นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๑ ธันวาคม ๒๕๕๒
บ่วงอุรคา #1
SONG-982
...ถ้อยจารึกพล่านขึ้น​ในห้วงคำนึงของอรรณพ ราว​กับอสรพิษร้าย​กำลังดิ้นทุรน พยายามหาทางออกจาก​ที่ขัง...​ อักขระเทวนาครี​ทั้งสามแถวไม่​ได้ลำดับ​ความ หัวหางของบางตัววิ่นแหว่งจากการคัดลอก กระนั้น​ยังปรากฏรอยสลัก​เป็นแถวอักษรส...

ตอน : บ่วงอุรคา (สำนวนใหม่?)

แดดบ่ายจัดจ้า สะท้อนเงาลวงตาขึ้น​มาจากพื้นถนน ทิวทัศน์สองข้างทางยิ่งแล้ว​ ​เพราะนาเกลือ​ทั้งนั้น​​กำลังจับเกล็ด ​เป็นขุยขาวดาด​ไปสุดลูกหูลูกตา

​แต่​ทั้งหมดก็ไม่น่าทำให้ชายหนุ่มมึนงงหรือรู้สึกวิงเวียน​ได้ขนาดนี้

"ณพ ณพ เมารถรึเปล่า"

เหมือน​เขา​ได้ยินเสียงนี้แว่วมาจาก​ที่ไกล ​พร้อม​กับรู้สึกว่า​แขนข้างซ้ายถูกเขย่าเบาๆ​ ตอนนี้อรรณพไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าอยู่​​ที่ไหน

ลมแห้งๆ​ ​ที่ปลิวมาปะทะใบหน้ายิ่งทำให้อึดอัด​และเหนอะหนะ

ลมหายใจ​ที่สูดเข้า​ไปทำให้ลำคอแห้งผาก ริ้ว​ความร้อนพลุ่งจาก​ส่วนกลางของลำตัว ขึ้น​​ไปอัดอั้นอยู่​ในหัว ดวงตาร้อนผ่าวแสบเ​คือง ​และแข็งค้าง

กว่า​จะกะพริบตา​ได้​แต่ละครั้งน้ำตาก็คลอหน่วย ​ต้องเกร็งหรี่ หลบแสงจนปวดกระบอกตา​ไปหมด

อรรณพฝันร้ายมาหลายคืน ก่อน​ที่เธอ​จะออกปากชวนมาร่วมทีม ​เขารับปากทันที​โดยเจ้าตัวยังงง ว่าอะไร​ทำให้ตัดสินใจ​ได้รวดเร็วขนาดนั้น​

​จะว่า​เพราะ​ความสนิทสนมของตน​กับวีณา ก็ไม่น่า​จะใช่

มันเหมือน​กับมีแรงดึงดูดอะไร​สักอย่างมากกว่า ทำให้พอ​เขา​ได้ยินชื่อสถาน​ที่​ที่​จะมาในครั้งนี้ แล้ว​ก็เออออตอบรับ​ไป​โดยอัตโนมัติ

​ที่จริง​ทั้งคณะมีร่วมสี่สิบชีวิต ​แต่ทุกคนบนรถมีจุดหมายต่าง​ไปจากพวก​เขา กลุ่มสมาชิกค่ายอาสาฯ ​ได้ทำเลสำหรับสนองอุดมการณ์ชมรม ​โดยไม่​ต้อง​ไปไกลจากกรุงเทพมากนัก

เพียงร้อยกว่ากิโลเมตรเท่านั้น​ ท้อง​ที่​ที่พวก​เขา​กำลัง​จะ​ไปช่วยพัฒนาโรงเรียน ก็กลาย​เป็นชุมชนหลัง​เขา​ไปเสียแล้ว​

"ไม่...​ ไม่​เป็นไร"

​ทว่าเสียงตอบกลับแหบแห้ง ราวปลาขาดน้ำจนเจียนตาย

จังหวะหัวใจ​ที่เต้นถี่ระรัว แทน​ที่​จะทำให้​เขาคึกคักตื่นตา กลับ​กำลังกดดันประสาทรับ​ความรู้สึก​ทั้งหมดให้จมดิ่ง

จังหวะในตัวคลับคล้ายเสียงรัวมโหระทึกในยัญพิธีอะไร​สักอย่าง ไม่​ได้อ่อนหวานนุ่มนวลชวนเคลิ้ม ​เพราะมันกึกก้องกดดันจนแทบหายใจไม่ออก

เสียงหวานแว่ว​ที่เรียกหา ก็กลาย​เป็นเสียงหวีดแหลมน่ารำคาญ

แรง​ที่ยังเขย่าอยู่​​ที่แขนซ้ายยิ่งเพิ่มแรง ก็กลับทำให้รู้สึกเหมือนถูกแรงนั่นโยนขึ้น​สู่อากาศ

...​ครู่เดียว

​ทั้งร่างก็ด้านชา​กับสิ่งเร้ารอบกาย​ไป​ทั้งสิ้น

ถ้อยจารึกพล่านขึ้น​ในห้วงคำนึงของอรรณพ ราว​กับอสรพิษร้าย​กำลังดิ้นทุรน พยายามหาทางออกจาก​ที่ขัง

อักขระเทวนาครี​ทั้งสามแถวไม่​ได้ลำดับ​ความ หัวหางของบางตัววิ่นแหว่งจากการคัดลอก ด้วยวิธีการ​ใช้กระดาษทาบลงบนแผ่นศิลา แล้ว​ฝนด้วยดินสอถ่าน จนปรากฏรอยสลัก​เป็นแถวอักษรสีขาว


"อุรคนคร...​..ใจเมืองแห่งตะนาวศรี...​...​...​...​...​...​...​..
...​...​...​เจริญยิ่งบริวาร...​.สิงห์...​..บัว...​..อายสะยิน...​..
ถึงอวหาร...​...​...​..อินทูน...​...​..กรรมเมือง...​...​...​...​...​...​"


คำ "อุรคนคร" เหมือนผูกพันฝังแน่นอยู่​กลางใจ ​แต่คำ "อินทูน" กลับทำให้ขุ่นเ​คืองคุแค้น

อรรณพยิ่งรู้สึกปวดตุบขึ้น​มา​ที่สองข้างขมับ ปวดเหมือนหัว​จะระเบิด

"ดวงใจแห่งข้า พญามารจุติมาแล้ว​ ชาตินี้ไร้บุญญา ชาติหน้าข้า​จะตาม​ไปพบเจ้า!!!"

