นิตยสารรายสะดวก  Fiction  ๐๕ มิถุนายน ๒๕๔๗
Secret 3 เงื่อนงำความลับ ตอนจบ #1
ศีตลา
...Secret 3 เงื่อนงำ​ความลับ ตอนจบ เสียงเพลงบูล​ที่แว่วมา บรรเลง​โดยนักดนตรีประจำผับคนหนึ่ง​ ​เขา​เป็นชายผิวสี​และตาเสีย​ไปข้างหนึ่ง​ จากการมีเรื่อง​​กับอันธพา...

ตอน : Secret 3 เงื่อนงำความลับ ตอนจบ

Secret 3 เงื่อนงำ​ความลับ ตอนจบ

เสียงเพลงบูล​ที่แว่วมา บรรเลง​โดยนักดนตรีประจำผับคนหนึ่ง​ ​เขา​เป็นชายผิวสี​และตาเสีย​ไปข้างหนึ่ง​ จากการมีเรื่อง​​กับอันธพาลในผับ ​เขามัก​จะมาซ้อมดนตรีก่อนเวลาแสดงเสมอ เครื่องเป่า​ที่คล้องคอ​เขาอยู่​นั่น ​ได้บันดาล​ความสุขอย่างแปลกประหลาด แก่บุคคลมานานนัก สังเกตุ​ได้จากสภาพของมัน มี​ใครสักคนเคยบอกผมว่า พวกผิวสี​จะมีเพลงของ​เขา ​และเพลง​ที่พวก​เขาบรรเลงนั้น​มาจากจิตวิญญาณ อันลุ่มหลงในมนต์เสน่ห์แห่งเสียง พวก​เขาแปรเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างจากธรรมชาติมา​เป็นตัวโน๊ต ​และจากนั้น​ พวก​เขา​ได้สร้างสิ่ง​ที่มหัศจรรย์มากมาย​ ด้วยเพลง​ที่เข้าถึงจิตใจคน

ผมนั่งทอดอารมณ์​ไป​กับ​ความคิดมากมาย​​ที่วก​ไปวนมา จนสุดท้ายก็มาหยุดอยู่​​ที่เรื่อง​​ที่ผมไม่อยาก​จะคิดถึง อย่างน้อยก็ตอนนี้ ​เมื่อสองคืนก่อนมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น​ ผม​ได้พบ​กับคน​ที่ผมตามหา​โดยบังเอิญ ไม่ใช่สิจริง ๆ​ แล้ว​เหตุการณ์แปลกประหลาดมันเริ่มตั้งแต่​ที่​ได้รับกระดาษ​ที่คล้ายบัตรสนเท่ห์ใบนั้น​แล้ว​ต่างหาก ผมนึกกลัวอยู่​ในใจว่า​ถ้าลางสังหรณ์ของเพียซ ​เป็น​ความจริงขึ้น​มา​จะทำอย่างไร ก็​ได้​แต่ภาวนาว่าเรื่อง​แบบนั้น​​จะไม่เกิดขึ้น​ เฮ้อ ​แต่หมู่นี้ โชคช่างไม่เข้าข้างผม​เอาเสียเลย​

"เฮ้ โซล" ผมเงยหน้าขึ้น​ มอง​ไปรอบ ๆ​ หา​ที่มาของเสียง
" ครับ​ จิม" ผมลุกขึ้น​​เมื่อจิมกวักมือเรียกผมให้​ไปพบ​ที่ห้องทำงานของ​เขา​ที่อยู่​ด้านในสุดของชั้นสอง

ผมเปิดประตูเข้า​ไปก็พบจิม​กำลังยืนอยู่​หน้าชั้นแผ่นเสียงสุดหวงของ​เขา ​เมื่อ​เขาเห็นผมเข้ามาก็ชี้​ไปทางเก้าอี้​ที่อยู่​ตรงโต๊ะทำงาน ผมกวาดตามอง​ไปรอบ ๆ​ ห้องครั้งหนึ่ง​ ผมไม่​ได้ขึ้น​มา​ที่นี่บ่อยนัก ​และทุกครั้ง​ที่ขึ้น​มามันก็​จะเปลี่ยน​ไป หลาย ๆ​ คน​ที่อยู่​​ที่นี่มาก่อนผมบอกว่าจิม​เป็นคนเบื่อง่าย ​เขา​จะมี​ความสุข​กับการ​แต่งห้องทำงาน ห้องนอน หรือ​แม้​แต่ผับ ​เป็นการแก้เซ็ง แล้ว​วันนี้ห้องของจิมก็เต็ม​ไปด้วย เหยี่ยว มี​ทั้งรูปถ่าย รูปวาด หรือ​แม้​แต่ รูปปั้นแบบจำลองตัวเหยี่ยว ผมไม่รู้ว่า​เขา​ไป​เอามันมาจาก​ที่ไหน ​แต่มันเยอะจนผมลายตา​ไปพักนึง ผมกระพริบตาถี่ ๆ​ สองสามครั้ง แล้ว​จึงนั่งลง​ที่เก้าอี้ตรงกันข้าม​กับเก้าอี้ทำงานของ​เขา ผมขยับตัวอยู่​สองสามที​เพื่อหาท่านั่ง​ที่สบาย​ที่สุดสำหรับตัวเอง จิมนั่งลง​เมื่อ​เขาจัดการ​กับแผ่นเสียงเหล่านั้น​เสร็จแล้ว​

"มีอะไร​ครับ​ จิม" ผมเริ่มต้นถามก่อน​เมื่อรู้สึกว่า​​เขาไม่มีทีท่า​จะถามอะไร​หรือมีเรื่อง​อะไร​ให้ผมช่วย ​เพราะ​เมื่อจิมนั่ง ​เขาก็เริ่มเคลียร์งาน​ที่โต๊ะ​ไปเรื่อย ๆ​ ​เขาเหลือบตามองผมนิดนึง ก่อนวางปากกาลงแล้ว​​เอาหลังเอนพิงพนัก มือ​ทั้งสองของ​เขาประสานกันอยู่​บนลำตัว สายตาของ​เขาจ้องมองมา​ที่ผม

"มีอะไร​หรือครับ​" ผมไม่เคยเห็น​เขา​เป็นอย่างนี้มาก่อน แววตา​ที่​เขามองผมมันเต็ม​ไปด้วย​ความสงสัย ยังดี​ที่ว่าไม่มีแววตา​ที่​จะแสดงทีท่าว่า​จะคาดคั้นอะไร​บางอย่างจากผม
"ฉัน​ได้รับบัตรเชิญจากเพี่อน ของฉัน" ​เขาเปิดลิ้นชักแล้ว​หยิบซองหนึ่ง​ยื่นให้ผม ผมรับมาเปิดดู ก็พบข้อ​ความ


จิม​เพื่อนรัก

สุดสัปดาห์นี้มีงานเลี้ยง​ที่บ้านฉัน ​ถ้านายว่างก็มานะ ฉัน​จะเตรียมไวน์ดี ๆ​ ไว้รอ แล้ว​​เอาเจ้าหนูโซลมาด้วยล่ะ

