นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เที่ยวไปตามใจฉัน #38
pilgrim
...ฉันก็นึกประหลาดใจ ​เพราะทุกที ฝรั่ง​เขา​จะไม่ค่อยยุ่ง​กับคนแปลกหน้า แถมเรียกกินของด้วยเนี่ย หา​ได้ยากมากเลย​ ​เพราะฝรั่งน่ะ มักชอบกินแบบของ​ใครของมัน...

ตอน : บินข้ามฟ้า มหาสมุทร สุดปลายทางที่ออสเตรเลีย (2)

สำหรับการเดินทางเ​ที่ยวนี้ เราขึ้น​เครื่องจากสุวรรณภูมิ แล้ว​มาลง​ที่ซิดนีย์ก่อน จากนั้น​จึงต่อสายการบินในประเทศ ​เพื่อ​ไปแคนเบอร์ราอีกที

อันว่า แคนเบอร์ร่านี้ ​คือ เมืองหลวงของออสเตรเลียนะคะ​ หาใช่ ซิดนีย์หรือเมลเบิร์น
อย่าง​ที่เรา(หรือฉันคนเดียว) เข้าใจกันไม่

ตอนรอขึ้น​เครื่อง​ที่สุวรรณภูมิ ฉัน​ได้เจอคุณป้าคนหนึ่ง​ (​ความจริงอาจ​จะ​เป็นคุณพี่ก็​ได้ ​เพราะดูท่านยังแข็งแรง ​แต่ท่านเรียกแทนตัวเองว่าป้า ฉันก็เลย​​ต้องเรียกท่านว่าคุณป้า)

คุณป้าเรียกฉันด้วย​ความดีใจ​เมื่อฉันเดินผ่าน

"หนูๆ​ๆ​ คนไทยใช่ไหม ​จะ​ไปซิดนีย์หรือเปล่า"
"เปล่าค่ะ​ หนู​จะ​ไปแคนเบอร์รา ​แต่​จะ​ไปลงเปลี่ยนเครื่อง​ที่ซิดนีย์ค่ะ​"

"ป้าเดินทางคนเดียว ไม่มี​เพื่อนเลย​ ​จะ​ไปหาน้องสาว​ที่ซิดนีย์ ​แต่ป้าเคย​ไปมาก่อนแล้ว​ละ เพียง​แต่เ​ที่ยวนี้ ​ต้อง​ไปคนเดียว เวลาลง​ที่ซิดนีย์ หนูคอยยืนใกล้ๆ​กัน ตรงตรวจคนเข้าเมือง​ได้ไหม"

"หนูก็ยังไม่แน่ใจเลย​ค่ะ​ คุณป้า ว่า​จะเข้าด่านตรวจคนเข้าเมือง​ที่ซิดนีย์เลย​หรือเปล่า ยังไงดูกันอีกทีแล้ว​กันนะคะ​"

แล้ว​คุณป้าก็ชักชวนฉันให้นั่งคุยกัน คู่สามีภรรยาฝรั่งคู่หนึ่ง​​ที่นั่งอยู่​ใกล้ๆ​ ก็มองๆ​พวกเรา

ฉันนั่งคุย​กับคุณป้า​ไปเรื่อยๆ​ ทราบว่า พี่สาวของท่าน​ไปเปิดร้านอาหารอยู่​​ที่ซิดนีย์ คุณป้าก็คง​จะ​ไปทำงานช่วยพี่สาวในร้านอาหารเหมือนกัน


เ​ที่ยวนี้ คุณป้ากลับมาเยี่ยมบ้าน ​แต่พอ​จะกลับเข้าซิดนีย์อีกทีก็ชักกลัวๆ​เหมือนกัน ​เพราะคราวนี้เดินทางคนเดียว ภาษาอังกฤษก็พูดไม่​ได้

นั่งคุยกันสักพัก สามีภรรยาคู่นั้น​ก็หยิบถุงถั่วอัลมอนด์มานั่งกิน แล้ว​ก็ยื่นให้คุณป้ากินด้วย

