นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) #4
รจนา ณ เจนีวา
...คนเราเกิดมาเจอกัน มา​เป็น​เพื่อนร่วมงานกัน มันก็​ต้องเคยทำบุญทำกรรมอะไร​ร่วมกันมาสักอย่างนั่นแหละ​ ​เมื่อมาเจอกันแล้ว​ก็ขอให้มี​แต่เรื่อง​ดี ๆ​ ก็แล้ว​กัน...

ตอน : เพื่อนร่วมงานที่นับถือ

อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ
ไม่ชอกช้ำเหมือน​เอามีด​ไปกรีดหิน
​แม้นองค์​พระปฏิมายังราคิน
มนุษย์เดินดินหรือ​จะสิ้นคำนินทา

กลอนบทนี้ไม่จริงอยู่​อย่างนึง​คือ ตรงบาท​​ที่ว่า "ไม่ชอกช้ำเหมือน​เอามีด​ไปกรีดหิน" ​เพราะหากนับว่า การนินทา​คือการผิดศีลข้อมุสาวาทแล้ว​ละก้อ คน​ที่ชอกช้ำก็​คือคน​ที่ชอบนินทาคนอื่นนั่นเอง ​คือหม่นหมองจากศีลขาด ​เป็นการสร้างกรรมไม่ดี​ที่วันหนึ่ง​​ต้องมาสนองตัวเอง...​ ​ส่วนคนถูกนินทานั่นไม่เสื่อมเสียอะไร​ ​แต่อาจ​จะเสียใจหรือเสียชื่อเสียง​ได้เหมือนกัน

แล้ว​ฉัน​กำลัง​จะบอกอะไร​​กับผู้อ่านหรือ?

ก็เพียง​จะบอกว่า สิ่ง​ที่ฉัน​จะเขียนต่อ​ไปนี้ไม่ใช่เรื่อง​เม้าท์ ๆ​ มัน ๆ​ ​เอา​ความไม่ดีของ​ใครมาเล่าสู่กันฟัง

​แต่​เป็นเรื่อง​เล่าแนวคิด​และวิธีปฏิบัติของฉัน​กับ​เพื่อนร่วมงานข้างตัว ​และ​เป็นการเสนอภาพการทำงานแบบมัลติเนชั่นให้อ่านกันเพลิน ๆ​

ยูนิต​ที่ฉันรับผิดชอบอยู่​เล็กแค่นิดเดียว มีนายหนึ่ง​คน มีฉัน ​และมีเจ้าหน้า​ที่รุ่นน้องอีกสองคน พวกเราทำงานเข้าขากันดี พวกเรา​เป็นหน่วยดูแลเรื่อง​การระดมทุนจากผู้บริจาค ​ซึ่งหมายถึงหน้า​ที่ดูแลว่าประเทศไหนให้ทุนเราทำงาน ​และเงื่อนไขของการให้ทุน​เป็นอย่างไร ​และพวกเรามี​ส่วนหนุนช่วยการทำโครงการใหม่ ๆ​ ​เพื่อเสนอขอทุนด้วย ทุนในการทำงานของพวกเราปีละหลายล้านดอลล่าร์ ​เป็นเงินภาษีอากรของพลเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว​ทั่วโลก​ที่ส่งมาให้เรา​ใช้​เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม​และสร้างโลกใหม่​ที่ดีกว่าสำหรับเด็ก ๆ​ (​จะบอกว่า เราทำงานแบบมีอุดมการณ์นะ)

พวกเรา​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ขององค์กรสหประชาชาติ โครงการฯของพวกเรามีเจ้าหน้า​ที่หลายร้อยคนทั่วโลก ​แต่​ที่สำนักงานใหญ่ ณ กรุงเจนีวามีประมาณ ๔๐ คน รวมเลขานุการ