เพียซ เมอร์ดอน

ผมอ่านจบแล้ว​ก็เข้าใจทันทีเลย​ว่าจิมสงสัยเรื่อง​อะไร​ ผมรีบเรียบเรียงคำพูดขึ้น​ในหัวทันที ​เพราะผมไม่แน่ใจว่า เพียซ อยากให้ผมเล่าเรื่อง​​ทั้งหมดให้จิมฟัง ผมเงยหน้าสบตา​กับจิม ​ซึ่ง​กำลังนั่งรอคำตอบจากผมอยู่​

"ผมเจอเพียซ​ที่บ้าน​เขาเอง เผอิญผมช่วยคนไว้​ได้คนนั้น​​เขาถูกยิง ​ซึ่งผมก็ไม่รู้ว่าทำไม คน​ที่ผมช่วย​เขาบอกให้ผมพา​เขา​ไป​ที่นั่น ​เขา​เป็น​เพื่อน​กับเพียซ เพียซขอบอกขอบใจผม แล้ว​บอกว่าผมมีน้ำใจ​กับ​เขา พอผม​จะกลับ​เขาก็บอกว่าว่างๆ​ ก็มาเยี่ยม​เขา​ได้ในฐานะ​เพื่อน" ผมพยายามเลี่ยงประโยค​ที่​จะ​เป็นช่องในการซักถามให้มาก​ที่สุดเท่า​ที่​จะทำ​ได้

"​ใคร"
"ครับ​" ผมทำท่าสงสัยในคำถามของ​เขา ​ทั้ง ๆ​ ​ที่จริง ๆ​ แล้ว​ผมเข้าใจ
"นายช่วย​ใคร" น้ำเสียงราบเรียบของจิมขยาย​ความคำถามของ​เขา ​เขาเอนตัวมาด้านหน้า​เอาแขน​ทั้งสองข้างเท้าโต๊ะ มือ​ทั้งสองข้างกุมกันไว้อย่างหลวม ๆ​ ​แต่สีหน้าเรียบเฉยเหมือนเดิม

"ผมไม่รู้...​...​" ผมตั้งใจ​จะปดออก​ไป ​แต่ผมไม่อาจ​จะทำ​ได้ ผม​ต้องจำใจทำที​เป็นเหมือนนึกอะไร​ออก ​เมื่อ​เขาจ้องมองผมเหมือนตัวผมทะลุ​ได้นั่นแหละ​
"อ้อ ...​.. คุณเพียซ บอกว่าผมว่า ​เขาชื่อ รัสเซลล์" ไม่รู้ทำไมผมถึงไม่อยากพูดถึงสกุล​เขาเหมือนกลัวจิม​จะรู้ เอ แล้ว​​เขา​จะรู้อะไร​ล่ะ ผมถอนหายใจออกมาเบา ๆ​ ​เพื่อลด​ความกังวลใจ

"ทำตัวให้สบาย ฉันไม่​ได้​จะมาคาดคั้นอะไร​นายนักหนาอะไร​หรอก เพียง​แต่ฉันสงสัยว่านาย​ไปรู้จัก​กับ เพียซ​ได้ยังไง" โชคดี​ที่​เขาไม่สงสัยเกี่ยว​กับชื่อ​ที่ผมเอ่ยขึ้น​ แล้ว​​เขาคงเห็นผมถอนหายใจเลย​ พูดให้ผมสบายใจ ​ซึ่งนั่นก็​ได้ผลผมรู้สึกดีขึ้น​มานิดหน่อย​ เลย​เริ่มมีอารมณ์​จะคุย​กับ​เขาขึ้น​มามั่ง

"จิมคุณรู้จัก คุณเพียซมานานแล้ว​เหรอครับ​" ผมมองจิม​ที่ลุกขึ้น​แล้ว​หยิบซิการ์ม้วนโตขึ้น​มาสูบ ผมไม่ค่อยชอบกลิ่นพวกนี้เลย​ ​แม้ผม​จะทำงานในคลับก็ตามมันก็ไม่​ได้ทำให้ผมชินขึ้น​มาเลย​
"อืม คนแถวนี้รู้จักเพียซ​ทั้งนั้น​ ​เขา​เป็นเศรษฐี รู้ใช่ไหม" หลังจากพ่นควันจาง ๆ​ ขึ้น​ฟ้าอย่างสบายอารมณ์ ​เขาก็เริ่มเล่าแล้ว​หันมาทางผม​เมื่อตั้งคำถาม แล้ว​ผมก็พยักหน้าตอบกลับ​ไป ผมจำ​ได้ดีถึงบ้าน​ที่ภายนอกแสน​จะธรรมดานั้น​ ​แต่ภายในตกแต่งหรูหราเพียงใด
"​แต่น้อยคนนัก​ที่​จะสนิท​กับ​เขา ถึงขั้นเข้า​ไปในบ้าน​ได้เลย​ นั่นแหละ​​เป็นเหตุผล​ที่ฉันสงสัย" ​เขาอัดซิการ์หนัก ๆ​ ทีนึง

"แล้ว​คุณหายสงสัยหรือยังครับ​" บางอย่างทำให้ผม​ต้องถามออก​ไป ผมรู้สึกว่า​จิม ยังไม่คลาย​ความสงสัยในเรื่อง​นี้

"​เป็นบางเรื่อง​ " ​เขาตอบออกมาใน​ที่สุด หลังจากหันมาสบตาผม ​ที่นานพอ​จะทำให้รู้ว่าควร​จะมาพูดกันให้กระจ่างชัดกันตอนนี้ดีกว่า

"พูดกันตรง ๆ​ นะโซล ไอ้เรื่อง​​ที่​ใคร​จะ​ไปรู้จัก​กับเพียซ​ได้ยังไงน่ะ ฉันไม่สนหรอก ​แต่​ที่ฉันถามนายนั่นก็​เพราะว่านาย​เป็นลูกจ้างฉัน แล้ว​ก็ด้วย​ความแปลกใจ​เพราะนายมาอยู่​​ที่นี่ไม่ถึง 6 เดือนเลย​ด้วยซ้ำ ​แต่นายกลับรู้จัก​กับเพียซ เมอร์ดอน เศรษฐีประจำเมืองคนหนึ่ง​ ​ที่​ใคร ๆ​ ต่างอยาก​จะคบหาด้วย...​...​...​...​...​...​.. ​แต่ก็ยากเต็มที เหตุผล​เพราะหมอนั่นระวังตัวแจ ไม่อยากให้​ใครมา​เอาเปรียบ ​เขาจึงเลือกคบ​เพื่อน​ที่ไม่มีปัญหาเรื่อง​ฐานะ ​เป็นสำคัญ ​แต่นาย​เป็นบาร์เทนเดอร์นะ ฉันไม่เชื่อหรอกว่าเพียซ​จะไม่รู้ว่านายทำอะไร​ เค้า​ต้องถามนายแน่ ๆ​" ผมพยักหน้าให้จิมรู้ว่า​ที่​เขาพูดออกมาเกี่ยว​กับ​ที่เพียซถามผมถูก​ต้อง​ทั้งหมด จิมจึงเริ่มพูดต่อว่าหลังจากเงียบ​ไป ​เพื่อ​จะจัดการซิการ์มวนนั่นก่อน ​เขาดับมันลงวางไว้ใน​ที่เขี่ยบุหรี่ แล้ว​เงยหน้ามองผม

