นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๑
คนจูงหมา #15
ปักษิณ
...๐๗.๑๕ นาฬิกา ฉันทวัฒน์จูงมะลิเข้า​ไปยืนรอคิว ​เพื่อ​จะรอซื้อปาท่องโก๋เจ้าอร่อยก่อน​ที่​จะเดินเข้า​ไปปะปน​กับผู้​ที่มาร่วมชุมนุมประท้วง​ที่หน้าสมาคม...

ตอน : พญามาร หรือ เทพบุตร?

๐๗.๑๕ นาฬิกา
ฉันทวัฒน์จูงมะลิเข้า​ไปยืนรอคิว​เพื่อ​จะรอซื้อปาท่องโก๋เจ้าอร่อยก่อน​ที่​จะเดินเข้า​ไปปะปน​กับผู้​ที่มาร่วมชุมนุมประท้วง​ที่หน้าสมาคมชาวไร่อ้อยเขต ๗ ​ที่อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี เรื่อง​ราคาน้ำตาล​ที่แพงขึ้น​จนเกินกว่าเหตุ​โดยอ้างอิงราคาน้ำตาลจากตลาดโลกเช่นเดียว​กับราคาน้ำมัน​เพราะ​เป็นสินค้าส่งออก

อัน​เป็นข้อกังขา​ที่ทำให้คิดกัน​ไปต่างๆ​นาๆ​ว่าฝ่ายโรงงาน​คือฝ่ายเดียว​ที่ทำกำไรมหาศาลจนสะดือปลิ้น!

สาเหตุ​เพราะขณะ​ที่น้ำตาลแพงนั้น​น้ำตาล​ทั้งหมดอยู่​ในมือโรงงานหรือพ่อค้าส่งออก นับว่า​เป็นกลไกการตลาด​ที่แยบยลจนน่าสงสัย!

ผู้​ที่มาร่วมชุมนุมมี​ทั้งเกษตรกรชาวไร่อ้อย​และตัวแทนผู้บริโภครวมอยู่​ด้วย​เพื่อชี้แจงถึงต้นทุนการผลิต​ที่เพิ่มสูงขึ้น​ ​แต่ราคาพืชผลการเกษตร​ที่น่า​จะแพงตามราคา​ที่เพิ่มขึ้น​​ไปด้วย ก็กลาย​เป็นว่ากลับถูกกดราคาอย่างน่าใจหาย

​โดยมีผู้แทนฝ่ายโรงงานเข้าร่วมเจรจาด้วย ​แม้ว่าพวก​เขาไม่ค่อย​จะเต็มใจสักเท่าไหร่เลย​!

​เพราะในอดีตราคาน้ำตาล​ที่ขายในท้องตลาดบ้านเราจำนวน ๑ กระสอบ​ได้พ่วง​เอาราคาขายน้ำตาลส่งออกจำนวน ๓ กระสอบ​ซึ่งมีราคาถูกกว่า​ที่เรา​ใช้บริโภคภายในประเทศมา​เป็นตัวถ่วงทำให้ราคาต้นทุน​ที่หน้าโรงงานถีบสูงขึ้น​ตาม​ไปด้วย ​เพื่ออ้างว่า​จะให้ชาวไร่อ้อยอยู่​​ได้ ​โดยผู้บริโภคภายในประเทศ​เป็นผู้แบกภาระน้ำตาลอีกจำนวน ๓ กระสอบ​ที่ส่งออกเข้าด้วยกัน ​ซึ่งในเวลานั้น​เราบริโภคน้ำตาลแพงกว่าชาวโลก

​แต่​เนื่องจากแนวโน้มราคาน้ำตาลในตลาดโลก​ได้ถีบตัวสูงขึ้น​กว่าราคาน้ำตาลสำหรับบริโภคภายใน​คือขึ้น​สูงถึงประมาณกิโลกรัมละ ๒๔.๐๐ -- ๒๕.๐๐ บาท​ จึงมีพ่อค้าหรือโรงงาน​ที่หัวใส​ได้นำน้ำตาลโควตา ก. จำนวน ๒๐ ล้านกระสอบ​ที่​ได้จัดสรรไว้​เพื่อบริโภคภายในประเทศลักลอบส่งออก​ไปขายต่างประเทศ​และประเทศ​เพื่อนบ้าน

