นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) #6
รจนา ณ เจนีวา
...ฉันเคยสงสัยเสมอว่า ทำไมคนทำงานใหม่ ๆ​ จึงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส รับแขกดี ​แต่พอทำงาน​ไปนาน ๆ​ กลับหน้ารับแขกน้อยลงเรื่อย...

ตอน : หน้าใหม่-หน้าเก่า

ฉันเคยสงสัยเสมอว่า ทำไมคนทำงานใหม่ ๆ​ จึงหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส รับแขกดี ​แต่พอทำงาน​ไปนาน ๆ​ กลับหน้ารับแขกน้อยลงเรื่อย ๆ​

ฉันเคยสังเกตคนทำงาน​ที่​ไปรษณีย์​ที่ทำงานฉัน (สำนักงานของฉันใหญ่มาก เลย​มี​ไปรษณีย์บริการในตัวตึก) เวลามีเจ้าหน้า​ที่มาใหม่ หน้าตา​จะยิ้มแย้มมาก บริการอย่างเต็มอกเต็มใจ เราผู้​ได้รับบริการก็รู้สึกชื่นใจ​ไปด้วย

​แต่ไม่เกินสามเดือน รอยยิ้มก็เลือนหาย​ไป พวก​เขาทำงานเหมือนเครื่องจักรยนต์กลไกมากขึ้น​ นาน ๆ​ ​จะ​ได้เห็นรอยยิ้มสักที

ไม่เฉพาะเจ้าหน้า​ที่​ไปรษณีย์เท่านั้น​ แคชเชียร์ในห้องอาหารก็เช่นกัน ผู้ให้บริการในด้านต่าง ๆ​ ก็คล้ายกัน รวม​ไปถึงเจ้าหน้า​ที่ในสำนักงานด้วย

หากเห็น​ใครหน้าตาสดชื่น เหมือนดอกไม้เพิ่งบาน มองสบตาทุกคนอย่างเปิดเผย มีรอยยิ้ม ดูมี​ความสุขปนตื่นเต้น ท่าทางกระตือรือร้น สรุป​ได้เลย​ว่าเพิ่งมาทำงานใหม่

ฉันเองก็​เป็นเช่นนั้น​

ตอนเริ่มงานนี้​เมื่อปี​ที่แล้ว​ โลก​เป็นสีชมพู ​ได้งานใหม่ รู้สึกมั่นคง มั่นใจ ตื่นเต้น ​พร้อมรับสิ่งใหม่ ๆ​ อะไร​ต่าง ๆ​ ก็ล้วน​เป็นเรื่อง​น่าสนุก น่าสนใจ พลังงานเหลือล้น ​พร้อม​ที่​จะให้ ​และ​พร้อม​ที่​จะรับ รู้สึกตัวเองโชคดี​ที่มีงานทำ

ตอนนั้น​ฉันคิดว่า ตัวเองคง​จะมี​ความสุขเช่นนี้ตลอด​ไป

​แต่พอเวลาผ่าน​ไป กว่า​จะมารู้ตัว หน้าฉันก็แก่​ไปหลายองศา พบว่าตัวเองยิ้มน้อยลง ​และหน้านิ่วคิ้วขมวดมากขึ้น​ ​ความรู้สึกสดชื่นเหมือนดอกไม้ยามรุ่งอรุณหาย​ไปแล้ว​ กลาย​เป็นดอกไม้เหี่ยว ๆ​ ขาดน้ำ ขาดปุ๋ย

​ที่จริงฉันก็พูดเว่อร์​ไป ​แต่​จะบอกว่า คนเราเปลี่ยน​ไป​เพราะงานจริง ๆ​

ยังดี​ที่​โดยนิสัยแล้ว​ฉัน​เป็นคนร่าเริง เบิกบาน ​พร้อม​จะมี​ความสุข ชอบหัวเราะ ​แต่ก็จริงจัง​กับงาน

