นิตยสารรายสะดวก  Memorandum  ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
เที่ยวไปตามใจฉัน #25
pilgrim
...คง​เป็นธรรมดาของเซลส์​ทั้งหลาย ​ที่มัก​จะเสนอขายเรา แล้ว​พูด​แต่สิ่งดีๆ​ ​แต่สิ่ง​ที่ไม่ดีหรือเรื่อง​​ที่เรา​จะ​ต้องเสียเงินเพิ่ม หรือเสียอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เขามัก​จะไม่ยอมบอกอย่างตรง​ไปตรงมา...

ตอน : ภูเก็ตพาราไดส์กับรอยยิ้มละมุนละไมเมื่อแรกพบเจอ

คลิกดูภาพขยาย


เราตื่นนอนกันราวๆ​เจ็ดโมงเช้า​ ​เพราะเริ่มหิว ทางโรงแรมมีอาหารเช้า​ให้รับประทานด้วย ฉันเริ่มปฏิบัติการโทร.หาพี่วันดี ​แต่ปรากฏว่าไม่มีผู้รับสาย
โธ่ พี่วันดี ​ไปอยู่​ไหนเสียแล้ว​ละจ๊ะ​ พี่จ๋า

จากนั้น​ เราก็​ต้องออก​ไปหม่ำอาหารเช้า​กัน ทางโรงแรมจัดไว้​เป็นแบบบุฟเฟต์มี​ทั้งแบบฝรั่ง​และแบบไทย ห้องอาหารของโรงแรม​เป็นเรือนไม้แบบเปิดโล่ง อากาศภูเก็ต ภายนอกห้องแอร์อบอ้าว​ใช้​ได้ ​แต่ไม่ถึง​กับร้อนมาก

เลสลีย์เลือกกินซีเรียล​กับขนมปังทาแยม
​ส่วนฉันนั่นเลย​ ข้าวผัด ผัดซีอิ๊ว แถมด้วยเบคอนทอด​และไส้กรอก ​และน้ำส้มคั้นอีกคนละแก้ว

เรา​ได้ยินเสียงเด็กตะโกน​เป็นภาษาอังกฤษมา​เป็นระยะๆ​ สอบถามพนักงานจึง​ได้ทราบว่า มีเด็กนักเรียนจากสุราษฎร์ธานี มาเข้าค่าย English camp ​ที่นี่ เลสลีย์บอกว่าคุณครู​ที่สอนน่า​จะ​เป็นคนอังกฤษ ​เพราะสำเนียงอังกฤษปร๋อ

กินข้าวเสร็จ เรา​ไปแวะ​ที่เคาเตอร์ด้านหน้า พนักงานบอกว่า มีคนโทรศัพท์เข้ามาหา ​พร้อม​กับให้เบอร์โทรศัพท์ไว้
ปรากฏว่า​เป็นพี่วันดี ฉันจึงรีบเดินกลับห้อง ​เพื่อโทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง
ใน​ที่สุด ก็​ได้ยินเสียงพี่วันดี ตัวจริง เสียงจริง พี่วันดีบอกว่า มัว​แต่ลง​ไปอยู่​ในสวน เลย​ไม่​ได้รับโทรศัพท์ในตอนแรก เรานัดหมายกัน ว่าฉัน​จะโทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง หลังจากเสร็จจากการดูโครงการบ้านของซูแล้ว​

ค่อยโล่งใจ ว่า​จะ​ได้เจอพี่วันดีแน่ๆ​ ​เพราะฉันไม่อยากตระเวน​ไป​กับเซลขายบ้าน​ทั้งวัน

จากนั้น​ เราก็​ไปเดินเล่นกัน​ที่ชายหาดบางเทาอันเงียบสงบ อากาศร้อนพอประมาณ บางคนเริ่มลงเล่นน้ำกันแล้ว​ บางคนก็ลงมานอนผึ่งพุงอยู่​​ที่เก้าอี้ชายหาด

