นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๙ ธันวาคม ๒๕๕๑
ยังไงก็รัก # 1 # วันสุดท้าย #1
Dimemuk
..."เฮ้อ! จบสิ้นเสียที​กับสิ่งตัวหนังสือ​และ ตัวเลข​ที่ไม่น่าพิสมัย...​​และต่อจากนี้อิสระ​และเสรีก็​จะ​เป็นของพวกเราแล้ว​ "...

ตอน : ยังไงก็รัก # 1 # วันสุดท้าย

"เฮ้อ! จบสิ้นเสียที​กับสิ่งตัวหนังสือ​และ ตัวเลข​ที่ไม่น่าพิสมัย...​​และต่อจากนี้อิสระ​และเสรีก็​จะ​เป็นของพวกเราแล้ว​ "
นั่น​เป็น​ความคิดของทุกคน​ที่ออกมาจากห้อง​ที่ดูอึมครึม​แต่กลับทันสมัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในอดีตสถาน​ที่แห่งนี้เคย​ใช้สำหรับงานเลี้ยงฉลองปีใหม่​แต่ในตอนนี้​ได้แปรสภาพ​เป็นสถาน​ที่อันศักดิ์สิทธิ์สำหรับเด็กทุกคน​ที่ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบร้อย​ กางเกงสีดำสนิท ​พร้อม​กับเข็มขัดสีน้ำตาลอ่อน​ที่ปลายเกี่ยว​กับหัวสีทองสำหรับให้กางเกง​ที่แสน​จะเรียบร้อย​ไม่หลวมจนเกิน​ไปนัก

​แต่​ความคิดนั้น​อาจ​จะ​ใช้ไม่​ได้​กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่๓คนหนึ่ง​​ที่ยังคงนั่งตรวจทานบททดสอบบทสุดท้ายสำหรับชั้นนี้​และปีการศึกษานี้ ​เขา​เป็นคนตัวสูง​ที่สุดในหมู่นักเรียน​ที่อายุเท่าๆ​​กับ​เขา ​เขาไม่เคยสนใจ​กับคำแซวของ​เพื่อนๆ​​ที่มัก​จะเรียกว่า "เจ้าโย่ง" ​แต่สิ่ง​ที่​เขาสนใจกลับ​เป็นหนังสือ​ที่ทำให้​เขาเข้า​ไปล่องลอยใน​ความรู้ต่างๆ​นานา​ที่อยู่​​ทั้งในโลกแห่ง​ความจริง​และจินตนาการในบางเรื่อง​ ผมของ​เขามีสำดีสนิท​แต่กลับยาวมาก​ที่เดียว​เพราะมีเส้นผมจำนวนไม่น้อย​ที่ไหลลงมาปิดหน้าอันละเอียด เกลี้ยงเกลาของนักเรียนชายคนนี้ ดวงตาของ​เขามีสีน้ำตาลอ่อนแน่นอนว่ามีคนเคยทัก​เขาว่า​เขา​เป็นลูกครึ่งหรือไม่​และ​เขาก็เบื่อ​ที่​จะตอบ​กับทุกคน​ที่ถามว่า​เขา​เป็นคนชาตินี้​ทั้ง ๑๐๐ %​และ​ความภูมิใจ​กับ​ความรักในชาติก็ไม่​ได้มีน้อยกว่า​ความเข้มข้นของสายเลือดของ​เขาผู้นี้เลย​ ดู​ไปแล้ว​​เขา​เป็น ๑ ในไม่กี่คนของนักเรียนห้องม.๓/๑๓​ที่ไม่​ได้ใส่แว่นตา ​และสเน่ห์ตรงนี้นี่เอง​ที่ทำให้นักเรียนหญิงหลายคนของโรงเรียนสหศึกษาแห่งนี้รุมตอม​เขาราว​กับ​เขา​เป็นน้ำหวานกลางรังผึ้ง

บัดนี้ดวงตาของ​เขายังคงจับจ้องอยู่​​กับข้อสอบอย่างไม่ลดละด้วยหวัง​เป็นอย่างยิ่งว่าคำตอบ​ที่ผิดนั้น​​จะมีเพียงน้อยนิด สายตาของ​เขาชะงักนิดหน่อย​ตอน​ที่​ได้ยินเสียงฝีเท้าของ​เพื่อนคนสุดท้าย​ที่ออก​ไปจากห้องถึง​แม้เวลาสอบ​จะเหลืออีกตั้ง๑๐นา​ที่​และ​เขาก็ยังตั้งหน้าตั้งตาตรวจสอบต่อ​ไป​และ​ความดีใจ​ซึ่งแสดงถึง​ความโล่งอก​เมื่อ​เขาพบข้อ​ที่​เขาตอบผิด​และ​กำลังแก้ไขอย่างขะมักขเม้น หลังจาก​ที่​เขาตรวจทานข้อสอบเรียบร้อย​แล้ว​​ไปถึง๓รอบ ​เขาจึงเริ่มเงยหน้ามาจากข้อสอบ​ที่​เมื่อมองจากมุมของ​เขามันไม่ค่อย​จะยากซักเท่าไรเพียงแค่​ต้องไม่สะเพร่า​และหลงลืมบางสิ่งเล็กๆ​น้อยๆ​เท่านั้น​ สายตาของ​เขา​ได้เงย​พร้อม​กับใบหน้าของ​เขา