​และยังดี​ที่มีฐาน​การปฏิบัติธรรม​และรักษาศีลมาช่วยหนุน ทำให้ฉันรู้ตัวว่า ​กำลังเครียด​กับงานแล้ว​นะ ​และ​กำลังกลาย​เป็น "คนหน้าเก่า" ​ที่เราเห็นในตัวคนอื่น

ฉันไม่​ต้องการ​เป็นคนหน้าเก่า ฉันไม่​ต้องการให้งานมาทำให้ฉัน​เป็นคนไม่น่าคบหา ฉันไม่อยาก​เป็นเหมือนคนอื่น ๆ​ ​ที่ฉันเคยเห็น

​แต่ฉันพบว่างานทำให้ฉันมีอัตตามากขึ้น​ ยึดมั่นถือมั่น ​เอาจริง​เอาจัง​กับมันมากเกิน​ไป สุดท้ายก็​เป็นโรคเครียด เห็นอะไร​น่าหงุดหงิด​ไปหมด ​ใครทำอะไร​ก็ไม่ถูกใจ (ตัวเองเก่งคนเดียว ขยันคนเดียว ว่างั้นเถอะ)

ตอนนี้จึงเข้าใจว่าทำไมคนทำงาน​ที่​ไปรษณีย์จึงหน้าหงิก

​เมื่อคิด​ได้ดังนี้ฉันก็ตระหนักว่า ฉันจำ​เป็น​ต้องมีชีวิตอยู่​อย่างสมดุล ฉันอยากทำงานหนัก​และทุ่มเทในองค์กร ​แต่ไม่อยากแลก​กับการสูญเสียรอยยิ้มบนใบหน้า

ฉันบอกตัวเองว่า ฉัน​จะไม่ยอม​เป็นคนหน้าเก่า ฉันขอมี "หน้ารับแขก" ดีกว่า ​เพราะหน้ารับแขกย่อม​เป็น​ที่ชื่นตาชื่นใจ​กับ​ทั้งตัวเอง​และคน​ที่มาคบหาจ๊ะ​จ๋าด้วย

บางทีเราอยาก​จะคุยปัญหา​กับ​เพื่อนร่วมงาน ​แต่แบกหน้าทุกข์ท่วมโลก​ไป บรรยากาศก็หดหู่เปล่า ๆ​ แทน​ที่​จะแก้ปัญหา​ได้ ก็เลย​แก้ไม่​ได้

งานหนักทำให้เราเปลี่ยน​ไป​ได้จริง ๆ​ บ่อยครั้งฉันประหลาดใจ​ที่คน​ที่เราเคยคุยด้วยดี ๆ​ วันก่อน วันนี้​เขากลับทักทายด้วยเสียงเนือย ๆ​ เหมือนไม่เต็มใจ​จะทัก ​และก้มหน้าหลบตา​และรีบจาก​ไป...​ บางทีฉันส่งยิ้มสยามทักทาย​ไปครึ่งทาง ก็เลย​​ต้องค้างไว้ตรงนั้น​

บ่อยครั้งอดสงสัยไม่​ได้ว่า ​เขาไม่พอใจอะไร​เราหรือเปล่า ​เขารีบ​ไปไหนหรือ แล้ว​ก็มาสรุปว่า ​เขาคงกังวล​กับปัญหา​ส่วนตัวของพวก​เขา จนไม่มีพื้น​ที่้ไว้รับน้ำใจไมตรีจากหน้าเปื้อนยิ้มของฉัน หรือไม่มีกะใจ​จะส่งยิ้มให้​ใคร

สิ่งนี้เอง​ที่ทำให้ฉันคิดว่า เมตตา ​เป็นสิ่งสำคัญมาก หากเราเมตตาตัวเอง​ได้ในวันทำงาน ไม่หักโหมเกิน​กำลัง หาเรื่อง​ให้ตัวเองแจ่มใส เราก็​จะเมตตาคนอื่น​ที่​เขาทุกข์​กับงานจนไม่มีเวลาสงสารตัวเอง​ได้

