นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ฆาตไม่ถึง #20
ปักษิณ
..."จ่านึกยังไงถึง​ได้ชวนผม มานั่งดื่มกัน​ที่ร้านช่อชะมวงนี้​ได้ล่ะครับ​?" "เห็น​ใคร​เขาว่าร้านนี้ยำปลาดุกฟูไข่เค็ม​กับแกงหมูชะมวงของ​เขาร...

ตอน : ซ้อมค้างลุงเบี้ยว

คลิกดูภาพขยาย
"จ่านึกยังไงถึง​ได้ชวนผมมานั่งดื่มกัน​ที่ร้านช่อชะมวงนี้​ได้ล่ะครับ​?"

"เห็น​ใคร​เขาว่าร้านนี้ยำปลาดุกฟูไข่เค็ม​กับแกงหมูชะมวงของ​เขารสชาติอร่อยเด็ดนักไม่ใช่หรือครับ​ลุงเบี้ยว?" จ่าทองเปลวตอบ​เป็นเชิงคำถามกลายๆ​

"นี่ซิ..​เขาเรียกว่ารู้จริง ​โดยเฉพาะยำปลาดุกฟูไข่เค็มเนี่ยแกล้ม​กับวิสกี้โซดาอย่างนี้มันเข้ากันดีแท้ นี่จ่าพกเหล้ามาเองเชียวหรือนี่?"

"ตราขาวของสารวัตรสัญชัย​เขานะครับ​ ​เขาติดธุระ​ที่อื่น มาด้วยไม่​ได้ เลย​ฝากมาให้ดูต่างหน้า"

"ตำรวจกองปราบเนี่ย ​เขาช่างมีน้ำใจเอื้ออาทรกันดีจริงฮิ" นายเบี้ยวรำพึงออกมาดังๆ​ด้วยสำเนียงคนบ้านขุนซ่อง

"​เอาไว้ให้ลุงเบี้ยว​ได้รู้จัก​กับพวกเรานาน​ไป แล้ว​ลุงก็​จะรู้เองนั่นแหละ​ว่าน้ำใจของพวกเราไม่แพ้​ใครเหมือนกัน"

"เท่า​ที่มองเห็นเนี่ย..ก็พอรู้ว่าตำรวจอย่างพวกจ่านั้น​พอ​ที่​จะคบหานับถือน้ำใจกัน​ได้ไม่เลวเลย​ทีเดียว"

"ลุงเบี้ยวคิดอย่างนั้น​จริงๆ​หรือ?"

"คนอย่างไอ้เบี้ยวปากกะใจตรงกันนะจ่า!"

"​เอาล่ะ..ผมเชื่อแล้ว​ล่ะว่าลุงเบี้ยวน่านับถือ มองปร๊าดเดียวก็รู้ พวกเราถึง​ได้ชวนลุงมาร่วมวงไพบูลย์ด้วยอย่างไรล่ะครับ​"

"ไม่ใช่ว่าพวกจ่ามีแผนการอื่น​ที่อยาก​จะสอบถามผมหรอกหรือ?"

ผู้อาวุโสกว่าพูดเหมือน​กับ​จะแกล้งดักคอซ้อมค้างว่า​จะตรงใจดำของตำรวจหนุ่ม​ทั้งสองหรือเปล่า..ทำ​เอาจ่านายสิบตำรวจคนวางแผนเกือบสำลักน้ำแกงหมูชะมวง​ที่​กำลัง​จะกลืนลงคอ จ่าทองเปลวกระแอมเบาๆ​ก่อน​ที่​จะเส​ไปถามเรื่อง​อื่น​เพื่อกลบเกลื่อน

"ลุงเบี้ยวอยู่​​ที่นี่มานานแล้ว​หรือครับ​?"

"ผมอยู่​มาตั้งแต่เกิด"

"อย่างนั้น​ลุงก็รู้ประวัติของ​ที่นี่ดีนะซีครับ​?"

"พอรู้เรื่อง​ราวปรัมปราบ้างนิดหน่อย​ ​ที่คนเก่าคนแก่​เขาเล่ากันมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตาทวดนู่นแน่ะ"

"เรื่อง​ราวเก่าแก่ของบ้านขุนซ่องนี่นะหรือ?"

