นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๑๕ เมษายน ๒๕๕๑
ขุนจาม #1
ปักษิณ
...เดือนรูปเคียวในคืนหนาว วันจันทร์แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอ ๘ ธันวาคม ๒๕๐๑ ๒๑.๐๐ นาฬิกา คืนเดือนเสี้ยวดวง ลมหนาวพัดซู่กระโชกค่อนข้าง...

ตอน : ความตายในคืนเดือนเสี้ยว

เดือนรูปเคียวในคืนหนาว
วันจันทร์แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีจอ
๘ ธันวาคม ๒๕๐๑
๒๑.๐๐ นาฬิกา
คืนเดือนเสี้ยวดวง ลมหนาวพัดซู่กระโชกค่อนข้างแรงจากอีกฟากฝั่งหนึ่ง​ของบึงหนองใหญ่​ซึ่ง​เป็นหนองน้ำกว้างขวางชายทุ่งโล่งข้ามมายังหมู่บ้าน เสียงกอไผ่เสียดสีตามกระแสลมดังเอี๊ยดอ๊าด​เป็นระยะๆ​ ฟังดูวังเวงอย่างไรชอบกล

นานๆ​​จะมีเสียงตุ๊กแกร้องก้อง​เป็นจังหวะออกมาจากกอไผ่สักครั้ง ​และบางทีก็มีเสียงของพวกมันร้องขานรับออกมาจากในโพรงของต้นมะขามใหญ่ริมทาง เสียงดังกังวานชวนให้หัวใจเย็นวาบจนขนหัวลุก สลับ​กับเสียงกรีดร้องของจักจั่นผสาน​กับเสียงของหริ่งหรีดเรไร ​พร้อมสำเนียงของนกกลางคืนรวม​ทั้งเหล่าหมู่สรรพสัตว์เลื้อยคลาน​ที่พากันร่ำร้องระงม

ถนนดินอัดแน่น​โดยธรรมชาติกว้างประมาณสามเมตร ​และ​จะยกคันดินขึ้น​สูงราวหนึ่ง​เมตรในช่วง​ที่ผ่านทุ่งโล่ง ​คือเส้นทางสายดังกล่าว​ซึ่งมีกอไผ่ ดงตาล ดงสะแก ดงพุดซาป่า​และดงมะขามเทศสลับ​กับทุ่งโล่ง อัน​เป็นเส้นทาง​ที่เริ่มต้นจากจากตลาดบ้านลำกระเฉด ผ่านวัดลำกระเฉด บ้านบางปากไก่ บ้านเหนือ วัดหนองแข้ บ้านปากท่อ บ้านกลาง บ้านใต้ ผ่านศาลเจ้าโพธิ์ไทร เลี้ยวขวา​ไปทางบ้านสระกระทุ่ม ​และถึงบ้านลำน้ำเจิง​ซึ่ง​เป็นจุดหมายปลายทาง

ตลอดเส้นทาง​จะมีกอไผ่สีสุก ไผ่ลำมะลอก ไผ่รวก​และไผ่ป่าหนาทึบปกคลุมอยู่​​เป็นระยะ​ทั้งสองฟากทาง ​ที่ด้านหลังกอไผ่นั้น​ก็​จะมีบ้านคนปลูกปนห่างๆ​กันอยู่​เกือบตลอดเส้นทาง ​โดยเฉพาะ​ที่หน้าวัดหนองแข้ยังมีต้นยางคู่สูงใหญ่อยู่​คู่หนึ่ง​ มีแร้งฝูงใหญ่​และอีกาเกาะกันอยู่​เต็ม

​ส่วนบริเวณหน้าศาลเจ้าโพธิ์ไทรนั้น​ ดู​จะทึบทะมึนน่ากลัวกว่า​ที่อื่น​ทั้งหมด​เพราะมี​ทั้งกอไผ่ป่าหนาทึบอยู่​ปน​กับต้นโพธิ์ใหญ่​และต้นไทรย้อย ยามลมพัดซู่ผ่านมา​แต่ละครั้ง เสียงใบไม้ร่วงกราวประกอบ​กับเงาไม้ไหววูบวาบน่ากลัว

