นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม #2
รจนา ณ เจนีวา
...ขึ้น​ต้นชื่อเรื่อง​อย่างนี้ หา​ได้​จะพูดถึงฟีเวอร์​ที่แปลว่า​ความคลั่งไคล้ไหลหลง หรือ ​ความกระดี้กระด้า​กับสิ่งใหม่ๆ​หรือสิ่ง​ที่มาตามแฟชั่น​แต่ประการใดไม่...

ตอน : สปริงฟีเวอร์

สวัสดีค่ะ​ ​เพื่อนๆ​​ที่รัก

ขึ้น​ต้นชื่อเรื่อง​อย่างนี้ หา​ได้​จะพูดถึงฟีเวอร์​ที่แปลว่า​ความคลั่งไคล้ไหลหลง หรือ ​ความกระดี้กระด้า​กับสิ่งใหม่ๆ​หรือสิ่ง​ที่มาตามแฟชั่น​แต่ประการใดไม่ ​แต่​กำลังพูดถึงฟีเวอร์จริงๆ​​ที่แปลว่า ไข้ อาการครั่นเนื้อครั่นตัว ไม่สบาย ​ที่​เนื่องมาจากฤดูใบไม้ผลิ

ในขณะ​ที่คนในประเทศแถบหนาวตั้งตารอคอยให้ดอกไม้ใบหญ้า​ที่เขียวสดใสกลับมาอีกครั้งหนึ่ง​หลังจากฤดูหนาวอันยาวนาน ​แต่สิ่ง​ที่มา​พร้อม​กับฤดูอันสวยงามนี้ ก็ทำให้คนจำนวนกว่าหนึ่ง​ล้านคนในสวิตเซอร์แลนด์​ต้อง​ได้รับ​ความทุกข์ทรมาน (น้อยมากตาม​แต่ดีกรี​ความแพ้) รวม​ทั้งแม่บ้านด้วยค่ะ​

แม่บ้าน​กำลังพูดถึง เฮย์ฟีเวอร์ (Hay Fever) หรือไข้ละอองฟาง ​ซึ่งคิดว่า​เพื่อนๆ​​ส่วนใหญ่คง​จะ​ได้ยิน​และรู้จักดี ​และบางคนอาจ​ได้สัมผัสมาแล้ว​

ไข้ละอองฟางนี้​จะเริ่มมาเยือนก็ตอนดอกไม้ใบหญ้าเริ่มเบิกบานหลังหน้าหนาวนี่แหละ​ค่ะ​ เกสรดอกไม้ต่างๆ​​จะหนาแน่นมาในมวลอากาศ สร้าง​ความไม่สบายเนื้อสบายตัว​เอามากๆ​ ในบรรดาคน​ที่ไม่ถูก​กับเกสรดอกไม้ อาการหลักๆ​ก็​คือ จามไม่หยุด จมูกระคายคันจนแดง น้ำมูกไหล เนื้อตัวคันยิบๆ​ บางทีถึง​กับ​เป็นผื่นแดง อาการรุนแรงมากก็​ต้องทานยา นอนซมอยู่​​กับ​ที่ ​ต้องถนอมเนื้อถนอมตัวกันจนกว่าเกสรดอกไม้​และเกสรหญ้าอยู่​ในอากาศ​จะค่อยๆ​จางหาย​ไป​เมื่อปลายฤดูใบไม้ผลิเข้าฤดูร้อน ช่วงนี้​จะทำอะไร​ก็ไม่แฮปปี้​ไปสักอย่าง



คนในประเทศแถบหนาว​ที่มีฤดูใบไม้ผลิ​จะทุกข์ทรมาน​กับโรคนี้พอสมควร เช่น ในสวิตเซอร์แลนด์ มีสถิติว่าประชากรจำนวนหนึ่ง​ในห้า​ได้รับทุกข์จากอาการแพ้เกสรดอกไม้ เช่น ดอกเฮเซลนัท ดอกต้นเบิร์ช ​และเกสรจากดอกหญ้า ​ที่น่าสนใจ​คือ ​เขาถึง​กับสร้างเว็บไซต์เฝ้าระวังเกสรดอกไม้ ​และให้ข้อมูลแก่ประชาชน​เป็นรายวันนับตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม​ที่ฤดูใบไม้ผลิเริ่มต้น​เป็นต้นมา ว่าช่วงนี้มีเกสรอะไร​ระบาดมากในอากาศ