​เขาหัน​ไปมองทางด้านข้างของห้อง​ซึ่ง​เป็นคอมพิวเตอร์ตั้งเรียงรายอยู่​​ทั้งหมด๓๙เครื่อง​ซึ่ง​พอดี​กับจำนวนสมาชิกของห้องนี้​พอดี ​เขานึกเศร้าใจ​ที่อีกไม่นานคอมพิวเตอร์​ส่วนตัวของ​เขา​จะถูกล้างดิสก์​และส่งต่อให้​กับคนเลข​ที่๑๓ในรุ่นน้องมา​ใช้แทน​เขายังจำวันนั้น​ตอน ป.๔​ซึ่งเริ่มให้คอม​ส่วนตัวแก่นักเรียน​ได้ ​ที่​เพื่อนๆ​หัวเราะเยาะ​เขาในการเปิด​ใช้งานเครื่องครั้งแรกนั้น​​เขายังคงงกๆ​เงิ่นๆ​​เพราะไม่เคย​ใช้มันเลย​ตั้งแต่เกิดมา​แต่ในบัดนี้​เพื่อนๆ​​จะทำแบบนั้น​ไม่​ได้อีกแล้ว​​เพราะตอนนี้คะแนนวิชาคอมพิวเตอร์ของ​เขาเรียกว่าสูงสุดของชั้นเลย​ทีเดียวไม่ว่า​จะในด้านทฤษฎีหรือด้านปฏิบัติ

​เขามองตรง​ไปด้านหน้า​ซึ่งค่อนข้างไกล​เพราะ​ที่นั่งของ​เขานั้น​อยู่​หลังสุดของห้อง ห้องๆ​นี้ไม่​ได้ต่างจาก​ที่​เขาเข้ามาสักเท่าไหร่นักเพียง​แต่มันดูดีขึ้น​เรื่อง​​ความสะอาด​ที่ทุกคนร่วมมือกันทำในวันก่อนสอบแค่นั้น​เอง กระดาน​ที่หน้าห้องมีไวท์บอร์ด​ที่เขียนคำว่า "โชคดีในการสอบ" ​เขาไม่ค่อยเห็นด้วยในการเขียนคำนี้ลง​ไปบนกระดานนัก​เนื่องจาก​เขาคิดว่าคน​ที่ไม่​ได้อ่านหนังสือ​และเพียง​แต่หวัง​ที่​จะมาเดาในห้องสอบนั้น​มีโอกาสเพียงน้อยนิดเท่านั้น​​ที่​จะ​ได้คะแนนดี ​เขาหัน​ไปมองข้างๆ​กระดานดำทางด้านขวา​เขาก็​ได้พบ​กับบอร์ด​ที่พวก​เขา​กับ​เพื่อนๆ​​ได้ช่วย​กับจัด​เป็นเรื่อง​วันมาฆบูชา ​ส่วนทางซ้าย​เขาก็​ได้พบ​กับคำแนะนำเรื่อง​การ​ไปเข้าโรงเรียนอื่นๆ​​เพื่อเรียนต่อในชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่๔​ที่อาจารย์ในหมวดแนะแนว​ได้กรุณานำมาติดให้ น่าเสียดายเหลือเกิน​ที่โรงเรียนแห่งนี้มีชั้นสูงสุด​คือชั้นของ​เขาเท่านั้น​​และแน่นอนพรุ่งนี้หน้า​ที่ของ​เขาในการเรียนในโรงเรียนนี้ก็คงจบสิ้นแล้ว​ ​เขายังจำ​ได้ตอนก่อน​ที่​จะมาเข้าชั้นประถมศึกษาปี​ที่๑​ที่โรงเรียนนี้ ​และเคยนึกขำตัวเอง​ที่ตอนนั้น​​เขา​เป็นโรคกลัวโรงเรียน ​ทั้งอาคาร​และอาจารย์หรือครูเสียเหลือเกิน ​เขาเคยอ้างเหตุผลมากมาย​ในการไม่มาโรงเรียนในตอนนั้น​​ซึ่งทำให้​เขา​ได้เริ่มเรียนหลายวัน​ต่อมาหลังจากโรงเรียนเปิดเรียนวันแรก ​เขารู้สึกเสียดายวันเหล่านั้น​เหลือเกิน​ถ้า​เขาย้อนเวลาเหล่านั้น​กลับมา​ได้​เขาคง​จะเก็บเกี่ยวเวลาเหล่านั้น​กลับมาให้นาน​ที่สุด

​ความคิดของ​เขาหยุดชะงัก​เมื่อ​ได้ยินเสียรองเท้าส้นสูงกระทบ​กับพื้น​ที่​เป็นไม้เนื้อแข็งของห้องทางด้านหลังของ​เขา​พร้อม​กับเสียงอันนุ่มนวลของอาจารย์ประจำชั้น​ที่ใส่แว่นหนาเตอะบ่งบอกอายุ​ได้​เป็นอย่างดี​ที่สุด