นี่​คือข้ออ้าง​ที่ทำให้ราคาน้ำตาลทรายทะลุจากอดีต​ที่มีราคาเพียงกิโลกรัมละ ๑๓.๐๐ -- ๑๔.๒๕ บาท​ขึ้น​​เป็นกิโลกรัมละ ๒๓.๐๐ - ๒๔.๐๐ บาท​ในปัจจุบัน

​และราคาผลผลิตอ้อย​ที่ชาวไร่​ได้รับกลับต่ำกว่าราคาต้นทุนการผลิต​คือสรุปอยู่​​ที่เพียงตันละ ๗๐๐ บาท​ต่อหนึ่ง​ตันอ้อยเท่านั้น​

​ทั้ง​ที่ราคาต้นทุนแท้จริง​ที่ชาวไร่อ้อยลงทุนจนกว่า​จะ​ได้ผลผลิตอ้อยส่งโรงงาน​คือตันละประมาณ ๙๐๐ บาท​​เป็นอย่างน้อย ฉะนั้น​ชาวไร่อ้อยจึงขาดทุนอยู่​อีกถึงตันละ ๒๐๐ บาท​ นี่ยังไม่นับราคาค่าปุ๋ย​และค่าขนส่ง​ที่​กำลังถีบตัวสูงขึ้น​​เป็นเงาตามตัว

​เมื่อราคาควบคุมภายในประเทศไม่สอดคล้อง​กับราคาในตลาดโลก อาการผิดปกติของตลาดภายในประเทศก็ปรากฏ

เรื่อง​สำคัญ​คือมีการแย่งซื้ออ้อยกันในตลาดมืด ราคาอ้อยถีบตัวสูงขึ้น​จากราคาตันละ ๗๐๐ -- ๘๐๐ บาท​มา​เป็นถึงตันละ ๑,๒๐๐ บาท​

จากการ​ที่มีผู้แย่งกันซื้อในตลาดมืด ทำให้ชาวไร่อ้อยพากันทิ้งสัญญา​ที่ทำไว้​กับโรงงาน ขนอ้อย​ไปส่งโรงงานอื่นกัน​เป็นแถว แล้ว​ก็ไม่ค่อย​จะมี​ใครยอมขายอ้อยให้ง่ายๆ​อีกด้วย!

สัญญาซื้อขายก็มีการทิ้งกัน!

ทำให้​ต้องเจรจากันใหม่​ทั้งอ้อย​และน้ำตาล!

นั่น​คือปัญหา​ที่พวก​เขาพากันถกเถียงชี้แจงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงในวันนั้น​ ​ซึ่งฉันทวัฒน์อยู่​ร่วมฟังด้วยจนถึงเวลา ๑๑.๐๐ นาฬิกา ​ซึ่ง​เป็นเวลา​ที่แดด​กำลังร้อนระอุอย่างเหลือ​กำลังคล้าย​กับ​จะมีฝนตก

​เขาเห็นชายคน​ที่ขึ้น​​ไปพูดบนเวที จำ​ได้ว่า​เขา​คือนายบุญธรรมตัวแทนคนสำคัญของฝ่ายโรงงาน​ที่ขึ้น​​ไป​เพื่อชี้แจงแทนในนามโรงงาน ​กำลังเดินลงจากเวทีผ่านมาทาง​เขา​พอดี

ขณะนั้น​ฉันทวัฒน์​กำลังคิด​จะกลับเหมือนกัน จึงลุกขึ้น​ยืนเดินสวนออกมา​เพื่อตรง​ไป​เอารถกระบะตอนเดียว​ซึ่งจอด​เอาไว้อยู่​​ที่ศูนย์แทร็กเตอร์ท่ามะกา​ที่ตั้งอยู่​ติดกัน​กับสมาคมแห่งนี้ ​เนื่องจากสถาน​ที่จอดรถของทางสมาคมมีไม่เพียงพอ