"​เอาล่ะ...​...​...​.. ฉันไม่สงสัยอะไร​แล้ว​ล่ะ ฉันเชื่อนาย ​แต่​ที่ฉันแคลงใจทีแรกนั้น​ก็​เพราะว่าเหตุการณ์มันน่าเหลือเชื่อว่าเพียซ​จะมีคนสำคัญ​ที่​ต้อง​เป็นห่วงขนาดนั้น​ ถึง​กับขอบคุณคน​ที่ช่วย​เขามากมาย​ขนาดชวน​ไปงานเลี้ยง​ที่บ้านเลย​ ​ซึ่งนั่นเท่า​กับ​เขายอมรับนาย​เป็น​เพื่อน​ที่ไว้ใจ​ได้คนหนึ่ง​" ​เขาตบไหล่ผมสองสามที​เพื่อให้ผมรู้สึกว่า​สิ่ง​ที่​เขาพูดนั่น​เป็น​ความจริง แล้ว​​เขาก็เริ่มทำบรรยากาศให้มันดีขึ้น​ ด้วยการพูดว่า

"จริง ๆ​ แล้ว​ ฉันอิจฉานายมากกว่านะ กว่าฉัน​จะ​เป็น​เพื่อน​กับ​เขา​ได้ตั้งนานแน่ะ แล้ว​กว่า​จะเข้า​ไปงานเลี้ยง​ที่บ้าน​เขา​ได้ก็ตั้งสองปี ​ทั้ง ๆ​ ​ที่ฉันมั่นใจในเรื่อง​มนุษยสัมพันธ์ของฉันแล้ว​เชียวนะ" จิมหัวเราะออกมา พอใจ​กับสีหน้าของผม​ที่มีทีท่าดีขึ้น​ หลังจากการพูดเย้าแหย่ของ​เขา
"จิมคุณพูดเหมือนว่า ​ใคร ๆ​ ก็อยาก​จะรู้จัก คุณเพียซ " ผมดันเก้าอี้​ไปด้านหลังแล้ว​ลุกขึ้น​

"​ใคร ๆ​ ก็อยากรู้จักคนรวย​และมีอำนาจ​ทั้งนั้น​แหละ​โซล" จิมยิ้มให้​กับผม มันทำให้ผมสบายใจ​ที่การสนทนาจบลง​ไปด้วยดี ผมขอตัวลง​ไปข้างล่างก่อน

"เออ โซลทำตัวให้ว่างนะอาทิตย์นี้มีงาน​ที่บ้านเพียซ" ขณะ​ที่ผมเปิดประตูห้อง จิมก็พูดขึ้น​มา ผมหันกลับ​ไปมอง ด้วยสายตา​ที่มีคำถามว่า ​เขา​จะ​เอาผม​ไปด้วยจริง ๆ​ เหรอ จิมพยักหน้าเล็กน้อย ผมจึงรับคำเบา ๆ​

ผมนอนมองเพดาน ระยะนี้มี​ความสับสนในใจมากมาย​ทำให้ผมนอนไม่ค่อย​จะหลับ ห้องนอนสี่เหลี่ยม​ที่มีเครื่องอำนวย​ความสะดวก​เพียงเล็กน้อย ถึง​แม้​จะไม่มากไม่มาย​แต่มันก็ดีกว่าห้องนอนรวม​ที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามากนัก ​แต่​ที่นี่ไม่มี​ความอบอุ่น ไม่มีสายตา​ที่ปราถนาดีตลอดเวลา ​และไม่มี​ใคร​ที่​จะให้คำปรึกษา เวลา​ที่มีปัญหาหนักอก คืนนี้ผมหลับ​ไปจน​ได้ หลับ​ไป​พร้อม​กับ​ความรู้สึกเสียดายสิ่งดี ๆ​ ​ที่มีอยู่​​ที่นั่น ถึง​แม้ผม​จะรู้ว่าไม่อาจอยู่​​ที่นั่น​ได้ตลอด​ไป

คืนวันงานไฟ​ที่บ้านเพียซ สว่างไสว จิมพาผมมา​กับ​เขาด้วยอย่าง​ที่​เขาเคยบอก ทีแรกผมนึกว่ามัน​จะ​เป็นงานใหญ่กว่านี้ซะอีก ​แต่ผิดคาดงานนี้มีเพียงชายหนุ่มต่างวัยกัน ประมาณ สิบคนเห็น​จะ​ได้​ที่มานั่งดื่มบรั่นดีบ้าง ดื่มไวน์บ้าง สังสรรค์กัน​ที่บ้านหลังนี้ ผมเชื่อแล้ว​ล่ะว่า เพียซนั้น​คบคนยากจริง ๆ​ ยากพอ ๆ​ กันคน​ที่พยายาม​จะคบ​กับ​เขา ​เขาเบิกตาโตอ้าแขนโอบจิมไว้​เป็นการทักทาย ​เมื่อเห็นว่าแม่บ้านร่างตุ้ยนุ้ย พาจิม​กับผมเข้ามา​ที่ห้องใหญ่​ที่ไว้รับแขก ​และทุกคน​ที่มาร่วมงานนี้ก็อยู่​​ที่นั่น
"ว่าไง โซล" ​เขาทักผม แล้ว​ก็อ้าแขนเอียงตัวเล็กน้อย​เป็นการเชิญให้ผมเข้า​ไป​ได้
"​เพื่อนฉัน​ทั้งนั้น​แหละ​ อยากให้แนะนำให้รู้จักไหม" ​เขายิ้มเล็กน้อย เพียซเหมือน​จะรู้ใจผม ว่าผมไม่ถนัด​ที่​จะสุงสิง​กับ​ใครนัก
"เอ่อ"​แต่ผมก็ไม่กล้าพูดอะไร​
"​แต่ฉันว่าเธอไม่ค่อยชอบสุงสิง​กับ​ใครนัก" ​เขาหัวเราะ​เมื่อเห็นหน้าผม ​ที่ขณะนั้น​ใบ้รับประทาน​ไปเรียบร้อย​แล้ว​
"​เอาล่ะ เดี๋ยวฉัน​ต้อง​ไปจัดการทำตัว​เป็นเจ้าบ้าน​ที่ดีก่อน หลังจากนั้น​ ฉันอยากคุยอะไร​​กับเธอสักหน่อย​" แล้ว​​เขาก็เดินตรง​ไปทางชายหนุ่ม​ที่จับกลุ่มคุยกันอยู่​​ที่โซฟากลางห้อง ​แต่แล้ว​ดูเหมือน​เขา​จะนึกอะไร​ขึ้น​มา​ได้ เพียซเดินกลับมาหาผมอีก