"ใช่..​เขาเล่าต่อๆ​กันมา​เป็นตำนานเลย​เชียวแหละ​"

"น่าสนใจแฮะ..พอ​ที่​จะเล่าให้พวกเราฟังบ้าง​ได้ไหมครับ​?"

"เรื่อง​ราวมันเกิดตั้งแต่สมัย​พระเจ้าตากสินโน่น"

"สมัย​พระเจ้าตากสิน?"

"ใช่เล่ากันว่า..ในสมัยนั้น​มีนายทหารของ​พระยาวชิรปราการหรือ​พระเจ้าตากสิน​ที่แตกทัพหลบหนีข้าศึกคราวกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่าในปี พ.ศ.๒๓๑๐ สองคนชื่อหมื่นหาญ​กับหมื่นซ่องเห็นว่าตรงนี้ชัยภูมิดีเหมาะแก่การทำมาหากิน​และปลอดภัยจากข้าศึกจึงอพยพครัวมาตั้งชุมชนขึ้น​​ที่นี่..เรียกว่าชุมชนบ้านขุนซ่อง"

"เพิ่งรู้ว่าประวัติมาจากชื่อของผู้กล้าสมัย​พระเจ้าตากสินมหาราชนั่นเอง!"

"​เป็นตำนานของคนกู้ชาติตัวจริงเลย​เทียวแหละ​..​จะบอกให้"

"มิน่าลุงเบี้ยวมีเชื้อสายหมื่นซ่องนี่เอง จึงดูสมาร์ทสมชายชาติทหาร"

"ออก​จะชมกันมาก​ไปแล้ว​ละมั้งจ่า?"

"พวกผมพูด​ความจริงนะนี่ ไม่​ได้พูดเกินเลย​​ไปสักหน่อย​ ลักษณะท่าทางของลุงก็บอกในตัวอยู่​แล้ว​"

"ฟังพวกจ่าพูดแล้ว​ชัก​จะเหลิงตาม​ไปเสียให้​ได้ ​แต่อย่าว่าอย่างนั้น​อย่างนี้เลย​นะ บอกผมมาตรงๆ​เลย​ดีกว่า ว่าจุดประสงค์​ที่แท้จริงของจ่าสองคนในการเชิญผมมาคืนนี้มัน​คืออะไร​กันแน่ โปรดบอกผมมาเถอะ ก่อน​ที่ผม​จะเมามาย​ไปมากกว่านี้ ​เพราะรู้สึกว่า​ดีกรีเหล้าตราขาวของท่านสารวัตรเนี่ยแรงไม่เบาเลย​นะ?"

"ประเดี๋ยวผมขอ​เป็นคนชงเหล้าให้ลุงเบี้ยวเองดีกว่า ​เพราะลุงเล่นชงจนสีเข้มออกอย่างนั้น​ ขืนให้ลุงชงเองอีกสักสองสามแก้ว..มีหวังหมดขวดแน่นอน"

"มิน่าล่ะ..ผมถึงว่าทำไมไอ้เหล้านอกขวดนี้มันถึง​ได้แรงจัง ​ที่แท้ผมรินมาก​ไปนั่นเอง"

"ลุงอยากรู้จริงๆ​หรือว่าพวกผมชวนลุงมาคืนนี้ด้วยเรื่อง​อะไร​?"

"ก็อยากรู้นะซี..​เพราะธรรมดาร้อยวันพันปี ลุงถึง​จะมีลาภปากอย่างนี้สักที ​ทั้งนี้ก็​เนื่องจากว่าลุงไม่ใช่คน​ที่สลักสำคัญอะไร​ ​จะมี​ใคร​ที่ไหน​เขามาสนใจชวน​ไป​เป็น​เพื่อนนั่งดื่มเหล้ากันอย่างนี้ ก็แสดงว่ามัน​ต้องมีอะไร​​เป็นเหตุจูงใจหรือไม่ชอบมาพากลสักอย่างหนึ่ง​​เป็นแน่ทีเดียว จริงไหมล่ะจ่า?"

"นับว่าลุงเบี้ยวนี้ไม่​ได้ติด​กับอย่าง​ที่พวกเราคิดจริงๆ​นั่นแหละ​"

"ลุง​กำลัง​จะติด​กับพวกจ่าหรือนี่?"

