นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เที่ยวไปตามใจฉัน #30
pilgrim
...ฉันบอกว่า ​ได้เคลม​ที่ไหน สามีแก​เอา​แต่เผ่นหนี จนท้ายสุด​ไปตั้งหลักอยู่​ในสวน น้องลิงก็แกล้งทำโมโหฉัน แล้ว​บอกว่า อ้อ นี่แกหาว่าผ้วฉัน​เป็นเสือเผ่นเหรอ ฮิๆ​ๆ​ๆ​...

ตอน : โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี - One day in Bangkok

ตอนเช้า​ น้องลิงติดงาน อยู่​บริการพวกเราไม่​ได้ เลย​ปล่อยให้ฉัน​กับเลสลีย์นอนกันอุตุ ​แต่เธอ​ต้องออก​ไปทำงาน​แต่เช้า​

น้องลิงเล่าให้ฟังว่า เข้า​ที่ทำงาน เจอหัวหน้าฉัน (น้องลิง​กับฉันทำงาน​ที่เดียวกันด้วยค่ะ​) หัวหน้าฉันถามว่า พิลมาหรือยัง ​เป็นไงมั่ง น้องลิงตอบว่า มาแล้ว​ค่ะ​พี่ ตอนนี้ หนูปล่อยให้อยู่​​กับสามีหนู ไม่รู้พี่พิล​จะเคลมสามีหนู​ไปหรือยัง

ดู​ความทะลึ่งทะเล้นของน้องลิง​เอาก็แล้ว​กัน เรามัก​จะชอบพูดแหย่กันอย่างนี้เสมอ

​แต่ใน​ความ​เป็นจริง ​เมื่อฉันเปิดประตูห้องนอนออกมา ก็เจอพี่พม่านอนเอกเขนกดูข่าวยามเช้า​อยู่​​ที่ชั้นลอยตรงบันได พอพี่พม่าเห็นฉัน แกก็โดดผลุงลุกขึ้น​ แล้ว​เผ่นแน่บ เดินลง​ไปเปิดทีวีชั้นล่างดู

ฉันอาบน้ำ ​แต่งตัวเสร็จ ก็ตามแกลง​ไปชั้นล่าง หวัง​จะคุย​กับเจ้าของบ้านบ้าง เดี๋ยว​จะหาว่าเราเสียมารยาท มากินๆ​ นอนๆ​ อย่างเดียว ​ที่ไหน​ได้แกกลับเผ่นลง​ไปรดน้ำต้นไม้อยู่​ในสวน

ฉันเลย​ไม่กล้าตามแก​ไปในสวนอีก กลัวแก​จะเผ่นออก​ไปอยู่​นอกบ้าน ​จะทำบาป​กับเจ้าของบ้าน​เขาเสียเปล่าๆ​ อิๆ​ๆ​

พอตกเย็น ฉัน​กับน้องลิงคุยกัน ฉันบอกว่า ​ได้เคลม​ที่ไหน สามีแก​เอา​แต่เผ่นหนี จนท้ายสุด​ไปตั้งหลักอยู่​ในสวน น้องลิงก็แกล้งทำโมโหฉัน แล้ว​บอกว่า อ้อ นี่แกหาว่าผ้วฉัน​เป็นเสือเผ่นเหรอ ฮิๆ​ๆ​ๆ​

เรื่อง​ของเรื่อง​ พี่พม่าแกขี้เขินค่ะ​ ​จะไม่เขินก็ตอน​ที่ร้องคาราโอเกะ ​เพราะแก​จะชอบมาก ถึงไหนถึงกัน

ฉันยังจำ​ได้ วัน​แต่งงานของแก​กับน้องลิง แก​ทั้งร้อง ​ทั้งเต้น ราว​กับศิลปินเดี่ยว ทำ​เอาเจ้าสาว​คือน้องลิง ​ต้องเต้นหยองแหยง​กับแกอยู่​บนเวทีซะหลายเพลง ไม่​ได้ร้องด้วยหรอก ​เพราะแก​จะร้องของแกคนเดียว ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​

