นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เที่ยวไปตามใจฉัน #49
pilgrim
...อันว่าขึ้น​รถเมล์ รถไฟในญี่ปุ่นนี้ อย่าหวังว่า​จะมีคนลุกให้นั่งเสียให้ยาก ​คือ​เขาคิดว่า...​นี่มัน​ที่ของฉัน ฉันเสียตังค์เต็มราคา แก​เป็นเด็ก ไม่เสียตังค์ ก็ไม่​ต้องมานั่งหรอก ​เพราะฉะนั้น​ เด็กๆ​ เสียอีก ​ต้อง​เป็นฝ่ายสละ​ที่ให้ผู้ใหญ่ ​โดยเฉพาะเด็กนักเรียน...

ตอน : เที่ยวญี่ปุ่นแบบวุ่นเล็กๆ (2. ด่านแรกเข้าโจมตี...ปราสาทนกกระยางขาว)

2. ด่านแรกเข้าโจมตี...​ปราสาทนกกระยางขาว


พวกเราเดินฝ่าคลื่นฝูงชน เข้าสู่​ความสับสนวุ่นวายของสถานีเกียวโตอีกครั้ง ​ใช้ตั๋วใบเดิมนั่งรถไฟ​ได้​ทั้งวัน

จากนั้น​ เราก็มุ่งหน้าย้อนกลับเส้นทางเดิม มุ่งตรง​ไปฮิเมจิ ​โดยผ่านโอซาก้า​และโกเบ

การเ​ที่ยวครั้งนี้ ฉันค่อนข้าง​เป็นห่วงน้องป๊อบ หลานชายอายุ 4ขวบ ​ที่น้องเขย​กับน้องสาวฉันพามาด้วย

แก​จะเดินไหว สู้โลก​ไป​กับเราไหมนะ...​..
​เมื่อขึ้น​รถก็สอดส่ายสายตาหา​ที่ให้หลานนั่ง...​ป้าแก่แล้ว​ ไม่​เป็นไร

อันว่าขึ้น​รถเมล์ รถไฟในญี่ปุ่นนี้ อย่าหวังว่า​จะมีคนลุกให้นั่งเสียให้ยาก

​คือ​เขาคิดว่า...​นี่มัน​ที่ของฉัน ฉันเสียตังค์เต็มราคา แก​เป็นเด็ก ไม่เสียตังค์ ก็ไม่​ต้องมานั่งหรอก
​เพราะฉะนั้น​ เด็กๆ​ เสียอีก ​ต้อง​เป็นฝ่ายสละ​ที่ให้ผู้ใหญ่ ​โดยเฉพาะเด็กนักเรียน
เท่า​ที่ฉันเห็น คนตาบอดขึ้น​รถ ก็ไม่มี​ใครลุกให้นั่ง
คนตาบอดก็ยืนโหนรถเมล์​ไปเถอะ

​แต่คนญี่ปุ่นก็ไม่ลุกให้นั่งแบบจริงใจ ​คือ ไม่ลุกซะอย่าง(โว้ย) ฉันเสียเงินแล้ว​...​.อย่ามาว่ากัน

ผิด​กับคนไทย​ที่ปากว่าเมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ ​แต่...​.ผู้ชายแอบนั่งหลับ เวลามีเด็ก หรือหญิงท้องขึ้น​มาโหนบนรถเมล์...​(อย่านึกว่ารู้ไม่ทันนะ...​อิๆ​ๆ​ๆ​)

ประมาณว่าไม่ค่อยจริงใจกันเท่าไหร่นะเนี่ย...​.