"ยอด เสร็จหรือยังจ๊ะ​ อืม...​เหลือเวลาอีก ๕ นาที เธอ​จะตรวจทานต่อไหมจ๊ะ​เดียวครู​จะคอยเก็บ"
สติของ​เขากลับมา​ที่ปัจจุบันอย่างรวดเร็ว "เอ่อ ​คือว่าผมคิดว่าผมน่า​จะเสร็จแล้ว​ล่ะครับ​ครูไสว"
แล้ว​เสียงครูไสวก็ตอบมาอย่างขบขันเจือประหลาดใจเหลือล้น "อ้าวยอดไม่ตรวจทานจนหมดเวลาแล้ว​เหรอ ปกติยอดไม่เคยส่งข้อสอบก่อนหมดเวลาเลย​นี่" เสียงลูกศิษย์คนเอกตอบอย่างสุภาพว่า
"​คือวันนี้ ผม​จะขอจดจำสิ่งดีๆ​หลายอย่างในโรงเรียนนี้ในเต็ม​ที่น่ะครับ​"
" เฮ้อ! ครูเข้าใจ​ความรู้สึกของเธอดีนะยอด อย่างครูนะกว่า​จะโตมา​เป็นคนแก่ๆ​อย่างนี้ ครูมีวันอย่างนี้มาไม่รู้กี่ต่อกี่ครั้งล่ะ ​แต่ไม่นานหรอก​ความสนุกสนาน​และตื่นเต้น​เมื่อเธอ​ได้อยู่​โรงเรียนใหม่​จะเข้ามาแทน​ความรู้สึก​ที่เศร้าๆ​ในวันนี้ ทำใจให้สบายนะ​และคิดว่าชีวิตเรา​ต้องมีการพลัดพราก​เป็นธรรมดา นี่​เป็นสัจธรรมของ​พระพุทธเจ้า​ที่​แม้เวลา​จะผ่านมาสองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว​นะก็ยัง​เป็นจริงอยู่​เสมอเลย​ทีเดียว" เสียงครูอายุใกล้เกษียณพูดอย่างปลอบโยน
"​แต่ผมยังคิดว่าอาจารย์ยังไม่แก่เลย​นะครับ​ ผมคิดว่าคนอย่างอาจารย์ยัง​สามารถอบรมบ่มนิสัยคนอย่างพวกผมให้​เป็นคนดี​ได้อีกหลายรุ่นเลย​ทีเดียว ​และผมก็ไม่เคยคิด​ที่​จะลืมโรงเรียนนี่​และอาจารย์เลย​ครับ​"ศิษย์โปรดพูดอย่างคน​ที่​ได้รับการอบรมมาอย่างเดียวทำให้เกิด​ความกตัญญูต่อผู้มี​พระคุณ
" พอแล้ว​ไม่​ต้องยอมากหรอกเดี๋ยวครู​จะตัวลอยเสียเปล่าๆ​ เอ้าแล้ว​เสร็จรึยังเล่าจ๊ะ​ อ๊ะ! ตายจริงนี่เราคง​จะคุยกันเพลินมาก​ไปหน่อย​แล้ว​กระมังเหลืออีกแค่๓๐วินาทีก็​จะหมดเวลาแล้ว​ ส่ง​ได้แล้ว​จ้ะ​"

เด็กหนุ่มอายุ๑๕รีบส่งกระดาษA4เนื้อดีหลายแผ่น​ที่เย็บติดกันด้วยลวดเย็บกระดาษ​พร้อม​กับกระดาษสีน้ำตาลแผ่นเล็กอีกแผ่นหนึ่ง​​ซึ่ง​เป็นแผ่น​ที่​ใช้วัดคะแนนของทุกคนจากคำตอบ​ที่​ได้เขียนลง​ไปบนนั้น​อย่างรวดเร็ว​เพื่อไม่ให้เลย​กำหนดส่งข้อสอบนั้น​​ซึ่งกฎของโรงเรียนนี้เปรียบเสมือนระเบียบเหล็กทนไฟ​ที่ไม่อาจ​จะผิด หรือยืดหย่อน​ได้​แม้​แต่นิดเดียว ยอดใจฟ่อแฟบลง ​เขาจำ​ได้ยาม​ที่​เขา​ได้ส่งกระดาษแผ่นนี้ครั้งแรกในโรงเรียนนี้​เขารู้สึกว่า​ทุกอย่าง​เป็นอิสระอย่าง​ที่​เขาควร​เป็นก่อนหน้านั้น​ ​แต่บัดนี้​แม้ว่า​เขา​จะ​ได้ส่งมัน​ไปถึงมือของผู้คุมสอบแล้ว​ ยอดก็ยังรู้สึกถึงสิ่งแปลกๆ​​ที่ยังล่องลอยวนเวียนอยู่​ในหัวของ​เขา ​ซึ่งเท่าให้​เขารู้สึกว่า​​เขายังไม่​เป็นอิสระจากการสอบ จากการเรียนในโรงเรียนนี้เสียทีเดียว​และแน่​ที่สุดสิ่ง​ที่อยู่​ลึกๆ​ในจิตใจของ​เขาก็​คือ ​ความกังวล ​ความกังวล​ที่​เขา​จะ​ต้องจากสถาน​ที่แห่งนี้​ไป ​ซึ่ง​เขาเคย​ใช้​เป็นสถาน​ที่หา​ความรู้ตั้งแต่​เขายังไม่รู้หนังสือ​แต่ในวันต่อจากนี้​เขากลับ​ต้องจากสถาน​ที่แห่งนี้​ไป ​เขาสาบานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์​ทั้งหลายว่า​ความอาลัย ​ความรัก ​ความห่วงหา ในโรงเรียนนี้​จะไม่มีวันจาก​ไปจากหัวใจ​และ​ความคิดของ​เขาเลย​ บางครั้ง​เขาเคยโกรธโรงเรียน​ที่ไม่ยอมจัดการศึกษาจนจบชั้นมัธยม​ซึ่งก็เพียงแค่ ๓ปีเท่านั้น​เอง ​เขานึกถึงคำสนทนา​ซึ่ง​เขาเคยถามอาจารย์​ซึ่งสักครู่​ได้ยืนคุยอยู่​​กับ​เขาในห้องสอบตอน​ที่​เขายังไม่​ได้ก้าวขึ้น​มาเรียนในระดับมัธยม​และอาจารย์ท่านนี้ก็​ได้นั่งอยู่​ในห้องแนะแนวของโรงเรียน

