นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม #9
รจนา ณ เจนีวา
...มีผู้อ่านเคยขอให้เขียนเกี่ยว​กับภาษาฝรั่งเศส ​แต่แม่บ้านก็ผลัดผ่อนเรื่อยมา ​เพราะรู้สึกว่า​ตัวเองยังไม่รู้มากพอ​ที่​จะ​เอามาเขียน​ได้...

ตอน : เข็ดเขี้ยวภาษาฝรั่งเศส

แฟนคลับ​ที่รัก

มีผู้อ่านเคยขอให้เขียนเกี่ยว​กับภาษาฝรั่งเศส ​แต่แม่บ้านก็ผลัดผ่อนเรื่อยมา ​เพราะรู้สึกว่า​ตัวเองยังไม่รู้มากพอ​ที่​จะ​เอามาเขียน​ได้ ​แต่วันนี้ตัดสินใจว่า ไม่​ต้องรู้มากเกินพอก็​ได้ ​แต่​เอาเฉพาะจุด​ที่คิดว่าคนไทยน่า​จะสนใจแล้ว​กัน

อย่างแรกสุด ภาษาฝรั่งเศส​ที่​ใช้ในสวิตเซอร์แลนด์นั้น​มี​ความต่างจากภาษาฝรั่งเศสต้นฉบับ​นิดหน่อย​ ​คือหน่วยนับตัวเลขบางตัว​ใช้คนละคำ ​และวิธีการออกเสียงรวม​ทั้งท่วงทำนองการพูด​ที่​เป็นเอกลักษณ์ของชาวสวิสฯ​ที่พูดฝรั่งเศส (​เนื่องจากยังมีชาวสวิสฯ​ที่พูดเยอรมัน พูดอิตาเลียน ​และพูดภาษาท้องถิ่นโรมันช์ ​โดยบางคนก็พูด​ได้แค่ภาษาเดียวจริงๆ​​แม้​จะอยู่​ประเทศเดียวกัน)

คลิกดูภาพขยาย


ตัวเลข 80 ในภาษาฝรั่งเศสแท้ๆ​​จะพูดว่า สี่ยี่สิบ (หรือยี่สิบสี่ครั้ง) ​ส่วน 90 ก็​คือ สี่ยี่สิบ​และสิบ ​ส่วนตัวเลข 70 ก็ไม่แพ้กันค่ะ​ เรา​ต้องพูดว่า หกสิบ​กับสิบ เห็น​ความสับสนแล้ว​ใช่ีไหมคะ​ ​แต่ฝรั่งเศสสวิสฯ​เขาขี้รำคาญก็เลย​พูด เจ็บสิบ แปดสิบ เก้าสิบ ​โดยไม่​ต้องอ้อมค้อมเลย​

ภาษาฝรั่งเศสเป็ํนภาษา​ที่ไพเราะ​และสุภาพ ถ้อยคำ​ที่​ใช้สั้นๆ​ตรง​ไปตรงมา​ที่เรา​ใช้ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน(หรือแบบอังกฤษก็ตาม) ​จะไม่ปรากฎนัก เช่น คำว่า กรุณา หรือ ​ได้โปรด นั้น​ ในภาษาฝรั่งเศส​จะ​ใช้วลีว่า หาก​จะทำให้คุณ/เูธอ/ท่านพอใจ...​. ​แต่​ความหมายก็​คือ กรุณา นั่นแหละ​

​ส่วนการตอบรับคำขอบคุณนั้น​ เช่้นเราทำอะไร​ให้​ใคร แล้ว​​เขาขอบคุณ เราอาจ​จะตอบว่า ไม่​เป็นไร หรือ ด้วย​ความยินดี แบบภาษาไทยก็​ได้ หรือในภาษาอังกฤษก็เช่นกัน ​ซึ่งในภาษาฝรั่งเศสก็​ใช้​แต่มัก​จะ​ใช้กัน​ระหว่าง​เพื่อนหรือคน​ที่เท่ากันมากกว่า หาก​เป็นทางการหรือพูด​กับผู้ใหญ่หรือ​ต้องการสุภาพมากๆ​ เรามักพูดว่า ฉัน/ผม/ดิฉัน/ข้าพเจ้าขอร้อง​ที่​จะทำสิ่งนี้ให้​กับท่าน/คุณค่ะ​/ครับ​

เห็นแล้ว​ใช่ไหมคะ​ ว่าเรา​ต้องพูดอ้ัอมค้อมแค่ไหน

ด้านหลักไวยกรณ์ไม่​ต้องพูดถึงเลย​ว่าสำหรับคนไทยแล้ว​ยากขนาดไหน ภาษาไทยเราไม่มีกาล ไม่มีกริยา​ที่ผัน​ไปตามอดีต ปัจจุบัน ​และอนาคต ​ส่วนภาษาอังกฤษไม่ผันกริยาตามประธาน ยกเว้นเติม s สำหรับประธานบางรูป ​แต่ภาษาฝรั่งเศสนอกจาก​จะมีกาลเหมือนภาษาอังกฤษแล้ว​ ยังมีมากกว่านั้น​ก็กริยา​ต้องเปลี่ยนรูป​ไปตามประธาน​แต่ละัตัว แล้ว​ยัง​ต้องเปลี่ยน​ไปตามกาลด้วย ว่าแบบเบาะๆ​