" ​ถ้าเธอรู้สึกไม่สะดวก​​ที่​จะอยู่​ในห้องนี้ ฉันอนุญาตให้เธอเดินรอบ ๆ​ บ้านฉัน​ได้ตามสบาย ​แต่​ถ้าไม่อยากเดิน ก็​ไปรอฉัน​ที่ห้องทำงาน​ได้ ด้านในสุด จำ​ได้ใช่ไหม" ผมพยักหน้า กล่าวขอบคุณ​เขา ​เขาตบไหล่ผมเบา ๆ​ แล้ว​ยิ้มให้ก่อน​ที่​จะ​ไปทำหน้า​ที่เจ้าบ้าน​ที่ดีอย่าง​ที่​เขาว่า

ผมเลือก​ที่​จะ​ไปนั่งรอ​เขา​ที่ห้องทำงานเลย​ ​เพราะคิดว่ามันคงแปลก ๆ​​ที่​จะมาเดินสำรวจบ้านคนอื่น​แม้​เขา​จะอนุญาตแล้ว​ก็ตาม ผมเดินสำรวจห้องอีกครั้ง ผมพบว่าชั้นหนังสือ​ที่อัดแน่นนั้น​ เต็ม​ไปด้วยหนังสือการเมือง เศรษฐศาสตร์ ปรัชญาตะวันตก แล้ว​ก็พวกหนังสือประวัติศาสตร์​ที่ดูเหมือน​จะมีมาก​ที่สุด ถึง​แม้ผม​จะไม่ค่อยเข้าใจเรื่อง​เหล่านั้น​เท่าไหร่นัก ​แต่ผมก็พอ​ที่​จะอ่านชื่อหนังสือแล้ว​รู้ว่ามัน​เป็นประเภทอะไร​

"สนใจงั้นเหรอ" ผมสะดุ้งเล็กน้อย​เมื่อเสียงเพียซดังขึ้น​
"เปล่าครับ​ ผมแค่เดินดูอะไร​​ไปเรื่อย ๆ​" ผมตอบท่าทีของผมคง​จะตลกเพียซ ถึงหัวเราะออกมาเบา ๆ​

"​คือ รัสเซลล์ เค้าอยากพบนายน่ะ ตามมาสิฉัน​จะพา​ไปพบ​เขา" ผมสะดุ้ง ​เมื่อจู่ ๆ​ ​เขาก็พูดเข้าเรื่อง​ขึ้น​มาทันที
"ครับ​" ผมทำอะไร​ไม่ถูก เลย​​ได้​แต่รับคำ แล้ว​ก็เดินตามเพียซ​ไปทันที เพียซพาผมขึ้น​​ไปชั้นสอง ผ่านตามทางเดิน​ที่ประดับประดาไว้หรูหรากว่าข้างล่างมากนัก เพียซหยุด​ที่ประตูไม้บานหนึ่ง​​เขาผลักมันออก​ไป เผยให้เห็นห้องนอน​ที่กว้างพอสมควร ภายในตกแต่งด้วยเครื่องเรือนสีครีม​ทั้งหมด ​เพื่อให้กลมกลืน​กับผนัง​และเพดาน​ที่ทาสีขาว คน​ที่นั่งอยู่​บนโซฟาตัวใหญ่ปิดหนังสือลง หลังจากรู้สึกตัวว่ามีแขก ​เขาสวมเสื้อเชิ๊ตแขนสั้นเผยให้เห็นร่องรอยบาดแผลมากมาย​ เสื้อสีขาวบางพอ​ที่​จะมองเห็นว่าตั้งแต่หัวไหล่จนถึงช่วงกลางลำตัว ถูกพันด้วยผ้าพันแผล ​แต่ผมคิดว่า​เขาคง​จะดีขึ้น​มากแล้ว​​เพราะไม่มีรอยเลือดซึมออกมาให้เห็นเลย​ อีก​ทั้งตอนนี้​เขา​กำลังลุกขึ้น​ แล้ว​เดินมาทางผมด้วย

"หวัดดีโซล ฉันรัสเซลล์ " ​เขามาหยุดอยู่​ตรงหน้าผม เอ่ยคำทักทาย ​แต่ผมก็แทบ​จะไม่​ได้ยินมัน ​เพราะมัวตกตะลึง​กับ​ความแปลกประหลาดชายหนุ่มคนนี้ ​เมื่อ​เขาเดินเข้ามาใกล้พอ​ที่​จะเห็นหน้าตา​ได้ชัดเจน โอ ​พระเจ้า ดวงตาของ​เขา มัน​เป็นสีแดง ​และ​ที่น่าแปลกก็​คือ อีกข้างมัน​เป็นสีดำสนิท ผมรีบหาเหตุผลมาอธิบายในใจแล้ว​คิดถึง​ความ​เป็น​ไป​ได้ของวิทยาการสมัยใหม่ ใช่แล้ว​ คอนแท๊ค ​เขาอาจ​จะใส่มันก็​ได้

"มันแปลกใช่ไหม" ​เขายิ้มเล็กน้อย แล้ว​​เอามือแตะใบหน้าตัวเอง
"ของจริงรึครับ​ เอ่อ ผมขอโทษ" ผมหลุดปาก​ไป​แต่แล้ว​ก็นึก​ได้ว่ามัน​เป็นการเสียมารยาท​แต่ดูท่า​เขา​จะไม่ถือสาอะไร​
"จริง...​...​...​.ไม่​เป็นไร ฉันชินแล้ว​ล่ะ เพียซขอคุย​กับเจ้าหนูนี่ตามลำพัง​ได้ไหม" ​เขาหัน​ไปพูด​กับชายชรา​ที่พาผมมา
"​ได้สิ ตามสบาย" ​เขาถอยออก​ไป แล้ว​ปิดประตูอย่างเบามือ​ที่สุด

"นั่งก่อนสิ" ผมเดิน​ไปนั่ง​ที่โซฟา สายตาเหลือบเห็นหนังสือ​ที่​เขาอ่านค้างไว้หน้าปก​เป็นรูปดวงตา แปลกดีแฮะ ผมพยายาม​จะหาว่ามัน​เป็นเรื่อง​เกี่ยว​กับอะไร​ ผมพบตัวอักษรเล็ก ๆ​​ที่มุมขวาล่าง อัน​เป็นข้อ​ความเดียว​ที่มีอยู่​บนหน้าปก ข้อ​ความตัวเล็ก ๆ​ สีแดงนั่น มันดึงดูดผมอย่างประหลาด ผมก้มมองดูมัน

"เห็นอะไร​ไหม" ผมสะดุ้งสุดตัว ยืดตัวตรง หลังพิงโซฟาทันที ​เมื่อรู้สึกว่า​ตัวเองทำเหมือน​เป็นคนสอดรู้สอดเห็นเรื่อง​ชาวบ้าน​และ​เขา​กำลังจับ​ได้
"​เป็นอะไร​นั่น" ​เขาหัวเราะ แล้ว​ยื่นบรั่นดีให้ผมแก้วนึง ผมรับมาจิบนิดนึง​เพื่อบรรเทาอาการตื่นเต้น ตอนนี้ผมรู้สึกเหมือน​เป็นเด็ก​ที่ทำ​ความผิด แล้ว​ผู้ใหญ่จับให้มารับสารภาพยังไงยังงั้น

"ฉันไม่ว่าอะไร​หรอกนะ ​ถ้าเธอ​จะสนใจเรื่อง​​ที่ฉันอ่าน"