คลิกดูภาพขยาย




ฉันเห็นหญิงชาวบ้านดูเหมือน​จะลง​ไปตกปลาอยู่​ริมทะเล ขณะ​ที่ลูกน้อยเล่นน้ำอยู่​ไม่ห่าง แหม่มบางคนก็พาลูกลงมาว่ายน้ำเล่นเหมือนกัน

จากนั้น​ เราก็ลง​ไปนอนดูยอดมะพร้าว ฟังเสียงคลื่นลมทะเล​ที่เก้าอี้ชายหาดบ้าง แล้ว​จึง​ได้เดินออก​ไปรอซู​ที่เคาเตอร์ด้านนอก

คลิกดูภาพขยาย



คลิกดูภาพขยาย


​ที่พักของเรา เปิดประตูหลังออกมา​จะเจอสระว่ายน้ำเชื้อเชิญให้ลง​ไปแหวกว่าย


ซูมาตามเวลานัด แล้ว​พาพวกเรา​ไป​ที่สำนักงานขายของเธอ ไม่ไกลจากโรงแรมนัก แล้ว​เธอก็นั่งอธิบายให้เลสลีย์ฟังถึงโครงการต่างๆ​ ​ส่วนฉันไม่สนใจหรอก ​เพราะไม่​ได้เคยคิด​จะซื้อเล้ย

​แต่​ไปๆ​มาๆ​ เลสลีย์ก็ดึงฉันเข้า​ไปร่วมวงโคจรด้วย ​โดยบอกว่า ​จะลงทุนซื้อร่วม​กับฉัน

ฉันก็เลย​​ต้องตกกระไดพลอยโจน ​เอาก็​เอาฟะ ​เพราะรู้ว่า เลสลีย์ก็หวังว่าอาจ​จะมีฉัน​เป็นตัวกลางกู้เงิน​กับธนาคารทางเมืองไทย​ได้ ฉันก็ยินดีทำให้​เพื่อน ​ถ้า​เพื่อนอยาก​จะ​ได้จริงๆ​
คราวนี้ ฉันเลย​​ต้องเข้า​ไปหมุนอยู่​ในวงโคจรของ​เขาด้วย

แล้ว​ซูก็ขับรถพาเรา​ไปดูโครงการนี้ โครงการนั้น​

อสังหาริมทรัพย์​เขาก็สวยดี ไม่ใช่สร้างแบบตึกแถว ทาวเฮ้าส์หรือคอนโดคอนกรีตไร้ศิลปะทางสถาปัตยกรรม ใจฉันยังนึกชอบเหมือนกัน


คลิกดูภาพขยาย



ดูหนักๆ​เข้า จนเ​ที่ยงกว่าแล้ว​ ยังไม่เลิก ฉันเริ่มหิวแล้ว​สิ พอหิวแล้ว​ก็หงุดหงิด ถามเลสลีย์ว่า ไหนซูบอกว่าดูแค่สี่สิบนาทีไง นี่ตั้งแต่สี่โมงครึ่งจนเ​ที่ยงกว่าแล้ว​นะ

เลสลีย์ก็ยังไม่ว่าอะไร​ ฉันเลย​ถามซูว่า จวนเสร็จหรือยัง ​เพราะ​เพื่อนของพวกเรา​กำลังคอยอยู่​

​แต่ซูก็ยังไม่เลิก ข้าวกลางวันก็ไม่ให้กิน ​แต่พาพวกเรา​ไปซื้อไก่ย่างไม้ละสิบบาท​​กับข้าวเหนียว​ที่หาดสุรินทร์กิน แล้ว​ก็นั่งกินกันในรถ

จากนั้น​ ก็พา​ไปดู​ที่นั่น ​ที่นี่อีก

ฉันบอก​กับเลสลีย์อย่างหมด​ความอดทน​เมื่อเวลาบ่ายโมงกว่าๆ​ว่า เรามาภูเก็ต​เพื่อ​จะมาฮอลิเดย์กันนะ ไม่ใช่วนเวียน​ไปตามพร็อพเพอร์ตี้ไซต์​ที่แสน​จะร้อนตับแตกอย่างนี้