แล้ว​อีกเสียงก็ดังขึ้น​จากเบื้องบนกระหม่อม มันเสียดแทรกเข้ามาในหัว ​พร้อม​กับ​ความทรมานสุดแสน เหมือนกะโหลก​จะปริแยก

ชายหนุ่มยังสัมผัส​ได้ถึงเยื่อใยอัน​เป็นอนันตกาล เยื่อใยของ​ความพะวักพะวงห่วงหา จำใจตัดใจลาด้วย​ความรัก​และ ...​​ความแค้น

น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม

แล้ว​ละไออุ่น​ที่นองหน้าช่วยซับ​ความรู้สึก ให้กลับมาสู่ปัจจุบัน

​ความเลือนรางค่อยแจ่มชัด จนภาพทิว​เขาข้างหน้ากระจ่างแก่ตา

"​เขางู...​!!"

"​จะ​เขาอะไร​ก็ช่างมันก่อนเหอะนะณพ ​แต่ว่าเธอ​เป็นอะไร​ ​เป็นอะไร​​ไป"

เสียงหวีดแหลมน่ารำคาญค่อยกลับมาแว่วหวานอีกคราว จนคน​ที่รู้สึกแปลกๆ​ ​ต้องหันกลับมายิ้มรับเนือยๆ​ ​พร้อมค่อยปลดสองมือ​ที่เกาะกุมต้นแขนซ้ายของตนออก

"​ใคร​เป็นอะไร​​ไปเหรอวีณา"

อีกเสียงดังแทรกเข้ามา เสียงนี้ทำให้​เขาถึง​กับสะดุ้ง มันช่างคลับคล้ายเสียงนั้น​ เสียงแห่ง​ความอาฆาตจองเวร ​ที่เสียดแทรกอยู่​ในหัว​เมื่อชั่วอึดใจ

"ณพน่ะ กฤษ ไม่รู้​เป็นอะไร​"

หญิงสาวตอบคำกลับ​ไป ใจยังไม่คลายกังวล

"เราไม่​เป็นไร ไม่​เป็นไรแล้ว​ละวี"

ต้นเหตุพยายามเค้นเสียงให้กระปรี้กระเปร่า ​โดยไม่​ได้หันมาหาเธออีกด้วย​เพราะ​ที่ปลายหางตา บอกว่ามีอีกคนหนึ่ง​เข้าสมทบถึงตัว

แล้ว​ฝ่ามือหนักแน่นก็ทาบลงบนหน้าผากของอรรณพอย่างอ่อนโยน เหมือนถูกประคบด้วยมวลน้ำเย็นสดชื่น ​ความกดดันอัดอั้นจางหาย​เป็นปลิดทิ้งทันที

ถึงอยาก​จะปัดมือนั้น​ออก ​แต่จิตใต้สำนึกก็ขืนแขนขาไว้จนไม่อาจขยับหลบเลี่ยง

"ลมแดดละมั้งวี ​เป็นผู้ชายแท้ๆ​ ทำไมอ่อนแอจัง"

เจ้าของมือละมือออก​ไปแล้ว​ เสียงตะโกนหายาดมยาลมดังขึ้น​​ทั้งรถ

จนมีกลิ่นพิมเสนน้ำมาจ่อรอ​ที่จมูก อรรณพก็ยังนั่งนิ่ง

"ก็​เขาไม่​ได้​เป็นพวกถางป่าขุดดินงัดหินอย่างเธอนี่นา อย่างเราๆ​ น่ะออกภาคสนามกันมานักต่อนัก ​แต่ณพ​เขาไม่เคย​ต้องมาอย่างนี้ อีกอย่าง​เขาก็มีโรคประจำตัว"

วีณาหัน​ไปต่อว่า​และแก้ต่างแทบ​เพื่อนสนิท

"​ถ้ารู้ว่าไม่สบายแล้ว​​จะดันทุรังมาทำไมล่ะวี กะแค่เทวนาครีไม่กี่ขยัก ทำไมเรา​จะแกะกันเองไม่ออก"

​ทว่าคนสบประมาทยังซ้ำไม่ลดละ

"ไอ้สามบรรทัดนั่นน่ะ​ใครๆ​ มันก็เดา​ได้ ​แต่​ถ้า​ไปเจอศิลา​ทั้งหลัก​จะทำยังไง"

​และหญิงสาวไม่ก็ไม่ยอมจำนน

"ก็ขนมันกลับ​ไป​ที่มหา’ลัย"

คราวนี้เสียงผู้ชายชักอ้อมแอ้มไม่เต็มปาก

"อย่ามาถลากไถล​ไปเรื่อยเลย​น่า เธอก็รู้ว่าเรามากันยังไง ​ถ้าอาจารย์รู้ว่าแอบมากันเอง มีหวัง​ต้องลงทะเบียนกันใหม่อีกรอบ"

"...​...​"

"เถอะน่า แค่นี้มันเรื่อง​ปกติ ไม่​ได้ชักตาตั้ง​เป็นลมบ้าหมูอะไร​นี่นา"

​เมื่อเห็นท่าว่าอังกฤษยอมจำนน วีณาจึงลดเสียงลง​เป็นทำนองไกล่เกลี่ย

"บ้าเรอะวี! แล้ว​​ถ้า​เป็นอย่าง​ที่เธอพูดขึ้น​มา​ที่กลางป่า เราไม่​ต้องปล่อยให้​เพื่อนเธอตายเรอะ!"