เลสลีย์​กับฉันชงชามินต์ดื่มกัน จากนั้น​ ดอกเข็ม(คนเดียว​กับ​ที่​เป็น​เพื่อนรจนา) ​เพื่อนอีกคน​ที่ทำงานเอ็นจีโอก็ขับรถมาหา​ที่บ้านพี่พม่า ​เพราะดอกเข็ม​จะมารับพวกเรา​ไปส่งวัด​พระแก้ว

ดอกเข็ม​เป็น​เพื่อนฉันมานับ​แต่เรียนปริญญาตรี อยู่​ชุมนุมวรรณศิลป์ด้วยกัน ​เป็น​เพื่อนรัก ​เพื่อนสนิทของฉันอีกคนหนึ่ง​​ที่คบหากันมายืดยาว เรียกว่าเรารู้จักกันตั้งแต่เข้าปีหนึ่ง​ใหม่ๆ​

ตอนหลังฉันก็ย้าย​ไปเช่าบ้านอยู่​ด้วยกัน​กับดอกเข็ม จนเล่าเรียนจบ ตอนนี้ เธอก็ยัง​เป็นโสด

จากนั้น​ พี่พม่าก็ควงเราสามสาว(ทีงี้ไม่กลัวนะ) พา​ไปเลี้ยงข้าวแกง​ที่ร้านข้าวแกงแถวๆ​บ้าน ก่อน​จะแยกย้ายกัน

พวกเราก็ขึ้น​รถดอกเข็ม ​เพื่อมุ่งหน้า​ไปท่า​พระจันทร์​และวัด​พระแก้วกัน

ดอกเข็มเพิ่งขับรถมา​ได้ราวๆ​ปีสองปี

พวกเราคุยกันถึงตอน​ที่ฉันหัดขับรถใหม่ๆ​ ตอนนั้น​ ดอกเข็มยังไม่​ได้ขับรถ ​เมื่อขึ้น​รถฉัน ดอกเข็ม​จะกลัวมาก คอยกำ​กับตลอด เช่น ตรงนี้ ทางโค้งนะ ตรงนี้ขับช้าๆ​ อย่าขับเร็วนะ

ตอนนั้น​ ฉันบรรทุกดอกเข็ม​กับเด็กในสำนักงานของเธอรวม​ทั้งสิ้นราวๆ​ห้าคนในรถคันเล็กๆ​ ก็งงว่า ทำไมดอกเข็มบอกให้ขับช้าๆ​ ​เพราะ​ที่ขับอยู่​นั่น ก็เร็วไม่​ได้อยู่​แล้ว​ (คนนั่งตั้งห้าคนนิ)

ฉันก็เลย​ย้อนถามดอกเข็มแบบงงๆ​ว่า ยังมีช้ากว่านี้อีกเหรอ ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​ ดอกเข็มยังจำ​ได้จนทุกวันนี้ พอ​เอามาเล่าแล้ว​ก็หัวเราะกันเฮ

ดอกเข็ม​เป็นคนตลกหน้าตาย เสียงเครียด ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเราเช่าบ้านอยู่​ด้วยกัน

บางที​ไปไหน ก็นั่งรถตุ๊กตุ๊ก​ไปกัน บอกแล้ว​ว่าดอกเข็ม​เป็นคนกลัวเรื่อง​รถ ​ส่วนพ่อโชเฟอร์ตุ๊กตุ๊กก็มัก​จะขับปาดซ้าย ป้ายขวาแบบไม่กลัวตาย ครั้งหนึ่ง​ ดอกเข็มคงกลัวสุดๆ​ เธอตะโกนบอกคนขับ

"โชเฟอร์ ขับช้าๆ​หน่อย​​ได้ไหม ฉันยังไม่​ได้​แต่งงานมีลูกมีผัวเลย​ เดี๋ยว​จะตายซะก่อน"