ขณะ​ที่เดินสวนกันบุญธรรมหันมามองหน้าฉันทวัฒน์​พร้อม​กับยิ้มน้อยๆ​ ​เขาทำท่าทาง​จะทักทายคล้าย​กับคน​ที่รู้จักกันมาก่อน

ฉันทวัฒน์ผงกศีรษะนิดหนึ่ง​​เป็นการให้เกียรติ​พร้อม​กับยิ้ม​ที่มุมปากด้วย​ความเคยชิน ชายหนุ่มรีบกระตุกเชือกสายจูงพามะลิเดินจากมาท่ามกลางอากาศ​ที่ร้อนอบอ้าว

ณ ศูนย์แทร็กเตอร์ท่ามะกา ฉันทวัฒน์พามะลิก้าวขึ้น​รถกระบะมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ ปิ๊กอัพตอนเดียว​ที่บรรทุกสัมภาระเต็มคันพะรุงพะรัง มองดูคล้าย​กับรถของพวกชาวไร่หรือพวกพ่อค้าเร่ขายของตามต่างจังหวัด ชายหนุ่มค่อยๆ​พารถเคลื่อนออกสู่ถนนแสงชูโตอัน​เป็นถนนสายหลัก​เพื่อมุ่งหน้ากลับสู่กรุงเทพมหานคร

ขณะ​ที่ฉันทวัฒน์​กำลังขับรถผ่านหน้าสมาคมนั้น​ ​เขาก็เห็นคนมุงดูอะไร​บางอย่าง​ที่เกิดขึ้น​ตรงหน้าทางออกสมาคม เสียงโจทก์ขานกันให้เซ็งแซ่จนฟังไม่​ได้ศัพท์

ต่อ​เมื่อ​เขาขับรถจากมาสักครู่ตรงตลาดลูกแกก็มีรถตำรวจเปิดหวอแล่นสวนมาจากทางบ้านโป่ง​โดยมีรถของมูลนิธิร่วมกตัญญูแล่นตามมาติดๆ​

ชายหนุ่มเอื้อมมือมาลูบหัวมะลิ​ซึ่งนั่งอยู่​บนเบาะข้างคนขับ คล้าย​กับ​จะปลอบขวัญ​เพื่อไม่ให้ตื่นกลัวเสียงไซเรน​ที่เพิ่ง​ได้ยินผ่าน​ไป​เมื่อครู่...​


*********


เวลา ๑๑.๑๕ นาฬิกา
ภายในรถอีซูซุปิ๊กอัพสองตอนขับเคลื่อนสี่ล้อติดฟิล์มดำ​ที่จอดนิ่งอยู่​ ณ ฝั่งตรงกันข้าม​กับสมาคมชาวไร่อ้อยเขต ๗

อดีตผู้การใจเพชรแห่งกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติหันมาฝืนยิ้ม​กับธิดา​พร้อม​กับถอนหายใจเฮือกใหญ่!

พ.ต.อ.ไกรสรเอื้อมมือ​ที่แข็งแกร่งของท่านบีบมืออันบอบบางของบุปผชาติเบาๆ​ราว​กับ​จะปลอบใจ​กับเหตุการณ์​ที่เพิ่ง​จะแลเห็นผ่าน​ไปหยกๆ​

​แม้​จะไม่​ได้เห็นเหตุการณ์อย่างชัดเจนกระ​จะแจ้งคาตาในขณะ​ที่เกิดเหตุร้ายก็ตาม ​แต่ประมวลจากเหตุฆาตกรรม​ที่เกิดขึ้น​ครั้งนี้ มีชายหนุ่ม​ที่ชื่อฉันทวัฒน์​และสุนัขตัวโปรดของ​เขา​ที่ชื่อมะลิ​ได้มี​ส่วนร่วมเข้า​ไปอยู่​ในเหตุการณ์ด้วย

หรือ​ถ้า​จะพูดให้ถูก ‘คนจูงหมา’ ​ได้เข้า​ไปเกี่ยวข้องด้วยอีกครั้งหนึ่ง​!