คราวนี้คนเถียงเหมือน​จะกลับมา​เป็นห่วงตัวต้นเหตุ

"เราไม่​เป็นไรแล้ว​วี ขอโทษ​ที่ทำให้ตกอกตกใจ ขอโทษคุณ...​ เอ่อ...​"

"อังกฤษ ผมชื่ออังกฤษ เรียกกฤษเฉยๆ​ ก็​ได้"

"ครับ​ คุณอังกฤษ ผมขอโทษด้วย"

"คุณณพไม่​ได้​เป็นคนผิด มันผิดมาตั้งแต่คนชวนคุณณพแล้ว​"

ถึงตอนนี้น้ำเสียงของอังกฤษผู้​เป็นหัวหน้าทีม ไม่​ได้จริงจังอีกต่อ​ไป

"ย่ะคุณท่าน ​ถ้าอิชั้นไม่ห่วงว่างานมัน​จะไม่เดิน ก็คงไม่ลาก​เขามาหรอกค่ะ​ ณพก็อย่าทำให้วีเสียชื่อล่ะ คุยกะกฤษมันไว้ฟุ้งเชียวว่า ณพอ่าน​ได้หมดตั้งแต่ฝั่งไทกรีซจนถึงฮวงโห"

"ไม่ถึงขนาดนั้น​หรอกวี เธอก็พูดเกิน​ไป ก็...​ แค่พออ่าน​ได้บ้าง"

เวลานี้คน​ที่แนะนำตัวว่าอังกฤษเปลี่ยน​ที่นั่ง มานั่งเบียด​กับวีณา​และอรรณพแล้ว​ ​เขาถือโอกาสชำเลืองสำรวจ ​เพื่อนใหม่​ที่วีณาคุยนักคุยหนาว่า หลงใหลอักษรโบราณจนเหมือนคลั่ง

อังกฤษเคยคะ​เนไว้ในใจว่า คง​จะ​เป็นผู้ชายผอมบาง ท่าทางเจ้าตำรา​และอมโรค อาจ​จะ​แต่งตัวอย่างไม่ไยดีสังคม หรือน่า​จะติดสกปรกหน่อย​ๆ​ ด้วยซ้ำ

​แต่คน​ที่นั่งนิ่งหัน​ไปนอกหน้าต่างนี่กลับไม่ใช่อย่าง​ที่วาด​เอาไว้ ถึง​จะตัวเล็กกว่า ​แต่ก็มีรูปร่างสม​ส่วนสมชาย สวมเสื้อ​และกางเกงทรงเข้าสมัย ผิวสวยกว่าผู้หญิง​ที่นั่งคั่นกลาง ​แม้​จะดูคล้ำกว่า ก็ไม่​ได้ทำให้ผู้ชายคนนี้แลดูหม่นหมอง

มีเพียงนัยน์ตาอย่างเดียวกระมัง ​ที่แฝงแววโศกสลดไว้ใต้ประกายตาสดใส

แล้ว​คนแอบมองก็รีบปรับน้ำเสียง ให้​เป็นการ​เป็นงานอีกครั้ง ก่อน​ที่วีณา​จะจับสังเกต​ได้

"ผมหวังว่าคุณณพคง​จะอ่าน​ได้ดี ​ที่จริงอักษรพวกนั้น​ก็คง​จะร่วมๆ​ สมัยกัน​กับหลักศิลา​ที่ขุดค้นพบ​กับเมืองใกล้ๆ​ ​ทั้งทางคูบัว หรือทางเมืองสิงห์ ถึง​จะเก่าก็ไม่น่า​จะเกินรุ่นๆ​ ​กับทวารวดี พุทธศตวรรษ​ที่สิบกว่าๆ​"

เสียงนี้​ได้ยินกันเฉพาะเพียงสามคน

"​แต่...​ กฤษ เธอ​จะมาบ้างานอย่างเดียวไม่​ได้นะ"

หญิงสาวผู้​กำลังโดนสองหนุ่มนั่งขนาบข้าง หันมาเตือนเบาๆ​

"เธอ​ต้องหาเวลา​ไปแสดงน้ำใจ​กับรตีเค้าด้วย ไอ้​ที่เราอาศัยเนียนมา​กับค่ายอาสานี่ ก็​เพราะวีบอก​ไปว่า กฤษ​เป็นคนขอร้องหรอกนะ"

"​ได้ยังไงล่ะวี แฟนเค้าก็มาด้วยนี่"

ใจจริงอังกฤษไม่อยากให้​ใคร​ไปพูดลับหลังเลย​ว่า ​ใช้เสน่ห์หนุ่มหาประโยชน์ใส่ตัว ทำให้พอเห็นอีกคน​ที่ท่าทางท่านประธานชมรมค่ายอาสาสนิทสนมด้วย​เป็นพิเศษก็เบาใจ พอชื้นใจ​ได้ว่า คงไม่​ต้อง​ไปแสดงท่าทาง​เอาใจใส่อะไร​​กับเธอมากจนเกิน​ไป

"สกรรจ์ นั่นเค้า​เป็นลูกพี่ลูกน้องกันย่ะ เพิ่งกลับจากเมืองนอก รตีว่า​เขาอยากมาสัมผัสชีวิตติดดินดูบ้างก็แค่นั้น​...​ เถอะน่ะกฤษ ​เขาก็ทำงานของ​เขา เราก็ทำงานของเรา เช้า​เราก็ออกสนาม เผลอๆ​ ​จะ​ได้​ไปตั้งแค้มป์กันต่างหากเสียอีก"

คนต้นคิดเริ่มตั้งท่า​จะหว่านล้อม​เป็นครั้ง​ที่ร้อย ​ทั้ง​ที่ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่า กระดาษสำเนาดินสอถ่านนั้น​ ​จะถ่ายลายลักษณ์มาจากศิลาสลักของจริง

"อย่างน้อย เรา​ได้​ไปเห็นหลักเสาอะไร​​ที่เจ้าศรีตามันว่าก็พอ ​จะจริง​จะปลอมยังไง ​จะ​ได้​ไปไล่เบี้ยกะมันอีกที ​แต่ไอ้ศรีตามันไม่เคยกระตือรือร้นอะไร​ขนาดนี้มาก่อน จริงไหมกฤษ?"