พี่พม่าบอกว่า เ​ที่ยววัด​พระแก้วเสร็จแล้ว​ให้โทร.หา เผื่อตอนบ่าย​จะมารับพา​ไปเ​ที่ยว​ที่อื่น เรียกว่ามาบริการดูแลพวกเราแทนศรีภรรยา

ฉันกินเข้า​ไปอิ่มๆ​ ก็เลย​ง่วงนอน เจออากาศร้อนๆ​เข้า ก็ผล็อยหลับ​ไปเลย​ วางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัว พอรถมาถึงท่า​พระจันทร์ ก็กระโดดลงแบบงัวเงีย ลืมหยิบมือถือติดตัวลง​ไปด้วย

เลสลีย์บอกว่า วันนี้ แดดร้อนจัง แถวนี้ มีร้านเสื้อผ้าขายไหม อยากซื้อเสื้อแขนยาวใส่คลุมๆ​แขนหน่อย​ ​เพราะแดดแรงมาก

ฉันพา​ไปเดินแถวริมน้ำท่า​พระจันทร์ ก็พบร่องรอยน้ำท่วม ร้านเสื้อผ้าไม่เปิด ถามคนแถวนั้น​ ​เขาแนะนำให้ข้าม​ไปฝั่งท่าพรานนก ติด​กับโรงพยาบาลศิริราช

ฉันก็เลย​พาเลสลีย์นั่งเรือข้ามฟาก ข้าม​ไปอีกฝั่ง เลสลีย์ก็ซื้อเสื้อผ้าป่านมา​ได้สองตัว ซื้อแล้ว​ใส่เลย​ตัวหนึ่ง​ แล้ว​ก็ซื้อกางเกงผ้าฝ้ายยางยืดมาด้วย

เลสลีย์ชอบนั่งเรือข้ามฟากมาก เธออยาก​จะลองนั่งเรือด่วนเสียด้วยซ้ำ ​แต่​เพื่อนๆ​ฉันห้ามว่า อย่าเลย​ ​เพราะตอนนี้ กระแสน้ำ​กำลังขึ้น​สูง แลดูน่ากลัว

ฉันบอกเลสลีย์ เธอบอกว่า ไม่เห็น​จะ​เป็นไรเลย​ คนอื่น​เขายังนั่งกัน​ได้เยอะแยะ
นี่แหละ​ เลสลีย์​เพื่อนฉัน เธอ​จะชอบอะไร​​ที่​เป็นแบบผจญภัยเสมอๆ​

ฉันก็เลย​บอกว่า เดี๋ยว​ถ้ามีเวลา​จะพานั่งแล้ว​กัน จากนั้น​ ฉัน​ต้องรีบเดินหาตู้โทรศัพท์ โทร.ถามดอกเข็มเรื่อง​โทรศัพท์มือถือ​ที่ลืมไว้ในรถ โชคดี ​เอาเบอร์สำนักงานของดอกเข็มติด​ไปด้วย ก็เลย​โทร.ติดต่อกัน​ได้

ดอกเข็มบอกว่า เดี๋ยวตอนเ​ที่ยงกว่าๆ​ ​จะขับรถ​เอาโทรศัพท์มาให้แล้ว​กัน ตอนนี้ ก็ให้พวกเรา​ไปเดินเ​ที่ยวกันก่อน

แล้ว​เราก็ข้ามกลับมาฝั่งท่าช้าง ​เพื่อ​จะ​ไปวัด​พระแก้วกัน ​ระหว่างรอเรือฉันชี้ให้เลสลีย์ดูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อย่างภาคภูมิใจ
ในหมู่​เพื่อนๆ​นักกิจกรรมของฉัน พวกเราต่างเดินเข้ามหาวิทยาลัยด้วย​ความรู้สึก​ที่

"ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง
ฉันจึงมาหา​ความหมาย...​"

