นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) #1
รจนา ณ เจนีวา
..."งาน​คือเงิน เงิน​คืองาน บันดาลสุข" ​เป็นคำกล่าวอมตะ​ที่​เป็นจริงเสมอ...

ตอน : รจนาเกริ่นนำ

ฉันเริ่มทำงานมีเงินเดือนจริง ๆ​ ตั้งแต่ตอนอายุ ๒๒ หลังจบมหาวิทยาลัย​ได้หนึ่ง​ปี

​แต่หากย้อนมองชีวิตตัวเองกลับ​ไป ฉันเรียนรู้การทำงานตั้งแต่เด็ก ๆ​

พวกเราในครอบครัวถูกแม่เกณฑ์ให้มี​ส่วนในการทำขนมตั้งแต่อายุยังน้อย​เพราะบ้านเราทำขนมขาย ​แต่หน้า​ที่ของเราไม่มีเงินเดือน มีแค่เงินติดกระเป๋า​ไปโรงเรียน...​. แม่สอนให้ฉันรู้จักอดทนต่องานหนัก ​และทำงานอย่างประณีต ​เพราะ​จะทำขนมให้อร่อย ​และสวย เรา​ต้องทำอย่างดี สมัยนั้น​ทุกอย่างทำด้วยมือ โม่แป้ง ขูดมะพร้าว คั้นกะทิ กวนขนม ห่อขนม ปั้นไส้ นึ่งขนม ฯลฯ (แฮ่ม งานหนัก ๆ​ เช่น โม่แป้งนั่นพี่ชายฉันทำ ​ส่วนฉันทำพวกงานเบา ๆ​ เช่นห่อขนม ทาใบตอง) งานเหล่านี้สอนให้ฉัน​ใช้มือ​และนิ้วมือ​เป็น ​และคล่องแคล่ว ​และไม่เกี่ยงงานหนัก​ที่​ต้องทำซ้ำ ๆ​ ซาก ๆ​ (เช่น ปอกมะม่วงทีละหลายร้อยลูก​เพื่อทำมะม่วงกวน) ​และงาน​ที่ตั้งนั่ง​กับ​ที่ หลังขดหลังแข็ง​เป็นเวลานาน ๆ​

ฉันนึกขอบคุณแม่เสมอ ​แม้จนปัจจุบันนี้

พอโตขึ้น​มาหน่อย​ งานแรกในชีวิต​คือ การขายของ​ที่สหกรณ์​ซึ่งเปิดรับนักศึกษาในช่วงปีใหม่ ฉัน​ไปทำ ๑๕ วัน ​ได้เงินราย​ได้ครั้งแรกในชีวิต​โดยไม่​ต้องแบมือขอแม่ รู้สึกภาคภูมิใจมาก งานสหกรณ์ทำให้เรียนรู้การทำงานร่วม​กับคนอื่น การห่อของขวัญ การผูกโบว์ การต้อนรับลูกค้า การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

พอเรียนจบมหาลัย (รามฯ) ฉัน​ไปช่วยพี่สาว​ที่เชียงใหม่ พี่สาว​เป็นสมุห์บัญชี ​เอาฉัน​ไปช่วยงานแบบไม่มีเงินเดือน (​แต่พี่ให้เงิน​ใช้นิดหน่อย​) พี่สาวทำงานสองกะ งานบัญชีกะกลางคืน พี่ทำสองสามชั่วโมง พาฉันก็​ไปอยู่​​เป็น​เพื่อน ​และให้ฉันทำอะไร​ช่วยเท่า​ที่​จะทำ​ได้

ตอนนั้น​ ฉันยังเด็ก ยังไม่รู้จักโลกแห่งการทำงานจริง ๆ​ ​ไปอยู่​เชียงใหม่ ก็รัก​แต่อยาก​จะเ​ที่ยว อยาก​จะสนุก งานบัญชี​เป็นงานละเอียด ฉันก็ทำแบบลวก ๆ​ ไม่​เอาจริง​เอาจัง โดนพี่สาวดุบ่อย ๆ​ ฉันกลัวพี่คนนี้มากกว่า​ใครอยู่​แล้ว​ ดุมาก ๆ​ เข้าก็เลย​​ต้องพยายามทุกอย่างให้ทำงานไม่ผิด ​เพราะไอ้​ที่ฉันทำผิด มันก็น่าให้ดุอยู่​ ​คือ พิมพ์ตัวเลขลงเช็คผิด ขนาดว่ามีตัวเลขไม่กี่ตัวนี่แหละ​ สมัยนั้น​ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ ทุกอย่าง​ต้องพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีดแบบมีริบบิ้น

การทำงาน​กับพี่สาวนั้น​ไม่ประสบ​ความสำเร็จ ​เพราะฉันปรับตัว​กับชีวิตทำงานไม่​เป็น จากนั้น​ก็เข้าเลย​หน้าพี่สาวไม่ติด