หัวหน้างานฉัน​เป็นผู้หญิง ชาวอเมริกัน ​เป็นคนละเอียด อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดี ไม่เกี่ยงงาน ไม่เรื่อง​มาก มอบ​ความไว้วางใจในงานให้ฉันเกือบเต็ม​ที่

​ส่วนลูกน้องสองคน​เป็นชาย​ทั้งคู่ คนหนึ่ง​​เป็นชาวฟินแลนด์ อีกคน​เป็นหนุ่มซิก (อินเดียโพกหัว) โตในอังกฤษ

พวกเราสี่คน​ได้งานในหน่วยเล็ก ๆ​ นี้เกือบ​พร้อม ๆ​ กัน ฉันอาวุโส​ที่สุด (​คือมาก่อน) ตามด้วยหนุ่มฟิน หัวหน้าอเมริกัน ​และหนุ่มซิก

​ความ​เป็นคนใหม่ ๆ​ มันก็ดีตรงไฟแรง เห็นปัญหาอะไร​ก็ยังไม่ท้อถอยง่าย ๆ​ ​เพราะยังไม่หมักดอง

พวกเราสื่อสารผ่านอีเมล์​เป็นหลัก ​แม้​จะนั่งห่างกันไม่กี่ห้อง ​ส่วนใหญ่หัวหน้าฉัน​จะยุ่งมาก บางวันไม่เคยเห็นหน้ากันเลย​ ฉันก็สบาย ๆ​ ไม่​ต้องตามหาหัวหน้าเท่าไร ​เพราะแก้ปัญหา​ได้เองเกือบ​ทั้งหมด ​แต่หากวันไหน หัวหน้าแวะเข้ามา​ที่ห้องก็แสดงว่า มีเรื่อง​ให้เราช่วยคิดหรือช่วยทำ ทีแรก ๆ​ ฉันก็ดูเธอไม่ออกว่า ทำงาน​เป็นหรือไม่​เป็น ​แต่ตอนหลังเกิดข้อธรรมะในใจว่า เธอ​จะ​เป็นอย่างไรไม่สำคัญ ฉันขอยอมรับเธออย่าง​ที่เธอ​เป็น ​และหนุนช่วยตามหน้า​ที่ให้ดี​ที่สุด เรียนรู้สิ่งดี ๆ​ คุณสมบัติดี ๆ​ ของเธอ ​ส่วน​ที่เธอดีน้อยหน่อย​ฉันก็ไม่​ไปติดใจคิดมาก ​เพราะฉันก็ไม่​ได้ดีสมบูรณ์แบบเสีย​เมื่อไร

หลังจากคิด​ได้ตรงนั้น​แล้ว​ ฉันก็ทำงานเข้าขา​กับหัวหน้าคนนี้​ได้ดีขึ้น​ ฉันพูดอะไร​เธอก็รับฟัง เธอพูดอะไร​ฉันก็รับมาปฏิบัติ ...​ เราต่างเคารพใน​ความ​สามารถของกัน​และกัน

​ต้องบอกอย่างหนึ่ง​ว่า สังคมทำงานฝรั่งไม่มีอาวุโสชัดเจนอย่างบ้านเรา หัวหน้าคนนี้ประกาศชัดว่า ถึง​แม้​จะตำแหน่งต่ำกว่าก็มีสิทธิออก​ความคิดเห็น​ได้ ​และหาก​เป็น​ความคิดเห็น​ที่ดี ก็นำ​ไปปฏิบัติ​ได้...​ พวกเราจึงปฏิบัติต่อกันเหมือน​เพื่อนร่วมงาน ทำตัวเสมอกัน

​แต่ฉันก็ไม่พยายามทำตัว "ขึ้น​หัว" เจ้านาย ​เพราะมันติดนิสัยคนไทย​ที่​ต้องให้​ความนับถือคน​ที่​เป็นหัวหน้าหรืออาวุโสกว่า