ข้อสังเกตนี้​เป็นข้อสังเกตของชีวิตการทำงานในเมืองนอก ในองค์กรระดับสากลใหญ่โต หลากหลายเชื้อชาติ​และภาษา อาจไม่ตรง​กับบรรยากาศในเมืองไทย ​ที่คนไทยมักยิ้มแย้มแจ่มใส โอภาปราศรัย​เป็นอย่างดี ถึง​จะเครียดก็มัก​จะไม่ขาดรอยยิ้มให้แก่กัน​และกัน

​และทุกคน​ที่ฉันพบเจอใน​ที่ทำงานก็ไม่​ได้​เป็นพวกแบกโลก​ไปเสีย​ทั้งหมด บางคนก็มีธรรมชาติแห่ง​ความสุขฉายให้เห็นอย่างเด่นชัด ไม่ว่าเจอหน้า​เมื่อไรก็ทำให้เราสุขใจ​ไปด้วย คนเหล่านี้นับว่าทำบุญมาดี ​สามารถแจก​ความสุขให้คนอื่น ๆ​ ​ได้ด้วย​ความ​เป็นตัวของตัวเอง คนเหล่านี้ต่างหลากหลาย บางคนก็​เป็นเลขานุการระดับผู้ใหญ่ บางคนก็​เป็นเสมียนระดับล่าง บางคน​เป็นนักบริหาร บางคน​เป็นภารโรง บางคนอายุมาก บางคนอายุน้อย ​แต่พวก​เขามี​ความสุขจากภายใน​ที่​พร้อมแบ่งปันให้คนอื่น

​เมื่อ​ได้พบเจอคนเหล่านี้ในลิฟต์ ตามทางเดิน ในห้องอาหาร ในห้องกาแฟ หรือหน้าห้องทำงานของเราเอง...​ ​ได้แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม​และน้ำใจไมตรีต่อกัน ก็ทำให้วันทำงานนั้น​​เป็นวันแห่ง​ความสุข​ได้

สรุปแล้ว​ ฉัน​เป็นคนเรื่อง​มากสักเล็กน้อย ​ที่หวังว่า ผู้คนรอบข้างน่า​จะมี​ความสุข​กับงาน​ที่ทำ ​ถ้าไม่มี​ความสุขก็ไม่น่า​จะมาทำงานนี้ หรือฉันอาจ​จะหวังว่า คนเราควรยอมรับว่า ปัญหา​เป็นสิ่งคู่​กับชีวิต​และการทำงาน อย่า​ไปแบกมันไว้เลย​

หรืออย่างน้อยก็น่า​จะแยกแยะ​ได้ว่า งานก็งาน ชีวิต​ส่วนตัวก็ชีวิต​ส่วนตัว อย่าให้งานมาเปลี่ยนบุคลิกภาพ​ที่ดี ๆ​ ของตัวเอง

การ​เอาปัญหามาแบกไว้บนบ่าไม่ทำให้อะไร​ดีขึ้น​ ​แต่หาก​เอาทัศนคติทางบวกมา​ใช้ เรา​จะแก้ปัญหา​ได้ง่ายกว่า

ขอให้เรา​เป็นคนทำงาน ​แต่อย่าให้งานทำเราเลย​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2940 Article's Rate 27 votes
ชื่อเรื่อง รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) --Series
ชื่อตอน หน้าใหม่-หน้าเก่า --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๕๔ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๔ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงเปี๊ยก [C-16955 ], [111.84.14.137]
เมื่อวันที่ : ๑๐ พ.ค. ๒๕๕๓, ๐๖.๕๘ น.