นายเหลือมผู้นิยมนุ่งโสร่ง​เพราะมีเชื้อสายมอญอาศัยอยู่​​ที่บ้านลำน้ำเจิงมีธุระจำ​เป็น​ที่​จะ​ต้องเดินผ่านเส้นทางนี้​เป็นประจำ แกทำงาน​เป็นหัวหน้าคนงานอยู่​​ที่โรงสีของเ​ถ้าแก่ชุ้นริมคลองลำกระเฉดใหญ่ข้างตลาดลำกระเฉด นายเหลือมมีรอยสักลายพร้อย​ไป​ทั้งตัว ลือกันว่าแกมีคาถาอาคมอยู่​ยงคงกระพันนักหนา ยิงไม่ออกฟันไม่เข้า หนังเหนียวเหมือนหนังแรด พูดจาออกสำเนียงมอญ เสียงใหญ่ก้องกังวาน​ได้ยิน​ไปไกล

ทุกคืนหลังเลิกงานนายเหลือม​จะดื่มสุราขาวแกล้มอาหารเย็น​ที่ร้านของลุงดีแห่งตลาดลำกระเฉด​เป็นประจำทุกวันก่อนกลับบ้าน แก​จะเริ่มออกเดินทางจากตลาดลำกระเฉดประมาณสองทุ่มหรือใกล้เคียงเกือบทุกคืน ​ซึ่ง​จะหยุดเพียงวันเดียว​คือวัน​พระ​ซึ่ง​เป็นวันหยุดของโรงสีข้าวด้วย

คืนนี้ก็เช่นเดียวกันหลังจากเดินผ่านป่าช้าวัดลำกระเฉดมาไม่นานก็ล่วงเข้าเขตบ้านเหนือ ป่าไผ่สองข้างทางอยู่​ในเงามืดทะมึน แสงจันทร์​ที่ลอดผ่านทะลุใบไม้ลงมาแลเห็น​เป็นเงาวูบวาบ นายเหลือมกระแอมไอเสียงโขลกๆ​ดังลั่นก้อง​ไปไกล เสียงร้องเพลงประจำตัวเริ่มดังกังวาน​เมื่อเดินผ่านเข้าเงาป่าไผ่แลป่าสะแก​ที่ขนาบอยู่​สองข้างทาง

"จามมะนาโป...​จามมะนาโป
อย่ามาโต...​อย่ามาโต
เดี๋ยว​จะโดนขวานงาม
เดี๋ยวโดนจาม...​จามมะนาโป
จามมะนาโป...​จามมะนาโป...​"

ไม่รู้ว่า​เป็นภาษามอญพม่าหรืออย่างไร ด้วยไม่มี​ใครเคยถามแกถึง​ความหมายของคำว่าจามมะนาโปนั้น​มี​ความหมายจริงๆ​ว่าอย่างไร ​แต่​ทว่าชาวบ้านทุกคนในละแวกนั้น​ต่างรู้ดีว่านายเหลือมหรือตาเหลือม​ที่คุ้นเคย​จะพกขวานลูกเล็กๆ​ด้ามหนึ่ง​​เป็นอาวุธประจำกายหรือติดตัว​เพื่อการ​ใช้งาน​และการเดินทางสัญจร ในขณะ​ที่ชาวบ้านคนอื่นๆ​ชอบพกมีดเหน็บมีฝักหรือมีดพกสำหรับปาดตาล หรือไม่ก็ถือพร้าหัวตัดขัดหลัง บางคนก็คาดทับด้วยผ้าขาวม้าบนมีดพกเปลือยฝักอีกที

เสียงเพลง​จะเงียบกริบ​เมื่อแกเดินเลย​ทิวแถวป่าไผ่​ที่ร่มครึ้ม เสียงของนายเหลือม​จะเงียบหาย​ไป มาเริ่มดัง​เอาอีกที​เมื่อเข้าสู่เงาร่มของหมู่ไม้อีกครั้ง นัยว่า​เป็นเคล็ดขจัด​ความกลัวในหัวใจของแกเอง บ้างก็ว่า​เป็นการเตือนสัตว์ร้ายประเภทงูเงี้ยวเขี้ยวขอให้รู้ตัว​จะ​ได้หลบหลีก​ไป ​เพื่อ​ความปลอดภัยของตัวแกเอง​ที่​จะ​ได้ไม่​ไปเหยียบถูกมันเข้า​ซึ่งมันอาจทำอันตราย​เอา​ได้​โดยไม่​ได้ตั้งใจ

