นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม #7
รจนา ณ เจนีวา
...​ที่เขียนข้างบนนั่น น้ำตาล นะคะ​ ไม่ใช่ น้ำตา ค่ะ​ ​ที่เรียก​เพื่อนๆ​ว่านักวิชาการนั่นก็​เพราะ​จะเตือนไว้ก่อน...

ตอน : น้ำตาลสวิสฯ

​เพื่อนๆ​นักวิชาการคะ​

​ที่เขียนข้างบนนั่น น้ำตาล นะคะ​ ไม่ใช่ น้ำตา ค่ะ​

​ที่เรียก​เพื่อนๆ​ว่านักวิชาการนั่นก็​เพราะ​จะเตือนไว้ก่อนว่า เรื่อง​​ที่​จะเขียนนี้​เป็นเรื่อง​การค้าขายน้ำตาล​โดยเฉพาะ

เรื่อง​การค้าน้ำตาลสวิสฯนี้​เป็น​ส่วนหนึ่ง​ของการเรียนต่อพาร์ทไทม์​ที่มหาวิทยาลัยของแม่บ้านค่ะ​ ​เป็นรายงาน​ที่เลือกเขียน​เพราะเห็นประเทศไทยเรา​เป็นหนึ่ง​ในผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่ของโลก รองจากบราซิล สหภาพยุโรป

​และอาจ​จะ​เพราะ "อิน" ​กับการเขียนมาก ทางมหาวิทยาลัยก็เลย​เห็นประโยชน์ในผลงาน​เอา​ไปตีพิมพ์เผยแพร่​เมื่ออาทิตย์​ที่ผ่านมา แม่บ้านก็เลย​อยาก​เอามาเล่าสรุปๆ​ให้​เพื่อนๆ​​ที่สนใจฟังค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย


น้ำตาล​เป็นสินค้าน่าทึ่งอย่างหนึ่ง​ ​คือมีผลิตในประเทศขั้วโลกเหนือ​และใต้ ในประเทศ​ที่ร่ำรวย​และประเทศยากจน ​ทั้งในแถบร้อน​และแถบหนาว ในแถบร้อนเราปลูกอ้อย (cane) ​เพื่อ​เอาน้ำตาล ในแถบหนาวเราปลูกหัวบีทรู้ท (beetroot) ​ซึ่งก็ให้น้ำตาลเหมือนกัน​แต่ผลผลิตน้ำตาลต่อน้ำหนักต่ำกว่า้อ้อย ​ถ้า​ใครเคยทานสลัดฝรั่ง ​และเห็นผักสีม่วงเข้มๆ​ ตกใส่เสื้อก็สีติดซักไม่ออก เนื้อนุ่มๆ​หยุ่นๆ​เหมือนหัวไชเท้า​แต่รสหวานอร่อย นั่นแหละ​ค่ะ​บีทรู้ท

นอกเหนือจากข้าว​และกล้วย แล้ว​น้ำตาล​เป็นสินค้าเกษตร​ที่มีปัญหาเรื่อง​การค้าเสรี ​เพราะประเทศร่ำรวยก็กีดกันไม่ให้ประเทศยากจนส่งน้ำตาลราคาถูก​ไปขายง่ายๆ​ ส่งก็​ได้ ​แต่​ต้องเสียภาษีนำ้เข้าแพงนะ แล้ว​ประเทศร่ำรวย​ที่ปลูกบีทรู้ททำน้ำตาล​ได้เอง ก็ดันมีต้นทุนการผลิตสูงมาก​เพราะค่าแรงคนงาน​ที่สูง การบำรุงรักษาดิน​ที่​ต้องลงทุนมาก การคุ้มครอง​ที่รัฐ​ต้องให้​กับเกษตรกรปลูกบีทรู้ท (ในเมืองสวิตฯมีประมาณเจ็ดพันคน) ​และเงินช่วยให้​กับโรงงานน้ำตาล​ที่มีเพียงแห่งเดียวของ​ที่นี่

พูดง่ายๆ​​คือ ตอน​ที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกมีมูลค่าประมาณสิบสี่บาท​ต่อหนึ่ง​กิโล ราคาต้นทุนน้ำตาลในประเทศนี้​คือ สามสิบสี่บาท​ต่อกิโล นี่แค่ต้นทุนการผลิตนะคะ​ ​แต่ราคาในตลาดภายในประเทศ​คือ สามสิบบาท​ ถามว่าแล้ว​ผลต่างสี่บาท​อยู่​​ที่ไหน อ๋อ ก็รัฐบาลรับ​ไปค่ะ​ ​เป็นเงินภาษีจากผู้บริโภคนี่แหละ​

ถามว่าอ้าว ​ถ้ายังงั้นคนบริโภคน้ำตาลสวิสฯ​ไปซื้่อน้ำตาลจากเมืองไทยไม่ดีกว่าหรือ ​ได้ค่ะ​ ​แต่น้ำตาลไทยหากนำเข้ามาขายนั้น​ ​เมื่อจ่ายภาษีแล้ว​ก็​ได้ราคาเท่า​กับน้ำตาลสวิสฯนั่นแหละ​ ไม่เห็น​จะคุ้มเลย​ นี่​คือตัวอย่างง่ายๆ​ของกำแพงภาษีค่ะ​

