็​จะไม่ขาวบริสุทธิ์เช่นนี้ ทุกสิ่งผันเปลี่ยนเสมอ "ยังไม่รู้เหมือนกัน ก็คงอยู่​บ้าน​ไปก่อน"

"​ไปอยู่​​กับเราเถอะนะวิ ​ไปทำร้านกัน​ที่นั่น อีกแค่ไม่กี่เดือนเราก็​จะเรียนจบแล้ว​" ชายหนุ่มเอ่ยถึงชื่อของเกาะแห่งหนึ่ง​ทางภาคใต้​ที่​เขาวางแผนไว้ว่า​จะเดินทาง​ไป​ใช้ชีวิต​ที่นั่น ​เขาเคยพูดเรื่อง​นี้​กับเธอมาหลายครั้งแล้ว​ ​แต่ไม่เคย​ได้คำตอบ​ที่ชัดเจนจากปากของหญิงสาว

"ไม่ล่ะ เราอยากอยู่​​ที่นี่" วิภาดาพูดแผ่วเบา สายลมหนาวผ่านแทรกเข้ามา​ระหว่างคน​ทั้งสองให้รู้สึกไหววูบ

ชายหนุ่มยืนนิ่งอึ้ง ดวงตาคู่ฝันฉายแววเจ็บปวด เกือบสามเดือนแล้ว​​ที่หญิงสาวทำตัวเหินห่างจาก​เขา​โดยไม่มีสาเหตุ เธอพยายามหลบหน้า ไม่รับโทรศัพท์ ​และไม่เคย​ไปไหน​กับ​เขาอีกเลย​ ​เขาเคยคาดคั้นถามถึงสิ่ง​ที่ติดค้างอยู่​ในใจของเธอมาหลายต่อหลายครั้ง​แต่ก็ไร้ประโยชน์ วิภาดาเปลี่ยน​ไปราว​กับ​ใครคนอื่น​ที่ไม่เคยรู้จัก​กับ​เขามาก่อน

"วิก็รู้ว่าเราอยากอยู่​​กับวิมากแค่ไหน" ​เขาตัดพ้อ

วิภาดารู้สึกปวดแปลบในอก ​แต่ไม่มีทางเลือกอื่นใด เธอไม่อาจ​จะอยู่​​กับผู้ชายคนนี้​ได้จริงๆ​

"เรา​ต้อง​ไปแล้ว​ ​เพื่อนรออยู่​ ขอบคุณอีกครั้งนะสำหรับดอกไม้" วิภาดาหันหลังกลับเดินจาก​ไป​โดยไม่หันกลับมามองข้างหลังอีก มือของหญิงสาวสั่นเทิ้ม ริมฝีปากเม้มแน่น ​จะมี​ใครรู้ไหมว่าเธอเจ็บปวดสักเพียงใด​ที่​ต้องตกอยู่​ในสภาพเช่นนี้ ​ความ​เป็นจริงอันแสนโหดร้าย​ที่เธอ​ต้องเผชิญมันเกินกว่า​ที่เธอ​จะรับมัน​ได้ไหว

"วิบอกเรา​ได้ไหมว่าทำไมทุกอย่างถึงกลาย​เป็นแบบนี้ บอกเรา​ได้ไหม" ชายหนุ่มตะโกนไล่หลัง ฟังจากน้ำเสียงแล้ว​​เขาก็คงอยู่​ในภาวะไม่ต่างจากเธอสักเท่าไหร่

วิภาดาอยาก​จะวิ่งหนีหรือหายตัว​ไปจาก​ที่ตรงนี้ทันที​ถ้า​เป็น​ไป​ได้ เธอไม่อาจทน​ความขมขื่นกดดันใดๆ​ ​ได้อีก ​จะให้เธอบอก​ได้อย่างไร ใน​เมื่อ​ความจริงไม่​ได้มีประโยชน์ มี​แต่​จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างเลวร้ายมากขึ้น​​ไปอีก ​เป็น​ความจริง​ที่ไร้ค่า ลาก่อนนะโทน...​

*********

"พี่วิ หนูกลับก่อนนะคะ​ สวัสดีค่ะ​" เสียงของแจงเด็กช่วยงาน​ที่ร้านปลุกหญิงสาวให้ตื่นจากห้วงภวังค์

วิภาดารับไหว้เด็กสาวเจ้าของเสียง "ขอบใจมากนะแจง กลับบ้านดีๆ​ ล่ะ"

"ค่ะ​พี่วิ เดี๋ยวหนูปิดประตูหน้าร้านให้เลย​นะคะ​"

วิภาดามองตาม​ไป​ที่ประตู ข้างนอกร้านปิดไฟมืด ​ที่ถนนยังพอมีรถวิ่งผ่านอยู่​บ้าง ​แต่กลุ่มนักท่องราตรีต่างแยกย้ายกัน​ไปหมดแล้ว​