ฉันก็นึกประหลาดใจ ​เพราะทุกที ฝรั่ง​เขา​จะไม่ค่อยยุ่ง​กับคนแปลกหน้า แถมเรียกกินของด้วยเนี่ย หา​ได้ยากมากเลย​ ​เพราะฝรั่งน่ะ มักชอบกินแบบของ​ใครของมัน

หรือว่าฝรั่งคู่นี้คุ้น​กับวัฒนธรรมแบบคนไทย​ที่ชอบเรียก ชี้ชวนกันกิน

คุณป้าท่านก็รับของ​เขามากิน ฝรั่งคู่นั้น​ ยังเรียกฉันกินด้วยเสียอีก
ฉันก็...​เอ๊ะ..ทำไมฝรั่งใจดีจัง...​

​แต่ตอนนั้น​ ก็รับของ​เขามากิน ​เพราะไม่อยากให้​เขาเก้อ เสียน้ำใจ

แล้ว​ก็นึกด่าตัวเองในใจว่า...​นี่เรารับของกินจากคนแปลกหน้าทำไมนะเนี่ย...​

​แต่ไม่มีอะไร​เกิดขึ้น​หรอกค่ะ​ ​เพราะฉันยังมีน้องๆ​จาก​ที่ทำงานเดียวกัน นั่งอยู่​ไม่ห่าง​ไปนักอีกตั้งสองคน ​ถ้ามีอะไร​เกิดขึ้น​​กับฉัน น้องๆ​​เขา​จะ​ต้องเข้ามาช่วยแน่ๆ​

พอถึงเวลาขึ้น​เครื่องบิน เราก็แยกย้ายกัน​ไปนั่งตาม​ที่นั่งของตน
แล้ว​ฉันก็ไม่​ได้เจอ​กับคุณป้าผู้นั้น​อีกเลย​...​.

เราออกเดินทางตอนหกโมงเย็น เสียงประกาศบนเครื่องบอก​ต้อง​ใช้เวลา 9 ชั่วโมง กว่า​จะบินถึงซิดนีย์

โอ้โฮ...​ฉันเคยคิดว่า เมืองไทย​กับออสเตรเลียใกล้กันแค่นี้ ​แต่ทำไมมัน​ใช้เวลาบินนานอย่างนี้หนอ

จากหกโมงเย็น ​ไปถึงซิดนีย์ก็ราวๆ​ ตีสามของเมืองไทย ​แต่มัน​จะ​เป็นเวลาประมาณหกโมงเช้า​ ตามเวลาท้องถิ่นของออสเตรเลีย

อยู่​บนเครื่องบิน ฉันก็หลับๆ​ ตื่นๆ​ ตามประสา คนนอนยาก ​แต่ตื่นง่าย สรุปแล้ว​ก็ไม่ค่อย​ได้นอน

พอถึงซิดนีย์ ก็เข้าแถว​เพื่อรอตรวจคนเข้าเมือง

ฉันพยายามมองหาคุณป้า ก็ไม่เจอ ฉันลองสังเกตดูบรรยากาศของการตรวจ เจ้าหน้า​ที่ ไม่ซีเรียสเหมือนอย่าง​ที่อังกฤษหรือเยอรมนี ​ที่ฉันเคยเจอมา

ประเทศ​ที่ว่านั่น ​เขา​จะสัมภาษณ์เราด้วย ว่าเรา​เป็น​ใคร มาทำไม ​เมื่อไหร่​จะกลับ ​จะ​ไปไหนบ้าง
​แต่​ที่ซิดนีย์ไม่มีถามเลย​ ดู​แต่เอกสาร แล้ว​ก็ปล่อยผ่านฉลุย

​ที่ด่านก็มี​แต่หน้าตาหมวยๆ​ ตี๋ๆ​ ​เป็น​ส่วนใหญ่
พี่​ที่เคยมาเรียน​ที่ออสเตรเลียบอกว่า ด่าน​ที่นี่ไม่ค่อยเข้ม ​เพราะคนเอเชีย​ที่ออสเตรเลียมีเยอะมาก เรียกว่า เห็นกันจนคุ้น