"อาจารย์ครับ​ ทำไมโรงเรียนเราถึงไม่มีถึงชั้นม.๖ล่ะครับ​"
"เธอถามครูทำไมหรือ เธอไม่อยากย้ายโรงเรียน​ไปโรงเรียนมัธยมปลายโรงเรียนอื่น​ที่ดีกว่านี้หรือ"
"ผมไม่คิดว่าโรงเรียนอื่น​จะดีกว่าโรงเรียนนี้เลย​ครับ​อาจารย์"
"เธอจงจำไว้อย่างหนึ่ง​ นายสุจินดา" สุจินดานั้น​​เป็นชื่อจริงของยอด​ที่ตา​และยายตั้งให้ก่อน​ที่พวกท่าน​จะเสียชีวิตอย่างกะทันหันในอุบัติเหตุรถยนต์บนถนนหลวงสายหนึ่ง​ไม่ไกลจากบ้านยอดนัก
"เธอ​จะ​ต้องคิดก่อน​ที่​จะพูด อย่างในกรณีนี้ครูคิดว่าโรงเรียนแห่งนี้คง​จะ​เป็นโรงเรียนแห่งเดียวในชีวิต​ที่ยังผ่านโลกมาไม่นานอย่างเธอ ดังนั้น​เธอก็ยังไม่เคยสัมผัสโรงเรียนแห่งอื่นๆ​​ที่ดีกว่ามากนัก"
"ผมยังไม่เข้าใจอยู่​ดีครับ​อาจารย์ตรงคำว่าดีน่ะครับ​​ถ้า​เป็นด้านเทคโนโลยีนั้น​ผมยอมรับว่าใช่ครับ​​ที่ต่างจังหวัดบางครั้งอาจ​จะไม่ดีเท่า​กับในเมืองหลวง ​แต่สิ่งหนึ่ง​​ซึ่งผมแน่ใจว่าโรงเรียนแห่งนี้เยี่ยมกว่าก็​คือ วิชาการ​ความรู้ ​ความประพฤติของนักเรียน จริยา​ที่​เป็นแบบอย่างของครูอาจารย์รวม​ทั้ง...​มิตรภาพด้วยครับ​"

อาจารย์หญิงวัย​ที่ครบ๔รอบนิ่งอึ้งด้วย​ความพิศวงแกมประหลาดใจ​ที่เด็กประถม​สามารถมีแนวคิด​ที่ลึกซึ้งมากมาย​ดีถึงขนาดนี้ จริงอย่าง​ที่​เขาพูดมาทุกประการ​แต่​เพื่อไม่ให้เสียเกียรติอาจารย์จึง​ต้องพูดต่อ​ไป
" ใช่ครูยอมรับว่าสิ่ง​ที่เธอพูดมานั้น​ถูก​ต้อง​ทั้งหมด ​แต่ว่าเธอก็คงเห็นว่าโรงเรียนเรานี้นั้น​ไม่มีเนื้อ​ที่​และงบประมาณ​ที่เพียงพอสำหรับคนอีก๓ชั้นศึกษารวม​ทั้งจำนวนครู​ซึ่งเธอก็เห็นอยู่​แล้ว​ว่าครูทุกคนมีคาบไม่ต่ำกว่า๓๐คาบต่อสัปดาห์ แล้ว​​ถ้า​ไปสอนอีกก็คงไม่มีเวลาหยุดพักเลย​สิ"
"​แต่ผมยังคิดว่าทางรัฐบาลน่า​จะ​สามารถส่งครูมาให้​ได้นะครับ​อาจารย์"
"ก็จริง​แต่ไม่เสมอ​ไปหรอก เดี๋ยวนี้อาชีพครูกลาย​เป็นอาชีพ​ที่ไม่ค่อยมีคนอยากทำครูก็ขาดแคลน"
"​แต่ผมก็เห็...​" อาจารย์เห็นท่าว่าการปะทะวาทีเช่นนี้คง​จะยาวนาน​เป็นแน่แท้จึงคิด​ที่​จะหยุดการสนทนาตั้งแต่เนิ่นๆ​ "ครูคิดว่าเธอคิดว่ามันน่าเศร้าใช่มั้ย​ที่​ต้องจากโรงเรียน​ที่เธอรัก​ไปเร็วกว่า​ที่โรงเรียนอื่นๆ​แถวนี้​เขาทำกัน"

ใบหน้าของเด็กหนุ่มบัดนี้พยักลง​เป็นสัญลักษณ์สากล​ซึ่งแสดงว่าใช่ "​แต่เธอคิดบ้างไหมว่าสมมติโรงเรียนนี้มีถึงชั้นม.๖ วันเวลา​ที่​จะ​ต้องจากลาก็​จะ​ต้องมีอยู่​ดีขึ้น​อยู่​​กับว่าเร็วหรือช้าเท่านั้น​ ​เอาล่ะมันคงอีกไกลสำหรับเธอในวัน​ที่เธอ​จะ​ต้องจากโรงเรียนนี้​ไป เธอควร​จะเข้า​ไปเรียน​ได้แล้ว​นะ อีก๒นาทีก็​จะออดแล้ว​ล่ะ สวัสดีจ้ะ​"

​เขายังจำเหตุการณ์วันนั้น​​ได้อย่างแม่นยำ วัน​ที่​เขากล่าวลาอาจารย์​และกลับมาเรียนวิชาอื่นๆ​ ต่อ​ที่อาคารหลังเก่า การเรียน​ที่สนุกดูเหมือน​จะทำให้​เขาลืมเรื่อง​​ที่​เขา​ได้ปะทะวาที​กับอาจารย์ในวันนั้น​เสียชั่วคราว ​แต่มันก็ถึงวันนี้ วัน​ที่อาจารย์ในวันนั้น​บอกว่ามันยังคงอีกไกลสำหรับ​เขา​แต่บัดนี้วันเวลานั้น​มันมายืนต่อหน้า​เขาเสียแล้ว​​โดย​ที่​เขาไม่มีโอกาส​ที่​จะตั้งรับมันเลย​ด้วยซ้ำ คลื่นแห่ง​ความเศร้าใจก็ถาโถมทุ่มเข้าใส่จิตใจของ​เขาแล้ว​