​แต่สำหรับฉันแล้ว​ มหาวิทยาลัยให้อะไร​​กับฉัน มากกว่า​ที่ฉันคิด

​ความรู้สึกเก่าๆ​ยังคงหลงเหลืออยู่​ ​เมื่อหวนคิดถึงบทกลอนบทหนึ่ง​​ซึ่งลงท้ายว่า

"หากขาดโดม เจ้า​พระยา ท่า​พระจันทร์
เสมือนขาดสัญลักษณ์พิทักษ์ธรรม"

​แต่ทุกวันนี้ จิตวิญญาณหลายๆ​อย่างเปลี่ยน​ไปแล้ว​ ตามวิถีของโลก​และโลกาภิวัตน์


คลิกดูภาพขยาย



...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​...​.ธรรมศาสตร์ เจ้า​พระยา ​และท่า​พระจันทร์


วัด​พระแก้ว​และ​พระบรมมหาราชวังยามสาย ร้อนมากๆ​ ฝูงชน​ซึ่ง​เป็นนักท่องเ​ที่ยวเดินกันขวักไขว่ จัด​เป็นไฮไลต์ของการเ​ที่ยวกรุงเทพฯ จริงๆ​ ​ที่ทุกคนต่าง​ต้องมาเยี่ยมชม ฉันพาเลสลีย์เข้า​ไปซื้อบัตรจากเจ้าหน้า​ที่ ​ส่วนฉันไม่​ต้องซื้อ​เพราะ​เป็นคนไทย จากนั้น​ก็เข้า​ไปชมวัด​พระแก้ว หรือ​ที่เรียกชื่อเต็มๆ​ ว่าวัด​พระศรีบรมรัตนศาสดาราม

คลิกดูภาพขยาย




คลิกดูภาพขยาย



คลิกดูภาพขยาย



เลสลีย์ชื่นชม​กับศิลปะอันสวยงาม ​แต่ด้วย​ความต่างศาสนา​และวัฒนธรรม เธอคงไม่​ได้มีจิตใจน้อมนบบูชาเหมือนอย่างคนไทย
เดิน​ได้สักพัก ฉันเริ่มสำรวจลู่ทางหาห้องน้ำเข้า


เรา​ไปเข้าห้องน้ำ​ที่อยู่​บริเวณเยื้องๆ​หน้าโบสถ์ เดินออกจากกำแพงวัดชั้นในออก​ไปสู่กำแพงชั้นนอก
แล้ว​ฉันก็ตะลึง​กับห้องน้ำ ในสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวเลื่องชื่อของคนไทย

​เพราะห้องน้ำนั้น​​เป็นแบบนั่งยอง

อย่าหาว่าฉันดัดจริต ฉันเคย​ไปเ​ที่ยวเมืองจีน​เมื่อเจ็ดแปดปีก่อน เคยเข้าห้องน้ำมาทุกรูปแบบ ไม่ว่า​จะ​เป็นส้วมหลุม ส้วมรางแบบนั่งมองฟ้าดิน หรือ​แม้​แต่เข้าป่า​เอาเสียม​ไปขุด หรือ​ไปทุ่ง เก็บดอกไม้ ​เพราะฉันบากบั่น​ไปเ​ที่ยวแถวชนบทเมืองจีน ​ไปนอนค้างบ้านชาวบ้านเชิงภูเขาธารน้ำแข็ง ก็ยังไม่เคยบ่นสักคำ รับ​ได้ทุกรูปแบบ ​เพราะเรา​ไปแบบไม่คาดหวัง ​และ​ต้องการสัมผัส​กับธรรมชาติเต็ม​ที่

​แต่ฉันรู้สึกว่า​ ห้องน้ำแบบนั่งยองในกรุงเทพมหานคร​และตามสถาน​ที่ท่องเ​ที่ยวเลื่องชื่อในเมืองไทยนี้ มันช่างไม่ "โกอินเตอร์" เสียเลย​ ​เพราะมันมัก​จะเปียกชื้นแฉะ​และรักษา​ความสะอาด​ได้ยากมาก ไม่เหมาะ​กับผู้สูงอายุ​ที่​ต้องนั่งยักแย่ยักยันด้วย