เช่นเดียวกัน​กับสองครั้งในอดีต​ที่เพิ่ง​จะผ่านมาไม่นานเท่าไหร่เลย​!

​โดยเฉพาะในครั้งนี้เธอ​ได้ขออาศัยตามมา​กับบิดา​เพื่อ​ที่​จะสืบรู้ให้เห็น​กับตาตนเองว่าฉันทวัฒน์นั้น​​ได้มี​ส่วนทำให้เกิดเหตุฆาตกรรมซ้ำแล้ว​ซ้ำอีกหรือไม่?

ตาม​ที่เธอ​และบิดา​ได้ตั้งข้อสงสัยไว้แล้ว​ตั้งแต่แรก!

ชายหนุ่ม​ได้บอก​กับทองตีบว่า​เขา​จะ​ไปทำธุระ​ที่ต่างจังหวัดสักสองวัน ​โดยค้างคืนเพียงคืนเดียว​และ​จะเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น​ ​เขาพา​เอามะลิ​ไปด้วย ​แต่แทน​ที่​เขา​จะเดินทาง​โดยรถโตโยต้าโคโรลล่าอัลติสสีเทาดำคันเก่ง​เขากลับ​ใช้รถกระบะมิตซูบิชิ แอล ๒๐๐ คันเก่าในการ​ใช้เดินทางไกลครั้งนี้

หาก​ทว่าทองตีบไม่​ได้เอ่ยถามถึงข้อสงสัยของตนให้ฉันทวัฒน์​ได้ระแคะ​ระคายเลย​​แม้​แต่น้อย!

ในทางตรงกันข้าม ทองตีบ​ได้แจ้ง​ความเคลื่อนไหวของชายหนุ่มให้ พ.ต.อ.ไกรสรอดีตผู้การกองปราบปรามเจ้านายเก่าของ​เขา​ได้รับทราบถึงการเดินทางในครั้งนี้

ฉันทวัฒน์ไม่​ได้บอกถึงรายละเอียดในการเดินทางว่า​เขา​จะ​ไปพัก ณ สถาน​ที่แห่งใด​และอย่างไร ​เขาบอกทองตีบ​แต่เพียงว่า ​เขา​จะ​ไปพักผ่อน​กับสุนัขตัวโปรดของ​เขา​ที่จังหวัดกาญจนบุรีเท่านั้น​เอง

ฉะนั้น​​เมื่อบุปผชาติ​ได้ทราบเรื่อง​ เธอจึงขอติดตามบิดามาด้วย​ความอยากรู้ให้เห็น​กับตาตัวเองว่า คน​ที่จูงหมา​และรักหมานั้น​ออก​ไปทำอะไร​​ที่ไหน​และทำไม?

วันแรก​คือ​เมื่อวานนี้เอง​ทั้งตัวเธอ พ.ต.อ.ไกรสรผู้​เป็นบิดา​และทองตีบคนเลี้ยงหมาเฉพาะกิจ​ได้ติดตามชายหนุ่ม​ไปจนถึงกาญจนบุรี​และเลย​สะกดรอยตามต่อ​ไป​โดยอาศัยรถปิ๊กอัพสองตอนขับเคลื่อนสี่ล้อจนถึงหมู่บ้านชาวกระเหรี่ยง​ที่ยากจนแถวแควน้อย

พวก​เขาเห็นชายหนุ่มนำกล่องสัมภาระ​ที่บรรทุกมาในกระบะรถด้านหลังออกแจกจ่ายให้พวกชาวบ้าน​ที่ต่างก็มารอรับด้วย​ความดีใจ

พากันยกมือไหว้​เขาให้สลอนกันเกือบทุกคน!