มีเพลงอื่นร้องบ้างเหมือนกันในบางครั้ง​ถ้าแกอารมณ์ดี คล้ายเสียงสวดมนต์​ซึ่งไม่มี​ใครใส่ใจฟังเหตุ​เพราะฟังไม่รู้เรื่อง​ว่าแกร้องว่าอะไร​ เพียง​แต่รู้ว่านี่​คือเสียงร้องเพลงของตาเหลือมขาประจำในยามค่ำคืน

"ไอ้เหลือมมันเมาดิบนี่หว่า มัน​จะแหกปากร้องเพลงก็ต่อ​เมื่อมันเดินผ่านป่าไผ่หรือบ้านคนเท่านั้น​" ลุงสิงห์ขี้เมาประจำหมู่บ้านเอ่ยขึ้น​ลอยๆ​คล้ายรำคาญ

"อย่างนี้มัน​ต้องเจอไม้หน้าสามหรือคมแฝกฝาก​ไปสักแผลจึง​จะสงบปากสงบคำลง​ได้บ้าง หรือพี่สิงห์เห็น​เป็นอย่างไร?" ลุงก้อน​เพื่อร่วมวงเหล้าเสนอ​ความเห็นขณะหยิบปลาเห็ดของโปรดใส่ปาก

"ใจเย็นไอ้ก้อน เสียเวลากินเหล้า กูว่าเดี๋ยวมันก็คงเผลอ​ไปล้มทับตีน​ใคร​เขาเข้าสักวัน ไม่เชื่อมึงคอยดู​ไปก็แล้ว​กัน" ผู้อาวุโสกว่าปรามกลายๆ​

"ข้าละคันไม้คันมือมานานแล้ว​ ​ได้ยินเสียงไอ้เหลือมทีไรแล้ว​ชวนโมโหขึ้น​มาตะหงิดๆ​ อยาก​จะฟาดกบาลมันให้หัวแบะนัก"

"ไอ้ก้อนเอ็งมัน​เป็นอย่างนี้ทุกที ชอบรนหา​ที่ไม่เข้าเรื่อง​ วันดีคืนดีกูคง​ได้พามึง​ไปโรงหมอหรือเก็บศพมึงแน่นอน​ถ้ามึงยังขืนทำปากดีอยู่​เรื่อยอย่างนี้" ลุงสิงห์เอ่ย​พร้อมส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายในท่าทางคุยโวของลุงก้อน

"พี่สิงห์ไม่เชื่อคอยดู​ไปก็แล้ว​กัน ข้าทนไม่ไหว​เมื่อไหร่คง​ได้สวยแน่ คอยดูสักวันหนึ่ง​เถอะน่า"

"กู​จะคอยดู ไอ้ก้อน...​ไอ้หมาเห่าใบตองแห้ง"

ลุงก้อนก้มหน้างุดทำท่าทางไม่พอใจในคำพูด ​แต่ก็ไม่กล้าขัดใจลุงสิงห์ ​เนื่องด้วย​เขาเองรู้ดีว่าลุงสิงห์นั้น​พูดจริงทำจริง ​ที่สำคัญ​ที่สุดก็​คือลุงสิงห์นั้น​ แกขึ้น​ชื่อว่ามือไวตีนไวในเชิงมวยโบราณ ​เพราะอดีตแก​เป็นครูมวย​ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย​ มีบางคน​ได้​เป็นถึงแชมเปี้ยนมวยไทยเลย​ทีเดียว หาก​แต่ว่าแกวางมือมานานแล้ว​ ด้วยอยากอยู่​อย่างสงบในบั้นปลายของชีวิต ​แต่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาเก่าๆ​ต่างพากันแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนอยู่​​เป็นประจำไม่​ได้ขาด

เสียงร้องเพลงของนายเหลือมเงียบหาย​ไป​เมื่อเลย​ป่าไผ่​และบริเวณบ้านคนถึงทุ่งโล่ง เงียบ​ไปสักครู่ก็เริ่มมีเสียงดังขึ้น​มาใหม่อีกครั้งจากหน้าวัดหนองแข้ แสดงว่า​เขาเดินมาถึงบริเวณต้นยางคู่หน้าวัด

"จามมะนาโป...​จามมะนาโป...​.
อย่ามาโต อย่ามาโต
เดี๋ยว​จะเจอขวานงาม
เดี๋ยวโดนจาม...​จามมะนาโป
จามมะนาโป...​จามมะนาโป...​"