"ขอโทษครับ​ ผมเพียง​แต่รู้สึกแปลก​เมื่อเห็นมัน" ผมบอก​กับ​เขา ดวงตาผมยังจับจ้อง​ไป​ที่หนังสือเล่มนั้น​ มัน​เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ​ ไม่หนาด้วย ขนาดของมันเหมือนหนังสืออ่านเล่น​ที่พิมพ์​เป็นพ๊อตเก๊ต​ที่ผมเคยเห็น หน้าปกนั้น​สีดำสนิท ตรงกลางมีรูปดวงตาสีแดงสด ​กับตัวอักษรเล็ก ๆ​ มุมขวาล่าง ​ที่ผมยังไม่ทัน​ได้อ่าน เสียดายมันเล็กมากจน​ถ้าไม่ยกมาจนเกือบ​จะชิดสายตา คง​จะอ่านลำบาก ​และตอนนี้มันวางอยู่​ตรงโต๊ะข้างหน้าผม ผมเลย​เห็นแค่เพียง รอยบุ๋มสีแดง เล็กๆ​ เรียงต่อกันเท่านั้น​

"งั้นเหรอ เธอเห็นอะไร​มั่งล่ะ เธอรู้สึกอย่างไร"รัสเซลล์ มองผม​เพื่อรอคำตอบ ​และสายตานั่นบ่งบอกถึง​ความสนใจมาก ​เขา​จะอยากรู้​ความคิดเห็นของผม​ไปทำไมนะ เฮ้อ ...​...​. ลองตอบ​ไปก็ไม่เสียหายอะไร​ นี่
"ผมเห็นรูปดวงตา แล้ว​ก็ตัวหนังสือ เอ่อ มันแปลกมากในสายตาผม ผมไม่เคยเห็นอะไร​แบบนี้มาก่อน ​คือ ผมหมายถึงว่ามันดึงดูดผมอย่างประหลาด จน​ต้องก้มลงมองมันดูว่ามัน​คืออะไร​ ดูมันลึกลับมาก"
"เธอกลัวไหม" ​เขาแทรกขึ้น​มา

"ไม่ครับ​ ผมไม่กลัว ​แต่ผมว่า​ความรู้สึกสงสัยของผมมันคงก่อตัวขึ้น​​เมื่อเห็นอะไร​​ที่แปลก​และลึกลับแบบนี้น่ะครับ​" ผมยกบรั่นดีขึ้น​มาดื่ม พยายามทำตัวสบาย ๆ​ กลบเกลื่อน​ความรู้สึกตื่นเต้น
"งั้นรึ ฉันเดาว่าเธอคง​เป็นพวกยอมรับ​และคุ้นเคย​กับอะไร​ง่าย"
"ทำไมคุณคิดแบบนั้น​ล่ะครับ​" ผมมองตาม​เขา​ที่ลุกขึ้น​เดิน​ไปตรงโต๊ะมุมห้อง​ที่มีถาดเงินใส่บรั่นดีไว้ เค้ารินมันลงในแก้วอีก
"ดูจาก​ที่เรื่อง​วันนั้น​ ฉันรู้ว่าเธอตกใจมาก แถมกลัวด้วยอีกต่างหาก ​แต่เธอก็ยอมรับมัน​และก็ตั้งสติ​ได้ดีด้วย ฉันอยาก​จะขอบคุณเธอเรื่อง​นั้น​มาก ๆ​ ไม่มีเธอฉันอาจ​จะไม่​ได้มายืนตรงนี้แล้ว​ก็​ได้ ...​...​...​...​...​...​...​ ​และก็วันนี้อีกฉันไม่เคยเห็น​ใครทำสายตาหายสงสัยทันที​เมื่อฉันบอกว่าสีตานี่​เป็นของจริง ธรรมดาแล้ว​​ต้องมีคำถาม​ต่อมาอีกเล็กน้อย​เพื่อให้แน่ใจ บางครั้งถึง​เขา​จะหยุดถาม​ไปแล้ว​ก็ตาม ​แต่สายตาของพวก​เขา​ที่ฉันมองเห็นนั้น​บอก​ได้เลย​ว่าพวก​เขาไม่เชื่อ ในสิ่ง​ที่ฉันพูดออก​ไป" ​เขายกแก้วดื่มรวดเดียวหมด แล้ว​จัดการเติมใหม่

"ไม่​เป็นไรหรอกครับ​สำหรับเรื่อง​วันนั้น​ คุณก็ช่วยผมเหมือนกัน" ผมมองแก้วบรั่นดี นึกหาคำสนทนาต่างๆ​ ​ที่​จะทำไม่ให้มันเงียบเกิน​ไป ​จะพูดเรื่อง​เกี่ยว​กับพ่อเลย​ดีไหม ​แต่​จะเชื่อ​เขา​ได้แค่ไหนกัน
"ฉันให้เพียซเรียกเธอมาวันนี้ นอกจากอยาก​จะขอบคุณเธอแล้ว​ ฉันมีเรื่อง​​ที่สำคัญ​จะบอกด้วย" ​เขาเดินมานั่ง​ที่เดิม หลังจากเติมบรั่นดีอีกครั้ง​ซึ่งผมนับ​ได้ว่ามัน​เป็นแก้ว​ที่ห้าแล้ว​
"ครับ​" ผมวางแก้วลง ​เอามือประสานกันไว้​ที่หัวเข่า
"​คือเธอคงรู้แล้ว​นะว่าเรื่อง​ราว​ทั้งหลายมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก จริง ๆ​ แล้ว​ฉันวันนี้ฉันก็อยาก​จะเรียกเธอมาขอบคุณเฉย ๆ​ แล้ว​ก็ปล่อยให้เธอกลับ​ไปนอนอย่างมี​ความสุข ​แต่..เอ่อ" ​เขาหยุด​ไปสักพัก คง​กำลังหาคำพูด​ที่เหมาะ ๆ​ อยู่​
"​เอาล่ะ ฉันไม่ค่อยถนัด​จะอ้อมค้อมซะด้วย ฟังฉันนะโซล วันนั้น​​ที่เธอ​ไปเจอฉันเข้า ฉัน​กำลังมีปัญหา​กับ​ใครสักคน​ที่มีอิทธิพลมาก ๆ​ ฉัน​ไปขัด​เขาบางอย่าง ​และ​ถ้าไม่มีฉันทุกอย่าง​จะ​เป็น​ไปตาม​ความ​ต้องการของ​เขา ฉันเลย​ถูกล่า ​ซึ่งนั่นก็​จะ​เป็นปัญหาของฉันคนเดียว ​ถ้าเกิดไม่มีคนเห็นว่าเธอนั่งแท็กซี่มา​กับฉัน แล้ว​ก็โชคร้ายหน่อย​​เพราะหมอนั่น​เป็นพวกนั้น​ ฉัน​กับเพียซเดาว่าข่าวเรื่อง​เธอคง​ไปถึงนายใหญ่มันแล้ว​"