บางโครงการยังไม่มีตึกมีบ้านให้เห็นด้วยซ้ำ มี​แต่​ที่ดินเปล่าๆ​ ​กับแบบโมเดลจำลอง

แล้ว​เราก็พร่ำถามซู ว่า​เมื่อไหร่​จะเสร็จเสียที ถามอยู่​สองสามหนกว่าเธอ​จะยอมพาพวกเรากลับมา​ที่สำนักงานขาย แล้ว​นั่งกล่อมให้เลสลีย์วางเงินมัดจำจองไว้ก่อน ราวๆ​ห้าหมื่นบาท​ สำหรับห้องชุดแบบสตูดิโอ ราคาราวๆ​สามล้านกว่าบาท​

เลสลีย์ก็บอกว่า ไม่​เอาหรอก ยังตัดสินใจไม่​ได้ ขอกลับ​ไปคิดก่อน

ซูก็บอกว่า ไม่​ได้ ไม่ยอม น่าเสียดายนะ ​ถ้าไม่วางเงินมัดจำ ห้องสวยนะ เดี๋ยวมีคนมา​เอา​ไปซะ น่าเสียดายแย่เลย​

ฉันก็บอกซูว่า ไม่​เป็นไรหรอก ​เพราะเราคิดว่า ​ถ้าสิ่งไหน​จะ​เป็นของเรา มันก็ย่อม​จะ​เป็นของเรา ​ถ้าเราพลาดโอกาส​ไป ก็แสดงว่า มันไม่ใช่ของเรา

​แต่ซูก็ไม่ฟัง แล้ว​ก็ไม่ยอมปล่อยตัวพวกเรากลับโรงแรม

เธอโทร.ติดต่อ​กับเจ้าของโครงการ จนใน​ที่สุด ก็ยื่นข้อเสนอว่า ให้เลสลีย์วางเงินมัดจำไว้ แล้ว​ภายใน 14 วัน ​ถ้าเปลี่ยนใจไม่​เอาห้องชุด ทางโครงการ​จะคืนเงินให้

เลสลีย์ก็เลย​​ต้องยอม ​แต่ฉันแอบถามเลสลีย์ว่า แน่ใจนะ ว่าการตกลง​จะไม่ตุกติก แล้ว​ฉันก็ถามซูว่า การโอนเงิน​จะมีขั้นตอนยุ่งยากหรือไม่ แล้ว​ทางเรา​จะ​ต้องเสียค่าธรรมเนียมอะไร​หรือเปล่า

ซูก็บอกว่า ไม่ยุ่งยาก แล้ว​เราก็ไม่​ต้องเสียอะไร​

ใน​ที่สุด เงินเลสลีย์ก็ปลิวออกจากกระเป๋า​ไปห้าหมื่นบาท​ ซูจึงปล่อยตัวพวกเรากลับโรงแรม

จนป่านนี้ ฉันเองก็ยังไม่รู้เลย​ว่า​เมื่อไหร่เลสลีย์​จะ​ได้เงินคืน ​เพราะดูๆ​แล้ว​ ซูพยายามขายของให้เราแบบหมกเม็ดเหมือนกัน

คอนโด​ที่เลสลีย์​จะตกลงซื้อนั้น​ ​จะมีบริษัทจัดการดูแล ปล่อยให้เช่า​และซ่อมบำรุงห้องชุดให้

คง​เป็นธรรมดาของเซลส์​ทั้งหลาย ​ที่มัก​จะเสนอขายเรา แล้ว​พูด​แต่สิ่งดีๆ​ ​แต่สิ่ง​ที่ไม่ดีหรือเรื่อง​​ที่เรา​จะ​ต้องเสียเงินเพิ่ม หรือเสียอะไร​ก็แล้ว​​แต่ ​เขามัก​จะไม่ยอมบอกอย่างตรง​ไปตรงมา

เหมือนอย่างกรณีนี้ ​ที่ซูยัดเยียดให้เราควักเงินจองห้องชุด ​แต่ไม่ยอมบอก​ความจริง​ทั้งหมด