เสียงร้อง​ที่ดังกังวานก็ค่อยๆ​เงียบเบาจาง​ไปใน​ที่สุดทันที​ที่เลย​บ้านปากท่อ หาก​จะมาดังอีกครั้งต่อ​เมื่อถึงบ้านกลาง

เลย​บ้านกลางทางติดต่อ​ที่​จะ​ไปบ้านใต้นั้น​​ต้องผ่านทุ่งโล่งอีกทีอัน​เป็นถนนดินเช่นเดียวกัน หาก​แต่ตัดผ่านหนองน้ำขนาดใหญ่อีกแห่งมีชื่อเรียกว่าหนองเสือ ด้วยในอดีตสมัยบุกเบิกเข้ามาอยู่​แรกๆ​นั้น​ ชาวบ้านออกมาไถนา​แต่เช้า​มืด สุนัข​และวัว​ที่นำมาด้วย​จะถูกเสือโคร่งแอบมากัดกิน​เป็นประจำ นัยว่ามีอยู่​ฝูงใหญ่ประมาณสิบกว่าตัวเลย​ทีเดียว

หากสมัยนี้​ทั้งเสือ​และจระเข้ไม่มีเหลือให้เห็น​แม้​แต่เงาแล้ว​ คงมีเพียงชื่อเรียกขานเท่านั้น​​ที่ยังพอแสดงให้เห็น​ได้ว่ามีอยู่​จริงในอดีต

จากบ้านใต้ผ่านศาลเจ้าโพธิ์ไทร เลี้ยวขวา​ไปทางบ้านสระกระทุ่ม เดินเรื่อยเลย​บ้านสระกระทุ่ม​ไปอีกหน่อย​ก็​จะถึงบ้านลำน้ำเจิงอัน​เป็นจุดหมายปลายทางของนายเหลือม


*********


๙ ธันวาคม ๒๕๐๑
๕.๐๐ นาฬิกาของวันใหม่
​พระอาจารย์เฮี้ยงรองเจ้าอาวาสวัดหนองแข้เคาะระฆังเสียงรัวดังเหง่งหง่างกังวานบอกสัญญาณทำวัตรเช้า​ แล้ว​ท่านก็ปลุกเจ้าแกละลูกศิษย์วัดให้ลุกขึ้น​ต้มน้ำร้อนเตรียมชงชาจีนชั้นดี​ที่เสี่ยกิมเล้งพ่อค้าใหญ่จากในเมืองสรรหามาถวายหลวงพ่ออั้นหรือท่าน​พระครูอั้นเจ้าอาวาส​เป็นประจำมิ​ได้ขาด ​เพื่อ​เอาไว้ให้หลวงพ่ออั้นท่าน​ได้ฉัน​เมื่อท่านทำวัตรเสร็จ


*********


๖.๐๐นาฬิกา
หลวงพี่สังเวียน​พระลูกวัดหนองแข้ครองจีวรผืนใหม่​ที่เพิ่ง​ได้รับถวายจากโยมสำเนียงอดีตสาวงามในดวงใจของท่านตั้งแต่ตอน​ที่ท่านยัง​เป็นฆราวาสอยู่​ด้วยหัวใจอิ่มเอม อุ้มบาตรก้าวลงจากกุฏิ​เพื่อออกบิณฑบาตโปรดสัตว์ ​โดยเดินมุ่งหน้า​ไปทางสะพานหน้าวัด

ท่านเดินผ่าน​พระอาจารย์เฮี้ยง​ที่​กำลังกวาดดอกพิกุลร่วงอยู่​ใต้ต้นพิกุลหน้ากุฏิใกล้ซุ้มกระดังงาทางลงศาลาท่าน้ำเสียงดังแกรกๆ​​ทั้ง​ที่ฟ้ายังมืดสลัวอยู่​

สบง​และจีวรใหม่ชุดนี้สำเนียงพาโยมแม่​และญาติพี่น้องมาถวายสังฆทาน​พร้อมทอดผ้าป่า​เมื่อวานนี้เอง เธอตั้งใจถวายให้หลวงพี่สังเวียน​โดยเฉพาะด้วยมือของเธอเอง ​พระสังเวียนยังจำแววตาใสซื่อ​ที่เปี่ยม​ไปด้วยเสน่หาของสำเนียง​ได้ติดตามิรู้ลืม ​ความคิดคำนึงถึงสาวเจ้าของสบง​และจีวรทำให้​พระสังเวียนเผลอเอื้อมมือลอดจีวรออกมาลูบสีเหลืองย้อมฝาดของผ้ากาสาวพัสตร์ด้านนอกอย่างลืมตัว