อีกประการหนึ่ง​ กระบวนออกวีซ่าของสถานทูตออสเตรเลียจากเมืองไทยเข้มมาก ​เขาถือว่า ​เขา​ได้สกรีนผ่านมาอย่างดีแล้ว​ ​เพราะการขอวีซ่า​ที่สถานทูตออสเตรเลียยากมาก

จากนั้น​ ก็​เป็นการรอรับสายพานจากกระเป๋า

​ระหว่างกระเป๋าวิ่งอยู่​บนสายพาน ก็มีน้องหมา สุนัขตำรวจวิ่งออกมาดมๆ​​ไปทั่วกระเป๋าทุกใบ

​เมื่อ​ได้กระเป๋ามา ก่อน​จะออกจากสนามบิน​ได้ ก็​ต้องผ่านการสแกนกระเป๋าอีกครั้ง
แล้ว​ก็มีช่องให้เราเลือกเข้า ​คือ ​จะ declare ของ (ช่องแดง) หรือไม่ declare(ช่องเขียว)

ผู้สันทัดกรณีเตือนมาว่า การนำของเข้าออสเตรเลียนั้น​ยากมาก

​แม้​แต่​จะ​เอามาม่า​ไปรับประทาน ก็ขอแนะนำว่า ควร​เป็น​แต่รสต้มยำกุ้ง เท่านั้น​ ​เพราะรสอื่น​จะกลาย​เป็นผลิตภัณฑ์​ที่มาจากเนื้อสัตว์ทันที (เช่น หมูสับ เป็ดพะโล้) ​แต่​ถ้า​เป็นซีฟู้ดไม่​เป็นไร
หมูหยอง หมูแผ่นห้ามเด็ดขาด นม เนย ชีส อะไร​ก็ไม่​ได้​ทั้งนั้น​
ยิ่งพืชผัก ผลไม้ ยิ่งแล้ว​ใหญ่ ห้ามสุดๆ​

​เขาบอกว่า ​ถ้าไม่แน่ใจว่าของ​ที่​เอามา ​เอาเข้า​ได้หรือเปล่า ให้เข้าช่องแดงไว้ก่อน ดีกว่าเข้าช่องเขียวแล้ว​ถูกปรับ เสียกะตังค์ แฮ่ๆ​ๆ​

​แม้​แต่ยาแก้ปวดหัว ยาอม ยาดม ยาลม ยาหม่องก็ควรเข้าช่องดีแคลร์ บอก​เขา​ไปเลย​ค่ะ​

ขณะยืนเข้าแถว รอสแกนกระเป๋า พลันก็มีเสียงประกาศว่า ผู้​ที่นำพรรณพืช สัตว์ ​และอาหาร​ที่​เป็นผลิตภัณฑ์ นมเนย จากสัตว์เข้าประเทศ ถือ​เป็นการผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง ​และ​จะ​ต้องถูกปรับ​เป็นเงินหลาย

ฉันก็นึกขึ้น​​ได้ว่า ​เพื่อนคนหนึ่ง​ฝากของ​ที่ระลึกให้พี่แจ๊ว ​และ​ที่ห่อของมีใบโพธิ์แห้งลอกเหลือ​แต่เส้นใย วางประดับไว้อย่างสวยงาม

...​เอ มัน​จะถือ​เป็นพรรณพืช​ได้ไหมเนี่ย...​
ฉันลองปรึกษาน้องๆ​
​เขาบอกว่า...​ ถือค่ะ​ ถือ พี่พิลอย่าเสี่ยงดีกว่า...​
ฉันเลย​​ต้องไขกุญแจกระเป๋า แกะห่อของฝาก ​เอาใบโพธิ์สวยๆ​ ​ไปทิ้งด้วย​ความเสียดาย