​ส่วนสองหนุ่มรุ่นน้อง ขยัน​ทั้งคู่ ​แต่นิสัยต่างกัน คนหนึ่ง​เก่งวิชาการ (หนุ่มฟินฯ) ​แต่ไม่เก่งเรื่อง​การสื่อสาร บางทีบอกอะไร​ พี่แก​จะเข้าใจ​ไปอีกอย่าง คนนี้สอนงานแล้ว​ไม่ค่อย​ได้เต็ม​ที่ ​เพราะคลื่นของพี่แกยังไม่ตรง​กับคลื่นของฉันเท่าไร ​แต่ก็รู้สึก​ได้ว่า ​เขานับถือฉันพอสมควร ฉันเลย​ถือหลักเหมือน​ที่คิด​กับหัวหน้าว่า "ยอมรับ​เขาอย่าง​ที่​เขา​เป็น" ​และมีเมตตาจิตให้​เขาสม่ำเสมอ คนเราเกิดมาเจอกัน มา​เป็น​เพื่อนร่วมงานกัน มันก็​ต้องเคยทำบุญทำกรรมอะไร​ร่วมกันมาสักอย่างนั่นแหละ​ ​เมื่อมาเจอกันแล้ว​ก็ขอให้มี​แต่เรื่อง​ดี ๆ​ ก็แล้ว​กัน

​ส่วนลูกน้องอีกคน (อินเดีย) ​เป็นเด็กหนุ่มขยัน ยิ้มแย้มแจ่มใส เต็มใจช่วยเหลือทุกคน จนบางทีรับงานไว้เยอะจนเกิน​ไป ​แต่ก็เห็น​ความพยายามตั้งใจทำงานอย่างเต็ม​ที่ ​และมี​ความ​เป็นตัวของตัวเอง​ใช้​ได้ ทีแรกฉันก็อ่อนใจ​กับน้อง​เขาเหมือนกัน​เพราะเหมือนทำงานสะเปะสะปะ ​และฉันรู้สึกว่า​ ตอนนั้น​​เขายังไม่ยอมรับฉันอย่างเต็ม​ที่นัก หรือยังไม่รู้ท่าทีของฉันก็​ได้

ตอนหลัง พอหัวหน้าไม่อยู่​สองอาทิตย์ ฉัน​ต้องรับหน้าเสื่องานทุกอย่างไว้เอง ​ต้องกำ​กับดูแลลูกน้อง​ทั้งสอง น้องซิกก็เลย​ทำงานใกล้ชิด​กับฉันมากขึ้น​ ฉัน​ใช้เวลาอธิบาย สอนวิธีแก้ไขปัญหา สอนวิธีการมองงาน วิธีการเจรจา​กับ​เพื่อนร่วมงาน​ที่อยู่​ในพื้น​ที่ (ประเทศอื่น) เรียกว่าแทบ​จะจับมือสอนก็ว่า​ได้...​.

จากจุดนี้เอง ฉันเห็น​ได้เลย​ว่า น้องชายพัฒนา​ไปเร็วมาก เรียนงานเร็ว เริ่มมีจังหวะของตัวเอง เริ่มรู้ว่า​จะ​ต้องดูงานอย่างไร บางที​เขามาหาฉัน​เพื่อขอคำแนะนำ ฉัน​จะถาม​เขาก่อนว่า ยูวิเคราะห์ปัญหามาแล้ว​หรือยังว่า ปัญหานี้​คืออะไร​ คำตอบอยู่​ตรงไหน ​ใครตอบปัญหานี้​ได้ แก้​ได้อย่างไร มีกี่ทางเลือก...​. ฟังดูเหมือนโหด...​ ​แต่ฉันพบว่า ช่วย​ได้ ​เพราะทำให้​เขาไม่​ต้องวิ่งมาหาฉันมือเปล่า ​แต่รู้จักทำการบ้านมาก่อน พอสองสามครั้งผ่าน​ไป ​เขาก็เริ่มรู้ว่า​ต้องทำอะไร​ก่อน อะไร​หลัง เรียกว่า มีฝีมือมากขึ้น​

​เป็นรุ่นพี่ก็อดภูมิใจไม่​ได้เวลา​ได้รุ่นน้อง​ที่เรียนรู้เร็ว...​.