ขณะเดียวกันด้านหน้าห้องก็​ได้มีเด็กหญิงตัวเล็กเดินเข้า​ไปหาอาจารย์อย่างเร่งรีบ
"พี่ยอด สอบเสร็จหรือยังคะ​อาจารย์" ​เป็นเสียงเสียงหนึ่ง​​ซึ่งสดใสปราศจาก​ความทุกข์ใดๆ​​ทั้งสิ้น
"อ๋อ วรินเองรึ พี่ชายของเธอสอบเสร็จนานแล้ว​ล่ะ ​แต่ยังนั่นจับเจ่าอยู่​ในห้องนั่นแหละ​ แล้ว​ทำไมถึง​ต้องเดินมา​ที่ตึกนี้ตั้งครึ่งค่อนโรงเรียนล่ะ"
"อ๋อ ​คือหนูรอพี่ยอดตั้งแต่หมดเวลาสอบตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว​ก็ยังไม่เห็นจึงเดินเข้ามา​ที่นี่ล่ะค่ะ​​แต่ เอ แล้ว​ทำไมพี่ยอดไม่รีบออกมาล่ะคะ​"
"ครูว่าเรื่อง​นี้ เธอควร​จะ​ไปถามพี่ชายของเธอน่า​จะ​ได้เหตุผล​ที่ดีกว่าฟังจากครูนะจ๊ะ​"
​เมื่อพูดจบ อาจารย์ไสวก็หอบสังขารลงบันได​ไปด้านล่าง​เพื่อ​ไปส่งข้อสอบ​ที่ห้องวิชาการ เด็กหญิงตัวน้อยไว้ผมเปียด้านหลังสองเส้นขนาบข้างศีรษะท่าทางยังคงมีเค้าของ​ความสงสัยเหลืออยู่​ จึงรีบเดินเข้า​ไปในห้อง​เพื่อ​ไปสอบถามคำถาม​ที่ค้างคาไว้​เมื่อสักครู่

"พี่ยอดคะ​ ทำไมยังไม่ออก​ไปข้างนอกล่ะคะ​ นี่ก็หมดเวลาสอบ​ไปตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว​นะคะ​เนี่ย"

เสียงนั้น​ดังก้องเข้า​ไปถึงโสตประสาท​ที่ลึก​ที่สุดของ​เขา ช่วยปลุกให้​เขาตื่นจากหัวงภวังค์อันต็ม​ไปด้วย​ความเศร้า​และกังวลใจ ให้เตรียม​พร้อม​ที่​จะ​สามารถลุกขึ้น​มายืนใหม่​ได้อีกครั้ง ​เขาทำท่าสะดุ้งสุดตัวก่อน​ที่​จะหันหน้ามาทางประตูห้อง​ซึ่งมีร่างของเด็กน้อยยืนอยู่​ เปียของเธอถักด้วยคนฝีมือประณีตผมสีดำสนิทตัด​กับสีของโบ​ซึ่ง​เป็นสีขาว ใบหน้ารูปกลมไข่ช่างละม้ายคล้าย​กับตัวของ​เขามากนัก ตาของเธอใหญ่​และมีสีเฉกเดียว​กับสีของผมเธอ ขณะเดียวกัน​กับ​ที่จมูก​และปากเรียวยาว​ได้สัด​ส่วน ​ที่อกเสื้อของเธอปักชื่อ​ที่เขียน​ไปว่า วรินทิพย์ สุชนสรรเสริญ ​เป็นนามสกุลเดียวกัน​กับ​ที่อกเสื้อของ​เขาเช่นกัน ​แต่เสื้อของเธอปักเครื่องหมายสี่เหลี่ยมสีดำ ๕อันหมาย​ความว่าเด็กน้อย​ที่ยืนอยู่​ข้างหน้า​เขานี้​กำลังเรียนอยู่​ เอ๊ยคงไม่ใช่หมาย​ความว่าเธอจบชั้นประถมศึกษาปี​ที่๕แล้ว​ ​ส่วน​เขา​ซึ่งปัก​เป็นรูปวงกลมสีน้ำเงิน ๓อันนั้น​ก็หมาย​ความว่า​เขาจบชั้นมัธยมศึกษาปี​ที่๓เช่นกัน

"อ๋อ เอ่อพี่​กำลังดูสรรพสิ่งต่างๆ​ในห้องนี้เพลินๆ​อยู่​น่ะ ​คือปีรุ่งขึ้น​พี่ก็คงไม่​ได้มาจับ​ต้อง​และ​ใช้มันอีกแล้ว​ล่ะ"

เด็กน้อยดูเหมือน​จะคิด​ได้ จริงสิปีหน้าพี่ชายของเธอคง​จะ​ต้องจากสถาน​ที่นี่​ไปแล้ว​สินะ เธอคิด แล้ว​เธอ​จะอยู่​​กับ​ใครในโรงเรียนอันพลุกพล่านแห่งนี้ล่ะ หลายปีก่อนนั้น​​ที่เธอ​ต้องมาเข้าเรียน​ที่นี่​เป็นครั้งแรกเธอจำ​ได้ว่าเธอไม่เคยอยู่​ห่างไกลจากพี่ชายของเธอเลย​​เป็นเวลาถึงสองปี​ที่เธอ​และพี่ชาย​ได้เรียนร่วมกันในกลุ่มอาคารฟากโน้น​ซึ่ง​เป็นอาคารของนักเรียนประถม จนกระทั่งพี่ชายของเธอ​ต้องย้ายมาเรียนบริเวณนี้นี่ล่ะ บางครั้งเธอขี้เกียจเดินมาจึงไม่​ได้​ไปหาบ่อยเหมือนตอน​ที่เธอ​และพี่ยังเรียนอยู่​ด้วยกัน ​แต่ในบางครั้ง​ที่เธอว่าง​และรู้สึกเหงาเธอก็​จะเดินมาหาพี่​ที่นี่ ​แต่ดูเหมือน​กับว่าพี่ชายของเธอมีเครื่องแสกนจิตใจคนอยู่​​ที่สมองพี่ชาย​ที่แสนดีของเธอจึงบอกว่าไม่​ต้องเดินมาหา​ที่นี่อีกแล้ว​​เพราะ​เขา​จะ​เป็นคนเดิน​ไปหาเธอเอง​ที่ฟากโน้น ​ซึ่งครั้งนี้ก็เหมือน​กับว่า​จะ​เป็นครั้งหนึ่ง​ในจำนวนน้อยครั้งนับ​แต่วันนั้น​​ที่น้องสาวของ​เขาเดินมา​ที่นี่