ทำไมรัฐบาลจึงคุ้มครองโรงงานหีบอ้อย เอ๊ย หีบบีทรู้ท ​กับโรงงานฟอกน้ำตาลสวิสฯนักล่ะ อ้าว ประชาชน​ที่นี่​เขามีสิทธิมีเสียง สหภาพแรงงาน​เขาเข้มแข็ง ต่อรองทีนึงรัฐบาลไม่กล้าหือค่ะ​ แล้ว​​เขาก็​เป็นประเทศร่ำรวย มีเงินมาทุ่มไม่เดือดร้อน นอกจากนั้น​ ​เขายังเห็นคุณค่าของเกษตรกร ​ต้องการรักษาพื้น​ที่สีเขียว ​ต้องการให้ประชากรทุกระดับอาชีพลืมตาอ้าปาก​ได้

คลิกดูภาพขยาย


​แต่เหตุผลทางเศรษฐกิจ​และ​ความมั่นคง​ที่สำคัญกว่านั้น​​คือ สวิตฯ​เป็นแผ่นดินไม่มีทางออกทะเล ​เขาจึง​ต้องการเสถียรภาพทางด้านอาหารสูงมาก หากเกิดอะไร​ขึ้น​มา ​เขา​ต้องการมั่นใจว่ามีน้ำตาลสำรองเพียงพออย่างน้อยเกือบแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของ​ความ​ต้องการภายในประเทศ

​และอย่าลืมว่าน้ำตาล​คือวัตถุดิบหลักในอุตสาหกรรมชอคโกแลตสวิสฯ ​และน้ำผลไม้ ​และอื่นๆ​ ​แต่สินค้าสองอย่างแรกนี้​เป็นสินค้าส่งออกสำคัญของบ้าน​เขา ​ถ้าไม่ประกันน้ำตาล แล้ว​​จะ​ไปประกันกรวดหินดินทราย​ที่ไหน น้ำตาล​ที่​จะ​ใช้ทำชอคโกแลตก็​ต้อง​เป็นน้ำตาลเกรดดี​ที่สุดในบรรดาน้ำตาล​ที่ดี​ที่สุด ​ซึ่งประเทศโลก​ที่สามมักผลิต​ได้ไม่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น​

การประกันว่า​จะมีน้ำตาลสำรองเพียงพอ ทำให้​เขา​ต้องสะสมน้ำตาลไว้ในคลัง ​จะกี่แสนกี่ล้านตันแม่บ้านไม่มีตัวเลข ​แต่คลังเก็บน้ำตาลเหล่านี้​ได้เงินภาษีนำเข้าน้ำตาล​และเงินภาคบังคับโกดังน้ำตาลน้ำเข้ามา​เป็นทุนหล่อเลี้ยงค่ะ​

หากพูดในเรื่อง​การพัฒนา​และให้​ความช่วยเหลือประเทศยากจน เมืองสวิตฯนับว่า​เป็นนักบุญเมืองหนึ่ง​ ​โดยเฉพาะ​ความช่วยเหลือ​ที่ให้ต่อประเทศยากจนในอาฟริกา ​แต่เรื่อง​น้ำตาลมันไม่หวานปานนั้น​

มีข้อตกลงทวิภาคีทางการค้า​กับประเทศ​กำลังพัฒนาว่า น้ำตาล​ที่ยังไม่ฟอกขาว (แม่บ้านไม่แน่ใจว่าเราเรียกน้ำตาลดิบหรือน้ำตาลทรายแดง) ​ที่ทำจากอ้อย​ที่​จะส่งเข้าสวิตฯนั้น​ ไม่​ต้องเสียภาษีนำเข้า ​แต่ต้ัองเสียค่าโกดังภาคบังคับ (​เอาเิงิน​ไปอุดหนุนน้ำตาลสำรองสวิส) ​แต่ให้โควต้าปีละไม่เกินเจ็ดพันตัน

สามปีก่อน มีแค่สหภาพเมียนม่าร์ส่งน้ำตาลเช่น​ที่ว่า​ไปสี่พันตัน ประเทศอื่นๆ​ไม่่มี​ใครส่ง​เพราะมันไม่คุ้ม ไม่มีคนซื้อทานสักเท่าไร ​เนื่องจากราคาขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตกลับสูงกว่าน้ำตาลฟอกขาวถึงสองเท่ากว่าๆ​ (อันนี้แม่บ้าน​เป็นพยาน​เพราะ​ต้องซื้อน้ำตาลทรายแดงมาทำขนมบ่อยๆ​)