สุดท้าย แม่ก็เลย​เรียกกลับกรุงเทพฯ ให้​ไปหาสมัครงาน​ที่กรุงเทพฯ สมัคร​ได้ไม่นาน ก็ถูกเรียก​ไปสัมภาษณ์งาน​ที่ขอนแก่น (งานนักแปล) ​เป็นองค์กรฝรั่งมาช่วยเหลือเด็กในอีสาน

พี่ชาย​ไป​เป็น​เพื่อน ​ไปส่งให้สัมภาษณ์ ​และสอบข้อเขียน ปรากฎว่าสอบ​ได้ ก็เลย​​ต้องย้าย​ไปอยู่​ขอนแก่น ตอนนั้น​แหละ​​ที่บอกว่าอายุ ๒๒ ปี

การ​ใช้ชีวิตอยู่​ต่างจังหวัดไม่ใช่เรื่อง​ลำบากสำหรับฉัน ​และฉันเองก็แปลกใจ​ที่ดูแลตัวเอง​ได้ดีพอสมควร ​จะว่า​ไปก็คิดว่าทำงาน​ได้ดีด้วย ​และมี​ความก้าวหน้าตามลำดับ เงินเดือน​ถ้าคิดในสมัยนั้น​ก็อยู่​​ได้สบาย ๆ​ (๒๕ ปีมาแล้ว​นะคะ​)

เงินเดือนแรกเริ่มต้น ๔๕๐๐ บาท​ ทำ​กับ​เขา​ได้สามเดือน ก็​ไปเจอ​ที่ใหม่ (ขอนแก่นเหมือนกัน) ​ได้ ๖๕๐๐ บาท​ แถมยังมี​ที่พักให้ฟรีอีกด้วย โอ๊ย ดีใจยิ่งกว่าถูกหวยเสียอีก ตอนนั้น​ไม่​ได้คิดว่า เราทำตัวไม่ดีเลย​ ไม่ัจงรักภักดีต่อองค์กร​ที่จ้างเรา​เป็น​ที่แรก ทำ​กับ​เขาแค่สามเดือนก็หนีจากเสียแล้ว​ เห็นแก่เงินมากกว่า ว่ายังงั้นเุถอะ ​ทั้งสองงาน​เป็นงาน​เพื่อสังคมช่วยเหลือเด็กยากจน...​

​เมื่อมองย้อนกลับ​ไป ฉันพบว่า ชีวิตทำงานของตัวเองน่า​จะถูกกำหนดไว้แล้ว​ให้อยู่​ในสายพัฒนาสังคม ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ปริญญาของเรา​คือ บริหารธุรกิจ สิ่ง​ที่เด่น​ที่สุดก็​คือภาษาอังกฤษเท่านั้น​เอง

​และงานของฉันเกี่ยวข้อง​กับองค์การต่างประเทศมาตลอด ก่อน​จะ​ไป​ได้งาน​ที่ขอนแก่น ฉันเคยสมัครงาน​ได้​ที่บริษัทรถเช่าในกรุงเทพฯ ​แต่พอ​เขาบอกว่า​ต้องทำงานอาทิตย์ละหกวัน (ทำวันเสาร์ด้วย) ฉันก็เลย​ไม่​เอา อีกงานหนึ่ง​​เป็นงานบริษัท ​เขาสัมภาษณ์แล้ว​ท่าทางชอบใจ ให้​ไปสอบพิมพ์ดีด ฉันก็โดดมาเฉยเลย​ ไม่​ได้สอบพิมพ์ (​เพราะพิมพ์ยังไม่​เป็น แหะ แหะ) ก็เลย​อด​ได้งานนั้น​ ​ไปสมัุครอีก​ที่ ​เป็นบริษัทส่งคนงาน​ไปต่างประเทศ (ซาอุฯ) ทำท่า​จะ​ได้งานเหมือนกัน ​แต่เหมือนดวง​จะเสริมไว้ให้​ไป​ได้งานช่วยเหลือเด็ก​ที่ขอนแก่น (นักแปล) เสียก่อน รอดตัว​ไป ไม่​ต้องมี​ส่วน​เอาเปรียบแรงงานอีสาน​โดยไม่ตั้งใจ

แม่มีลูกเจ็ดคน พ่อฉันเสียตั้งแต่ฉันอยู่​มหาลัยปีหนึ่ง​ ลูกทุกคนดูแลตัวเอง​เป็น​ส่วนใหญ่ ฉัน​เป็นลูกคน​ที่ ๖ ใกล้ชิดแม่มาก​ที่สุด ​เพราะ​เป็นลูกมือทำครัวตัวเก่ง (ชมตัวเองนะ) ​เป็นคู่ใจของแม่ก็ว่า​ได้ ดังนั้น​​เมื่อฉัน​ต้อง​ไปอยู่​ขอนแก่นคนเดียว แม่จึงไม่ห่วง รู้ว่าฉันช่วยตัวเอง​ได้