ฉันให้เลสลีย์ถามถึงค่า​ใช้จ่ายในการดูแล ​และรายรับ​ที่เรา​จะ​ได้จากการให้เช่าห้อง ซูก็ตอบอ้ำๆ​อึ้งๆ​ แล้ว​บอกว่า​จะส่งเอกสารมาให้​ที่โรงแรมทีหลัง ​แต่เธอบอกคร่าวๆ​ว่า ค่าดูแลตกเดือนละประมาณ 8,000 บาท​

ตอนหลัง เธอ​เอาเอกสารมาทิ้งไว้ให้ ปรากฏว่าเรายัง​ต้องเสียค่าดูแลอีกยุบยับมาก มีค่านั่น ค่านี่ จนเรางง​ไปหมด

ตัวฉันเองไม่​ได้แตกฉานการลงทุนด้านนี้เลย​ (​และไม่ว่า​จะด้านไหน) ก็สุดปัญญา​จะคิดต่อ ​เพราะค่าเช่า​ที่เลสลีย์​จะ​ได้จากการปล่อยเช่ารายเดือน​เป็นเงินเท่าไหร่ก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ​จะคุ้ม​กับค่าดูแลหรือเปล่าก็ไม่รู้

เลสลีย์ก็เลย​บอกว่า ไม่​เอาดีกว่า ไม่อยากเดินหน้าแล้ว​ ​เพราะดูเหมือน​จะมีเรื่อง​ผูกมัดมากกว่า​ที่คิด ตอนนี้ก็มัดจำ​ไปก่อน แล้ว​​จะขอยกเลิก​เพื่อ​เอาเงินมัดจำคืนแน่นอน

​เมื่อถึงโรงแรม ฉันก็โทร.หาพี่วันดีอีกครั้ง

คราวนี้ พี่วันดีบอกว่า ​จะมารับ​ที่โรงแรม ฉันเองไม่รู้เลย​ว่า แถบ​ที่ฉันอยู่​​กับบ้านพี่วันดีนั้น​ ค่อนข้างไกลกัน ​เมื่อมารู้ตอนหลัง จึงรู้สึกเกรงใจพี่วันดีมากๆ​

ฉันมัว​แต่​ไปเข้าห้องน้ำ พนักงานจึงโทร.มาตามว่ามีคนมารอพบ​ที่ด้านนอก

ฉันรีบเดินออกมา​กับเลสลีย์ก็​ได้เห็นสุภาพสตรีร่างเล็กๆ​ผู้หนึ่ง​ หันหลังดูแผน​ที่อยู่​ ฉันร้องเรียกว่า "สวัสดีค่ะ​ พี่วันดีใช่ไหมคะ​" แล้ว​สุภาพสตรีท่านนั้น​ก็หันมายิ้มให้ฉัน

ในฉับพลัน ฉันจึง​ได้พบ​กับรอยยิ้มละมุนละไม

ฉันรู้สึกคุ้นๆ​​กับพี่วันดีอย่างประหลาด ​เมื่อเรามาถึงหาดกมลา ฉันพิศมองหน้าพี่วันดีแล้ว​ พูดออกมา​ได้คำเดียวว่า

"พี่วันดี สวยจัง" ​เป็น​ความรู้สึกจากใจจริงๆ​
พี่วันดียิ้มให้แล้ว​เอ่ยว่า "แหม ทำไมไม่รีบบอก"

โธ่พี่จ๋า หนูก็​ต้องดูลาดเลาก่อนสิ ขืนดุ่มๆ​บอก​ไป​แต่แรกพบ กลัวหาว่าพิลทะลึ่งน่ะสิ ฮิๆ​ๆ​ๆ​
พี่วันดีน่ารัก​และอบอุ่นมาก แถมพาคุณพ่อบ้านมาด้วย ขับรถพาเรา​ไปเ​ที่ยวชมภูเก็ต