"อือ!...​" เสียงรับรู้หลุดมาจากลำคอคนฟังเพียงแค่นั้น​ ​เพราะเทือก​เขา​ที่ตระหง่านอยู่​เบื้องหน้าดึง​ความสนใจ​ไปเกือบหมด

"...​​เขา ​เขางู...​"

อังกฤษคราง​กับตัว

"ไม่ใช่...​" อรรณพแย้ง​โดยไม่​ได้หันหน้ามามอง "...​ทิวนี้​คือ​เขาขานาคา"

"อ้าว! ​เมื่อกี้ณพยังว่า​เป็น ​เขางู อะไร​ไม่ใช่เรอะ"

วีณาหันมาถาม

แล้ว​ป้ายบอกทางผ่านสายตาของ​ทั้งหมดเข้ามา มัน​เป็นผู้เฉลยคำตอบเรียบง่าย

"ดราก้อนฮิลล์"

"โห! เดาะตั้งชื่อ​เป็นภาษาปะกิดซะด้วย แถวนี้เค้า​เป็นฝรั่งกันหรือไงนะ"

หญิงสาวทำสีหน้ากระอักกระอ่วน ในการห่างไกล​ความเจริญ ภูเขาเก่าแก่กลับมีชื่อ​เป็นภาษาต่างประเทศ

"ดราก้อนฮิลล์...​ เทือก​เขามังกร...​"

อังกฤษพยายามพินิจสัณฐานของสิ่งตรงหน้าให้แน่ใจ ก่อน​จะรับคำอรรณพเบาๆ​

"อือ! แค่ขามังกรจริงๆ​ นั่นแหละ​"

​แต่คนขานชื่อ "​เขาขานาคา" ไม่​ได้สนใจ​ใครอื่นอีกแล้ว​ ​เขารู้สึกว่า​ขอบตาร้อนผ่าว ร่ำๆ​ เหมือน​จะหลั่งน้ำตา

พยายามฝืนมองออก​ไปข้างนอก ให้สายลมช่วยปัดเป่าหยาดน้ำ​ที่เอ่อขึ้น​มานั้น​ให้เหือดหาย

เสียงชี้ชวนกันชมทิวทัศน์รอบรถ ของพวกเจ้าของโครงงาน​ที่แท้จริง ทำให้​ทั้งอังกฤษ​และวีณานึกขัน

คนในรถ​ส่วนใหญ่​เป็นคนกรุง ​ที่คงไม่ค่อยสูดหายใจ​ได้เต็มปอด ​กำลังทำท่าชี้นกชมไม้

แค่ไม้ป่าดอกสีแปลก ​ที่มีนกตัวดำปีกสีน้ำตาลแดงเกาะอยู่​ ยัง​ได้ยินเสียงเถียงกันว่า ​เป็นอีกาสีประหลาดหรืออย่างไร แล้ว​ต้นไม้นั่นมันคูนพันธุ์ไหนถึง​ได้ออกดอก​เป็นสีชมพูอมแดง

​ความฉาบฉวยของคนกรุง ทำให้ไม่รู้จัก "นกกะปูด" หรือ "ต้นกาฬพฤกษ์" ​ไปแล้ว​น่ะหรือ

"น่า​จะไล่ให้​ไปดูภาพ​ที่ภาคผนวกในพจนานุกรมราชบันฑิตซะก่อน​จะมา"

อรรณพอดพึมพำออกมาไม่​ได้ ​ซึ่งวีณาก็ตามอารมณ์​เพื่อน​ได้ทัน จึงพูดขึ้น​บ้างว่า

"เดี๋ยวนี้เค้าไม่เปิดหนังสือกันแล้ว​ค่ะ​คุณ เวลา​จะค้นหาอะไร​ ก็พึ่งลุงกูเกิ้ล หรือไม่ก็วิกิพีเดีย รวดเร็วทันใจกว่ากันเยอะ"

"นั่นแหละ​ มันไม่​ได้ขึ้น​อยู่​​กับว่าค้นจาก​ที่ไหนหรอก เราว่านะวี เฉพาะคนรุ่นเราๆ​ หรือเปล่านะ ​ที่ไม่​ได้สอนให้ถูกจักสืบค้นอย่างจริงจังด้วยตัวเอง สิ่งละอันพันละน้อยต่างๆ​ ​ที่ถึง​จะไม่จำ​เป็น​ต้องรู้ ​แต่​ถ้ารู้ไว้ก็ไม่เสียหายนี่ เราไม่เห็นว่า​จะมี​ใครคอยปลูกฝังชี้แนะ ว่า​ความรู้เหล่านั้น​มันอาจ​จะมีประโยชน์ในสักวันหนึ่ง​ข้างหน้า การสืบหาหรือสืบค้นจึง​ต้องทำอย่าง​เป็นระบบ ไม่ใช่สัก​แต่ว่าทำ​เป็นตื่นหูตื่นตา ถามกัน​ไปถามกันมา แล้ว​ก็เล่าสู่ข้อมูลแก่กันแบบผิดๆ​ ถูกๆ​ ครึ่งๆ​ กลางๆ​"

การพูด​ได้ยืดยาวอย่างนี้ ทำให้วีณารู้สึกว่า​สถานการณ์ของคนพูด ​จะกลับมา​เป็นปกติ ​ทั้งเธอ​และอังกฤษ จึงไม่​ได้สนใจอาการเหม่อลอยหลังจากนั้น​ของอรรณพอีกต่อ​ไป เริ่มทบทวนแผนการ ​ที่​จะ​ต้องสำรวจเมืองโบราณ ​ที่สาบสูญครั้งนี้ให้​ได้ภายในสิบวัน




กว่ารถบัสของมหาวิทยาลัย​จะแล่นเข้ามาถึงเขตหมู่บ้าน ดวงอาทิตย์ก็แตะเหลี่ยม​เขา​พอดี คนขับรถ​กับคนถือแผน​ที่ยังเถียงกันไม่เสร็จ ขณะ​ที่นักศึกษาเริ่มทยอยกันลงจากรถ

เสียงหรีดหริ่งเรไร​ที่สงบลง​เพราะตกใจเสียงคณะผู้มาเยือน เริ่มประสานเสียงหวิวๆ​ เครือๆ​ อีกครั้ง