​ที่สำคัญมันไม่​เป็นสากล ​เพราะประเทศต่างๆ​ ​เขา​ใช้ห้องน้ำแบบโถชักโครกกันหมดแล้ว​

ฉันดูแล้ว​ วัฒนธรรมห้องน้ำของเรายังไม่​ได้พัฒนาเท่าใดนัก สถาน​ที่ท่องเ​ที่ยว ห้างสรรพสินค้า หรือปั๊มน้ำมันหลายแห่ง พยายามลองทำห้องน้ำแบบชักโครก โถนั่ง ​แต่พวกเราบางคนก็ยังอุตส่าห์ปีนขึ้น​​ไปนั่งยองๆ​ เหยียบย่ำด้วยรองเท้าสกปรก จนผู้​ใช้ห้องน้ำคนต่อๆ​​ไป สุด​จะทน​ไปนั่งบนโถส้วม​ได้

เรา​ได้​แต่ว่า​และดูถูกห้องน้ำเมืองจีน มาดูส้วมบ้านเราก่อน​เป็นไร ก็ยังไม่เห็น​จะดีกว่า​เขาตรงไหน

อาจ​จะดีอยู่​สองอย่าง​คือ กลิ่นไม่ค่อยฉุนฉมชวน​จะ​เป็นลม ​กับไม่มีอึลอยอยู่​ให้เห็นคาตาเท่านั้น​ ​แต่สภาพห้องน้ำ​โดยรวม ไม่มี​ความสะอาดแบบ​เป็นสากลเลย​

สำหรับฝรั่งอย่างเลสลีย์ ​ซึ่งไม่เคยเดินทางมาประเทศเอเชียมาก่อน เธอก็ค่อนข้างแปลกใจเหมือนกัน ว่าห้องน้ำเมืองไทย​เป็นแบบนี้เหรอ ฉันคิดว่า นักท่องเ​ที่ยวต่างชาติหลายๆ​คนก็คงแปลกใจเหมือนเลสลีย์

ฉันจึงเดินด้อมๆ​หาห้องน้ำแบบ​ที่​เป็นโถนั่งชักโครก ​เพราะไม่ชอบนั่งยอง ฉันแก่แล้ว​ เข่าไม่ค่อยดี
พนักงานทำ​ความสะอาดถามฉันว่า พี่หาอะไร​คะ​
ฉันเลย​บอกว่า หาห้องน้ำแบบโถส้วมค่ะ​ มีไหมคะ​
เธอเลย​ชี้ให้ฉันเข้าห้องน้ำคนพิการ ​ที่คล้องกุญแจไว้แล้ว​บอกว่า ​ถ้าพี่ออกมาแล้ว​ ช่วยคล้องไว้ตามเดิม ​แต่ไม่​ต้องล็อคนะคะ​

​ที่ไหน​ได้ พอฉันเข้าห้องนั้น​เสร็จ เดินออกมา ฝรั่ง​และนักท่องเ​ที่ยวชาติอื่นๆ​ มารอเข้าคิวต่อจากห้อง​ที่ฉัน​ใช้กันหลายคน

เห็นไหม ​ใคร​จะเลือกนั่งยองๆ​ ​ถ้ามีโถนั่งให้นั่ง ​แต่เสียใจ ห้องน้ำแบบโถนั่งมีเพียงห้องเดียวในบรรดาห้องน้ำเกือบสิบห้อง​ที่เรียงรายอยู่​ งานนี้ ฉันยอม​เป็นคนพิการดีกว่า

ขณะ​ที่ชมภาพเขียนรอบระเบียงวัด​พระแก้ว เราเห็น​เขา​กำลังวาดซ่อมแซมภาพเขียนด้วย

คลิกดูภาพขยาย



​เมื่อชมวัด​พระแก้วเสร็จ เราก็เดินเข้าเขต​พระบรมมหาราชวัง แล้ว​เข้า​ไปดูตาม​พระ​ที่นั่ง