"คุณรู้​ได้ยังไงว่ามีคนเห็น" ผมรับฟังเรื่อง​ราว​ที่​เขาเล่าแล้ว​สงสัย
"เส้นสายเพียซใหญ่พอดู มีคนบางคนยินดี​ที่​จะบอกอะไร​เล็กๆ​ น้อย ๆ​ให้​กับเรา" ​เขาบอก​กับผม​ซึ่งทำให้ผม​ต้องยืดตัวตรงหลับตาลงเล็กน้อย

ผมพยักหน้ารับรู้ ​ความรู้สึกกลัวว่าเรื่อง​ราวต่าง ๆ​ มัน​จะเกิดขึ้น​นั้น​ ตอนนี้เปลี่ยน​เป็น​ความกังวลใจ ว่า​จะจัดการปัญหาอย่างไร ​เมื่อพวกนั้น​เพ่งเล็งมา​ที่ผมอีกคน รัสเซลล์ดู​จะรู้ว่าผมคิดอะไร​อยู่​ ​แต่​เขาก็เงียบ​เมื่อเห็นผมทำท่าเหมือนตัดสินใจอะไร​บางอย่าง ไม่หรอก ผมทำท่า​ไปอย่างนั้น​เอง จริง ๆ​ แล้ว​ในหัวของผมมันว่างเปล่าไม่มีอะไร​เลย​ ​คือผมไม่ถนัด​จะรับมือ​กับสถานการณ์แบบนี้ ​แต่ตอนนี้ผมคง​ต้องพูดอะไร​ออกมามั่งแล้ว​ ผมเลย​ตั้งคำถามโง่ ๆ​ ออก​ไปว่าแล้ว​มันเกี่ยวอะไร​​กับผม คำตอบ​ที่​ได้รับก็​คือ เรื่อง​​ทั้งหมดมัน​จะเกี่ยว​กับทุกคน​ที่พวกนั้น​รู้ว่าเกี่ยวข้อง​กับ​เขา ผมจ้องมอง​เขา​พร้อม ๆ​ ​กับคำพูดของเพียซ​ที่ล่องลอยอยู่​ในหัวผมตลอดสัปดาห์​ที่ผ่านมา "เธอ​ทั้งโชคดี​และโชคร้ายนะ ​เมื่อพบชายคน​ที่เธอช่วย รัสเซลล์ เวอร์เรอร์" โชคร้ายอย่างเดียวสิไม่ว่าตอนนี้ผมเริ่ม​จะเข้าใจสถานการณ์​ที่​เป็นอยู่​ว่ามันร้ายแรง​แต่มันร้ายแรงแค่ไหนกันล่ะ

ผมลุกขึ้น​เดิน​ไปเดินมาแล้ว​ตัดสินใจถามเรื่อง​​ทั้งหมด​กับ​เขาว่ามัน​เป็นอย่างไร ​ที่จริงผมก็ไม่คิดว่า​เขา​จะตอบหรอกนะ ผมเพียง​แต่คิดว่าผมน่า​จะมีสิทธิ์รู้มั่งในเรื่อง​​ที่เกี่ยวข้อง​กับตัวผม รัสเซลล์จ้องมองผม มันไม่​ได้ให้​ความรู้สึกอึดอัดเลย​ มันดูผ่อนคลายมากกว่า ​แต่ดวงตาข้าง​ที่​เป็นสีแดงนั่นกลับให้​ความรู้สึกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง​ เหมือนมีพลังอะไร​บางอย่าง​ที่​จะดึงดูด​ได้ ผมรู้สึกว่า​มันอันตราย จึงรีบหลับตาลง แล้ว​แสร้งกระพริบตาถี่ ๆ​ ในเวลานี้รัสเซลล์หยิบ หนังสือเล่มนั้น​ขึ้น​มาเปิดอ่าน แล้ว​​เขาก็พูดขึ้น​มา

" ​ต้องตอบหนังสือนี่เสียก่อน ฉันถึง​จะเล่าเรื่อง​​ทั้งหมดให้ฟัง"

ผมถามรัสเซลล์ว่าอะไร​ ​เขาลุกขึ้น​ยื่นหนังสือมาทางผม ผมรับมาแล้ว​กลับ​ไปนั่ง​ที่เดิม ตอนนี้มันอยู่​ในมือผมแล้ว​ ผมรีบอ่านตัวอักษรสีแดงเล็ก ๆ​ นั่นทันที "​ความลับ" มันเขียนไว้ว่าอย่างนั้น​ ผมเริ่มเปิดมันออกแล้ว​ก็รีบปิดลงทันที​เมื่อเห็นว่ามัน​เป็นอะไร​ ให้ตายเถอะ ดวงตาผมเบิกกว้าง ทบทวน​ความทรงจำว่าสิ่ง​ที่เห็น​เมื่อครู่มัน​คือ​ความจริง มัน​เป็นรูปวาดของนักรบ​ที่​กำลังฆ่าฟันกัน แล้ว​คน​ที่​เป็นผู้ชนะ​กำลังดื่มเลือด​ที่หลั่งรินออกมาจากหัวของผู้แพ้ ผมอยาก​จะอาเจียนจริง ๆ​ รัสเซลล์​เป็นคนประเภทไหนกันแน่นะถึง​ได้ดูหนังสือพวกนี้ แล้ว​ไอ้หนังสือบ้านี่ก็ให้​ความรู้สึกลึกลับตั้งแต่แรกเห็นกระตุ้น​ความอยากเปิดดูมัน​ได้​เป็นอย่างดี ​แต่ข้างในสิ ดันบรรจุ​ความน่าสะอิดสะเอียนไว้ตั้งแต่หน้าแรก ผมนึกไม่ออกว่าหน้าต่อ​ไปมัน​คืออะไร​

"เปิดดูสิ ดูให้จบ แล้ว​บอกฉันว่านายตอบหนังสือนี่ว่าอะไร​"

​เขาจ้องมองตาผม ดวงตาสีแดงตอนนี้ผมรู้สึกว่า​มันเข้มขึ้น​เล็กน้อย มันแสดงอย่างโจ้งแจ่งเลย​ว่า​กำลังท้าทายผม อยู่​​ที่ว่าผม​จะกล้าพอหรือไม่ เลือดร้อนในวัยสิบแปดของผม ช่วงอายุวัยรุ่นแบบนี้มี​ความอยากรู้อยากลองทุกอย่าง ​และสิ่งเดียว​ที่​จะสกัดมันไว้​ได้​คือ​ความกลัวสุดขีด ผมถามตัวเองว่าตอนนี้กลัวมากไหม มันใช่​ความกลัวหรือเปล่า ผมหลับตาลง ไม่ มันไม่ใช่​ความกลัว มัน​เป็น​ความตื่นตระหนก​ที่​ได้เห็น​ความวิปลาส เกินกว่า​ที่ตัวเอง​จะรับ​ได้ ผมถามตัวเองว่ายังมีแรงใจพอ​ที่​จะรับเรื่อง​เหล่านั้น​อีกไหม ​และแล้ว​ผมก็รับคำท้า ผมเริ่มเปิดหนังสือนั่นอีกครั้ง ผมรู้สึกว่า​มือเย็นเฉียบ​ไป​เพราะ​ความตื่นเต้น ​แต่ไม่มีอาการสั่นเลย​ ขอบคุณ​พระเจ้า​ที่ผมไม่รู้สึกกลัว อย่างน้อยก็ต่อหน้า​เขาล่ะ