จริงๆ​ ฉันตั้งใจว่า อยากเจอพี่วันดี ​และขอนั่งคุยกันสักพัก แล้ว​ฉัน​จะซื้อทัวร์เ​ที่ยวภูเก็ต​กับเกาะพีพี

​แต่พี่วันดีกลับพาพวกเราท่องเ​ที่ยวภูเก็ตอย่างเพลิดเพลินใจ ให้เวลาพวกเราเต็ม​ที่ ​พร้อมชี้ชวนให้ฉ้นดูภูเก็ตในแง่มุมต่างๆ​ ​โดยเฉพาะหมู่บ้านบน​เขา ​ที่ฝรั่ง​ไปซื้อ ​ไปสร้างกันมากมาย​ จนพี่วันดีกลัวว่า ​ถ้าวันไหน ฝนตกหนัก ภูเขาถล่มลงมา คง​จะวิบัติกัน​เป็นแถว

ฉันนั่งดูภูเก็ตแล้ว​ก็สะท้อนใจ​กับประหลาดใจระคนกัน

วูบหนึ่ง​ ชวนให้รู้สึกว่า​ นี่​คือประเทศไทยแน่หรือ ภูเก็ตดูเหมือน​จะ​เป็นสวรรค์ของ​ใครหลายๆ​คน​ไปเสียแล้ว​ ด้วยบ้านพักหรูหรา ​ที่ผุดขึ้น​มาเต็มเมือง

พี่วันดีบอกว่า ภูเก็ตสวยขึ้น​มาก ด้วยโครงการอสังหาริมทรัพย์เหล่านั้น​ ​แต่ละ​ที่ ​แต่ละแห่ง มี​แต่คอนโด บ้านพัก สวยๆ​งามๆ​ ภูมิทัศน์หรือการจัดสวน สิ่งแวดล้อมก็เจริญหูเจริญตา

ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งเลย​ ​เพราะสายตามองเห็น​ความสวยงามนั้น​ๆ​อย่างชื่นชม

​แต่ก่อนฉันเคยคิดในทางต่อต้านฝรั่ง​ที่มาซื้อบ้านช่องในไทย ​เพราะรู้สึกเหมือน ประเทศไทย​กำลัง​จะถูกยึดครอง​โดยฝรั่งต่างชาติ

หาก​แต่โลกทัศน์ของฉันเปลี่ยน​ไป ​เมื่อ​ได้มาอังกฤษ ​เพราะฉัน​ได้เห็นว่า ​ที่อังกฤษนี้ ก็มีคนหลายชาติ หลายภาษา รวม​ทั้งคนไทย มาซื้อบ้านช่องห้องหออยู่​กันมากมาย​ แล้ว​รัฐบาลอังกฤษก็ไม่​ได้กีดกัน​แต่อย่างใด

ฉันจึงรู้สึกว่า​ คำว่า "โลกไร้พรมแดน" เห็นท่า​จะ​เป็นจริงขึ้น​มาทุกขณะ ขอเพียงมีเงิน​และโอกาส เรา​จะ​ไปทำมาหากิน ตั้งถิ่นฐาน​ที่ไหนก็​ได้

​แต่สิ่งหนึ่ง​​ที่ยังติดค้างอยู่​ในใจ ​คือ ​เมื่อฝรั่งเข้ามา ค่าครองชีพต่างๆ​ก็สูงขึ้น​ คนไทยก็เริ่ม​จะไม่ต้อนรับคนไทยด้วยกันเอง ​เพราะคนไทยด้วยกันเองก็พร่ำบ่น​แต่คำว่า "แพงๆ​ๆ​ๆ​ๆ​"


​ถ้าเราแก้ปัญหาตรงนี้​ได้ ฉันคิดว่า คง​จะมีคนไทยไม่น้อย​ที่อยาก​ไปเ​ที่ยวภูเก็ตอย่างเต็มหัวใจ ไม่รู้สึกแปลกแยก จนทำให้ฉัน​ต้องปลอมตัว​ไป​เป็นคนญี่ปุ่น มาเลย​์ ฟิลิปปินส์บ้าง