คลิกดูภาพขยาย



อากาศวันนั้น​ร้อนตับแลบจริงๆ​ พวกเราใส่หมวกแก๊ปคนละใบยัง​เอาไม่อยู่​ ฉันเห็นนักท่องเ​ที่ยวหลายคนกางร่มกัน​เป็นแถว
​เพราะ​เป็น​ที่รู้ๆ​กันว่า ใน​พระบรมมหาราชวัง​ส่วน​ที่เราเดินชมนั้น​ ไม่มีต้นไม้ใหญ่เลย​ มีเพียงต้นตะโกดัดเรียง​เป็นหมวดหมู่​กับลานปูนล้วนๆ​ ร้อนเพียงไหน คง​จะนึกภาพออก

คลิกดูภาพขยาย



คลิกดูภาพขยาย



​เมื่อออกจาก​พระบรมมหาราชวัง ฉันก็พาเลสลีย์นั่งรถตุ๊กๆ​ ​เพราะเลสลีย์ร่ำร้องอยาก​จะนั่ง ฉันเองน่ะ ไม่​ได้อยาก​จะนั่งเล้ย ​เพราะกลัวตาย

​แต่​เมื่อเลสลีย์อยากนั่ง ก็เลย​​ต้องพาเธอ​ไปนั่ง ​เป็นการขึ้น​ตุ๊กๆ​​ที่แพง​ที่สุดในชีวิตของฉัน ในราคา 150 บาท​

ตุ๊กๆ​ก็ขับพาเรา​ไปรอบวัด​พระแก้ว​และวัง ผ่านวัดโพธิ์ จอดให้เราเข้า​ไปดู​พระนอนแป๊บนึง จากนั้น​ ก็พาออกมาทางหน้ากระทรวงกลาโหม อ้อมวนดูสนามหลวง ผ่านมาด้านหน้าพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แล้ว​มาจอด​ที่วัดมหาธาตุ ข้างกำแพงมหาวิทยาลัย ​เพราะฉัน​จะรอรับโทรศัพท์มือถือ ​ที่ดอกเข็ม​จะแวะ​เอามาให้ตรงจุดนี้

ฉันไม่รู้หรอกว่าคนอื่น​เขานั่งกันเท่าไหร่ ​แต่คิดว่า นี่คง​เป็นราคานักท่องเ​ที่ยว ตอนแรก ตุ๊กๆ​บอกฉัน 300 บาท​ด้วยซ้ำ ​แต่ฉันไม่​เอา คนขับจึงลดกระหน่ำลงมาครึ่งต่อครึ่ง

สำหรับเลสลีย์คงไม่คิดว่ามันมาก ​เพราะ​เป็นเงินแค่ 2 ปอนด์เท่านั้น​ นั่งรถเมล์​ที่อังกฤษแค่คนเดียว​ไปกลับยังไม่​ได้เลย​

ดอกเข็มบอกว่า พี่พม่าให้โทร.หาด้วย ​เพราะ​จะมารับ​ไปเ​ที่ยว​พระ​ที่นั่งวิมานเมฆต่อ ฉันก็คิดว่าดีเหมือนกัน เลสลีย์น่า​จะชอบ​ที่นั่นมากกว่า

​ระหว่างรอพี่พม่า เราก็เลย​​ไปซื้อแตงโม​กับสับปะรดในรถเข็น​ที่จอดอยู่​แถวท่า​พระจันทร์กินกัน หวานอร่อยชื่นใจ ฉันซื้อขนุนแถมด้วย ​เพราะชอบกิน

​เมื่อ​ไปถึง​พระ​ที่นั่งวิมานเมฆ เราก็ซื้อตั๋วเข้า​ไปเ​ที่ยวชมข้างใน​พระ​ที่นั่ง ​แต่เลสลีย์ไม่​ต้องซื้อ ​เพราะตั๋ว​ที่ชม​พระบรมมหาราชวัง แถมให้เข้าชม​พระ​ที่นั่งวิมานเมฆด้วย ​ที่​พระ​ที่นั่งวิมานเมฆนี้ คนไทยเสียค่าดูคนละ 75 บาท​