"เปล่าหรอกลุงเบี้ยว ผมเพียง​แต่พูดว่าลุง​เป็นคนฉลาด ​ที่ไม่ยอมตกหลุมพราง​ใคร​ได้ง่ายๆ​"

"ถึง​กับขุดหลุมพรางกันเชียวหรือ?"

"แค่คำอุปมาอุปมัยเท่านั้น​น่าลุง อย่า​ได้คิดมาก ยิ่งพูดมาก​ไปประเดี๋ยวลุงเบี้ยวยิ่งพาล​จะหวาดระแวงพวกเรา​ไปกันใหญ่ ไม่รู้ว่า​จะ​เอาอย่างไรกันแน่ ใช่ไหมล่ะครับ​?"

"ก็คง​จะทำนองนั้น​แหละ​จ่า.."

"​ถ้าเราถามลุงตรงๆ​ ลุงเบี้ยวพอ​จะพูด​ความจริง​กับพวกเรา​ได้ไหมล่ะครับ​?"

"อันไหนบอก​ได้ก็​จะบอก ​แต่​ถ้าอันไหนบอกไม่​ได้ก็​ต้องขออภัยด้วยก็แล้ว​กัน"

"ลุงเคยเห็นคน​ที่ชื่อนายเด็ดดวงบ้างไหม?"

"บอกตรงๆ​ว่าลุงยังไม่เคยเห็นหน้า​เขาสักที"

"​แต่ลุงก็คงเคย​จะ​ได้ยินชื่อเสียงของ​เขาบ้าง ใช่ไหมครับ​?"

"เคย​ได้ยินเหมือนกัน"

"​เขาเคย​ไป​ที่ศูนย์หรือเปล่า?"

"ไม่รู้"

"ลุงไม่รู้หรือว่าบอกไม่​ได้กันแน่ล่ะครับ​?"

"ไม่พูดดีกว่า"

"​เอา​เป็นว่าลุงรู้ว่า​เขาเคย​ไป​ที่ศูนย์ใช่ไหมล่ะครับ​?"

"...​...​...​." เงียบไม่มีเสียงตอบออกมาจากปากของผู้อาวุโสกว่าให้จ่านายสิบตำรวจหนุ่ม​ทั้งสอง​ได้ยิน

"​ที่ไม่ตอบเนี่ยแสดงว่านายเด็ดดวง​ได้เคย​ไป​ที่ศูนย์อย่างแน่นอน..​เขา​ไปทำไมหนอ​ที่ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ อยากรู้จริงๆ​..ลุงพอ​จะบอกพวกเรา​ได้บ้างไหม?"

"ลุงไม่รู้อะไร​เลย​ คงบอกอะไร​พวกจ่าไม่​ได้หรอกครับ​"

"วันนี้​เพื่อน​เขาสองคนเพิ่งพา​เขามาส่ง​ที่นี่ใช่ไหม?"

"ผมไม่รู้?"

"ลุงเห็นคนเข้ามา​ที่ในศูนย์กี่คนรู้ไหมครับ​?"

"ไม่ทราบซิครับ​​เพราะผม​กำลังทำงานอยู่​ข้างในห้องทดลองปฏิบัติการ​กับท่านศาสตราจารย์รองฤทธิ์"

"ลุงปฏิบัติการในห้องทดลอง​ได้ด้วยหรือ?"

"เปล่าหรอกครับ​ผมแค่​เป็นลูกมือคอยช่วยหยิบจับไอ้โน่นไอ้นี่ให้ท่านเท่านั้น​เองแหละ​ครับ​"

"ไอ้โน่นไอ้นี่ของลุงนั้น​มัน​คืออะไร​กันครับ​?"

"มันก็​คือลิงตัวหนึ่ง​​กับหมาอีกตัวหนึ่ง​เท่านั้น​เอง ไม่มีอะไร​​เป็นพิเศษ"

"ขอประทานโทษ จับลิง​กับหมา..จับ​เอา​ไปทำอะไร​กันล่ะครับ​?"

"​เอา​ไปทดลองวิทยาศาสตร์กันนะซิครับ​..เอ้อ​แต่ว่า...​"

"​แต่ว่าอะไร​หรือครับ​ลุง?"