จำไม่​ได้ว่า ส่ีงเงินเดือนเดือนแรกให้แม่อย่างไร​และเท่าไร ​แต่รู้ว่า ในชีวิตทำงานไม่เคยขาดการทะนุบำรุงแม่ ตอนฉัน​ไปขอนแก่นไม่นาน แม่ตัดสินใจปลูกบ้านใหม่ บ้านหลังเดิมปลวกขึ้น​จนพรุน ฉันไม่​ได้มี​ส่วนในการก่อสร้าง​โดยตรง พี่ ๆ​ น้อง ๆ​ ​ที่อยู่​กรุงเทพฯช่วยกัน​เป็นหู​เป็นตาให้แม่ ​ส่วนฉันเอง เดือนสองเดือนกลับบ้านที ​แต่มี​ส่วนในการช่วยกันส่งคืนเงินกู้ธนาคาร จนหมดหนี้สินภายในไม่กี่ปี

"งาน​คือเงิน เงิน​คืองาน บันดาลสุข" ​เป็นคำกล่าวอมตะ​ที่​เป็นจริงเสมอ วันนี้ฉันมองคำนี้​เป็นสองนัย งาน​คือ​ความสุข ​และเงิน​คือ​ความสุข งาน​ที่​ได้เงินย่อมทำให้มี​ความสุขทวีคูณ ​แต่ก็คง​จะมี​ใคร​ที่อยาก​ได้เงิน​โดยไม่​ต้องทำงานเหมือนกัน หรือทำ​แต่้งานง่าย ๆ​ ​แต่​ได้เงินเยอะ ๆ​...​. อย่างนี้ก็​ต้องโชคดีหรือมีบุญเก่าหนุนนำมากหน่อย​ละ

​ซึ่งฉันไม่ใช่คนมีโชคแบบนั้น​ ชั่วชีวิตฉัน ไม่มีอะไร​​ได้มาฟรี ๆ​ ง่าย ๆ​ ไม่เคยซื้อหวยถูก ไม่เคยมีโชคมาหล่นทับ ทุกอย่าง​ที่​จะ​ได้มา​ต้องลงแรง พากเพียร ตั้งใจ ​แต่ก็ไม่​ต้องถึง​กับต่อสู้จนสายตัวขาด

ฉันสังเกตว่า งาน​ที่​ได้ทำทุกงาน​จะมีค่าตอบแทนดี ​แต่​ต้องทำงานหนัก (​ใช้สมอง ​ใช้เวลา ​ใช้​ความอดทนในการทำ ​ใช้​ความพากเพียร ​ต้องขยันเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ​ ​ต้องมีขันติ ​ต้องรัก​ความก้าวหน้า ​ต้องทำงาน​ที่ยากเกิน​ความ​สามารถบ่อยครั้ง) ​ส่วนใหญ่ฉัน​เป็น​ที่รักของเจ้านาย หรือ​ถ้าไม่รัก ก็ไม่ชัง เสมอตัว​ไป ฉันไม่ค่อยมี​เพื่อนร่วมงานมาเขม่น ไม่เคยเจอเรื่อง​กลั่นแกล้งแบบ​จะ ๆ​ (หรือ​ใคร​จะแกล้งแล้ว​ฉันไม่รู้ก็​ได้ ​เพราะฉัน​เป็นคนไม่ไวเรื่อง​จับผิด​ใคร) ทั้่งหมดนี้ อาจกล่าวว่า บุญกรรมเก่า ๆ​ ของฉันในเรื่อง​งานคงพอ​ใช้​ได้

​ที่คิดว่า ตัวเองโชคดี​ที่สุด ​คือ ​ได้ทำงานในสาย​ที่​เป็นประโยชน์ต่อสังคมเสมอมา ​เป็นงานสุจริต ไม่เบียดเบียน​เพื่อนร่วมโลก (เช่น งานค้าอาวุธ งานฆ่า ค้าสิ่งเสพติด) ​และมีหัวสมองพอ​ที่​จะรับสิ่งใหม่ ๆ​ ​และเรียนรู้ไม่หยุดนิ่ง ฉันไม่ใช่คนฉลาด ผลการเีรียนของฉันปานกลาง ​จะมีบางวิชา​ที่ดีมาก​เป็นพิเศษ ​แต่ไม่ถือ​เป็นเด็กเก่ง​แต่ประการใด

ฉันเชื่ออย่างแน่นแฟ้นว่า สิ่ง​ที่เราทำ สิ่ง​ที่เรา​เป็น สิ่ง​ที่เราคิด สำนึก​ที่เรามี ล้วนมาจากการสั่งสมของเราเอง ​ทั้งจากชีวิตในชาติปางก่อน​และชีวิต​ที่​เป็นอยู่​ในชาตินี้ ฉันจึงเคยถามตัวเองบ่อย ๆ​ ว่า เราทำบุญกรรมอะไร​แบบไหนมาหนอ เราจึง​ได้งานแบบนี้ มีวิถีชีวิตแบบนี้...​.