ฉันเดินชม​พระ​ที่นั่งวิมานเมฆแล้ว​ ก็หวนคิดถึง​พระราชวังแฮมพ์ตันคอร์ท ให้บรรยากาศคล้ายๆ​กันเลย​ ​คือมีรั้ว​เป็นอิฐแดงๆ​ มีห้องหลายๆ​ห้อง มีห้อง​เขาสัตว์เหมือน​ที่​พระเจ้าเฮนรี่​ที่แปดมีด้วย แล้ว​ก็มีบริเวณสวนด้านนอก มีสระน้ำ

คลิกดูภาพขยาย




เราไม่​ได้ถ่ายรูปใน​พระราชวังไม้สัก ​เพราะ​เขาไม่ให้ถ่าย ครั้น​จะเดินข้างนอก ก็ร้อนมากๆ​ ใน​ที่สุด เลย​กลับกันดีกว่า ดูกันพอหอมปากหอมคอ

พี่พม่าบริการขับรถพาพวกเรากลับบ้าน แล้ว​ขอแวะจ่าย​กับข้าว​ที่ตลาดใกล้บ้าน ​เพื่อ​จะทำกินมื้อเย็น แถมพาพวกเรา​ไปเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวต้มยำเจ้าอร่อยในตลาด เลสลีย์ไม่​ได้กิน บอกร้อน กินอะไร​ไม่ค่อยลง จากนั้น​ พี่พม่าก็เดินจ่าย​กับข้าว พวกเราก็เดินชมตลาด​ไป

กลับถึงบ้าน พี่พม่าให้เด็ดชะอม ​จะ​เอาไว้ทอดกิน​กับน้ำพริกกะปิ ตามออเดอร์​ที่ฉันขอ
ตกเย็น น้องลิงก็กลับมา มีเจ๊น้อง​และดอกเข็มตามมาสมทบกินข้าวเย็น ​พร้อม​เพื่อนพี่พม่าอีกสามสี่คน พี่พม่าทำอาหารมาตั้งวางเต็มโต๊ะ ​ส่วนพวกเราก็เม้าแตกกันตามเคย สลับ​กับการกิน

คลิกดูภาพขยาย




ร้องเพลงอะไร​ก็ไม่ีรู้ อ้าปากแบบเดียวกันหมดเลย​


ในกระบวนพวกเรา ดอกเข็มดู​จะ​เป็นคนจริงจัง ​เป็นงาน​เป็นการ​ที่สุด ​และ​จะคอยจัดระเบียบพวกเรา​เป็นระยะๆ​ เช่นตอนไหน เราชักคุยกันเข้าข่ายทะลึ่งหวาดเสียว ดอกเข็มก็​จะนั่งทำตาปริบๆ​ บางทีก็ยิ้มแบบอ่อนใจระคนเอ็นดู​ความบ้าของพวกเรา บางทีก็เปรยว่า
"ไอ้พวกนี้นี่" หรือ "เฮ้ยๆ​ ชัก​จะติดเรท" ฉันเลย​แซวดอกเข็มว่า
"เฮ้ งานนี้เจ๊เบียบมาเอง มาจัดระเบียบสังคมให้พวกเรา"

​ที่ฮา​ที่สุด ​คือ ตอนเช้า​ ดอกเข็มเห็นเทียนหอมสีขาวรูปดอกกุหลาบในกล่องพลาสติก​ที่เลสลีย์ซื้อให้เจ๊น้อง วางอยู่​บนโต๊ะ เธอก็บอกด้วยน้ำเสียงเรียบๆ​ว่า
"ไอ้นี่ ​ต้อง​เอา​ไปแช่ตู้เย็นไว้นะ" ดอกเข็มแนะ
พวกเราก็ฮากันตึง แล้ว​บอกดอกเข็มว่า
"อันนี้มันเทียนหอมนะจ๊ะ​ ไม่ใช่วุ้นกะทิ" ดอกเข็มเธอคิดว่า​เป็นวุ้นกะทิค่ะ​