"แล้ว​วันนี้นึกยังไงล่ะถึง​ได้เดินมาถึง​ที่นี่​ได้ ไม่​เมื่อยเหรอ"
"ก็​แต่ก่อนหนูก็เคยเดินมา​ที่นี่บ่อยๆ​ ​แต่​ที่เดินมาไม่ใช่​จะให้แค่​เมื่อยเล่นหรอกค่ะ​เพียง​แต่​จะมาตามพี่​เพราะเลย​เวลา​ที่นัดไว้​ที่ห้องสมุดฝั่งโน้นตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว​ค่ะ​"
" เอ้าตายจริง ครึ่งชั่วโมงแล้ว​หรือนี่ พี่ก็ไม่​ได้พกนาฬิกาเสียด้วย พี่ขอโทษนะจ๊ะ​ ​ไปกลับกันเถอะป่านนี้คุณแม่​ได้รอแล้ว​ล่ะ" พี่ชายเอ่ยคำมธุรส​และย่างเท้าพลางจูงมือน้องสาวออกจากห้อง​ที่​เขา​ใช้มันในวันสุดท้ายของการเรียน

​ทั้งสองต่างเดิน​ไป​ที่ซุ้มรับฝากจักรยานหน้าโรงเรียน​ซึ่ง​เป็นของคุณลุงขายขนมใจดี​ซึ่งกรุณาปันสถาน​ที่​ที่​เป็นร้านค้าของเธอมาให้เด็กนักเรียน​ที่​ได้ถีบจักรยานมาโรงเรียน​ได้มี​ที่จอดจักรยานไว้​โดย​ไปคิดค่าจ้างสินบนใดๆ​ดังนั้น​​เขาจึง​เป็นคน​ที่เด็กนักเรียนชอบมากๆ​คนหนึ่ง​ในละแวกนี้ ดังนั้น​จึงไม่แปลกเลย​​ที่ในตอนช่วงพักกลางวันหากไม่รีบ​ไปตั้งแต่กระดิ่งหมดเวลาแล้ว​ คนก็​จะเต็มร้านค้า​เพื่อจับจ่ายซื้อของ​ซึ่งอย่างน้อยก็ถือ​เป็นการขอบใจอย่างหนึ่ง​​ซึ่งเด็กๆ​​สามารถให้แก่ลุงผู้อารี​ได้ ร้านของลุง​ซึ่งกว้างขวางจึงเล็กลงขนัดตา
ร้านของลุงไข่หลังคาทาสีแดงสด​แต่ตัวร้านกลับทาสีเขียวอ่อนช่างผ่อนคลาย ร้านของลุงนี้ขายของทุกอย่างไม่ว่า​จะ​เป็นอาหาร เครื่องดื่ม ขนมหวาน ขนมขบเขี้ยว เครื่อง​ใช้ไม้สอย หรือ​แม้​แต่เครื่องเขียนนี่ก็​เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง​​ที่มีคนเข้ามาในร้านไม่ขาดตาเรียก​ได้ว่าหัวกระไดไม่แห้ง​และโต๊ะ​ที่​ใช้สำหรับนั่งทานอาหารในร้านหลายสิบโต๊ะก็ไม่ว่างสักครั้ง​เมื่อยอด​และริน​ได้ย่างเข้า​ไปในร้าน คุณป้า​ซึ่ง​เป็นภรรยาของคุณลุงรวม​ทั้งลูกสาวของแก​ซึ่งบัดนี้จบการศึกษามาหมาดๆ​จากมหาลัยจังหวัดก็ยังรู้คุณบุพการีมาช่วยบิดามารดาขายของหรือเสริ์ฟของกินของดื่มสารพัดอย่างรวดเร็ว เสียงผู้คนคุยกันจ้อกแจ้ก​แต่​เมื่อดูจากน้ำเสียงแล้ว​ยอดฟังออกว่าไม่มีคนไหนเลย​​ที่​จะมีเสียงเศร้าสร้อย​แม้​จะมีคน​ที่เพิ่งจบชั้นเดียว​กับ​เขาอยู่​ในร้านแห่งนี้หลายคนก็ตามทุกคนปล่อยตัวตามสบายราว​กับว่า​จะอวดว่าตนนั้น​หมดภาระหมดกังวล​ที่​จะ​ต้องอ่านหนังสือสอบ ทุกคน​ที่เรียนจบ​พร้อม​กับ​เขาต่างคุยเรื่อง​​ที่​จะเรียนต่อ​ที่โรงเรียนอื่นอยู่​อย่างสนุกสนานหลายคนต่าง​เอาชื่อโรงเรียน​ที่​จะ​ไปเรียน​ต่อมาอวด​เพื่อนๆ​ในกลุ่มแล้ว​ต่างก็ฮือฮา​ไปตามกัน​เพราะบางครั้งก็อดไม่เชื่อไม่​ได้ว่าคนคนนั้น​​ซึ่งการเรียนนั้น​ไม่ดีนัก​แต่กลับ​ได้​ไปอยู่​ในโรงเรียนมัธยมปลายประจำจังหวัด​ซึ่ง​เป็น​ความปรารถนาของนักเรียนในจังหวัดแทบ​จะทุกคน ไม่มีสักคน​ที่เพียง​แต่​จะตั้งกระทู้คุย​กับ​เพื่อนในกลุ่มว่าเหตุใดหนอ​ที่โรงเรียนถึงไม่ยอมมีต่อถึงจบชั้นมัธยมศึกษา
ยอดมอง​ไปรอบๆ​​และคิดอย่างเศร้าสร้อย คืนนี้แล้ว​หรือ​ที่​เขา​จะ​ได้มีโอกาสฝากจักรยานคันโปรดของ​เขา​เป็นครั้งสุดท้าย! ​เขานึกทบทวน​ความจำในครั้งแรก​ที่​เขาเข้ามาในร้านแห่งนี้​เพื่อฝากจักรยานของ​เขา ในตอนนั้น​การรับฝากจักรยานพึ่ง​จะเริ่มมีขึ้น​ ​เมื่อ​เขากลับ​ไปนึกทบทวนตัวเองในอดีตก็รู้สึกขันตนเองอยู่​ใน​ส่วนลึกๆ​​ที่ตอนนั้น​​เขารู้สึกหวาดกลัว​ที่​จะ​ต้องมาฝากจักรยาน​กับชาย​ซึ่ง​เมื่อ๙ปีก่อนยังแข็งแรง​และบึกบึนยิ่งนัก ​เขารู้สึกกลัวชายร่างยักษ์​ซึ่งมีเคราสีดำดก​ที่ปลายคาง ​แต่ใน​ที่สุด​เขาก็​สามารถรวบรวม​ความกล้า​ได้​และ​ไปหาชายผู้นั้น​​และพบว่า​เขาผู้นั้น​มิ​ได้น่ากลัวอย่าง​ที่​เขาคิด​แต่แรกเลย​​เขาช่างอ่อนโยน​และ​สามารถเข้าใจ​ความรู้สึกของเด็กๆ​​ได้อย่างดีเสียจริงราว​กับว่าวัยของ​เขา​เป็นเด็กเสียอย่างนั้น​