ผมเผชิญหน้า​กับมันอีกครั้งคราวนี้ผมไม่​ได้ปิดหนังสือลง คง​เพราะ​ได้เตรียมใจมาแล้ว​ว่า​จะเจออะไร​ ผมเริ่มเปิดหน้าสอง มัน​เป็นภาพนักรบ​กำลังเผชิญหน้ากัน หน้าสาม เหมือนมีการเจรจาบางอย่าง​ระหว่างกลุ่มคนสองกลุ่ม หน้าสี่ ​เป็นภาพการทะเลาะวิวาทกัน หน้าห้า ​เป็นภาพชายคนหนึ่ง​​กำลังฉุดกระชากหญิงสาวออกจากกระท่อม หน้าหก ​เป็นภาพชายคนนั้น​แอบดูหญิงสาวเปลือยกายอาบน้ำในคืนหนึ่ง​ หน้าเจ็ด ​เป็นภาพงานรื่นเริง หน้าแปด ​เป็นภาพของคน​ที่เปิดการเจรจากันในหน้าสามยิ้มแย้ม แล้ว​ชนแก้วเหล้ากันอย่างมี​ความสุข หน้าเก้า ​เป็นภาพเมือง​ที่วาดออกมา​ได้สวยงาม​และดูยิ่งใหญ่มาก หน้าสิบ ...​...​...​...​...​...​...​...​ ผมรีบพลิกหน้าต่อ ๆ​ ​ไปดู มันว่างเปล่า ว่างเปล่าทุกหน้าเลย​ตั้งแต่หน้าสิบมาแล้ว​
"มันมีแค่นั้น​" รัสเซลล์พูดสั้น ๆ​ ขณะ​กำลังยกบุหรี่ขึ้น​มาจุด ​เขา​กำลังมองผมอยู่​ทุกอิริยาบถ

ผมแปลกใจ ในหนังสือเล่มนั้น​​เป็นรูปวาด​ทั้งหมด ​และเหตุการณ์ในนั้น​ ผมรู้สึกว่า​มันย้อน​ไป หนังสือเล่มนี้เปิดหน้าด้วยเหตุการณ์อันโหดร้าย ​แต่กลับจบด้วยภาพอันงดงาม ทำไม ผมพลิกดูอีกรอบ ตอนนี้ผมเริ่มชิน​กับภาพเหล่านั้น​แล้ว​
"เรื่อง​เดียวกันเหรอครับ​" ใน​ที่สุดผมก็พูดขึ้น​มา
"ใช่" ​เขายังคงตอบคำถามอย่างสงวนคำพูดไว้มาก​ที่สุด

ผมคิดถูก เรื่อง​ราวในหนังสือนั้น​ เรียงจากเหตุการณ์หลัง​ไปหน้า นั่น​คือมันเรียงจากจุดจบของเหตุการณ์ก่อน​ที่​จะให้เห็นปูมหลังของเหตุการณ์ ช่างโหดร้าย ผมลืมวัตถุประสงค์​ที่ทำให้ผม​ต้องดูหนังสือเล่มนี้​ไปซะสนิทจน​เมื่อรัสเซลล์ กระตุ้น​เพื่อขอคำตอบอีกครั้ง
"หมายถึงอย่างไรครับ​ มันไม่มีคำถาม" ผมไม่เข้าใจว่า​เขาอยากให้ผมตอบอะไร​ใน​เมื่อในนั้น​มันไม่มีคำถามเลย​สักนิด อย่าว่า​แต่คำถามเลย​ ตัวอักษรยังไม่มีให้เห็นเลย​

"ตอบหนังสือ ​คือเธอ​ได้อะไร​จากมัน" ​เขาดับบุหรี่แล้ว​มานั่งลง​ที่เดิมรอฟังคำตอบจากผม ผมนั่งคิดอยู่​ครู่หนึ่ง​ ​คือผมไม่ค่อยเข้าใจคำถาม​เขาเท่าไหร่นัก ​เขา​เอา​แต่ถามเรื่อง​​ความรู้สึกเกี่ยว​กับหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เห็นผมสนใจมันแล้ว​

"ผมรู้สึกกลัว​เมื่อแรกเห็น ​แต่​ความกลัวนั้น​กลับถูกปลดปล่อยด้วยภาพ​ที่สวยงามตอนท้ายจนหมดสิ้น ผมคิดว่ามันเศร้าใจ ​และสุขใจ​เมื่อ​ได้เห็น ไม่รู้สิมันแปลก ๆ​ น่ะ ผมคิดว่าบางทีคนวาด​ต้องการบอกอะไร​บางอย่าง สอนอะไร​บางอย่างแก่เรา" ผมบอก​เขาเพียงเท่านั้น​ แล้ว​​ความเงียบก็เข้ามาปกคลุม มันเงียบมากจน​จะ​ได้ยินเสียงหัวใจ​ที่เต้นไม่​เป็นจังหวะของผม ผมรู้สึกอึดอัดต่อคำถาม​ที่​ได้ตอบ​ไปว่ามันดีแค่ไหน พอ​จะทำให้​เขาเปิดปาก​ได้หรือไม่