"หมาตัวนั้น​มัน​เป็นหมาของผมเองนะครับ​..ไม่เห็น​จะแปลกหรือเกี่ยวข้องกันตรงไหนนี่ครับ​?"

"แล้ว​ลิงล่ะของ​ใครหรือว่า​เป็นลิงป่า​ที่จับ​เอามาทดลอง?"

"อ๋อ..ลิงตัวนี้มันชื่อไอ้แซม มัน​เป็นลิงของตาผัน"

"ตาผันนั้น​​เป็น​ใครกันล่ะครับ​ลุง?

"แก​เป็นชาวบ้านทำไร่ทำสวนอยู่​ข้างหลังศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์เลย​ออก​ไปจนติด​เขาลูกโน้น"

"อ๋อ​ต้องเดินฝ่าทุ่งนา​ที่น้ำเจิ่งนอง​ไปนั่นใช่ไหมล่ะ?"

"ใช่..ตรงนั้น​แหละ​ ​แต่มันมีทางเดินเลาะ​ที่ดอนอ้อม​ไปทางหัว​เขา​ได้อีกทาง​โดยไม่​ต้องลุยน้ำ"

"ใช่แล้ว​วันนั้น​เราไล่ตามนายเด็ดดวงมากันทางนั้น​แล้ว​จู่ๆ​มันก็หายตัว​ไปอย่างลึกลับ รอยเท้ามันมาสิ้นสุด​เอา​ที่ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์แห่งนี้"

"เอ..​แต่ทำไมผมถึงไม่เคยพบคนแปลกหน้าชื่อเด็ดดวง​ที่จ่าว่านี่เลย​สักครั้งเดียว"

"คืนนั้น​เราก็ไม่เห็นลุง​กับป้า ​ทั้งสองคนเหมือนกัน"

"อ๋อ..เย็นนั้น​เรา​ไปช่วยงานศพ​เขา​ที่หมู่ ๘ บ้านญาติกัน​ที่บ้านหินดาดนะครับ​ ​ไปกันหมด​ทั้งสองคน มารู้ทีหลัง​เอาตอนเช้า​ว่าพวกจ่ามาตามจับคนร้ายกัน"

"​แต่ผมสงสัยบ้านตาผันแฮะ?" จ่าทองเปลวตั้งข้อสังเกต

"สงสัยอะไร​หรือ?" จ่าฉะอ้อนเอ่ยถามอย่างฉงน

"ก็บ้านตาผัน​เป็น​ที่เดียว​ที่เรายังไม่เคยแวะเข้า​ไปตรวจค้นเลย​นะซี"

"ตาผันแก​เป็นบ้านะจ่า ​ใคร​ที่ไหน​จะ​ไปพักอยู่​​กับแก​ได้!"


*********

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2804 Article's Rate 47 votes
ชื่อเรื่อง ฆาตไม่ถึง --Series
ชื่อตอน ซ้อมค้างลุงเบี้ยว --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๐๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๖ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๒๒๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : Rotjana Geneva [C-14777 ], [83.180.245.109]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ต.ค. ๒๕๕๑, ๑๒.๓๓ น.

ลุงเบี้ยวของเรานี่ฉลาดไม่ใช่เล่นนะคะ​​ มีการดักคอคุณจ่า​​ทั้งสองด้วย ​​แต่ว่าน้ำเมาเข้าปากแล้ว​​ไม่รู้ลุง​​จะหลุดอะไร​​ออกมาหรือเปล่า ​​ต้องตามลุ้น
ขอตั้งชื่อว่า "ซ้อมค้างลุงเบี้ยว" ค่ะ​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-14778 ], [83.180.245.109]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ต.ค. ๒๕๕๑, ๑๒.๓๔ น.

ว่า​​แต่ว่า รจนาอยากชิมยำปลาดุกฟูไข่เค็ม​​กับต้มยำหมูชะมวงจังเลย​​...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : ปักษิณ [C-14785 ], [58.10.216.87]
เมื่อวันที่ : ๐๙ ต.ค. ๒๕๕๑, ๒๓.๓๒ น.