"สวัสดีครับ​ อะ..เอ่อ ผม...​ ​คือผมมาฝาก จ..จักรยานครับ​"

เสียงของเด็กชายยอดในตอนนั้น​ตะกุกตะกัก​และติดอ่าง​เป็นอย่างยิ่งราว​กับว่าคำ​ที่​เขาหามานั้น​​จะ​ต้องสรรหา​และกลั่นกลองมาอย่างดีแล้ว​​เพื่อไม่ให้ชายผู้นี้โกรธ ทันใดนั้น​ชายผู้มีเคราดกหันมาจากการเช็ดจานลายสวย​ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ​เขาหันมา​และยิ้มให้​เขาอย่างอ่อนโยนในวินาทีนั้น​เอง​ที่​เขาสัมผัส​ได้ถึง​ความอ่อนโยน​และ​ความเมตตาเอ็นดู​ที่เปี่ยมล้น ​เขาพึ่ง​จะรู้​ได้​เมื่อ​ได้อยู่​​กับชายผู้นี้ใกล้ๆ​นี่เองว่า​เขาไม่มี​ความโหดร้ายติดอยู่​ในกมลสันดานเลย​​แม้​แต่น้อย ดวงตาสีดำสนิทนั้น​ช่างอ่อนโยน​และดูเหมือน​กับ​จะดูด​เขาให้เข้า​ไปในภวังค์นั้น​ รอยยิ้มของ​เขานั้น​ช่างทำให้ผู้อื่นมี​ความสุข​ได้อย่างแท้จริงรวม​ทั้งลักยิ้ม​ที่อยู่​​ทั้งสองข้างข้างๆ​ปากของ​เขายิ่งช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้ชายผู้นี้อย่างมากมาย​

"สวัสดีจ้ะ​ พ่อหนุ่มน้อย อืม..​จะมาฝากจักรยานหรือ ดูเหมือนโครงการของเรา​จะมีประโยชน์มากเลย​นะนี่" ดวงตานั้น​ชวนทะเล้น​พร้อม​ความอบอุ่นอย่างเต็มเปี่ยม
" เอ่อ ​คือว่า ไม่ทราบว่าผม​จะ​ต้องทำยังไงครับ​"
" ไม่ยากเลย​ พ่อหนุ่ม แค่เธอลากจักรยานของเธอนะ​ไปไว้​ที่หลังร้านแล้ว​ก็หยิบแม่กุญแจมาล็อก ไว้​กับห่วงตรงนั้น​นะ เสร็จแล้ว​เธอก็​เอาลูกกุญแจ​ไป ถึงตอนเลิกเรียนเธอก็​เอาลูกมาไข ​และคืนลูก​กับแม่​ที่ตรงกล่องสีฟ้าตรงนั้น​ล่ะเห็นไหม"
ยอดพยักหน้า ​และ​เขาก็สาธยายต่อ "ดีมากเลย​พ่อหนุ่ม ​แต่มีข้อ​แม้อยู่​อย่างหนึ่ง​นะ ​คือว่าร้าน​ที่นี่น่ะ​เป็นแค่ร้านขายของนะ ตอนกลางคืนฉันก็ไม่​ได้นอน​ที่นี่หรอก แน่นอน​ที่สุดฉันจึงไม่​สามารถรับประกัน​ความปลอดภัยจักรยานของ​ใครๆ​​ได้ ดังนั้น​จงจำไว้นะ ว่าเธอห้ามลืม​เอาจักรยานกลับบ้านเด็ดขาด เข้าใจไหม"
"เข้าใจครับ​" เด็กชายตัวน้อยนำจักรยาน​ไปเก็บ​ที่หลังร้าน​และสักครู่หนึ่ง​ก็เดินยิ้มถือลูกกุญแจออกมาด้านหน้า ​เขาไม่ลืม​ที่​จะกล่าวขอบคุณ เจ้าของร้านผู้มี​พระคุณ​พร้อม​กับเดินตัวเปล่าเข้า​ไปในโรงเรียน
จากวันนั้น​ถึงวันนี้ยอดยังจำ​ได้ไม่เปลี่ยนแปลง เพียง​แต่ว่ามีคนคึกคักมากขึ้น​เท่านั้น​ ​แต่ลักษณะ​และสภาพของร้านก็ยังคงเหมือนเดิม ยอด​และน้องสาวผู้​ซึ่งบัดนี้มีอายุแก่กว่ายอดในวันนั้น​เสียแล้ว​ก็สาวเท้า​ไปอย่างรวดเร็วบนพื้น​ที่ปู​ที่หินแกรนิต ​และเพดานปูด้วยหินอ่อนสีขาวละเอียดอันไร้มลทิน ครั้นแล้ว​​ทั้งคู่ก็เดิน​ไปถึงพ่อค้าคนโปรด​ที่บัดนี้โกนเคราหมดแล้ว​ ​แต่หนวดของ​เขากลับเริ่มยาวขึ้น​เรื่อยๆ​เหมือน​กับว่าปริมาณของมัน​จะเพิ่มตามอายุของ​เขา ยอดไม่ลืม​ที่​จะกล่าวสวัสดีแก่ผู้มี​พระคุณตลอด๖ปี​ที่​เขา​ได้ฝากสิ่งมีค่าไว้​กับชายผู้นี้