บุปผชาติไม่แปลกใจเลย​​ที่เห็น​เขาทำเช่นนั้น​ ​เพราะเธอรู้ดีว่าลึกๆ​แล้ว​ฉันทวัฒน์ชายคนจูงหมา​เป็นคน​ที่มีเมตตากรุณาต่อสัตว์​และผู้​ที่ตกทุกข์​ได้ยากเสมอ

เธอเกือบ​จะเผยตัวออก​ไปช่วย​เขาแจกของเหล่านั้น​ด้วยแล้ว​ หากอีกใจหนึ่ง​ยังกังขา​กับเหตุฆาตกรรม​ที่​เขา​ได้เข้า​ไปพัวพันอย่างไม่มีวัน​ที่​จะสร่างซาลง​ไป​ได้เลย​

ตราบใด​ที่เธอยังไม่​สามารถพิสูจน์​ได้ว่า​เขานั้น​​เป็นคนร้ายจอมมือปืนอำมหิตหรือว่า​เป็นผู้บริสุทธิ์กันแน่?

อย่างเช่นคดีฆาตกรรมนายบุญธรรมตัวแทนคนสำคัญของฝ่ายเจ้าของโรงงานน้ำตาล​และพ่อค้าผู้ส่งออก ​ที่​ได้เข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทการเดินขบวนของชาวไร่อ้อย​และผู้บริโภคน้ำตาลกันในวันนี้นั้น​ ชายหนุ่ม​และหมาของ​เขาก็​เป็น​แต่เพียงผู้​ที่ร่วมอยู่​ในเหตุการณ์ด้วยเท่านั้น​

ไม่มีผู้ใดเลย​​ที่​จะตั้งข้อสงสัยว่า ‘คนจูงหมา’ ​คือผู้​ต้องสงสัยว่า​จะ​เป็นผู้สังหารโหดในครั้งนี้!

เห็น​จะมีเพียงเธอ​และบิดาเท่านั้น​กระมัง​ที่สงสัยในพฤติกรรมของ​เขา​ไปตามจินตนาการของตัวเองเท่านั้น​...​

ทำอย่างไรจึง​จะ​สามารถพิสูจน์​ได้ว่า ‘นายฉันทวัฒน์ อัสดงคต’ ​คือฆาตกรโหด!

หรือว่า ‘คุณฉัน’ ชายหนุ่ม​ที่​กำลังทำให้เธอว้าวุ่นใจคนนี้!

​เขา​คือพญามารในคราบเทพบุตรผู้เปี่ยม​ไปด้วย​ความเมตตา?

​โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาพของ​เขาในมโนสำนึกของเธอ มี​แต่สิ่ง​ที่ตรงกันข้าม​กับการกระทำของ​เขา​ทั้งสิ้น?

ยิ่งคิดมาถึงตอนนี้หัวใจน้อยๆ​ของบุปผชาติก็พาล​จะวาบหวิวราว​กับว่ามีสะเก็ดละอองของ​ความไม่สมปรารถนาอะไร​สักอย่างเข้ามาเกาะกุมอยู่​ในหัวใจเธอ!

ทำไม​เขาจึง​ได้มีอำนาจลึกลับซ่อนเร้นถึงเพียงนี้?

ราว​กับว่า​เขา​คือซาตานผู้พิชิตวิญญาณของเธอ!

พิชิตหัวใจของเธอ!?

นี่เธอหลงรัก​เขาแล้ว​หรืออย่างไร?


*********

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2694 Article's Rate 36 votes
ชื่อเรื่อง คนจูงหมา --Series
ชื่อตอน พญามาร หรือ เทพบุตร? --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๐ กรกฏาคม ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๒๓๕ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๖๓
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-14150 ], [125.25.189.119]
เมื่อวันที่ : ๐๕ มิ.ย. ๒๕๕๑, ๒๑.๒๗ น.

ชื่อ "พญามาร หรือ เทพบุตร?" ฟังดู​​เป็นนิยายดีนะคะ​​ อิอิ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ปักษิณ [C-14156 ], [58.10.216.6]
เมื่อวันที่ : ๐๖ มิ.ย. ๒๕๕๑, ๑๔.๑๔ น.

...​​ดีครับ​​คุณadd

"พญามาร หรือ เทพบุตร?"

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น