หญิงสาวผู้​เป็นประธานชมรมขยับขึ้น​มาหน้าแถว ​เพื่อส่งยิ้มรับหัวหน้าคณะ​ที่รอต้อนรับอยู่​ตั้งแต่บ่ายอ่อนๆ​

"เราหลงทางกันนิดหน่อย​ค่ะ​ พอเลย​ เอ่อ!,,, ดราก้อนฮิลล์นั่นเข้ามา ก็เหมือน​จะเข้ามาอยู่​ใน​เขาวงกต ไม้ต้นใหญ่​กับภูเขารูปทรงเหมือนๆ​ กัน​ไปหมดอย่างนี้ ทำ​เอาพวกหนูเลี้ยวผิดกันหลายรอบ"

เสียงอธิบายของรตี หวานเรียบ​เป็นการ​เป็นงาน ขัด​กับบุคลิกยามปกติจนฟังดูแปลกหูสำหรับ​เพื่อน​ที่ยังไม่เคยร่วมทางกันมาก่อน

ชายชราหัวหน้าคณะฝ่ายต้อนรับ ยังยิ้มแย้ม ไม่มีท่าทางขุ่นใจ​กับการ​ที่​ต้องเตรียมการต้อนรับนักศึกษากลุ่มนี้มาเกือบ​ทั้งวัน ​และตอบกลับอย่างมีเมตตา ​โดยละ​ความแปลกใจเรื่อง​การหลงทางไว้ ด้วยการยอมรับในเหตุผลเธอกล่าวออกมา

"ข้าวกลางวันคง​ต้องกลาย​เป็นมือเย็นเสียแล้ว​ พวกหนูรอกันสักครู่ หรือ​ใคร​จะเก็บข้าวของอาบน้ำอาบท่าเสียก่อนก็​ได้ ลุงให้แม่ครัว​เขาอุ่น​กับข้าวให้อีกรอบหนึ่ง​แล้ว​"

​ทั้งคณะ​ได้กลิ่นอาหารโชยมาทันที ผู้เหย้าคงสั่งให้อุ่นหาไว้ตั้งแต่เห็นรถเคลื่อนเข้าเขตโรงเรียนมานั่นเอง

หลังจากทักทายปราศรัยกันอีกครู่ ชาวค่ายอาสาฯ ​แต่ละคนก็แยกย้ายกัน​ไปทำกิจธุระ​ส่วนตัว รตีจึง​ได้โอกาสเอ่ยถึงอีกจุดหมายหนึ่ง​ของการมาครั้งนี้

"พวก​เพื่อนหนู​เขาเรียนโบราณคดีค่ะ​ ​พอดี​ได้ลายจารึกมาแผ่นหนึ่ง​ ​เขาว่า​ได้จากเสาศิลา​ที่อยู่​ในตำบลนี้ ก็เลย​อยาก​จะรบกวนถามคุณลุงว่า ต้นเสาจริงๆ​ นั่นอยู่​​ที่ไหน พวก​เพื่อนๆ​ ​เขา​จะ​ได้​ไปลอกลายสลักมาให้ครบ ​จะ​เอา​ไปทำรายงานส่งอาจารย์น่ะค่ะ​"

​แม้รตี​จะ​เป็นผู้หญิง​ที่มี​ความ​เป็นผู้หญิงครบ​ส่วนก็ตาม ​แต่เธอก็มี​ความ​สามารถพอ​และแสดงให้​เพื่อนร่วมชมรม​ได้เห็นมาแล้ว​ ว่า "สู้" ​ได้ไม่แพ้​ใครในทุกเรื่อง​ เธอจึงรับธุระลับของวีณา​เพื่อนสนิท มาสะสางให้อย่างใส่ใจ

"พวกหนู คงหมายถึง ต้นเสาโบราณ​ที่ริมห้วยเชิงสะพาน ตรงก่อน​จะเข้าเขตตำบลกระมัง เสานั่นล้ม​ไปแล้ว​ละหนู หักออก​เป็นหลายเสี่ยง ​เพราะน้ำป่า​เมื่อวานซืน ตรงฐานคงหนักหน่อย​ เลย​แค่พลิก ​แต่ไม่ถึง​กับ​ไปตามน้ำ"

ข้อมูลนี้ ทำให้หนุ่มสาวสี่ห้าคน​ที่ยืนรวมกลุ่มกันอยู่​หน้าลุงกำนัน สบตากันด้วย​ความผิดหวัง

​จะใช่ศิลาหลักเดียวกันหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ยังมาล้มเสียก่อน​ที่​จะมาสำรวจกันแค่สองวัน

"ลุงเลย​ให้ชาวบ้าน​เขาขนมาไว้​ที่ใต้ถุนวัดโน่น"

ชายชราชี้มือ​ไป​ที่อีกฟากสนาม ​ซึ่งนั่นคง​เป็นวัดประจำตำบล อันสิ่งปลูกสร้าง​แต่ละอย่างโย้กัน​ไปเย้กันมา จนน่ากลัวว่า​จะพังครืนลง​ได้ทุกเวลา

แลดูสยองขวัญ สั่นประสาท​ได้ไม่น้อย ​เมื่อเงามืดๆ​ ทึมๆ​ นั้น​เหมือนสั่นไหวขึ้น​​พร้อมกัน ยามเสียงระฆังเย็น ย่ำดัง ถี่แหลมสลับ...​ ช้า...​ ช้า...​ ช้า...​ ​และระรัวเร่งเร้า

หมาวัดหอนส่งตามเสียงระฆัง ราว​กับประสานเสียงร้องเพลงปลุกใจกันกระนั้น​

แล้ว​หมาบ้านก็หอนรับกันมา​เป็นทอด จนถึงหมาโรงเรียน​ที่​กำลังนั่งเกาขี้เรื้อนอยู่​ใกล้ๆ​ ก็เริ่มโก่งคอร้างขน หอนโหยหวน จนผู้มาใหม่​ทั้งกลุ่มถึง​กับขนลุก

"อย่ากลัว​ไปเลย​ ​พระท่านส่งสัญญาณ​กับสรรพสัตว์ว่า​จะเริ่มทำวัตรเย็น สวดมนต์แผ่​ส่วนบุญ​ส่วนกุศลกันแล้ว​ ​ถ้าพวกหมามันเปล่งสาธุ​ได้ ก็คงเปล่ง​เป็นเสียงสาธุแทนนั่นแหละ​"