ฉันเอง​เมื่อ​ได้มาอยู่​ในหมู่​เพื่อนๆ​ ก็สงสารเลสลีย์เหมือนกัน ​เพราะพวกเราก็​จะ​เอา​แต่พูดภาษาไทยกัน เลสลีย์ก็เลย​นั่งบื้อ​ไปเลย​ บางทีนึก​ได้ต่างคนก็​จะคุย​กับเลสลีย์​เป็นภาษาอังกฤษเสียที

ฉันบอก​เพื่อนให้หมั่นกันคุย​กับเลสลีย์บ้าง ​เพื่อนๆ​บอกว่า ไม่มันว่ะ สู้พูดภาษาไทยไม่​ได้

​ส่วนตัวฉันเอง ​จะพูด​ไป แปล​ไปก็ไม่มันเหมือนกัน เลย​หาของกินให้เลสลีย์กิน​เป็นการชดเชย เลสลีย์ดูเหมือน​จะเตรียมการมาดี หาหนังสือมานั่งอ่าน หยิบ​เอาไดอะรีมานั่งเขียน ปล่อยให้พวกเราเม้ากัน​ไป

วันนี้​เป็นอีกวันหนึ่ง​​ที่เลสลีย์ประหลาดใจ เธอให้ฉันอ่านสมุดบันทึกของเธอ ตอนหนึ่ง​

เธอเขียนไว้ว่า คนไทยกิน​กับข้าวมากมาย​หลายอย่างจริงๆ​ อาหาร​ที่​เอามาตั้งบนโต๊ะมี​เป็นสิบอย่าง เธอเรียกเมืองไทยว่า The Land of Eating
ฮ่าๆ​ๆ​ๆ​ ไม่รู้จัก​ความอุดมสมบูรณ์ของเมืองไทยซะแล้ว​ ​เพื่อนเอ๋ย...​.

เหลืออีกสองวัน​จะหมดรายการการท่องเ​ที่ยวโปรโมตเมืองไทยแล้ว​จ้ะ​

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2407 Article's Rate 170 votes
ชื่อเรื่อง เที่ยวไปตามใจฉัน --Series
ชื่อตอน โอ้กรุงเทพฯเมืองฟ้าอมร สมเป็นนครมหาธานี - One day in Bangkok --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๔๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๒ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : add [C-12830 ], [125.25.213.206]
เมื่อวันที่ : ๐๖ ต.ค. ๒๕๕๐, ๑๘.๑๓ น.

พี่ว่าวัด​​พระแก้วของเราสวยจริงๆ​​นะ ​​ไปทีไรก็รู้สึกอย่างนั้น​​ทุกที วัดโพธิ์ก็สวยมากเหมือนกัน พอ​​ไปเห็นยักษ์แล้ว​​​​จะร้องเพลงนี้ทุกที...​​...​​...​​

ยักษ์วัดแจ้งเกิดกำแหงโมโห ร้องด่าไอ้ยักษ์ตาโตๆ​​

อ้าวข้ามฟาก​​ไปไกลถึงวัดแจ้งโน่นแน่ะ

ใน​​เมื่อข้ามฟาก​​ไปแล้ว​​ก็นั่งเรือกลับมาอีกทีนะ

...​​...​​.ฉันรักธรรมศาสตร์​​เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน...​​.
...​​...​​..ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกตารางนิ้ว...​​...​​.

​​แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้อ้ะ

แจ้งลบข้อความ


ความเห็นที่ ๒ : pilgrim [C-12841 ], [203.185.68.195]
เมื่อวันที่ : ๐๘ ต.ค. ๒๕๕๐, ๐๘.๑๙ น.

ใช่ค่ะ​​ พี่แอ๊ด วัดสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สวยทุกวัดเลย​​ อย่างวัดอื่นๆ​​ก็เช่น วัดสุทัศน์ วัดเบญจมบพิตร

พิลว่า จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คงเปลี่ยนแปลง​​ไปมาเกิน​​จะกอบกู้แล้ว​​ละค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น