พี่วันดี​และคุณพ่อบ้านขับรถพาพวกเรา​ไปดูชายหาดแทบ​จะทุกหาด ไม่ว่า​จะ​เป็นหาดป่าตอง หาดกมลา หาดสุรินทร์ ​และอีกหลายๆ​หาด ทำให้ฉัน​ได้สัมผัสถึง​ความสวยงามของภูเก็ตอย่างเต็มตา

แถมยังขับพาชมวิวจากยอด​เขา ทำให้เห็นผืนทะเลภูเก็ตอันสวยงาม ระลอกคลื่นน้ำสีน้ำเงินเทา สงบ พลิ้วน้อยๆ​ กระทบแสงแดดยามบ่าย​เป็นประกายระยิบระยับ ราว​กับมี​ใครคลี่ผ้าม่านสีเทาคราม คลี่คลุมผืนโลกแล้ว​ทอแซมด้วยเส้นด้ายสีทองเรืองรอง

ภูเก็ต ​คือ The Island of Paradise ด้วยทะเลน้ำเขียวครามใส เวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา

วันนี้ ​แม้​จะยังมีร่องรอยจากซึนามิหลงเหลืออยู่​ ​แต่ดูเหมือนการพักฟื้น​จะทำให้ภูเก็ตเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้น​มาอีกครั้งหนึ่ง​

เลสลีย์บอกอยากซื้อแว่นกันแดด พี่วันดีจึงพาพวกเรา​ไปเดินซื้อแว่นกันแดด ยี่ห้อหรูของปลอม​ที่วางขายกันกลาดเกลื่อน​ที่หาดป่าตอง

เลสลีย์เลือก​ได้มาหนึ่ง​อัน ต่อ​ได้จากราคา 680 บาท​ เหลือ 300 บาท​ ฉันดูแล้ว​ สวยดีเหมือนกัน ​แต่เรื่อง​แว่นนี้ มีเรื่อง​ตลกเกิดขึ้น​ภายหลัง

แล้ว​เราก็​ได้​ไปดู​พระอาทิตย์ตกดินกัน​ที่แหลมพรหมเทพ ​ซึ่งก่อน​จะ​ได้ขึ้น​​ไป ก็หลงทางกันนิดหน่อย​อย่าง​ที่พี่วันดีเล่า

วันนั้น​ เรา​ได้เห็นบางเสี้ยวของ​พระอาทิตย์​ที่ทิ้งตัวร่ำไร ราว​กับ​จะหยาดหยดลงกลางทะเล ​แต่ในช่วงท้ายกลับมีเมฆหมอกมาบัง ทำให้พร่าเลือน​ไป

คลิกดูภาพขยาย



คลิกดูภาพขยาย



นักท่องเ​ที่ยวยังพากันหลั่งไหลขึ้น​​ไปดู​พระอาทิตย์ตกดินกันอย่างหนาตา ไม่ว่า​จะกี่สิบปี​ที่ผ่านพ้น​ไป

แหลมพรหมเทพวันนี้ แปลกเปลี่ยน​ไปจากครั้ง​ที่ฉันเคยมา​เมื่อสิบปีก่อนมาก

มีสิ่งปลูกสร้างมากมาย​ มีลานปูนกว้าง ​และมีศาล​พระพรหมให้สม​กับชื่อแหลม

เลสลีย์มองตุ๊กตาช้าง​ที่ผู้มีจิตศรัทธานำมาแก้บน​พระพรหมอย่างทึ่งๆ​

แล้ว​พี่วันดีก็พาพวกเรา​ไปรับประทานมื้อเย็นกัน​ที่ร้านอาหารริมทะเลในยามค่ำ ​พร้อม​กับมีลูกสาวผู้แสน​จะน่ารัก​และ​เพื่อนของลูกสาวตามมาสมทบด้วย

ฉันขอเลี้ยงพี่วันดีตอบแทน พี่วันดีก็ทำ​เป็นเสียงดุ ไม่ยอมให้เลี้ยง ​แม้​แต่ขอเลี้ยงน้ำก็ไม่ยอมให้เลี้ยง