"ซ้อมค้างลุงเบี้ยว"

ขอบคุณครับ​​คุณรจนา

สำหรับยำปลาดุกฟูไข่เค็มก็คงเหมือนกัน​​กับยำปลาดุกฟูทั่วๆ​​​​ไปนั่นแหละ​​ครับ​​ เพียง​​แต่​​เขายีไข่เค็ม​​ที่​​เอา​​แต่ไข่แดงปนลง​​ไปคลุก​​กับยำด้วยเท่านั้น​​เอง​​เพื่อเพิ่ม​​ความหอมมัน...​​

​​ส่วนแกงหมูชะมวงคง​​ต้องขอตัว​​เพราะกิน​​เป็นอย่างเดียว...​​.
​​เอาไว้ให้คนเมืองจันทบูรณ์ผู้ต้นตำหรับ​​เขาบอกเคล็ดลับน่า​​จะดีกว่านะครับ​​...​​แหะ..แหะ..ช่วยหน่อย​​ครับ​​คุณadd

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : add [C-15050 ], [222.123.191.103]
เมื่อวันที่ : ๑๐ พ.ย. ๒๕๕๑, ๑๒.๑๑ น.

เปล่าหรออกลุงเบี้ยว

ปรัมปรา ค่ะ​​ คุณปักษิณ แปลว่า สืบๆ​​กันมา ,เก่าก่อน

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : add [C-15051 ], [222.123.191.103]
เมื่อวันที่ : ๑๐ พ.ย. ๒๕๕๑, ๑๒.๒๐ น.

สวัสดีค่ะ​​คุณรจ คุณปักษิณ

หมูชะมวง ก็​​เป็นอาหารพื้นบ้านทางจันท์ ตราด อ๊าว คุณรจก็​​ต้องรู้จักดิ คุณรจ​​เป็นคนเมืองตราดนี่

ตำเครื่องแกง มีพริกแห้งเม็ดใหญ่ ข่า(เยอะๆ​​) ตะไคร้ หอมแดง กระเทียม แล้ว​​​​เอา​​ไปคั่ว​​กับน้ำมันให้หอมๆ​​ ใส่หมูชิ้นสี่เหลี่ยมใหญ่ๆ​​ ​​เป็นหมูขาหน้าหรือสันคอจึง​​จะอร่อย ใส่น้ำท่วม แล้ว​​ใส่ใบชะมวง(ใบฉลาดๆ​​ ใบโง่ๆ​​ไม่​​เอา)ฉีกๆ​​ลง​​ไปมากๆ​​ ใส่เกลือ น้ำตาลอ้อย เคี่ยวนานจนเปื่อย ชิมรส เปรี้ยว หวาน เค็ม

ทำทีละหม้อใหญ่ เก็บไว้กิน​​ได้นานๆ​​ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ปักษิณ [C-15054 ], [58.10.216.33]
เมื่อวันที่ : ๑๐ พ.ย. ๒๕๕๑, ๑๗.๒๓ น.

ขอบคุณครับ​​คุณadd สำหรับแก้คำผิด​​และตำรา "แกงหมูชะมวง"...​​

​​ได้แก้ไขคำผิดเรียบร้อย​​แล้ว​​ครับ​​...​​

​​ได้ตำรา "แกงหมูชะมวง" จากคุณadd เครื่องปรุงอย่างอื่นมีหมด ขาดอย่างเดียวใบชะมวง​​ที่ฉลาดๆ​​ (ใบฉลาดๆ​​นี่หมายถึงใบอาวุโสๆ​​-อย่างลุงปิงนี่ใช่ไหมเอ่ย?) ​​ซึ่งไม่มีสักใบไม่ว่าใบฉลาดๆ​​หรือใบโง่ๆ​​ เลย​​จึงยังไม่​​ได้ทดลองแกงดู...​​อิ อิ

คง​​ต้องรอวัน​​ไปดูโลเกชั่น​​ที่​​ได้โม้​​ไปในเรื่อง​​นี้ ณ บ้านขุนซ่อง อ.แก่งหางแมวแกล้ม​​กับไวน์แคทเทล(หางแมว) วานลุงเบี้ยวช่วยหาให้​​เอา​​ไปปลูกไว้สักต้นคง​​จะดี!...​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น