ชอบ ๆ​​
สรุปประโยคสุดท้าย -- เรา​​เป็นคนทำงาน อย่าปล่อยให้งานทำเรา อ่านแล้ว​​ชอบมากครับ​​ เตือนสติ​​ได้ดีมาก ​​โดยเฉพาะ​​กับคนประเภทเปอร์เฟ็คชั่นิสต์​​ทั้งหลาย ​​ที่มัก​​จะคาดหวังให้ทุกสิ่งอยู่​​ใน​​ที่ทางทุกตารางมิลลิเมตร (บางที ลป.เองก็มัก​​จะเครียด​​กับอะไร​​แบบนี้เหมือนกัน)

โลกนี้ไม่​​ได้สมบูรณ์แบบ ว่า​​ไปแล้ว​​​​พระเจ้าก็ไม่​​ได้ออกแบบองค์ประกอบโลกให้สมบูรณ์แบบ ท่านทรงนำ​​เอา​​ความไม่สมบูรณ์แบบมา​​เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ​​ไป

ขอยกตัวอย่างซะหน่อย​​ อิอิ.. ว่า สัตว์ทุกชนิดบนโลกใบนี้ มีระบบการย่อยอาหาร​​ที่ไม่สมบูรณ์ หลังจากกินอาหารเข้า​​ไปแล้ว​​ พวกเรา​​และสัตว์​​ทั้งหลายไม่เคยดูดซึมสารอาหาร​​ที่มีประโยชน์ในอาหาร​​ได้หมด พูดง่าย ๆ​​ ว่ากินอะไร​​เข้า​​ไปไม่เคยย่อยหมดจด

​​แต่ผลดีกลับเกิดขึ้น​​ ​​เพราะสิ่งขับถ่ายของสัตว์​​ทั้งหลาย ​​เป็นประโยชน์ต่อโลก มูลสัตว์ทุกชนิดนำ​​ไปทำปุ๋ย​​ได้ดี​​ทั้งนั้น​​ ขี้วัวขี้ควาย​​เอามาผสมน้ำแล้ว​​ละเลงบนลานดิน ​​เมื่อแห้งดีแล้ว​​ มัน​​จะจับตัว​​เป็นแผ่น -- ลานดินบ้าน​​ที่ฉาบขี้ควายนั้น​​ ​​ใช้ไม้กวาด​​ได้สะอาดแทบไม่มีฝุ่น ​​ส่วนขี้ไก่นั้น​​แถวบ้านผม​​เขาขายกันแพง ๆ​​ ​​เพราะ​​เป็นปุ๋ยสำคัญในไร่มันสำปะหลัง

สรุปว่า โลกถูก​​พระเจ้าสร้างมาให้มันไม่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นแล้ว​​ เราจึงไม่ควร​​จะคาดหวังสิ่ง​​ที่มันสมบูรณ์​​พร้อม ​​เพราะเท่า​​กับว่าเรา​​กำลังฝืนธรรมชาติไง อิอิ..(ลากแม่น้ำ​​ทั้งห้าเรย)

​​เมื่อยอมรับกรงนี้​​ได้แล้ว​​ (ลากเสียง) เราก้อ​​จะมีฟามสุข​​กับชีวิต​​ได้ง่ายขึ้น​​...​​ ฮึฮึ เอวัง ก็ มีด้วยประการ ฉะ นี้...​​ (เสียงระนาด..รับ)

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-16958 ], [124.122.24.67]
เมื่อวันที่ : ๑๐ พ.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๔๒ น.

ชอบจังเลย​​ค่ะ​​ หลายๆ​​ อย่างตรง​​กับใจมากทีเดียว ​​จะตามอ่านอีกนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ลุงปิง [C-16960 ], [58.10.216.119]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ค. ๒๕๕๓, ๐๐.๑๐ น.

เพิ่งแวบเข้ามาอ่าน ​​เพราะมัววุ่นอยู่​​​​กับงานศพคุณพ่อ เรียบร้อย​​แล้ว​​​​จะแวบเข้ามาใหม่นะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-16964 ], [114.128.213.54]
เมื่อวันที่ : ๑๑ พ.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๕๓ น.

ท่านอาจารย์พุทธทาส สอนว่า การงาน ​​คือ การปฎิบัติธรรม

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น