เด็กสาวลงกลอนประตูหนึ่ง​บานก่อนหันกลับมามองวิภาดา​ซึ่งยังคงนั่งนิ่ง​ที่เคาน์เตอร์ แจงถอนหายใจ เธออดนึกสงสัยไม่​ได้ว่านายจ้างของเธอมี​ความหลังฝังใจอะไร​​กับเพลงนี้นักหนา ถึง​ได้เหม่อซึม​ไปทุกที​ที่เพลงบทนี้ดังขึ้น​มาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงโบราณนั้น​

แจงพาตัวออก​ไปนอกร้าน​พร้อม​กับปิดประตูอีกข้าง​ที่เปิดค้างไว้ ทันที​ที่บานประตูแนบสนิท สรรพเสียงเงียบสงัดฉับพลันเหมือนถูกกดปุ่มให้หยุดชะงัก วิภาดาเดินออกมานอกเคาน์เตอร์ ทรุดตัวลงนั่งบนโซฟายาวสลักลวดลายวิจิตร สายตาจับจ้อง​ที่รูปภาพขาวดำ​และภาพเขียนสีน้ำ​ที่เรียงรายบนผนัง เธอยังจำวัน​ที่นุ้ยมานั่ง​ที่โซฟาตัวนี้ก่อน​จะบิน​ไปอังกฤษ​ได้ เธอ​กับนุ้ยนั่งคุยกัน​ทั้งคืนจนถึงเช้า​ วินาทีแห่งการลาจาก​ทั้งสองกอดกันแน่น วิภาดาพยายาม​ที่​จะไม่ร้องไห้​แต่ก็ไม่อาจควบคุมการไหลของน้ำตา​ได้ ​และแล้ว​คน​ที่เธอรักคนสุดท้าย​ที่เหลืออยู่​ก็จาก​ไป นุ้ยเดินออกจากประตูท่ามกลางแสงแรกของวันใหม่ วิภาดาจำ​ได้ว่าเธอยืนมองนุ้ยขับรถออกห่างจากระยะสายตา​ไปเรื่อยๆ​ จนเห็นเพียงจุดขาวเล็กๆ​ จึงเดินกลับเข้ามานั่ง​ที่โซฟามองภาพถ่ายขาวดำบนผนังตรงหน้า

เช่นเดียว​กับตอนนี้​ที่ผู้หญิงในรูป​กำลังยิ้มให้เธออย่างอ่อนโยนเหมือน​กับ​จะปลอบประโลมให้เธออุ่นใจว่า​ความรัก​จะยังคงอยู่​ในหัวใจของเธอเสมอ

"วิ ไม่​เป็นไรนะลูก...​" แม่มัก​จะเริ่มต้นประโยคแบบนี้ทุกครั้งในยาม​ที่เธอจมอยู่​ใน​ความเศร้าโศก

เสียงเพลงดังแว่วประหนึ่ง​ล่องลอยมาจากดินแดน​ที่ไกลแสนไกลอัน​เป็นนิรันดร์

"บนเส้นทางของชีวิต​ที่พบเจอสิ่งต่างๆ​ มากมาย​
เรา​ได้​เพื่อน​ที่ดีหลายคนมาอยู่​​กับเรา
ขณะเดียวกันก็สูญเสียคนรักผู้จาก​ไป​ระหว่างทาง
ในอนาคตอันเจิดจรัส เรามิอาจแสร้งลืมอดีต​ที่ผ่านมา
ดังนั้น​จงปล่อยให้น้ำตาของเธอ​ได้เหือดแห้ง​ไปเสียเถิด...​"

แสงสว่างฉายวาบเข้ามาในจิตใจ วินาทีนั้น​เอง​ที่วิภาดาตัดสินใจ​จะอยู่​​ที่นี่​ไปตลอดชีวิตของเธอ..

*********.

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2998 Article's Rate 7 votes
ชื่อเรื่อง ภาพซ้อนในความซ้ำ --Series
ชื่อตอน ความสว่างยามราตรี --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง กัณฑ์เก้า
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ กันยายน ๒๕๕๒
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องสั้น
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๐๕๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๒
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-16007 ], [115.67.253.12]
เมื่อวันที่ : ๐๓ ส.ค. ๒๕๕๒, ๑๕.๔๙ น.

เปิดเรื่อง​​เศร้าจังเลย​​ครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : กัณฑ์เก้า [C-16015 ], [210.246.145.135]
เมื่อวันที่ : ๐๔ ส.ค. ๒๕๕๒, ๐๘.๕๗ น.

มัน​​เป็นเรื่อง​​เศร้าครับ​​ ลุงเปี๊ยก

ขอบคุณ​​ที่เข้ามาอ่านครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : Thongmarine [C-16048 ], [115.67.180.41]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ส.ค. ๒๕๕๒, ๒๒.๓๗ น.

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : น้องหนู [C-19022 ], [49.230.84.143]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ม.ค. ๒๕๕๗, ๑๗.๔๖ น.

เศร้าจังเลย​​นะคะ​​ ...​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น