ช่วง​ที่แม่บ้านเขียนบท​ความนี้ เกสรหญ้ามา​เป็นอันดับหนึ่ง​ค่ะ​ วันก่อนแม่บ้าน​ไปเดินเล่น​ที่ทุ่งนาข้างบ้าน มีข้าวสาลีออกรวงยังเขียวๆ​อยู่​ ​และสนามหญ้าของ​เพื่อนบ้านก็หญ้าสูงท่วมหัวเข่า เต็ม​ไปด้วยดอกหญ้า ​ได้เรื่อง​ค่ะ​ รู้สึกเหมือน​จะ​เป็นไข้ หายใจไม่ออก ​แต่น้ำมูกกลับไหล​เอาไหล​เอา ทำ​เอาเข็ด​ไปเลย​ค่ะ​ ไม่อยากออก​ไปเดินอีก

ผู้ชำนาญการสวิสฯ​เขาบอกว่า ​เมื่อแปดสิบปีก่อน อัตราคนแพ้เกสรนี้มีเพียงหนึ่ง​ในร้อย ​แต่วันนี้มีถึงหนึ่ง​ในหก สาเหตุ​เป็น​เพราะปรากฎการณ์เรือนกระจกทำให้โลกอุ่นขึ้น​ ฤดูใบไม้ผลิมาถึงเร็วขึ้น​ จากประมาณกลางเดือนมีนาฯ ก็ร่นมา​เป็นต้นเดือนกุมภาฯ ทำให้ช่วง​ที่มีเกสรดอกไม้นานขึ้น​ แล้ว​ยังมีดอกไม้มากขึ้น​เพิ่ม​ความหนาแน่นของเกสรในอากาศอีกด้วย

นอกจากนั้น​ ​ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม จากควันรถยนต์ ควันโรงงานอุตสาหกรรม ควันบุหรี่ การทานอาหาร​ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ลักษณะการกินแบบด่วนๆ​ ​และผู้​ต้องหาตลอดกาล​คือ ​ความเครียดจากชีวิตสมัยใหม่​ที่เร่งรีบ ก็เลย​ทำให้คนเราแพ้โน่นแพ้นี่กันมากขึ้น​

แล้ว​​เขายังบอกว่า คนมีเงินนี่มีอาการแพ้มากกว่าคนจน​ที่​ต้องปากกัดตีนถีบ คาดว่าการออกแรงทางร่างกายคงช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้มีปฏิกิริยาต่อการแพ้น้อยลง นอกจากนั้น​ แม่บ้านเคยอ่านงานวิจัยชิ้นหนึ่ง​​ที่บอกว่า เด็กในชุมชนแออัด​ที่อยู่​อาศัยสกปรก​และัเด็ก​ที่เติบโตในชนบทคลุกคลี​กับวัวควาย​และดอกไม้ใบหญ้ากลับมีอาการแพ้ละอองเกสรหรือ​เป็นโรคภูมิแพ้น้อยกว่าเด็กๆ​ในเมือง​ที่​ได้รับการทะนุถนอม​เป็นอย่างดี (ประมาณไข่ในหิน) อันนี้ไม่​ได้หมาย​ความว่าเด็กยากจน​จะไม่ประสบปัญหา​ความเสื่อมโทรมทางสุขภาพด้านอื่นๆ​นะคะ​

​แต่ว่าอาการแพ้เกสรดอกไม้ดอกหญ้านี้ไม่จำกัดว่า​ต้อง​เป็น​กับเด็กๆ​เท่านั้น​ค่ะ​ ​สามารถ​เป็น​ได้​กับคนทุกอายุ ​เพื่อนของแม่บ้านบอกว่ามี​เพื่อนคนหนึ่ง​​ที่เพิ่งมา​เป็นโรคนี้​เอาตอนอายุห้าสิบ...​.