"สวัสดีครับ​ ลุงชัยศักดิ์ วันนี้งานยุ่งไหมครับ​"
"แหม ฉันว่าไม่ถามเธอก็น่า​จะรู้นะ วันปิดเทอมอย่างนี้ วันแห่งการสังสรรค์เลย​แหละ​นี่นะยุ่งมากจริงๆ​เลย​ แล้ว​พวกเธอไม่​ไปกินเลี้ยง​กับพวก​เขาเหรอ" ชายผู้​ซึ่งบัดนี้หันมาไว้หนวดแทนเคราถาม​เมื่อเห็นคนหนุ่มคนหนึ่ง​กวักมือมาทางยอด​และริน ยอดเพียง​แต่หัน​ไปทาง​เพื่อนๆ​​และตะโกน​แต่พอ​ได้ยินว่าวันนี้ขอไม่ ​จะรีบกลับ แล้ว​ก็หันมาเจรจา​กับชายผู้ไว้หนวดต่อ
"เอ่อ​ที่ผมมาในวันนี้ก็ไม่​ได้พิเศษอะไร​มากมาย​หรอกครับ​ ​คือว่าผมอยาก​จะมาขอบคุณคุณลุง​ที่​ได้กรุณาดุแลจักรยานของผมให้ตลอด๖ปีมานี้น่ะครับ​ ผมขอประทานโทษนะครับ​​ที่วันนี้ไม่​ได้ติดของฝากมาให้คุณลุงเลย​​แต่รับรองครับ​วันมาฟังผลสอบ ผมนำมาให้แน่ๆ​" ยอดกล่าวย้ำคำอย่างหนักแน่น​และน่าเชื่อถือ
"โอ๊ยนี่เธอ​จะหาอะไร​มาให้ฉันอีกล่ะนี่ โน่นปี​ที่แล้ว​หาเค้กก้อนเท่าบ้านมาให้ฉัน ฉัน​เอามาแจกให้นักเรียนกินฟรีวันนึงยังไม่หมดเลย​ คงไม่​ต้องล่ะมั้ง ฉันเกรงใจเธอ เธอ​จะ​ไปเปลืองเงินทองทำไมกัน" ชายมีอายุกล่าวอย่างเอ็นดู
"ไม่​ได้ซิครับ​ ผมมาฝากคุณลุงปีนึงก็​ต้องมีของตอบแทนบุญคุณซิครับ​ ​แต่คราวนี้รับรองว่าเด็ดกว่าเค้กแน่นอน" ยอดกล่าวอย่าง​เป็นปริศนา สร้าง​ความสงสัยให้แก่ชายร่างใหญ่จึงกล่าวสัพยอก
" นี่หวังว่าคงไม่ใช่มาเซอร์ไพรส์ฉัน เช่น แบบว่า​เอากุญแจรถหน้าใหม่ป้ายแดงมาให้ฉันหรอกนะ ​ถ้า​เป็นแบบนั้น​ฉันคง​จะไม่คุย​กับเธออีกตลอดชีวิต" ถึง​แม้คำพูด​จะดูน่ากลัว​แต่ผู้พูดก็พูดเหมือนหนึ่ง​เย้าเล่นด้วย​ความเอ็นดู
"ก็ไม่แน่นะครับ​ ​ถ้าคุณลุงอยาก​ได้ผมก็​จะจัดให้

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2874 Article's Rate 4 votes
ชื่อเรื่อง ยังไงก็รัก # 1 # วันสุดท้าย --Series
ชื่อตอน ยังไงก็รัก # 1 # วันสุดท้าย --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง Dimemuk
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๙ ธันวาคม ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๘๗๑ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-15162 ], [83.180.99.2]
เมื่อวันที่ : ๑๓ ธ.ค. ๒๕๕๑, ๐๕.๑๐ น.

นักเขียนใหม่มีแววค่ะ​​ วิธีเขียนละเมียดละไมดีมาก ริน​​ความรู้สึกของตัวละคร​​ได้ไม่เลวเลย​​ค่ะ​​

อ้อ...​​. หากเว้นระยะย่อหน้าหน่อย​​ ​​และ​​เอาคำพูดขึ้น​​บรรทัดใหม่ ก็​​จะดี​​และอ่านง่ายขึ้น​​ค่ะ​​ พี่รจสายตาคนแก่แล้ว​​จ้า...​​.

​​จะคอยติดตามอ่านตอนต่อ​​ไปนะคะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น