ดังนั้น​​เมื่อรถแน่น พวกเราก็ยืนกันตั้งแต่เกียวโต จนรถแล่นถึงโอซาก้า คนจึงลงกันพึ่บพั่บ

​แต่พวกเรายังไม่ลง ​เพราะ​จะ​ไปลง​ที่ฮิเมจิ ก็หา​ที่นั่งต่อกัน​ไป
แล้ว​ก็​ใช้รถไฟ​เป็นห้องรับประทานอาหารเช้า​แบบง่ายๆ​ ​ที่เราซื้อมา เช่น ขนมปัง ไส้กรอก หรือข้าวปั้น
อาหารกลางวันค่อย​ไปหา​เอาข้างหน้า

​เมื่อก้าวออกมาจากสถานีรถไฟ ​ที่ฮิเมจิ ...​โอ้โฮ..ทำไมมันช่างหนาวอย่างนี้

พวกเรากลายร่าง​เป็นมังกรพ่นควันเวลาพูดกันในทันที
หลานปิ๊ก พาพวกเราเดิน​ไปตามถนน มุ่งสู่ปราสาทฮิเมจิ ปราสาทโบราณ ท่ามกลาง​ความหนาวเย็น

หลานปิ๊กสั่งเสียว่า วันนี้ขอเชิญเดินกันตามอัธยาศัย...​.ให้เดินเ​ที่ยวกันตามสบาย

ยังไงก็​ต้องเดินกัน​ทั้งวันอยู่​แล้ว​ เรียกว่า ลงจากรถไฟ ก็เดินหน้าลูกเดียว ขอให้บริหารเวลากันให้ดีแล้ว​กัน

เวลากลับตอนเย็น ให้​ไปเจอกัน​ที่สถานีรถไฟ

​และแล้ว​กองทัพเดินทนของเรา ก็เริ่มทำตัวให้กลมกลืน​กับสภาพแวดล้อม

นั่น​คือ สมาชิกกลุ่มเริ่มกระจาย​กำลังกันเดิน ไม่ยืนเกะกะกีดขวาง​ใครในสถานีรถไฟให้ถูกชน

เดิน​ได้สักพัก น้องป๊อบเริ่มงอแง ไม่ค่อยอยากเดิน ไม่รู้ว่าหนาวหรือ​เมื่อย

แกเดิน​ได้ไวกว่าเต่านิดเดียว จนพวกเรา​ต้องล่อหลอกให้แกเดินบ้าง นั่งพักบ้าง เล่นเกมส์นินเทนโดคั่นเวลาบ้าง​เพื่อให้แกเพลินๆ​

ประติมากรรมสไตล์ญี่ปุ่น​ระหว่างทางเดิน

คลิกดูภาพขยาย


ก่อนถึงปราสาทฮิเมจิ เราพบร้านค้าลักษณะกลางแจ้งเรียงรายราว​กับสวนเบียร์ หรือตลาดนัดขนาดใหญ่ มีร้านอาหารขนาดแผงเล็กๆ​ เรียงรายมากมาย​

ฉันเห็นมีลูกไม้ประหลาดๆ​ ขายด้วย ​แต่ไม่รู้จักว่าเรียกลูกอะไร​

คลิกดูภาพขยาย


​แต่ยังเช้า​ตรู่อย่างนี้ ยังไม่ค่อยมีผู้คนมานั่งกันเท่าไหร่
พวกเรามุ่งหน้า​ไปยังปราสาทฮิเมจิด้วย​ความตื่นเต้น

ใช่ค่ะ​ เรา​จะประเดิมการเ​ที่ยวกัน​ที่ปราสาทฮิเมจิ กัน​เป็นลำดับแรก

คูน้ำรายรอบปราสาทชั้นนอก

คลิกดูภาพขยาย

ก่อนเข้าประตูปราสาท

คลิกดูภาพขยาย

ในม่านใบไม้เปลี่ยนสี

คลิกดูภาพขยาย


หลังจากซื้อตั๋วเข้า​ไปชม ก็เจอ​กับคุณนินจา ท่านโชกุน ​และแม่หญิงในชุดกิโมโนงาม มานั่งต้อนรับอยู่​ ​และพวกเรา​สามารถเข้า​ไปถ่ายรูปคู่​ได้ฟรี ไม่เสียเงินด้วยค่ะ​ (ก็เสียตังค์ค่าตั๋วเข้ามาแล้ว​นิ)