​ส่วนคำนามต่างๆ​นั้น​มีแบ่งเพศหญิงเพศชายค่ะ​ (เยอรมันมี เพศกลาง ด้วย นั่นยิ่งซับซ้อนขึ้น​​ไปอีกหน่อย​) การแบ่งเพศนี้ไม่​ได้ดู​ที่การ​ใช้งานนะคะ​ ​เพราะเสื้อเชิ้ตผู้ชายนั่นถือ​เป็นเพศหญิง ​ส่วนเสื้อผู้หญิงถือ​เป็นเพศชาย ว่าเข้านั่น

คลิกดูภาพขยาย


​ที่ยาก​ที่สุดสำหรับแม่บ้านไม่ใช่ไวยกรณ์ค่ะ​ (​เพราะสมัยเรียนไวยกรณ์อังกฤษก็​ได้คะแนนดีพอสมควร ​เนื่องจาก​เป็นคนชอบทำตามระเีบียบ อิอิ) ​แต่​เป็นเรื่อง​การออกเสียง มาเรียน​เอาตอนแก่ ลิ้นแข็ง ออกเสียงบางเสียงไม่​ได้ ไม่ถูก ​โดยเฉพาะเสียง ยู หรือ อู ​ซึ่ง​ต้องออกจากลำคอ แล้ว​ก็​ต้องห่อปากด้วย ออกเสียงจนฝรั่งเข้าใจผิด​ไปหลายคนแล้ว​ค่ะ​

นอกจากนั้น​ ภาษาฝรั่งเศสเน้น​ความไพเราะจากการสนธิคำ หรือ liaison ​คือคำ​ที่อยู่​ติดกัน แล้ว​คำ​ที่สองเริ่มต้นด้วยสระ ​เขา​จะเชื่อมเสียงติดกัน คน​ที่หูไม่คุ้นก็งง​เป็นไก่ตาแตก นอกจากนั้น​ ไม่ทราบว่า​เขาขี้เกียจหรืออย่างไร ​เขามัก​จะไม่ออกเสียงอักษรสุดท้ายของคำ​ที่เราคุ้นเคยตามธรรมเนียมอัีงกฤษ เช่้น เสียงตัว t s n d ​แต่หากเกิดมี e มาต่อท้ายจึง​จะออกเสียง​ได้

นั่่น​เป็นเหตุให้คน​ที่เรียนภาษาฝรั่งเศสจากการฟัง​และพูด ​แต่ไม่​ได้เรียนจากการอ่าน​และเขียน ​จะเขียนภาษาฝรั่งเศส​ได้แย่มาก ​เพราะ​เขา​จะพยายามสะกดอย่าง​ที่​เขาออกเสียง มันก็เลย​ขาดอักษร​ไปเสียหลายตัว ​ใครมาอ่านก็เลย​ไม่รู้เรื่อง​ หรือเขียนไม่​ได้​เพราะไม่ทราบว่าคำเหล่านั้น​​ใช้อักษรอะไร​ ​เขาจึงบอกว่า คน​ที่พูด​ได้ปร๋อหา​ได้หมาย​ความ​เขา​จะเขียน​ได้ดีไม่

อันนี้คงเหมือนทุกๆ​ภาษา ​แต่อย่างน้อยในภาษาไทย เราเขียนอย่าง​ที่เราออกเสียง ​จะ​ไปเสียก็ตรง​ที่ตัวพยัญชนะ​และสระ​ที่เสียงคล้ายกัน ​จะทำให้คน​ที่เรียนมาน้อยสับสนเวลา​ไปเขียน เช่น เรา​จะเห็นคำ​เป็นต้นว่า ทำมัย สงไส สะกดจิตร อากาด ประสาด ชาดทัย กะถิน บันใด ใค หรือ ไคร

อันนี้แม่บ้านพูดจากประสบการณ์ค่ะ​ ​คือตัวเอง​จะเรียนจากสิ่ง​ที่มองเห็น ​และเน้นการสะกดคำต่างๆ​ให้ถูก​ต้อง ก็เลย​ออกเสียงแย่ ​แต่อ่าน​ได้เขียน​ได้ดีหน่อย​ ​ส่วน​เพื่อนร่วมชั้น​ที่มีพื้ันฐานภาษาสแปนิช ​ซึ่งใกล้เคียง​กับฝรั่งเศส​จะพูด​ได้เร็ว​เป็นต่อยหอย ​แต่​จะอ่อนไวยกรณ์​และการสะกดค่ะ​

ว่าเบาะๆ​เรื่อง​ภาษาแค่นี้ก่อนค่ะ​ ​เพื่อให้เห็นว่าการมาอยู่​บ้านใหม่เมืองใหม่นี้ไม่ใช่เรื่อง​ง่ายๆ​ หากเราอยากอยู่​แบบสื่อสาร​กับคนอื่น​ได้ เราก็​ต้องเวิร์คฮาร์ดค่ะ​

สวัสดีค่ะ​
แม่บ้านนักเรียนภาษา

 

F a c t   C a r d
Article ID S-267 Article's Rate 72 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม --Series
ชื่อตอน เข็ดเขี้ยวภาษาฝรั่งเศส --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๕๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น