ก็น่า​เป็นห่วงอยู่​นะคะ​ ​ที่ชีวิตสมัยใหม่ของพวกเรากลับนำมา​ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บตั้งแต่เล็กๆ​​ไปจนถึงใหญ่ๆ​ แม่บ้านเองก็คงไม่ว่า​ใครหรอกค่ะ​ นอกจากโทษเจ้าตัว "เครีียด" ​ที่ไม่รู้จักทำใจ ​กับ เจ้าตัว "ขี้เกียจ" ​ที่ไม่ค่อย​จะออก​กำลังกาย​กับ​ใคร​เขา แฮ่ แฮ่

ตอนนี้แม่บ้านเห็ํนดอกไม้สวยๆ​เต็มต้นไม้ แล้ว​กลับขนลุก​ไปเลย​ค่ะ​ ขนลุกจริงๆ​​เพราะมันคันน่ะค่ะ​ ​ที่ทำ​ได้ดี​ที่สุดตอนนี้ก็อยู่​ในบ้าน​เป็นหลัก แล้ว​ก็​ไปหายาแก้แพ้พื้นบ้านสวิสฯ​ที่ทำจากดอกไม้ใบหญ้าแบบ​เอาพิษข่มพิษมาทาน

เนี่ยแหละ​หนา อะไร​​ที่มากเกิน​ไป (ดอกไม้) ​แม้มัน​จะสวยงาม ก็หาใช่ว่า​จะดีเสมอ​ไป

จบแบบสั้นๆ​แค่นี้นะคะ​

แม่บ้านค่ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-258 Article's Rate 72 votes
ชื่อเรื่อง เรื่องเล่าจากเจนีวา ปีสาม --Series
ชื่อตอน สปริงฟีเวอร์ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง รจนา ณ เจนีวา
ตีพิมพ์เมื่อ ๐๘ มกราคม ๒๕๔๘
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๔๘๓ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๓๐๘
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-1240 ], [169.210.20.169]
เมื่อวันที่ : ๐๕ มิ.ย. ๒๕๔๗, ๒๓.๓๕ น.

คุณรจนาคะ​​

อ่านแล้ว​​เสียดายจังนะคะ​​​​ที่เรา​​จะ​​ไปชื่นชม​​ความงามของธรรมชาติก็กลับมามีอันตรายตามติดมาด้วย

ก็คงเหมือน​​กับเมืองไทยช่วงหน้าฝนกระมังคะ​​ ช่วง​​ที่ฝนตกมากแล้ว​​ หากเรา​​จะเข้าป่า​​โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าร้อนชื้น​​ทั้งหลายก็​​จะมีอะไร​​ๆ​​​​ที่น่ากลัวติดตามมาเยอะ ตั้งแต่ ทาก เห็บ งู ​​และแมลงต่างๆ​​รวม​​ทั้งยุง​​เป็นฝูง​​ที่กัดเราเสียจนคันยิบๆ​​​​ไป​​ทั้งตัว ช่วงฤดูฝนจึงไม่ควร​​จะเข้าป่า​​เป็นอย่างยิ่ง

สภาวะแวดล้อม​​ที่ไม่ดีก็ทำให้คนไทย​​เป็นโรคภูมิแพ้กันมากขึ้น​​ค่ะ​​ อยู่​​ดีๆ​​ก็จาม คล้ายๆ​​​​เป็นหวัด ร้อนก็​​เป็น หนาวก็​​เป็น ฝนก็​​เป็น ก็เลย​​มัก​​จะเรียกกันว่า แพ้อากาศ แค่อากาศเปลี่ยนแปลงใน​​แต่ละวันก็แพ้เสียแล้ว​​ นอกจากนี้ก็แพ้สารพัด ฝุ่น เกสรดอกไม้ ขนสัตว์ต่างๆ​​ ​​เป็นต้น

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น