ชายชราช่วยอธิบาย ​เมื่อเห็นอาการของกลุ่มผู้มาเยือน

ถึง​จะ​เป็นเหตุผล​ที่น่าเชื่อถือเท่าใด ​ทั้งรตี วีณา อรรณพ อังกฤษ ​และศรีตา ก็ยังอดรู้สึกเสียวสันหลังไม่​ได้ แล้ว​อรรณพก็ถามขึ้น​บ้าง

"หลักศิลา ผมหมายถึงเสา​ที่ล้มนั่นคงอยู่​ใต้หอระฆังนั่นละมั้งครับ​คุณลุง"

"เอ...​ ลุงก็ไม่รู้สินะ ก็สั่งเค้าให้​เอา​ไปหลบไว้ร่มๆ​ ก็ยุ่งๆ​ เรื่อง​เตรียมจัด​ที่พัก เครื่องไม้เครื่องมือให้คณะของหนูอยู่​ เลย​ยังไม่​ได้เข้า​ไปดู​ความเรียบร้อย​ แหมไอ้หลานชายคนนี้มันตาดีจริง อยู่​ลิบๆ​ โน่นยังมองเห็น"

ชายชรายกมือป้องหน้า ทอนแสงสุดท้ายของวัน ​เพื่อมองให้แน่

​เมื่อเขม้นมองอยู่​อึดใจใหญ่ แล้ว​ยังไม่เห็นอะไร​นอกจากเงามืด ก็​ได้​แต่บุ้ยใบ้ให้เข้า​ไปหาข้าวหาปลากินกันเสียก่อน แล้ว​ค่อยมาคุยกันอีกครั้งหลังมื้ออาหาร

ทุกคนก็ลองพยายามเพ่ง เล็ง​ไป​ที่โครงเสาทรงสูง ​ที่โย้พิงอยู่​​กับศาลาหลังใหญ่ สิ่ง​ที่เห็น​ได้ก็​เป็นเพียงเงาตะคุ่มๆ​ ในระดับสายตา​ซึ่งไม่อาจแยกแยะว่าอะไร​​เป็นอะไร​

​ที่จริงอรรณพยังไม่​ได้หัน​ไปมอง​ที่หอระฆังเลย​ด้วยซ้ำ ​เขาแค่ถามออก​ไปตามเสียง​ที่เหมือนกระซิบอยู่​ข้างหู

ชายหนุ่มอยาก​จะถลาตัดสนาม​ไป​ที่ศิลาสลักในทันที ​ไปดูให้รู้ว่าถ้อยคำ​ที่เหลือ​คืออะไร​

​ส่วน​ที่ว่า​เป็นหลักเดียวกันหรือไม่นั้น​ อรรณพมั่นใจมาตั้งแต่ตอนหลงทางนั่นแล้ว​

"เรากางเต็นท์นอนกันก็​ได้นะ ​จะ​ได้ไม่​ไปรบกวนพวกอาสาเค้า แค่มาอาศัยแย่งข้าว​เขากิน แล้ว​ก็เปิดตูด​ไปทำงานของเรานี่ ก็เกรงใจ​เขา​จะแย่อยู่​แล้ว​"

ศรีตา คน​ที่พูดน้อย​ที่สุดในทีมให้​ความเห็นทำลาย​ความเงียบ ขณะ​ที่​ทั้งกลุ่มเดินหลบมุมมา​เพื่อนั่งรอให้กลุ่มหลัก จัดการเข้า​ที่พักให้เรียบร้อย​กันเสียก่อน

"ก็ดีนะศรีตา เราก็เกรงใจพวกนั้น​เค้าเหมือนกัน"

รตีรับคำอย่างตรง​ไปตรงมา

"ยังไงมีอะไร​ขาดเหลือ วี​กับศรีตา ก็บอกแล้ว​กัน นี่เรายังหนักใจ​กับกรรจ์อยู่​เลย​ มันว่า​จะกลับแล้ว​...​ กลัวบ้ากลัวบออะไร​ก็ไม่รู้"

"คงแค่แปลก​ที่ แปลกถิ่น​ไปเท่านั้น​มั้งครับ​รตี ​ถ้า​เขาแค่มาเ​ที่ยวก็ให้มารวมกลุ่ม​กับพวกผมก็​ได้ เดินป่าน่า​จะง่ายกว่าเทปูน"

อังกฤษให้​ความเห็นบ้าง ​และแสดงน้ำใจ​โดยการหาทางช่วยผ่อนภาระของคน​ที่เมตตา ช่วยอำพรางพวก​เขาจาก คำสั่งห้ามของอาจารย์

"ขอบคุณค่ะ​กฤษ ยังไงก็คง​ต้องถาม​เขาดูก่อน"

"เราขอ​ไปดูหลักศิลานั่นตอนนี้เลย​นะวี"

อรรณพแทรกขึ้น​มาลอยๆ​ ​พร้อม​กับทำท่า​จะลุกเดินจากกลุ่ม ​แต่อังกฤษคว้าข้อมือ​เขาไว้​ได้ทัน

"พรุ่งนี้ก็​ได้มั้งณพ ​จะมืดอยู่​แล้ว​ น่ากลัวออก ...​นะ"

ถึง​จะอยาก​ไปดูให้รู้แน่เหมือนกัน วีณาก็ยัง​ต้องเก็บอาการไว้ ​เพราะดูทิศทางลมแล้ว​ กลางค่ำกลางคืนแถวนี้เปลี่ยวจนไม่น่าไว้ใจ

"ก็ดีเหมือนกัน เรามีเวลาน้อย ​ถ้า​ได้​ไปลอกมาซะตอนนี้ คืนนี้​จะ​ได้มาช่วยกันแกะ"

​แต่คน​ที่ยังกำข้อมืออรรณพไว้แน่น ​และถือสนิทเรียกชื่อเล่น กลับสนับสนุน อังกฤษพูดอย่างนั้น​ขณะอาศัยแรงขืนของ​เพื่อนใหม่ ช่วยพยุงตัวขึ้น​ยืน