พลัน​เมื่อควบคุมสติ​และสมาธิกลับคืนมา​ได้ท่านก็หดมือกลับ​ไปประคองอุ้มบาตรตามเดิม ท่านเดินอย่างสำรวมข้ามสะพานไม้หน้าวัดออกมาก็ถึงต้นยางคู่ใหญ่​ที่สูงลิบจนแหงนคอตั้งบ่า จึง​จะพอมองเห็นยอดยาง​ได้ถนัด กลิ่นสาบสางของขี้นกแร้ง​และขี้นกกาบริเวณใต้ต้นยางฉุนเข้าจมูก​เป็นระยะๆ​ยามลมหนาวพัดกระโชกผ่าน

ฟ้าเริ่มเปิดให้มองเห็นทางรำไร!

วันนี้หลวงพี่สังเวียนออกมาบิณฑบาตเพียงองค์เดียว ​เพราะ​พระลูกวัด​ส่วนใหญ่จำนวนเก้ารูปรับนิมนต์​ไปสวดในพิธีขึ้น​บ้านใหม่​ที่บ้านทิดบุญมาก​ที่หมู่บ้านหนองหญ้าไทรละแวกตำบลใกล้เคียง ​โดยท่านแยกมาบิณฑบาตทางสายบ้านเหนือ ​ส่วน​พระ​ที่เหลืออีกสององค์ก็แยกกัน​ไปบิณฑบาตคนละทิศคนละทาง ​คือองค์หนึ่ง​​ไปทางหมู่บ้านปากท่อ​และบ้านกลาง อีกองค์หนึ่ง​​ไปทางสายหมู่บ้านใต้

เดินเลย​ต้นยางสูงคู่หน้าวัดมา​ได้ไม่ถึงสิบก้าว ฉับพลันเท้าเปลือยเปล่าของหลวงพี่สังเวียนก็สะดุดเหยียบลง​ไปบนร่างของ​ใครคนหนึ่ง​​ที่นอนขวางอยู่​บนทางเดินด้านซ้าย​ที่ท่านเดินมา​พอดี ​พระสังเวียนสะดุ้งเสียหลักจนเกือบปล่อยบาตรให้ร่วงหลุดจากมือ

พอตั้งสติ​ได้หลวงพี่เอื้อมมือข้าง​ที่อยู่​นอกจีวรยกขึ้น​ป้องหน้า​เพื่อ​ที่​จะเพ่งมองฝ่า​ความมืดสลัวให้เห็นหน้าถนัดว่า​เป็น​ใคร ทำไมจึงมานอนหลับอยู่​กลางถนนอย่างนี้?

หรือ​จะ​เป็นคนเมา?

​ใครกันแน่?

​แต่แล้ว​ท่านก็​ต้องสะดุ้งอีกครั้ง​เมื่อเท้าซ้าย​ที่เปลือยเปล่าของท่านเหยียบลง​ไปบนพื้น​ที่เปียกลื่น​เป็นเมือก

เลือด!

กลิ่นคาวคลุ้ง!

ท่านเหยียบ​ไปบนกองเลือด!

คนตาย!

ร่างนั้น​นอนลืมตาโพลง เลือดไหลโซมนองพื้นจนแฉะ​ไปหมด ​ที่ลำคอมีรอยถูกเฉือนหรือฟันเกือบขาด ​โดยเฉพาะ​ที่ศีรษะมีรอยถูกฟันแยกจนถึงหน้าผาก!

หลวงพี่สังเวียนอาเจียนพรวดออกมาจนขมปาก!


*********

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2605 Article's Rate 34 votes
ชื่อเรื่อง ขุนจาม --Series
ชื่อตอน ความตายในคืนเดือนเสี้ยว --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ปักษิณ
ตีพิมพ์เมื่อ ๑๕ เมษายน ๒๕๕๑
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๑๘ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๗ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๑๖๑
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : pilgrim [C-13762 ], [124.121.110.132]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.พ. ๒๕๕๑, ๑๘.๕๙ น.