เนี่ยแหละ​ค่ะ​ ประเทศ​ที่ผลิตน้ำตาล​ได้ราคาถูกหาตลาดลงในประเทศร่ำรวยไม่​ได้ ​ที่ร้ายกว่าสวิตฯ​คือกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู ​ที่มาอีหรอบเดียวกัน​คือผลิตน้ำตาลแพง ขายให้คนของตัวเองแพง (คนซื้อกัดฟันกรอดๆ​) ​แต่ส่งออก​ไปขายในราคาถูกกว่าน้ำตาลในประเทศปลายทางนั้น​ๆ​ ​เขาเรียกว่า "ทุ่ม หรือ dumping" ค่ะ​ ​และ​ที่กลาย​เป็นเรื่อง​ประท้วงในวงเจรจาองค์การค้าโลกก็​เพราะ พี่อียูเล่นส่งน้ำตาลถูก​ไปทุ่มในประเทศยากจน ตัดโอกาสเกษตรกรในประเทศเหล่านั้น​ ถือว่ารวยแล้ว​ทำอะไร​ไม่น่าเกลียด

​เพื่อนๆ​เวลา​ไปซื้อน้ำตาลในห้างฯก็แอบดูด้วยว่ามีน้ำตาลนำเข้าจากสหภาพยุโรปขายไหม (อาจ​เป็นพวกน้ำตาลกรวดเคลือบสี) ​และเทียบ​กับน้ำตาลไทยแล้ว​ราคาเท่าไร

เท่า​ที่แม่บ้านศึกษา น้ำตาลไทยไม่​ได้มาขาย​ที่สวิตฯค่ะ​ ​แต่มีน้ำตาลของบราซิล ฟิลิปปินส์ คอสตาริก้า ปารากวัย ​ซึ่งเ้ป็นน้ำตาลทรายแดง​ส่วนหนึ่ง​ ​กับน้ำตาลออร์แกนิกอีก​ส่วนหนึ่ง​ น้ำตาลออร์แกนิกนี้​เป็นทางแข่งขันหนึ่ง​​ที่ประเทศยากจนพอ​จะสู้​กับ​เขา​ได้ ​แต่มาตรฐานการเกษตรแบบออร์แกนิกเราก็ยังสู้ประเทศมหาอำนาจในแง่เงินทุน​และเทคโนโลยีไม่​ได้ เรา​ได้เปรียบก็ตรงค่าแรงต่ำ

คลิกดูภาพขยาย


อย่างไรก็ดี แม่บ้านทราบว่าข้าวหอมมะลิไทยของเรา​ที่ปลูกในร้อยเอ็ดนั้น​มีมาวางขายในห้างมิโกรส์​ที่นี่้ในฐานะข้าวออร์แกนิค​และเป็ํนสินค้า​ที่อยู่​ในกรอบการค้า​ที่ยุติธรรมหรือแฟร์เทรด (fair trade) ​คือให้​ความยุติธรรม​แต่เกษตรกร ส่งเสริมการผลิตแบบสหกรณ์ ​ได้ราคาคุ้มค่า​กับแรงงาน ​ได้รับทุนกู้ยืมหรือหมุนเวียน ​ได้รับการอบรมให้รู้แนวทางการเพาะปลูกแบบ​เป็นมิตร​กับธรรมชาติ ​คือเรียกว่า​ได้​ทั้งเงิน​ได้​ทั้งกล่อง ​และ​ได้การทำงาน​เป็นกลุ่ม ถือว่า​เป็นทางออกทางด้านการเกษตรอย่างหนึ่ง​​ที่รัฐบาลน่าสนับสนุน หรือ​ถ้าไม่สนับสนุนก็อย่า​ไปขวางทางหรือสร้างอุปสรรคทางกฎระเบียบหรือภาษีให้ยุ่งยาก

เริ่มต้นด้วยน้ำตาล มาจบ​ที่เรื่อง​ข้าว คราวต่อๆ​​ไปว่าเรื่อง​กล้วยๆ​​ที่ไม่กล้วยดีไหมค่ะ​

แม่บ้านนักวิจัย

 

F a c t   C a r d
Article ID S-265 Article's Rate 72 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม --Series
ชื่อตอน น้ำตาลสวิสฯ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๕๖๒ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : mam [C-13911 ], [124.120.198.111]
เมื่อวันที่ : ๓๑ มี.ค. ๒๕๕๑, ๒๐.๓๔ น.

สวัสดีค่ะ​​
ดิฉันเพิ่งมีโอกาส​​ได้เข้ามาอ่านเรื่อง​​​​ที่คุณเขียน​​เป็นครั้งแรก ​​เพราะดิฉัน​​กำลังทำรายงานเกี่ยว​​กับประเทศสวิส อยู่​​คะ​​ ​​กำลังเข้ามาหาเกี่ยว​​กับวัฒนธรรมของสวิส ​​และ​​กำลังหาข้อมูลเชิงพยากรณ์ธุรกิจปี2009 ของสวิสอยู่​​ค่ะ​​ search มาเจอเรื่อง​​ของคุณเข้า อ่านแล้ว​​มี​​ความรู้ ​​และเพลินดีค่ะ​​ (​​กำลังปวดหัว​​กับการหาข้อมูลไม่พบ) ตอนนี้ save web นี้ไว้แล้ว​​ค่ะ​​ ว่างๆ​​​​จะเข้ามาอ่านอีกนะคะ​​ ...​​
ขอให้คุณ​​และครอบครัวมี​​ความสุข​​และสุขภาพดีทุกคนค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น