คำตอบนั้น​ไม่ค่อย​จะสำคัญแล้ว​ในขณะนี้ ​เพราะฉันเชื่อว่า การมีชีวิตอยู่​​กับปัจจุบันขณะ ​และทำหน้า​ที่การงานให้ดี​ที่สุด ​คือสิ่ง​ที่เราทุกคน​สามารถทำ​ได้​เพื่อช่วยจรรโลงโลก(แห่งการทำงาน)ให้น่าอยู่​ต่อ​ไป

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2912 Article's Rate 27 votes
ชื่อเรื่อง รจนารำพึง (ภาคมนุษย์เงินเดือน) --Series
ชื่อตอน รจนาเกริ่นนำ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๓
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ บันทึกเงาความคิด
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๙๔๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๓๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-16779 ], [115.87.12.137]
เมื่อวันที่ : ๐๔ มี.ค. ๒๕๕๓, ๒๒.๔๔ น.

มา​​เป็น​​กำลังใจให้ชีวิตคนทำงานจ้ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ลุงปิง [C-16780 ], [58.10.216.114]
เมื่อวันที่ : ๐๔ มี.ค. ๒๕๕๓, ๒๓.๕๖ น.

พออ่านก็เริ่มสนุก​​กับชีวิตการทำงานเสียแล้ว​​ล่ะครับ​​ แค่เกริ่นนำก็ทำให้อยากรู้เรื่อง​​ราว​​ที่​​จะดำเนินต่อ​​ไปเสียแล้ว​​

​​จะรออ่านตอนต่อ​​ไปครับ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : unclepiak [C-16782 ], [115.67.33.67]
เมื่อวันที่ : ๐๕ มี.ค. ๒๕๕๓, ๐๗.๓๗ น.

อ้าว.. ลูกสาวแม่ค้าขนมเหรอ ผมก็นึกว่าสาวชาววังมา
โปรดหาเวลามาเล่าต่อ​​โดยเร็ว

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : นาม อิสรา [C-16972 ], [112.142.54.202]
เมื่อวันที่ : ๒๐ พ.ค. ๒๕๕๓, ๑๗.๑๐ น.

งาน​​คือเงิน เงิน​​คืองาน บันดาลสุข

นั่นก็อีก​​ความเชื่อหนึ่ง​​ ​​ส่วนผมเชื่อว่า การงาน ​​คือ​​การปฏิบัติธรรม ​​ต้องทำงานอย่างถูก​​ต้อง​​โดยธรรม

​​ซึ่ง​​ถ้า​​จะแจกแจงอย่างละเอียดก็คง​​จะยาว จึง​​เอา​​เป็นว่า อย่าคิดทำงานเพียง​​เพื่อเงิน ​​จะไม่มี​​ความสุข​​กับการทำงาน ​​ถ้าทำงานอย่างถูก​​ต้อง มีสติ ตั้งใจทำเต็ม​​ความ​​สามารถ ไม่​​เอารัด​​เอาเปรียบ​​เพื่อนร่วมงานฯลฯ ก็​​จะมี​​ความสุขขณะทำงาน

เงิน​​เป็นผลตอบแทน มาถึงเราทีหลัง ​​และ​​ต้องมาอย่างแน่นอน ไม่​​ต้องพะวักพะวง​​กับมันให้มากนัก

ขอให้มี​​ความสุข​​กับการทำงานนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : ทิดอินทร์ [C-17704 ], [124.120.17.58]
เมื่อวันที่ : ๑๒ ต.ค. ๒๕๕๓, ๒๐.๐๒ น.

คงไม่ช้านะครับ​​ ​​ที่เพิ่ง​​จะ​​ได้มีเวลาเข้ามาอ่านบ้าง
รู้สึกดีจังเลย​​ครับ​​ ​​ที่​​ได้พอเห็นภาพ พี่รจนาชัดขึ้น​​
แล้ว​​​​จะติดตามตอนต่อ​​ไปนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : น้อง เบ้น [C-18937 ], [58.8.9.137]
เมื่อวันที่ : ๑๙ ก.พ. ๒๕๕๖, ๒๐.๒๘ น.

หนู​​เป็นเด็กมัธยมปี​​ที่4. มี​​ความคิด​​ที่อยากเข้าทำงาน​​ที่นี้เช่นกัน ช่วยแอดเมลนี้มา​​ได้มั้ยคะ​​ weaQ24119@hotmail.com ขอบคุณคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น