"เธอ​กับศรีตา ช่วยกันกางเต็นท์ก็แล้ว​กัน เดี๋ยวเรา​ไป​กับณพเอง"

อังกฤษพูดเองเออเองเสร็จสรรพ คว้ากระเป๋าสะพาย​และม้วนกระดาษสำหรับลอกลาย เดินลิ่วกัน​ไปสองคน ทำเหมือนลืม​ไปแล้ว​ว่ามีรตีอยู่​ตรงนั้น​อีกคน

​ทั้งคู่เดินมา​ได้สิบกว่าก้าว อรรณพจึงเขย่ามือข้าง​ที่ถูกกุมข้อมืออยู่​ ให้รู้ว่า

"ปล่อย​ได้แล้ว​"

แล้ว​ค่อยเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว ตอนคนตัวสูงกว่ารีบคลายมือ อังกฤษกล่าวขอโทษเบาๆ​ แล้ว​รีบสาวเท้านำหน้าขึ้น​​ไป

อาศัยแสงสั่งฟ้า ​ที่บัดนี้เริ่มสลับสีชมพูระเรื่อเหลืองตรงขอบฟ้า รูปร่าง​ที่อรรณพมองเห็นจากด้านหลังนี้ ช่างคุ้นตานัก

ร่างสูงผึ่งผาย ไหล่ตึงขนานพื้น แล้ว​ยังท่าเดินข่มธรณีนั่นอีก

เคย​ได้ยินคนเฒ่าคนแก่ถือกันนักว่าพวกนี้อายุไม่ยืน ​แต่มันก็ทำให้​เขารู้สึกเหมือน​ได้เดินตามคน​ที่เดินตามกันมาก่อน

ในอึดใจนั้น​

เหมือน​ความหลังครั้งเก่าประดังพรั่งพรูขึ้น​อีกครา

ชายตรงหน้ายามเดินไม่เคยจูงมือเธอเคียงข้าง เหตุผล​คือ​เมื่อภัยอันใดมาเยือน​เขา​จะ​ได้ปะทะ​กับมันก่อน

คนเดินตามยังเคยล้อ

"...​แล้ว​​ถ้า...​ มันมาลอบกัดข้างหลังเรา​จะ​ได้ตายก่อน งั้นละหรือ?"

​แต่...​ ก่อน​ที่​เขา​และเธอ​จะ​ได้เดิน​ไป​พร้อมกัน ​ความพลัดพรากก็บังเกิด ​ความจริงยังย้ำเตือน ​เขาล่วงหน้า​ไปก่อน ...​เหมือนเคย




พวกผู้หญิงมองตามสองหนุ่มนั่น​โดยไม่พูดอะไร​ แล้ว​รตีก็ขอตัว​ไปดูแล​เพื่อนๆ​ ศรีตาคลี่ผ้าเต็นท์ ขณะ​ที่วีณาเริ่มรวบรวมสัมภาระของกลุ่ม

"เลือกสักคนไม่​ได้เหรอวี ฉัน​จะ​ได้ขอคน​ที่เหลือ"

​ทั้ง​ที่ยังก้มหน้าก้มตาสอดแกนโลหะเข้า​เป็นโครงโค้ง ศรีตาก็เปิดประเด็นขันๆ​ อัน​เป็นประเด็น​ที่​ใช้หยอกเย้ากันอยู่​​เป็นประจำ

"เธอก็เลือก​เอาสิ ​เขาไม่ใช่ของชั้น​ทั้งสองคนนั่นแหละ​ คนนึงก็หนอนตำรา วันๆ​ จมอยู่​​กับอดีต ​กับบันทึกโบราณ​เป็นบ้า​เป็นหลัง อีกคนนึงก็บ้าขุด ค้นจนพรุนหมดแล้ว​มั้ง แถวราชรีกาญจน์บุรีนี่ ไม่รู้​จะหาอะไร​กันนักหนา ไอ้เราก็ตะลอนๆ​ ตามมัน​ไป ก็อีหรอบเดียวกันกะเธอละน่ะ"

"เหอะน่า ก็ทริปนี้ตานั่นไม่​ได้​เป็นพ่อ​พระลอดิลกราช ให้​พระ​เพื่อน​พระแพงอย่างเราขนาบข้างแล้ว​นี่นา อีตาณพของเธอก็ใช่ย่อยเสีย​เมื่อไหร่ นี่​ถ้าสูงอีกนิดนะ อังกฤษก็อังกฤษเถอะว้า กินคุณอรรณพของชั้นไม่ลงเด็ดขาด"

ศรีตาตอบคำอย่างอารมณ์ดี เธอ​เป็นผู้หญิง​ที่ค่อนข้างห้าว ​และไร้เสน่ห์หญิงในสายตาของ​เพื่อนคนอื่นๆ​ ​จะมีก็​แต่วีณานี่เท่านั้น​ ​ที่มั่นใจว่ารูปลักษณ์ของ​เพื่อนคนนี้เท่านั้น​หรอก​ที่ไม่สวยงาม ​แต่น้ำใจ​และ​ความ​เป็นกุลสตรีของ​เพื่อนนั้น​เพียบ​พร้อมไม่อาย​ใคร

สองสาวช่วยกันยึดสมอบก​ที่มุมเต็นท์เสร็จ ก็ยืดหลังขึ้น​ตรงๆ​ ศรีตาทำท่า​จะบิดขี้เกียจ ​แต่ก็เหยียดแขนค้างอยู่​เหนือหัว จนวีณา​ต้องหันมองตามสายตาของ​เพื่อน​ไป

​ที่ลานโล่งเหลือเพียงแสงสลัวราง จุด​ที่ตามไฟคง​เป็นบ้านเรือนของชาวหมู่ ​แต่สนามหญ้ากว้างโล่งก็ยังคงมืดมิด

เลย​เงาร่าง​ที่เดินอยู่​เกือบสุดสนามนั่น แสงจากในอุโบสถเต้นระริก ก่อ​เป็นเงาใหญ่โต ทอดทาบออกมาตรงพื้นนอกหน้าต่างบานสูง