อ้าว...​ในรูปท่านโชกุน มัว​แต่ยืนแอ็คอยู่​อีกมุม ไม่​ได้เข้ากล้อง...​
คลิกดูภาพขยาย


ปราสาทฮิเมจินี้ ​ได้ชื่อว่า​เป็นปราสาทหลังงามขนาดใหญ่ สร้างขึ้น​​เมื่อปี ค.ศ. 1346
ประกอบด้วยปราสาทหลายๆ​ หลังมารวมกัน​เป็นกลุ่มปราสาทแบบญี่ปุ่น ขนาดใหญ่ ​และมีฉายานามว่า ปราสาทนกกระยางขาว

​เนื่องจากตัวปราสาท​เป็นผนังปูนสีขาวกระจ่างตา ​และตัวปราสาท ก็มีรูปลักษณ์เปรียบเสมือนนกกระยาง​กำลัง​จะโผบินขึ้น​สู่ฟ้า

ก่อน​จะเข้าตัวปราสาท เรา​ต้องเดินเ​ที่ยวกันรอบๆ​ ปราสาทก่อน ​เพราะอาณาบริเวณกว้างใหญ่มาก

ก่อนเข้าปราสาทหลังใหญ่ เรา​ต้องถอดรองเท้าใส่ถุงพลาสติกไว้ แล้ว​สวมรองเท้าแตะ​ที่เจ้าหน้า​ที่จัดไว้ให้ ​เพื่อ​เป็นการปกป้องปราสาทไม่ให้เปรอะเปื้อนสกปรกจากฝุ่น

ภายในตัวปราสาท ​เป็นพื้นไม้กระดานแผ่นเบ้อเริ่ม แลดูแข็งแรงมั่นคง ​ที่เห็นหิ้วถุงขาวๆ​นั่นก็​คือ ถุงรองเท้าแบบติดตามตัวละค่ะ​

คลิกดูภาพขยาย


จากนั้น​ ก็ตั้งหน้าตั้งตาปีนขึ้น​​ไปดูปราสาทกันชั้นแล้ว​ชั้นเล่า

รู้สึกเหมือน​จะมีถึง 5 ชั้น ​แต่ละชั้น ไม่​ได้ใหญ่โตกว้างขวางนัก ​ใช้​เป็นค่ายพำนักอาศัยของบรรดาทหารของทางการท้องถิ่นสมัยนั้น​

ของแสดงภายใน เสื้อเกราะนักรบ

คลิกดูภาพขยาย


บันได​แต่ละชั้นก็​เป็นบันไดไม้แคบๆ​ ภายในปราสาทก็ค่อนข้างมืดๆ​ เรียกว่า ​ต้องเดินกันอย่างระมัดระวังทีเดียว

รองเท้า​ที่​เขาแจกให้ใส่ ก็คู่ใหญ่เหลือเกิน ใส่ไม่​พอดีเท้า เวลาขึ้น​ลงบันได ​ต้องคอยระวังลื่นหรือสะดุด

ชั้นบนสุด​เป็นศาลเจ้าขนาดเล็กๆ​ ​ที่ให้นักท่องเ​ที่ยว​ได้​ไปกราบไหว้บูชา

หลานปิ๊กบอกว่า ​เขามีถังออกซิเจน​เอาไว้ปฐมพยาบาลคน​ที่ตะกาย เอ๊ย ปีนขึ้น​มา แล้ว​เกิดขี้เกียจหายใจ​เอาดื้อๆ​ด้วย

พวกเราเดินกันจนถึงชั้นสูงสุด ​และหยุดชมวิวกัน
โชคดี ยังไม่มี​ใคร​ต้องพึ่งถังออกซิเจน...​

นับว่าเราขึ้น​มาสูงมาก ​เพราะตัวปราสาทก็ตั้งอยู่​บนเนิน​เขาแล้ว​
เรียกว่า เหนื่อยพอประมาณ ​แต่น้องป๊อบของเราก็สู้ไม่ถอย พาคุณพ่อ คุณแม่ ป้าๆ​ ป่ายปีนขึ้น​จนถึงยอด ด้วยสมมุติว่าตัวเอง​เป็นนินจา