"ใช่ ​เขา​ต้องการบอกอะไร​ เธอตอบถูกครึ่งไม่ถูกครึ่งนะโซล" ใน​ที่สุด​เขาก็เปิดปากพูดออกมา
" ฉันเคย​เป็นทหารรับจ้างมาก่อน ไอ้ดวงตาสีแดงกล่ำข้างนี้​ใครเห็น​ใครก็กลัว ฉันเลย​มีงานทำไม่มากนักหรอก ก่อนหน้านั้น​ฉันถูกเฉดหัวออกมาจากสถานสงเคราะห์คนพิการ ​เพราะพ่อแม่ของฉันตาย แล้ว​เหลือฉัน มีบางพวกหาว่าฉันเกเร จึงพยายามหาทางขับไล่ ​ซึ่งพวก​เขาก็ทำ​ได้สำเร็จ พ่อแม่ฉันตาบอด ​แต่กลับมีลูกตาสีแดงอย่างฉัน เฮอะ ...​.​ใคร​จะรู้​ได้ ...​...​...​...​.. ​ที่จริงแล้ว​ภายใต้เปลือกตา​ที่ปิดสนิทนั้น​พ่อหรือแม่ของฉันอาจมีตาสีนี้ก็​ได้ หรือฉันอาจมีญาติคนใดคนหนึ่ง​​ที่มีดวงตาสีนี้ มันอาจ​เป็นกรรมพันธุ์หรืออาการผิดปกติ ฉันไม่รู้เหตุผลว่าทำไมฉัน​ต้องมีดวงตาสีนี้ ​แต่มันทำให้ฉันลำบาก ​ใคร ๆ​ ก็ว่าฉันน่ากลัว ฉัน​ต้องปากกัดตีนถีบข้างถนน แล้ว​ก็มีคนช่วยฉุดฉันขึ้น​มา ฉันไม่รู้ว่า​เขา​เป็น​ใครหรอกนะ ​เขาเพียง​แต่ช่วยฉัน ฝึกฉันให้​เป็นทหารรับจ้าง ​เขา​เป็นเอเย่นต์ หาคนมีฝีมือ​ไปกระทำการร้ายแรงต่าง ๆ​ ทั่วโลก ​เขาส่งฉัน​ไปทะเลทราย ​ไปป่าดงดิบ เขตหนาวเหน็บมั่ง ตามงาน​ที่​ได้รับมา มันทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น​ ฉันนับถือ​เขา ​เพราะ​เขาทำให้คนอย่างฉันมีค่าขึ้น​ อย่างน้อยก็ในสายตาผู้ว่าจ้าง ​แต่แล้ว​วันหนึ่ง​ ​เขาถูกฆ่าตาย สาเหตุ​คือ​เขาเข้า​ไปขัดขวางในการรวมอำนาจของมาเฟีย กลุ่มใหญ่ สองกลุ่ม​และ​ถ้ามันรวมกัน ก็​จะมีอำนาจมากพอ​ที่​จะไม่เห็นกฎหมายอยู่​ในสายตา ถึง​เขา​จะทำงานผิดกฎหมาย​แต่​เขาก็มักบอกฉันอยู่​เสมอว่าอย่าทำร้ายคน​ที่ไม่ร้าย ​และอย่าโหดร้ายต่อคนบริสุทธิ์ ​เขายอมไม่​ได้​ที่​จะให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้น​ขึ้น​ ​ที่ร้าย​ไปกว่านั้น​ หัวหน้าใหญ่ของมันยังเคย​เป็นพวกเดียว​กับฉัน​และ​เขาด้วย" ​เขาเล่า​ไป ​โดยไม่รู้ว่าเสียงของ​เขานั้น​ทำ​ได้เพียงแค่กรอกหูผม​ไปเท่านั้น​ ผมรับรู้อย่างผ่าน ๆ​ ​ความสนใจของผมอยู่​​ที่หนังสือเล่มนั้น​​ไปจนหมดแล้ว​ ผม เหมือนตกอยู่​ในภวังค์

"พอ​เขาถูกฆ่าตาย ฉันรู้ว่า​เขา​ได้กุม​ความลับอะไร​บางอย่างไว้ ฉัน​ได้มันมา ​เขาพยายามเจรจา​กับฉันหลายครั้ง ​แต่แน่นอนฉันไม่ยอม นั่นทำให้​เขาตามล่าฉัน ประสบการณ์ในการ​เป็นทหาร ช่วยฉันให้หนีรอด​ได้" ​เขาหยุดแล้ว​หันมามอง​ที่ผม ผมเริ่มรู้สึกตัว แล้ว​ตั้งคำถาม​แต่สายตายังคงจับจ้อง​ไป​ที่หนังสือเล่มนั้น​อยู่​
"แล้ว​ตอนนี้ก็​กำลัง​จะตามล่าผมด้วยใช่ไหม"
"ใช่"
"คุณรู้จักเพียซ​ได้อย่างไร" ผมวางหนังสือลงหลังจากรู้สึกตัวว่ามันชัก​จะกลืนกินผมเข้า​ไปแล้ว​
"​เขา​เป็น​เพื่อนรักของคน​ที่ฝึกฉันมา ​เป็นหนึ่ง​เดียว​ที่ไว้ใจ​ได้" ​เขาบอก​กับผม ผมมองลึกลง​ไปในดวงตา​เขา
"คุณยังเล่าไม่หมด" ผมเริ่มคาดคั้น
"ฉันเล่าหมดแล้ว​ เท่า​ที่เธอจำ​เป็น​ต้องรู้"
"ผมอยากรู้เรื่อง​​ทั้งหมด"
"งั้นเธอ​ต้องไข​ความลับให้​ได้ซะก่อน แล้ว​เธอ​จะ​ได้รู้" รัสเซลล์บอกผมแค่นั้น​

​เขาตัดบทการสนทนาให้ผมกลับ​ได้ ​และบอกว่ายัง​จะไม่มีอันตรายเกิด​กับผมตอนนี้​เพราะพวกนั้น​​กำลังสืบอยู่​เงียบ ๆ​ มันยังไม่ถึงเวลา​ที่​จะเผชิญหน้ากัน ​เขาอนุญาตให้ผม​เอาหนังสือกลับ​ไปดู​ได้ แล้ว​มาหา​เขาภายในสัปดาห์หน้า ตอบคำถามให้​ได้ แล้ว​​ถ้าถูก ผม​จะรู้เรื่อง​​ทั้งหมด เท่า​ที่ผม​ต้องการ

ผมเดินออกมาด้วย​ความไม่มั่นใจ หนังสือปกดำ​ที่อยู่​ในมือ ผม บีบมันแน่น คลาย​ความเครียด แล้ว​แค่นลมหายใจออกมาเล็กน้อยผมหยุดเดินแล้ว​ก้มตัวลงนั่งชันเข่า สงบสติอารมณ์ก่อน​จะเดินลงบันได​ไป​ที่ห้องใหญ่​ที่นั่นยังคงครึกครื้น ​แม้เวลา​จะล่วงเลย​มาเกือบ​จะตีหนึ่ง​แล้ว​ ผมเข้า​ไปหาจิม ขออนุญาตกลับก่อน​เพราะรู้สึกไม่ค่อยสบาย ​เขาไม่สงสัยอะไร​ คงนึกว่าผมไม่ค่อยชิน​กับงานแบบนี้ เลย​บอกให้ผม​ไปบอกเพียซเอง ผมลาเพียซสั้น ๆ​ ​เมื่อ​เขามองเห็นผม​และหนังสือเล่มนั้น​ในมือ ​เขาก็จับไหล่ แล้ว​ยิ้มให้ก่อน​จะกระซิบว่า
"​ไปเถอะเจ้าหนุ่มน้อย ไม่มีอะไร​​ที่​จะ​ต้องกังวลใจในเรื่อง​ของวันนี้ ​ความ​เป็นจริงมันโหดร้าย ​แต่สิ่ง​ที่เธอเห็นน่ะมันสอนให้เธอแข็งแกร่งนะ" ​เขาขยิบตาให้ผมข้างนึง ก่อน​ที่​จะเดิน​ไปร่วมวง​กับ​เพื่อน ๆ​ ​โดยไม่ลืมเรียก แม่บ้านร่างท้วมให้​ไปส่งผม​ที่หน้าประตู ผมตัดสินใจเดินกลับ อากาศเย็นในตอนกลางคืน ​กับถนนเปลี่ยวไกลถึง ห้าบล๊อค​ที่ผมนึกบ้าอยาก​จะเดิน​ไป มันช่างน่าขนลุกจริง ๆ​

to be continue...​...​...​...​...​.

 

F a c t   C a r d
Article ID S-260 Article's Rate 0 votes
ชื่อเรื่อง Secret 3 เงื่อนงำความลับ ตอนจบ --Series
ชื่อตอน Secret 3 เงื่อนงำความลับ ตอนจบ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง ศีตลา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๕ มิถุนายน ๒๕๔๗
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ เรื่องยาว ซีรีส์
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๑๒๗๖ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๐ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t

สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น