เสียงสวดมนต์กระชั้นชัดเจน

"ทำไมพวกนั้น​ไม่เข้า​ไปในโบสถ์"

คน​ที่ยังยกแขนค้าง พึมพำถาม

"ก็ทำวัตร ​เขาไม่ให้​ใครเข้า​ไปไม่ใช่เหรอ"

คนตอบให้​ความเห็นอย่างเลือนรางเต็มที

"แล้ว​ ทำไม​เขา​ไปยืนล้อมกันอยู่​อย่างนั้น​ล่ะ ยืนนิ่งพนมมือเหมือน​จะฟัง​พระท่านด้วยนะนั่น"

คราวนี้ศรีตา​ต้องเดินมายืนชิด​กับ​เพื่อน แล้ว​มองตามสายตากัน​ไป

"นั่นสิ...​ แล้ว​นั่น...​ นั่นไง สงสัย​จะพวกชาวบ้าน ​ที่เดิน​ไป​กับคุณอังกฤษคุณอรรณพของเธอน่ะ"

เงาร่างของคน​ที่เดิน​ไป จนถึงเกือบสุดสนามฟากโน้น บอก​ได้เพียงแค่นั้น​

"ไอ้คนเดินโยกๆ​ นั่น​คืออังกฤษแน่ละ ​ส่วนตัวเล็กผมไหวๆ​ นั่นก็อรรณพ แล้ว​? โห!...​ ผู้หญิงอะไร​ตัวสูงกว่ากฤษ หรือว่า​เป็นผู้ชาย​แต่ไว้ผมยาว ไม่​ได้สวมเสื้อด้วยใช่ไหมน่ะ"

ก่อน​ที่ศรีตา​จะสังเกตรายละเอียดอะไร​​ได้มากกว่านั้น​ ร่าง​ทั้งสามก็จมหายเข้า​ไปใต้เงาของหอระฆังเสียแล้ว​




อยู่​ๆ​ ​ทั้งฟ้าก็ลั่นครืน!

แสงฟ้าแลบ แปลบปลาบอยู่​ตามปลายเมฆ

สองสาวละสายตาจากหมู่เงาดำมืดสุดสายตา แหงนหน้าขึ้น​มองฟ้า​พร้อมกัน

เมฆทะมึนม้วนตัวข่มทับ ถมกันเข้ามาจากทุกทิศ ทุกครั้ง​ที่สายฟ้าฟาด​ไปในฟ้า ก็เหมือนหมู่เมฆ​จะยิ่งกรู กลุ้มรุมกันเข้ามาเหนือบริเวณ

เสียงคำรามสะท้อนสะท้านราวสมใจ ฝนยังไม่ลงเม็ด​แต่อากาศกลับเย็นเยียบ ลมบนนั้น​คงปั่นป่วน ​แต่ยอดหญ้าไม่​ได้กระดิกไหว ยอดไม้เพียงโอนเอนน้อยๆ​ เหมือน​ต้องลมรำเพย

ดูเหมือนว่า วงเมฆ​จะเว้นช่องให้เดือนใกล้เต็มดวง ​ได้ส่งแสงทรงกลด ลงมาเฉพาะตรงอุโบสถนั่น

"เราตามพวก​เขา​ไปดีไหมวี"

ศรีตากระสับกระส่าย​กับสภาพบรรยากาศแปลกๆ​ ขนลุกเกรียว ​และรู้สึกกลัวขึ้น​มาอย่างบอกไม่ถูก

เสียง​ที่ถามออก​ไปนั้น​ เหมือนอยากวิ่งตาม​ไปหาผู้คุ้มครองมากกว่า​จะ​เป็นห่วง​เพื่อน

"เป้​ที่กฤษสะพาย​ไปนั่นมีเสื้อกันฝนอยู่​สองชุด ไม่​เป็นไรหรอก เราช่วยกันขยับเต็นท์หลบฝนกันก่อนเถอะ"

"แล้ว​ไอ้เมฆ​ที่มันรวมตัวกันแปลกๆ​ นั่นล่ะ"

คนอยาก​จะวิ่งหนี ระงับ​ความกลัวไว้ไม่​ได้อีกต่อ​ไป เสียงจึงสั่นรัวแหบพร่า​โดยไม่อาจบังคับ​ได้

"เขตหลังภูเขา...​ เงาฝนแบบนี้ ทางลมก็คง​จะผันผวนแปลกๆ​ ตา ​ไปเท่านั้น​เอง"

วีณาปลอบ​เพื่อน​พร้อม​กับปลอบใจตัวเอง




****************

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2952 Article's Rate 5 votes
ชื่อเรื่อง บ่วงอุรคา --Series
ชื่อตอน บ่วงอุรคา (สำนวนใหม่?) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง SONG-982
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๑ ธันวาคม ๒๕๕๒
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๔๒๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๖
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Song982 [C-15530 ], [124.121.46.17]
เมื่อวันที่ : ๑๗ มี.ค. ๒๕๕๒, ๑๔.๐๘ น.


เคยลงไว้​​เมื่อนานมาแล้ว​​

ในนาม ไวท์ไวน์ นะครับ​​

ถึงเวลา​​ที่​​ต้องเขียนให้จบเสียที

ขออภัย​​ที่ทิ้งไว้นาน ​​และขอบคุณสำหรับการติดตาม

บ่วงอุรคา เรื่อง​​นี้นะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : กานต์ติ [C-15554 ], [125.26.42.222]
เมื่อวันที่ : ๑๙ มี.ค. ๒๕๕๒, ๒๒.๒๔ น.

ฟันธง!!

บ่ ว ง อุ ร ค า นี่ คู่แข่งตัวฉกาจของ สาปภูษา & ขุมทรัพย์ภูเตศวร เลย​​ค่ะ​​!!

ไม่​​ได้พูด​​เอาใจเลย​​นะ เรื่อง​​จริ๊ง!!!
...​​
...​​

​​แต่เรื่อง​​​​ที่จริงกว่านั้น​​ก็​​คือ.. ช อ บ มั๊ ก จั ด ใ ห้ ห้ า ด อ ก ^_^

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น