คุณปักษิณ เขียน​​ได้สนุก น่าเร้าใจมากค่ะ​​
สำนวนการบรรยายก็ดีมากค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : ปักษิณ [C-13781 ], [58.10.216.202]
เมื่อวันที่ : ๐๓ มี.ค. ๒๕๕๑, ๐๑.๑๔ น.

ขอบคุณครับ​​คุณpilgrim​​ที่ชม!
​​จะพยายามพัฒนา​​ไปเรื่อยๆ​​ครับ​​

​​ถ้าคุณpilgrim​​และผู้อ่านท่านอื่น​​จะกรุณาตั้งชื่อตอน​​แต่ละตอนให้ด้วยเหมือนของคุณกาบแก้ว ก็​​จะ​​เป็น​​พระคุณอย่างสูงนะครับ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๓ : pilgrim [C-13786 ], [203.185.68.195]
เมื่อวันที่ : ๐๔ มี.ค. ๒๕๕๑, ๑๑.๓๗ น.

สวัสดีค่ะ​​ คุณปักษิณ

​​พอดีเข้ามาอ่าน​​และให้ดอกไม้เพิ่ม​​กับเรื่อง​​นี้ เลย​​เพิ่งเห็นค่ะ​​ ว่าคุณปักษิณชักชวนให้ตั้งชื่อเรื่อง​​

ตอนแรก ขอตั้ง ว่า "​​ความตายในคืนเดือนเสี้ยว" พอ​​ได้ไหมคะ​​

เดี๋ยว​​จะ​​ไปโฆษณาให้คนอื่นๆ​​ มาช่วยกันตั้งค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๔ : ปักษิณ [C-13787 ], [58.10.216.211]
เมื่อวันที่ : ๐๔ มี.ค. ๒๕๕๑, ๑๓.๑๗ น.

ขอขอบคุณอีกครั้งครับ​​คุณpilgrim
​​ที่ช่วยกรุณาตั้งชื่อตอนแรกของเรื่อง​​ "ขุนจาม" นี้ให้ถูกใจผู้เขียนมาก

"​​ความตายในคืนเดือนเสี้ยว"

​​และแถมยังช่วยเขียนแนะนำเรื่อง​​ "ขุนจาม" ให้ด้วย
ขอบคุณในน้ำใจครับ​​!

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๕ : add [C-13822 ], [125.24.100.136]
เมื่อวันที่ : ๑๐ มี.ค. ๒๕๕๑, ๒๐.๔๒ น.

วู้ๆ​​ ตามมาอ่านแล้ว​​ล่ะค่ะ​​ มาช้าอีกตามเคย อิอิ

คุณปักษิณมีฝีมือจริงๆ​​ ชื่อตอน​​ที่พิลตั้งก็ฟังดีมากเลย​​

เห็นชื่อไม้ไผ่สีสุกแล้ว​​ชักอยากกินข้าวหลาม...​​. ​​ส่วนเจ้าไผ่ลำมะลอกนี่มันต้นเดียว​​กับคันร่มหรือเปล่าคะ​​?

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๖ : ปักษิณ [C-13830 ], [58.10.216.249]
เมื่อวันที่ : ๑๑ มี.ค. ๒๕๕๑, ๑๒.๔๓ น.

ยินดี​​ที่คุณaddกรุณามาช่วยเพิ่มสีสัน​​ได้ใน​​ที่สุด

​​ต้องขอขอบคุณมากครับ​​​​ที่ให้เกียรติติดตามอ่าน

ไผ่ลำมะลอก​​กับไผ่คันร่มน่า​​จะต้นเดียวกัน ​​ใช้ทำคันเบ็ดล่อปลา ทำบันไดช่างไฟฟ้า​​กำลังหรือช่างโทรศัพท์ บางบ้าน​​ใช้​​เป็นด้ามตะขอสอยมะพร้าว​​เพราะยาว​​และตรงดี

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๗ : Rotjana Geneva [C-14723 ], [85.232.162.246]
เมื่อวันที่ : ๒๙ ก.ย. ๒๕๕๑, ๐๒.๕๙ น.

มาลงชื่อติดตามผลงานค่ะ​​ ...​​ แหะ แหะ ​​แต่มาช้า​​ไปหลายเดือนเลย​​อ้ะ

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น