หลายท่านคงนึกสงสัยว่า ปราสาทสูงเด่น​เป็นสง่าขนาดนี้ แล้ว​ในสมัยสงครามโลกรอดระเบิดมา​ได้อย่างไร

ตามข้อมูลกล่าวว่า ในปี ค.ศ. 1945 ปราสาทฮิเมจิถูกถล่มด้วยระเบิดถึงสองครั้ง จนอาคารหลังอื่นๆ​ถูกเผาวอดวาย ​แต่ตัวปราสาทใหญ่กลับรอดมา​ได้
ก็น่ามหัศจรรย์อยู่​นะ ปราสาทออกใหญ่โต สูงกว่าอาคารอื่นรอบๆ​ ​แต่ทำไมไม่โดนระเบิด
หรือคนทิ้งระเบิดฝ่ายพันธมิตร มือไม่แม่น...​อิๆ​ๆ​ๆ​ๆ​

จากนั้น​ จึงมีการบูรณะปราสาทครั้งใหญ่ในปี ค.ศ. 1956
​และในปี ค.ศ. 1993 ปราสาทแห่งนี้ก็​ได้รับการขึ้น​ทะเบียน​เป็นมรดกโลก
​และยัง​ใช้​เป็นฉากถ่ายหนังฮอลลีวู้ดหลายๆ​ เรื่อง​ เช่น James Bond, The Last Zamurai ​และ Shogun

ต้นส้มในปราสาท เดาขำๆ​ว่า นี่​จะ​เป็น​ที่มาของส้มโชกุนไหมนะ ฮี่ๆ​ๆ​ๆ​ๆ​...​.

คลิกดูภาพขยาย


​เมื่อเดินจนทั่ว แล้ว​ป่ายปีนลงมา บอก​ได้คำเดียวว่า เ​ที่ยวปราสาทก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะ​
​โดยเฉพาะ​เมื่อ​ต้องปีนขึ้น​​ไปเ​ที่ยวทุกชั้น ​และเดินชมบริเวณรอบๆ​ ปราสาท
ยังไม่ทันบ่ายคล้อย พวกเราก็เริ่ม​เมื่อยกันสุดใจขาดดิ้น นี่ขนาดเพิ่งวันแรกนะ อะไร​มัน​จะ​เมื่อยอย่างนี้เนี่ย

จึงตกลงกันว่า ​ไปพักหา​ที่นั่งรับประทานอาหารกันดีกว่า
จึงเดินออกมานอกปราสาททันทีค่ะ​ ​เพราะในปราสาทไม่มีอะไร​ให้รับประทาน นอกจากร้านขายเครื่องดื่ม จำพวกน้ำอัดลม ชาเขียว น้ำผลไม้ ​และขนมขบเคี้ยว
ไกด์ขอแวะกินข้าวก่อนข้าวนะคะ​...​หมดแรงข้าวปั้นแล้ว​ค่ะ​...​.

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2639 Article's Rate 170 votes
ชื่อเรื่อง เที่ยวไปตามใจฉัน --Series
ชื่อตอน เที่ยวญี่ปุ่นแบบวุ่นเล็กๆ (2. ด่านแรกเข้าโจมตี...ปราสาทนกกระยางขาว) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๔๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ลุงปิง [C-13900 ], [58.10.216.120]
เมื่อวันที่ : ๒๙ มี.ค. ๒๕๕๑, ๑๓.๕๑ น.

ฮิๆ​​...​​.อุตส่าห์ฝ่าด่านนินจายึดปราสาทนกกระยางขาว​​ได้

​​แต่มาแพ้แรงข้าวปั้นนี่เอง...​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : Rotjana Geneva [C-14390 ], [83.189.153.38]
เมื่อวันที่ : ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๑, ๒๒.๕๒ น.

สวยค่ะ​​ แล้ว​​ก็เหนื่อย​​กับพิลด้วย เดินกัน​​ทั้งวัน สงสารหลานป๊อบนิ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น