​แต่เดา​เอาว่า การกระทำของฉันคงไม่รอดหูรอดตาเจ้าหน้า​ที่​ไป​ได้

​เมื่อถึงคิวเรา มีเจ้าหน้า​ที่ชายวัยกลางคน เดินเข้ามาเชิญ​เป็นการ​ส่วนตัว
บอกว่า เลดี้จ๋า เชิญ​ไป​กับไอ​ได้เลย​ ทางโน้นนะ ​ทั้งสามคนเลย​

แล้ว​ฉัน​กับน้องอีกสองคนก็เลย​ถูกพาตัว​ไปเข้าห้องตรวจพิเศษ ​เป็นการ​ส่วนตัว อะแฮ่ม...​

แล้ว​พี่แกก็เปิดกระเป๋าของพวกเราดูทุกคนเลย​ค่ะ​

น้องคนหนึ่ง​บ่นพึมพัม
พี่ดูสิ กระเป๋าหนูไม่​ได้มีอะไร​เลย​ มี​แต่ชุดชั้นใน​กับเสื้อผ้า

ฉันก็บอกว่า
ของพี่ก็ไม่ต่างจากน้องหรอกค่ะ​ ​เพราะเรามาดูงาน ไม่​ได้อยู่​หลายวัน ​จะ​เอาอะไร​มานิ

พวกเราจึงยืดอกให้ตรวจค้น​แต่​โดยดี ฉันก็ยืด​ได้เต็ม​ที่ ​เพราะ​เอาใบโพธิ์ทิ้ง​ไปแล้ว​...​ฮิๆ​ๆ​ๆ​ๆ​

ท้ายสุด การตรวจค้นก็​เป็น​ไปด้วยดี ไม่มีอะไร​แปลกปลอมอยู่​ในกระเป๋าของพวกเรา​ทั้งสามคน

ตอนนั้น​ ก็​เป็นเวลาราวๆ​ ตีสี่เมืองไทย ​แต่​เป็นเวลาราวๆ​ เจ็ดโมงเช้า​ของ​ที่โน่น

พวกเราก็​ต้องมานั่งรอเครื่องบินเล็ก ​เพื่อบินต่อ​ไปแคนเบอร์รา
ตอนขึ้น​เครื่องบินเล็ก มีประมาณสามสิบ​ที่นั่ง​ได้กระมังคะ​

คลิกดูภาพขยาย

นี่ค่ะ​ ชาวคณะนั่งรอกัน​ไป หาวกัน​ไป

บินผ่านมหาสมุทร สวยมากๆ​ค่ะ​ ​ใช้เวลาเกือบๆ​ ชั่วโมง ก็ถึงแคนเบอร์รา

คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย


คลิกดูภาพขยาย



​เพราะไม่ค่อย​ได้นอนตลอดการเดินทาง ฉันก็​ทั้งง่วง ​ทั้งเพลีย ​แต่โปรแกรมวันนั้น​ สุดโหดค่ะ​

ออกจากเครื่องบิน​ที่แคนเบอร์รา ​เขาให้เรา​ไปรับประทานอาหารกลางวันเลย​​ที่ภัตตาคารจีนแห่งหนึ่ง​
แล้ว​จากนั้น​ก็เริ่มโปรแกรมดูงานกันทันที

ฉันก็​ต้อง​ไปค่ะ​ ​ทั้งๆ​​ที่อยาก​จะนอนเต็มที

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2542 Article's Rate 170 votes
ชื่อเรื่อง เที่ยวไปตามใจฉัน --Series
ชื่อตอน บินข้ามฟ้า มหาสมุทร สุดปลายทางที่ออสเตรเลีย (2) --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๕๙ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : มนต์อักษรา [C-13420 ], [202.149.24.161]
เมื่อวันที่ : ๒๑ ธ.ค. ๒๕๕๐, ๐๐.๔๒ น.

สวัสดีค่ะ​​ คุณ pilgrim

อ่าน​​ทั้งสองตอนเลย​​ชอบมากค่ะ​​ เล่า​​ได้สนุก​​และตื่นเต้นดี ภาพบรรยากาศ​​ที่มองลงมาจากเครื่องบินสวยมากเลย​​ค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น