​และดูเหมือนตอนนี้ ​เขายอมซูฮกให้ฉัน​เป็นโค้ชสอนงาน (​เพราะ​เขาเพิ่ง​จะมาจับงานในลักษณะดูแลโครงการ​เป็นครั้งแรก ขณะ​ที่ฉันมีประสบการณ์มาเกือบ ๒๐ ปี)

ฉันสอนกลเม็ดเคล็ดลับทุกอย่างในการทำงานไม่ปิดบัง ​และมี​ความอดทนสูงจนตัวเองก็ประหลาดใจ (ปกติฉันใจร้อน สอนงาน​ใครไม่ค่อย​ได้ ​เพราะไม่ถูกใจ ชอบทำงานเอง)

​แต่งานนี้ฉันมองเห็นการณ์ไกลว่า ​ถ้าเราไม่สอนน้องแล้ว​ ต่อ​ไปเรานั่นแหละ​​จะลำบาก เราสอนให้​เขา​เป็นงานมากเท่าไร ก็​ได้ผลดี​กับองค์กร ตัวน้องเอง ​และตัวเราเอง

​ที่คิด​ได้อย่างนี้​เพราะฉันแก่แล้ว​ ไม่ห่วงเรื่อง​แข่งขัน​กับ​ใคร หรือ​ใครมา​เป็นคู่แข่ง ฉันเพียง​ต้องการ​ใช้ชีวิตการทำงาน​ที่เหลืออย่างดี​ที่สุด สร้างประโยชน์ให้สังคมมาก​ที่สุด

ฉันพบว่า พอเรามอง​เพื่อนร่วมงานทุกคนว่า ​เป็นคนดี เราก็เห็น​แต่​ความดีของ​เขา...​

มันอาจ​จะอุดมคติ​ไปสักหน่อย​ ​เพราะสิ่ง​ที่ฉันเชื่ออาจ​ใช้ไม่​ได้​กับคน​ที่เจอ​แต่​เพื่อนร่วมงานแย่ ๆ​...​.

​แต่ฉันเชื่อว่าทัศนคติของเราเปลี่ยนทัศนคติของคนอื่น​ได้ในท้าย​ที่สุด สำคัญ​คือ เรา​ต้อง​เป็นคน​ที่เปลี่ยนก่อน...​...​

แล้ว​ฉัน​จะมาเล่าเรื่อง​​เพื่อนร่วมงาน​ที่นับถือคนอื่น ๆ​ ต่อ​ไป

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2918 Article's Rate 27 votes
ชื่อเรื่อง รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) --Series
ชื่อตอน เพื่อนร่วมงานที่นับถือ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๗๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-16832 ], [58.10.216.3]
เมื่อวันที่ : ๑๒ มี.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๔๔ น.

​​เพื่อนร่วมงานสานประโยชน์ไม่โกรธเกลียด
ไม่หยามเหยียดเบียดเบียนคอยเรียนสอน
ประคับประคองมองปัญหาเอื้ออาทร
ทุกบทตอนผ่อนหนักเบาเข้าใจกัน...​​

คุณรจนานี่ยอดเยี่ยมจริงๆ​​​​กับ​​ความคิด​​ที่มีต่อ​​เพื่อนร่วมงาน!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-16841 ], [115.87.12.16]
เมื่อวันที่ : ๑๕ มี.ค. ๒๕๕๓, ๑๙.๓๖ น.

ประสบการณ์ของรจนา ทำให้มีทัศนคติ​​ที่ดีต่อผู้ร่วมงานดีมากค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น