ทำให้ฉันรู้สึกเกรงใจพี่วันดีมากๆ​ เลย​กินซะหมดเลย​ แฮ่ม (น้ำพริกกุ้งเสียบ ​กับผัดผักเหมียงอร่อยมากค่ะ​ ​จะว่า​ไปแล้ว​ก็อร่อยทุกอย่างเลย​)

พี่วันดีสั่งหอยชักตีนมาให้เราลองกินด้วย เลสลีย์เรียกว่า หอย pulling legs

คำนี้ อาจมี​ความหมายว่า ทำให้​ใครป่วนก็​ได้ เช่น pulling your legs แปล​ได้ว่า ​กำลังแกล้งป่วนเธออยู่​ ทำให้ฉันขำ ​เพราะ​กำลังกินหอยป่วนอยู่​ อิๆ​ๆ​ๆ​

คลิกดูภาพขยาย




แล้ว​เราก็​ไปแวะบ้านพี่วันดีกัน ​ได้รับประทานขนมลาอันแสนอร่อย เหนียวหนึบ​แต่นุ่มลิ้น

จากนั้น​ พี่วันดี​และคุณพ่อบ้าน ก็ขับรถไกลแสนไกล มาส่งพวกเรากลับโรงแรม

นี่​คือวันอันแสนมหัศจรรย์ อีกวันหนึ่ง​ ​กับคน​ที่ฉันไม่เคยรู้จักหน้าค่าตา ​แต่มีวาสนา​ได้พบเจอกัน ​และมี​ความรู้สึก​ที่ดีต่อกัน

การต้อนรับ​ที่อบอุ่นเช่นนี้ ยังตราตรึงอยู่​ในใจไม่รู้เลือน ​และก็​ได้​แต่หวังว่า สักวันหนึ่ง​ คง​จะ​ได้มีโอกาสทำประโยชน์ตอบแทนพี่วันดีบ้าง

 

F a c t   C a r d
Article ID S-2286 Article's Rate 170 votes
ชื่อเรื่อง เที่ยวไปตามใจฉัน --Series
ชื่อตอน ภูเก็ตพาราไดส์กับรอยยิ้มละมุนละไมเมื่อแรกพบเจอ --อ่านตอนอื่นที่ตีพิมพ์แล้ว คลิก!
ผู้แต่ง pilgrim
ตีพิมพ์เมื่อ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๔
ตีพิมพ์ในคอลัมน์ ฉันเขียนให้เธออ่าน
จำนวนผู้เปิดอ่าน ๓๗๐ ครั้ง
จำนวนความเห็น ๑ ความเห็น
จำนวนดอกไม้รวม ๗๔๐
| | | |
เชิญโหวตให้เรตติ้งดอกไม้แก่ข้อเขียนนี้  
R e a d e r ' s   C o m m e n t
ความเห็นที่ ๑ : ดาวเคียงเดือน [C-12261 ], [210.246.178.51]
เมื่อวันที่ : ๑๗ ส.ค. ๒๕๕๐, ๑๓.๑๘ น.

อ่านแล้ว​​เพลินดีค่ะ​​

แจ้งลบข้อความ


สั่งให้ระบบส่งเมลแจ้งการเพิ่มเติมความเห็น
 ศาลานกน้อย พร้อมบริการเสมอ และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกท่าน  ติดต่อเว็บมาสเตอร์ได้ทางคอลัมน์ คุยกับลุงเปี๊ยก หรือทางอีเมลได้ที่ uncle-piak@noknoi.com  พัฒนาระบบ : ธีรพงษ์ สุทธิวราภิรักษ์  โลโกนกน้อย : สุชา สนิทวงศ์  ภาพดอกไม้ในนกแชท : ณัฐพร บุญประภา  ลิขสิทธิ์งานเขียนในนิตยสารรายสะดวก เป็นของผู้เขียนเรื่องนั้น  ข้อความที่โพสบนเว็บไซต์แห่งนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้โพสทั้งสิ้น